เล่มที่6 บทที่13: การประหัตประหารอันน่าพรั่นพรึง

 

Desolate Era เล่ม6: ดักแด้พังทลาย กลับกลายเป็นผีเสื้อ

 

บทที่ 13: การประหัตประหารอันน่าพรั่นพรึง

 

หมอกดำสนิทหนาทึบลอยอ้อยอิ่งปกคลุม สาวกตำหนักม่วงของภูเขามังกรหิมะทั้งแปดยังคงเคลื่อนที่ต่อไปโดยรักษารูปขบวนเอาไว้อย่างเข้มงวดรัดกุม

 

ค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์นี้กระทั่งศิษย์พี่หนงซิเตาก็ยังไม่อาจคลี่คลาย แล้วพวกเราจะทำเช่นไรได้? มิสู้ทดลองเสี่ยงดวงเดินหน้าต่อไป พวกเราอาจจะเปะปะไปจนพบพานกับศิษย์พี่ทั้งสองก็เป็นได้ พวกมันอาศัยความหวังที่หลงเหลือเพียงใยหนึ่งผลักดันตนเองให้มุ่งหน้าต่อไป ผนึกแห่งเต๋าจำนวนมากมายถูกกำแน่นอยู่ในมือ พร้อมที่จะใช้ออกได้ทุกขณะ

 

ทันใดนั้น หยาดพิรุณเบาบางพลันพร่างพรมลงมาราวกับเส้นไหมอันอ่อนละมุน แต่ต่งซีฉีและพวกทั้งแปดล้วนแตกตื่นจนเกร็งพลังขึ้นต้านทานจนสุดตัว

 

เพียงสายฝนปกติธรรมดาเท่านั้น ไม่ต้องกังวลไป ชายผู้มีจมูกเหยี่ยวแค่นเสียงอย่างเย็นชา

 

เหตุใดจึงมีฝนตกภายในพื้นที่ของค่ายกลได้ หัวคิ้วของต่งซีฉียังคงขมวดแนบแน่น

 

อาจบางทีคงมีฝนตกที่เบื้องนอก ตัวค่ายกลเพียงมีผลต่อจิตประสาทของผู้คน ไม่อาจขวางกั้นพลังแห่งธรรมชาติจากภายนอกได้ ชายผู้มีผมสีเงินกล่าวขึ้นบ้าง

 

ทั้งหมดผงกศีรษะยอมรับในข้อสรุปนั้น เหล่าผู้ฝึกตนเช่นพวกมันย่อมสามารถจำแนกได้ได้อย่างชัดเจนว่าหยาดพิรุณที่โปรยปรายลงมานั้นเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างแท้จริง มิใช่พิษร้ายหรือสิ่งแปลกปลอมที่เกิดขึ้นจากค่ายกล อย่างไรก็ตามพวกมันย่อมคาดคิดไปไม่ถึงว่าลมฝนที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้เกิดขึ้นจากพลังของเขตแดนแห่งเต๋า!

 

ยังคงระมัดระวังไว้ประเสริฐกว่า อย่างน้อยก็อย่าได้ปล่อยให้ถูกชโลมจนร่างเปียกชุ่มโชก ชายชราชุดเทาออกความเห็นบ้าง

 

ศิษย์น้องอันกล่าวมีเหตุผล เมื่อถูกกักอยู่ภายในค่ายกล ทุกเรื่องราวสมควรต้องระวังให้มากไว้

 

เหล่าสาวกตำหนักม่วงในยามนี้ต่างเต็มไปด้วยความตึงเครียด พวกมันไม่กล้าวางใจในเรื่องราวใดทั้งสิ้น

 

………

 

ท่ามกลางเขตแดนกระบี่หยาดพิรุณที่ถูกตระเตรียมพรักพร้อม

 

วัตถุขนาดใหญ่เคลื่อนแหวกอากาศเป็นทาง ส่วนหางมหึมาของมังกรโลกันตร์เลื้อยปราดอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าสีดำโดยมีร่างของจี้หนิงในชุดขนสัตว์สีขาวอยู่ที่ใจกลาง

 

พลังปราณที่สูงส่งยิ่งกว่าสาวกตำหนักม่วงขั้นสูงสุดถูกถ่ายทอดเข้าสู่พยุหะพันกระบี่จำลองขั้นที่เก้าจนเปี่ยมล้น แกนกลางที่ประกอบขึ้นจากกระบี่วิเศษมีอันดับทั้งเก้าเล่มยิ่งเปล่งประกายเจิดจ้าน่าเกรงขาม

 

ดวงตาของจี้หนิงพลันลุกโชนไปด้วยสำนึกฆ่าฟัน

 

สังหาร!”

 

กระบี่แห่งแสงพาดผ่านท้องนภาเข้าหลอมรวมกับสายพิรุณที่โปรยปราย จี้หนิงใช้ท่าจู่โจมที่เกรี้ยวกราดรุนแรงที่สุดของตนออกด้วยพลังทั้งหมดโดยไม่ออมรั้งยั้งมือ

 

………

 

พวกเรามุ่งหน้าต่อไป กลุ่มสาวกตำหนักม่วงที่นำโดยต่งซีฉียังคงพยายามเดินฝ่าค่ายกลอย่างช้าๆ โดยอาศัยพลังแห่งพยุหะผสานพลังกางกั้นสายพิรุณเอาไว้

 

ทันใดนั้นเอง

 

สีหน้าของชายผู้มีจมูกเหยี่ยวพลันแปรเปลี่ยน จิตใต้สำนึกที่ถูกฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงของมันส่งสัญญาณแจ้งเตือนว่าอันตรายอันร้ายแรงกำลังกล้ำกรายเข้ามา ถึงแม้ว่าลางสังหรณ์เช่นนี้มักจะเกิดขึ้นสายไปบ้างแต่ก็ช่วยให้มันเอาชีวิตรอดมาได้หลายครั้งหลายคราแล้ว

 

ร่มตลบเมฆา!” ชายจมูกเหยี่ยวไม่กล้ารั้งรอ รีบกางร่มวิเศษซึ่งเป็นอาวุธคู่มือออกปกป้องร่างเอาไว้

 

ขณะเดียวกันสายพิรุณที่ดูอ่อนโยนไร้พิษสงเส้นหนึ่งก็สาดซัดเข้าหาชายผู้มีนัยน์ตารูปสามเหลี่ยม มันกำลังจ้องมองชายจมูกเหยี่ยวด้วยความงุนงงก่อนที่มันเองจะสัมผัสได้ถึงอันตรายที่พุ่งตรงเข้ามา

 

แย่แล้วเมื่อสายพิรุณพัดพาเข้ามาใกล้ คลื่นพลังอันแหลมคมก็ฟาดฟันเข้าใส่ร่างของชายตาสามเหลี่ยม มันรีบกรีดกระบี่ยาวในมือเข้าต้านปะทะ หากไม่ทันการณ์แล้ว

 

พลังกระบี่ที่จู่โจมเข้ามานั้นร้ายกาจจนเกินไป ในขณะที่ตัวมันเองก็มิใช่ผู้เชี่ยวชาญในเพลงกระบี่ สายฝนนั้นบิดหมุนอย่างเป็นธรรมชาติคราหนึ่งก็หลบพ้นจากกระบี่ยาวแล้วตรงเข้าบั่นศีรษะของมันหลุดกระเด็นออกจากบ่า ส่งผลให้แสงสีขาวเจิดจ้าของยันตร์แปดเหลี่ยมผสานพลังดับวูบลงในทันที

 

พวกเราถูกศัตรูลอบจู่โจม!” ต่งซีฉีอุทานด้วยความแตกตื่น หนึ่งในพวกมันกลับตกตายโดยแทบไม่ทันรู้ตัว กระทั่งดวงตารูปสามเหลี่ยมบนศีรษะที่หลุดลอยนั้นยังเบิกโพลงด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ!

 

เป็นไปไม่ได้สาวกตำหนักม่วงที่หลงเหลือล้วนแตกตื่นจนขวัญฝ่อ ฝ่ายตรงข้ามกลับปลิดชีพพวกของมันที่อยู่ท่ามกลางพยุหะผสานพลังได้อย่างง่ายดาย

 

ผสานขบวนพยุหะ! ผสานขบวนพยุหะขึ้นมาใหม่!”

 

เสียงร่ำร้องตะโกนด้วยความหวาดกลัวดังขึ้นเซ็งแซ่ แม้กระทั่งขณะที่ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากพยุหะผสานพลังอีกฝ่ายยังสามารถสังหารพวกมันลงได้ หากปราศจากขบวนพยุหะ พวกมันไหนเลยมีความหวังรอดชีวิต?

 

หากทว่าในยามนั้น สายพิรุณที่แม้จะสูญสิ้นพลังส่วนใหญ่ไปในการฟันสังหารชายนัยน์ตาสามเหลี่ยมกำลังม้วนกวาดเข้าหาร่างของสาวกตำหนักม่วงผมสีเงินที่บัดนี้ยังไม่สามารถตั้งขบวนผสานพลังขึ้นมาใหม่

 

ท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความตื่นตระหนกและเสียงของสมบัติวิเศษพิทักษ์ร่างที่แตกสลาย ศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีเงินยวงหลุดลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกับสายพิรุณมรณะที่สูญสิ้นพลังจนสลายไป

 

ถึงตอนนี้ยันตร์แปดเหลี่ยมสีขาวจึงค่อยปรากฎขึ้นผสานพลังของยอดฝีมือที่หลงเหลือทั้งหกเข้าด้วยกันอีกครั้ง แต่ส่วนหางที่ปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำทมิฬของมังกรโลกันตร์ก็กวาดกราดเข้าหาพวกมันอีกครั้งเช่นกัน!

 

ผู้เหลือรอดทั้งหกล้วนถูกบีบคั้นจนแทบเสียสติ เถาไม้เขียว สายฟ้า เปลวเพลิง หงส์อัคคี และการจู่โจมทั้งหมดเท่าที่มีถูกระดมเข้าใส่หางมังกรที่พุ่งเข้าหาอย่างบ้าคลั่งจนแม้แต่จี้หนิงก็ยังต้องตกตะลึง

 

ปีกสีดำบนหลังของจี้หนิงพลันโบกกระพือพาร่างของเขาให้หลบออกจากพื้นที่สังหารด้วยความเร็วสูงสุด ทว่ายังคงมิอาจหลบรอดจากการถูกสายฟ้าและหงส์อัคคีจู่โจมเข้าใส่จนหลุดออกจากหางมังกรกระเด็นหายเข้าไปในกลุ่มหมอกดำ ร่างที่แท้จริงของเขาถูกต่งซีฉีสังเกตและจดจำออกในที่สุด

 

ขณะเดียวกันสาวกตำหนักม่วงทั้งหกต่างส่งเสียงตะโกนปลุกปลอบกำลังขวัญและใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาพิทักษ์ชีวิต

 

รอบกายของต่งซีฉีถูกล้อมไว้ด้วยยันตร์แปดเหลี่ยมสีเลือดและมังกรโลหิตที่เวียนว่าย

 

ชายจมูกเหยี่ยวโยนธงสามผืนออกไปปักรอบขบวนผสานพลัง ธงค่ายกลทั้งสามโบกสะบัดและก่อตัวขึ้นเป็นโครงรูปสามเหลี่ยมเรืองแสงครอบพวกมันทั้งหมดเอาไว้

 

จงเติบโต เถาไม้จำนวนมากงอกเงยขึ้นจากพื้น ถักสานจนเกิดเป็นร่างแหสีเขียวล้อมรอบเป็นชั้นๆ

 

เด็กทั้งหลายจงออกมา แมลงพิษฝูงใหญ่บินวนรอบบริเวณ จำนวนอันมหาศาลบดบังท้องฟ้าจนแสงอาทิตย์แทบไม่อาจสาดลอดลงมา

 

ชายชราชุดเทาก็เรียกเอาธวัชขนาดใหญ่ที่ทอประกายสีเลือดมาถือไว้ในมือ เงาอสุรกายขนาดใหญ่จำนวนเก้าตนบินออกมาจากผืนธงสู่ภายนอก บ้างมีสี่เท้า บ้างมีปีกงอกเงย

 

พวกมันแต่ละคนไม่กล้าเก็บงำสมบัติหรือไม้ตายใดไว้อีก ต่างพากันใช้วิชาที่ร้ายกาจที่สุดของตนออกมาครอบคลุมพื้นที่รอบด้านอย่างแน่นหนา

 

ถึงตอนนี้พวกมันจึงมีเวลาหันมาสบตาและสนทนากันอีกครั้ง

 

เมื่อพวกเราไม่อาจหนีออกไปได้ ก็ต้องเฝ้ารักษาที่นี่เอาไว้

 

พวกเราไม่อาจเดินเปะปะโดยไม่รู้ทิศทางอีก

 

ข้าเห็นด้วยว่าพวกเราสมควรเฝ้ารักษาที่นี่ไว้

 

กล่าวถึงที่สุด วิชาที่พวกมันใช้ออกในยามนี้ล้วนเป็นวิชาที่ใช้ในการปกป้องคุ้มครองเฉพาะพื้นที่ มิใช่วิชาที่จะใช้ออกขณะที่กำลังเคลื่อนย้ายตำแหน่ง

 

ศัตรูที่ลงมือเป็นผู้ใดกันแน่? ดูไปมันยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุน้อยผู้หนึ่ง ชายชราชุดเทากุมธวัชสีเลือดแนบแน่นขณะเอ่ยถามต่งซีฉี

 

ถูกแล้ว มันเป็นใครกัน? เหตุใดจึงมีพลังฝีมือร้ายกาจถึงเพียงนั้น? ส่วนหางมังกรของมันยังร้ายกาจกว่าเศียรมังกรและเล็บมังกรที่พวกเราพบเจอมาก่อนหน้านี้อีก ชายจมูกเหยี่ยวเอ่ยขึ้นบ้าง ผู้คนทั้งหมดล้วนจับจ้องไปยังต่งซีฉีรอคอยให้มันตอบคำถาม

 

ในใจของพวกมันล้วนเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง นี่ที่จริงสมควรเป็นภารกิจอันง่ายดาย แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่าสุดท้ายอาจเป็นพวกมันเองที่ถูกกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก

 

ต่อให้ค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์จะสูงส่งถึงเพียงไหน แต่พลังของมันยังต้องขึ้นอยู่กับผู้ใช้งาน ผู้ที่แฝงร่างในเศียรมังกรและเล็บมังกรทั้งสองทำได้เพียงพึ่งพาพลังของค่ายกลจึงไม่อาจทำอะไรพวกมันที่ผสานพลังเตรียมพร้อมรับมือได้ ทว่าเด็กหนุ่มร่างแบบบางผู้นั้นกลับน่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุด มันสามารถลงมือปลิดชีวิตยอดฝีมือระดับตำหนักม่วงถึงสองคนที่เตรียมพร้อมรับมืออยู่ภายในขบวนพยุหะผสานพลังได้

 

ต่งซีฉีรีบกล่าวว่า ตระกูลจี้มียอดฝีมือระดับสูงทั้งสิ้นเพียงหกคน ได้แก่ ผู้เฒ่าเก้าอัคคี ท่านยายเงา บ่าวชราอาสิง จี้หลิวเจิน จี้ยี่ฉวน และจี้หนิงผู้เป็นอัจฉริยะรุ่นหลังของตระกูล มันคือคนที่ลงมือสังหารศิษย์น้องเป่ยจื้อชานตอนที่มีอายุได้สิบเอ็ดหรือสิบสองปี ตอนนี้มันสมควรอายุประมาณสิบหกปีแล้ว ผู้ที่ลงมือต่อพวกเราเมื่อครู่ก็เป็นมันเอง ทว่าตอนที่ประมือกันครั้งก่อน พลังของมันเพียงเข้มแข็งกว่าผู้เฒ่าเก้าอัคคีเล็กน้อยเท่านั้น ไม่อาจแม้กระทั่งจะทะลวงผ่านพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศได้ นึกไม่ถึงว่าพลังของมันเมื่อได้รับการหนุนเสริมจากค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์จะร้ายกาจมากขึ้นถึงเพียงนี้

 

นั่นไม่สมเหตุสมผลยิ่ง ระดับพลังของมันไม่สมควรแข็งแกร่งขึ้นได้ถึงเพียงนี้

 

หลักเหตุผลทั่วไปไหนเลยใช้กับปิศาจที่ปลิดชีพศิษย์น้องเป่ยจื้อชานได้ตั้งแต่ตอนอายุเพียงสิบเอ็ดสิบสองปี ระดับพลังของมันสมควรทะลวงข้ามขึ้นไปอีกขั้นแล้ว ชายชราชุดเทากล่าวด้วยเสียงอันแหบแห้ง เมื่อเผชิญหน้ากับอสูรร้ายเยี่ยงนี้พวกเราคงได้แต่จัดตั้งปราการป้องกันและพยายามยื้อเวลาเอาไว้ให้นานที่สุด

 

………

 

ร่างของจี้หนิงถูกการโจมตีตอบโต้อย่างสุดชีวิตของเหล่ายอดฝีมือภูเขามังกรหิมะกระแทกลอยลิ่วไปไกลก่อนร่วงลงบนพื้นหินอันรกร้างของเขาหัววัว

 

สวรรค์เป็นพยาน… จี้หนิงฝืนระงับความเจ็บปวดคืบคลานจนลุกขึ้นมายืนได้อีกครั้ง บาดแผลบนร่างทยอยสมานตัวจนไม่หลงเหลือแม้รอยแผลเป็น สาวกตำหนักม่วงเหล่านั้นล้วนเสียสติไปแล้ว กลับใช้ผนึกแห่งเต๋าอันล้ำค่าจำนวนมากมายถึงเพียงนี้ใส่ข้าเพียงผู้เดียว หงส์อัคคีตัวนั้นไม่เพียงมีญาณวิเศษสามารถไล่ติดตามจนกระทั่งซัดถูกร่างข้าในที่สุด พลังทำลายของมันยังรุนแรงจนทะลวงร่างท่อนบนของข้าเป็นโพรงใหญ่

 

วาจาแม้กล่าวเช่นนั้นทว่าใบหน้าของเขากลับเผยรอยยิ้มแห่งความเชื่อมั่น แต่สุดท้ายข้ายังกำจัดพวกมันไปได้ถึงสองคน ขอเพียงลงมือเข่นฆ่าต่อไป อีกหกคนที่หลงเหลือสมควรถูกกวาดล้างหมดสิ้นได้ในที่สุด

 

จี้หนิง!” เสียงเรียกดังก้องในศีรษะของเขา

 

ท่านผู้นำตระกูล จี้หนิงรีบขานรับ

 

เด็กน้อยเจ้ายังร้ายกาจยิ่งกว่าที่ข้าคาดคิดไว้ ฮาฮา ช่างร้ายกาจจนยอดเยี่ยมยิ่งนัก กลับปลิดชีพศัตรูสองคนด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว ทว่าอย่าได้รีบผลีผลามลงมือครั้งต่อไป จงฟังสิ่งที่ข้าจะกล่าวนี้ให้ดีก่อน ผู้เฒ่าเก้าอัคคีรีบกล่าวต่อ ต่งซีฉีและพวกของมันล้วนถูกการประหัตประหารอันน่าพรั่นพรึงของเจ้าข่มขู่จนขวัญกระเจิง พวกมันจึงหยุดการเคลื่อนไหวและหันไปจัดตั้งขบวนตั้งรับอันแน่นหนา ตอนนี้ข้าจะอธิบายวิชาที่พวกมันใช้ออกให้ฟังโดยละเอียดเพื่อให้เจ้าสามารถตัดสินใจเลือกจู่โจม

 

……………………………………………………………………………………………………………………………..

 

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

 

https://www.facebook.com/desolateera

 

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

 

https://thaidesolateera.wordpress.com/

 

Advertisements

ผู้เขียน: thaidesolateera

เพียงขีดเขียนเรื่อยเปื่อย หวังว่าสักวันอิฐที่ปามั่วซั่วจะชักนำหยกออกมาได้

28 thoughts on “เล่มที่6 บทที่13: การประหัตประหารอันน่าพรั่นพรึง”

  1. ฮร้อยยย ลุ้นหนักมากคร้าาา555+ อย่างน้อยก็หายค้างไปบ้าง ลุ้นต่อค่ะ จี้หนิงนายจะเก่งเกินไปแว้วววว แต่ก็ชอบอีกนี่แหละ เก่งๆ เทพๆ แบบนี้ หุหุ

    Like

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s