เล่มที่5 บทที่19: แยกย้าย

Desolate Era เล่ม5: สาวกตำหนักม่วง

บทที่ 19: แยกย้าย

หันหลังทอดทิ้งแผ่นดินเกิด?

จี้หนิงใช้ความพยายามอย่างหนักหน่วงสะกดระงับความขัดแย้งอันรุนแรงภายในจิตใจ การที่เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลรวมถึงบิดาของเขาเองปราศจากคำพูดโต้แย้ง แสดงให้เห็นแน่ชัดว่าตราบใดที่ตระกูลจี้ยังสามารถยืนหยัดสืบไปพวกมันยินยอมกล้ำกลืนความอัปยศทั้งมวล

“ขอเพียงภูเขามังกรหิมะยอมส่งมอบป้ายพระราชทานของเมืองเขตปกครองอื่นใดออกมา” เสียงของผู้เฒ่าเก้าอัคคีแหบพร่า “ตระกูลจี้จะใช้ป้ายพระราชทานของนครหมื่นกระบี่เข้าแลกเปลี่ยน”

ต่งซีฉีทั้งห้าลอบสบตากันก่อนทำการปรึกษาหารือในหมู่ของพวกมัน

“ศิษย์พี่ซีฉีคิดว่าอย่างไร” ศิษย์สตรีที่มีผมสีเขียวกล่าวถาม

“แลกเปลี่ยนงั้นหรือ?” ต่งซีฉีถามกลับ “ศิษย์น้องเย่สิงจะยินยอมใช้เมืองเขตปกครองของตนเองเข้าแลกเปลี่ยนกับพวกมันงั้นหรือ?”

ศิษย์สตรีผมเขียวหุบปากนิ่งในทันที

พวกมันที่ถูกส่งออกมานอกสำนักใหญ่เพื่อก่อตั้งสำนักสาขาล้วนเป็นผู้ที่ถูกระบุว่าความสามารถไม่เพียงพอและเป็นได้เพียง ‘ศิษย์ฝ่ายนอก’ เท่านั้น เมืองเขตปกครองที่พวกมันครอบครองในปัจจุบันจึงนับเป็นรากฐานของพวกมันแต่ละคนเช่นกัน ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาตัวมันและผู้คนในตระกูลต่างหยั่งรากลึกลงไปแล้ว ไหนเลยบอกไปเป็นไปได้?

ผลึกธาตุธรรมชาติอาจมีราคามหาศาลแต่สุดท้ายผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์ทั้งมวลก็คือสำนักใหญ่ แล้วเหตุใดพวกมันต้องเสียสละถึงเพียงนั้น? เหตุใดผู้คนในตระกูลของมันจะต้องเสียสละถึงเพียงนั้น? อย่าว่าแต่ต่อให้พวกมันยินยอมก็ไม่ได้หมายความว่าผู้อาวุโสคนอื่นในตระกูลจะยินยอมไปกับมัน

“สนใจเงื่อนไขไร้สาระของพวกมันไปไย ข้าจึงไม่เชื่อว่าพวกมันจะกล้าแข็งข้อกับพวกเราจริงๆ” ชายร่างใหญ่ที่มีนามว่าจู้ซานกล่าวอย่างดุดัน

“ถูกต้องแล้ว พวกมันสมควรรู้จักประมาณตนเองอยู่บ้าง” ชายผมเขียวรีบผงกศีรษะเห็นพ้อง “หากพวกมันไม่ยินยอมก็กวาดล้างตระกูลของมันให้สิ้นซาก”

“ข้าเห็นด้วย จะอย่างไรนี่มิใช่ครั้งแรกที่พวกเรากระทำเช่นนี้” จู้ซานกล่าวเสริมขึ้น

“ตกลง” มู่สี่กล่าวพลางผงกศีรษะ

คนทั้งห้าที่มาในครั้งนี้นับได้ว่าเป็นตัวแทนจากขั้วอำนาจส่วนใหญ่ภายในภูเขามังกรหิมะสาขาเทือกเขานางแอ่น เมื่อพวกมันตกลงใจแล้วต่งซีฉีก็ไม่คิดกล่าวอันใดอีก มันผงกศีรษะอย่างเชื่องช้าด้วยความเชื่อมั่นว่าสุดท้ายแล้วต่อให้เกิดการต่อสู้ขึ้นพวกมันก็ยังสามารถฮุบกลืนนครหมื่นกระบี่เข้าไปได้อยู่ดี

“ประเสริฐ เป็นเช่นที่ศิษย์น้องจู้ซานกล่าว นี่มิใช่ครั้งแรกที่พวกเรากระทำเช่นนี้”

ภูเขามังกรหิมะมีสาขาใหญ่น้อยนับไม่ถ้วน สำนักใหญ่ไหนเลยสามารถจัดสรรเมืองเขตปกครองให้แก่ทุกสาขาได้ สิ่งที่พวกมันกระทำอยู่เสมอมาคือใช้กำลังบีบบังคับหรือแม้กระทั่งบุกรุกเข้าเข่นฆ่าช่วงชิงอย่างป่าเถื่อน สุดท้ายจึงปรากฏชนเผ่าและชาติตระกูลจำนวนไม่น้อยที่ยินยอมก้มหน้ายอมรับชะตากรรมปล่อยให้พวกมันบีบบังคับเอาเมืองเขตปกครองไปอย่างง่ายดาย

………

“ผู้เฒ่าเก้าอัคคี!”

ท่ามกลางการรอคอยอย่างปวดร้าวของผู้คนตระกูลจี้ ต่งซีฉีพลันแค่นเสียงกล่าววาจา

สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ใบหน้าของมันในขณะที่ผู้เฒ่าเก้าอัคคีชิงกล่าวขึ้นว่า “นั่นเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำสุดที่พวกเราจะยอมรับได้แล้ว”

“เงื่อนไขขั้นต่ำสุด?” ต่งซีฉีกล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามเย็นชา “เจ้าอาศัยอะไรมาเสนอเงื่อนไข? ฟังให้ดีพวกเจ้ามีทางเลือกเพียงสองทางเท่านั้น หนึ่งคือยินยอมมอบนครหมื่นกระบี่ให้ภูเขามังกรหิมะแต่โดยดีแล้วข้าต่งซีฉีจะอนุญาตให้พวกเจ้าอาศัยอยู่ได้ต่อไป ป้ายพระราชทานจะถูกส่งคืนให้เมื่อผลึกธาตุถูกขุดจนหมดสิ้น… ส่วนทางเลือกที่สองคือถูกเข่นฆ่าล้างตระกูล!”

สมาชิกตระกูลจี้รับฟังจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน สัญญาในนามของต่งซีฉี? นี่แตกต่างอันใดกับการสัญญาด้วยลมที่ผายออกมา?

“ต่งซีฉีเจ้าบีบคั้นผู้คนไปแล้ว” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีตะโกนด้วยโทสะ

“หุบปาก!” ต่งซีฉีตวาดสวน ดวงตาเย็นชาทอแววอำมหิต “จงตัดสินใจเลือกว่าจะอยู่รอดต่อไปหรือตกตายทั้งตระกูล… พยุหะมังกรโลหิตแปดทิศของข้าไม่ได้ดื่มเลือดสดๆมานานแล้ว”

ดวงตาของยอดฝีมือจากภูเขามังกรหิมะที่เหลือทั้งสี่ก็ทอแววเข่นฆ่าออกมาเช่นกัน พวกมันถือดีว่ากำเนิดจากค่ายสำนักอันเลิศล้ำ วิชาฝีมือที่ฝึกฝนล้วนเหนือชั้นกว่าชาติตระกูลท้องถิ่นทั่วไป อย่าว่าแต่ที่สำนักสาขายังมีสาวกตำหนักม่วงประจำอยู่อีกสามคน เมื่อรวมกำลังของพวกมันทั้งแปดสมควรเหยียบย่ำตระกูลจี้จนสิ้นซากได้อย่างไม่ยากเย็น

“เลือกมา!”

ยอดฝีมือตระกูลจี้ล้วนมีสีหน้าคับแค้นรันทด บางคนร่างสั่นเทาด้วยโทสะอันสุดระงับ บางคนถึงกับตะโกนร้องขอสู้จนตัวตาย

ร่างที่สั่นระริกของผู้เฒ่าเก้าอัคคีพลันแหงนหน้ากู่ร้องโหยหวนยาวนาน มันเค้นเสียงกล่าววาจาที่เต็มไปด้วยความรันทดหดหู่ “ข้าสร้างความผิดหวังอัปยศให้แก่บรรพชนตระกูลจี้ยิ่งนัก!”

ใบหน้าของยอดฝีมือจากภูเขามังกรหิมะต่างเผยรอยยิ้มอันเย้ยหยันออกมา นี่เป็นปฏิกริยาที่พวกมันเห็นจนชาชิน ชาติตระกูลท้องถิ่นอันต่ำต้อยที่ยินยอมละทิ้งรากฐานของบรรพบุรุษล้วนมีท่าทีเช่นนี้

แต่แล้วผู้เฒ่าเก้าอัคคีพลันส่งเสียงตวาดดังกึกก้อง ลูกกลมสีดำหกลูกถูกซัดขว้างออกจากมือของมันเข้าหาต่งซีฉีและพวก

“มุกวิชชุอัคคี!”

ใบหน้าของคนทั้งห้าเต็มไปด้วยความแตกตื่น พวกมันมีภูมิรอบรู้อันกว้างขวางย่อมรู้จักวัตถุนี้เป็นอย่างดี มุกวิชชุอัคคีบรรจุไว้ด้วยพลังธาตุสายฟ้าและเปลวเพลิงทั้งยังมีพลังระเบิดอันน่าหวาดหวั่น

แรงระเบิดของมุกวิชชุอัคคีหกลูกในระยะประชิดรุนแรงถึงขั้นที่สามารถคร่าชีวิตของสาวกตำหนักม่วงได้ คนทั้งห้าย่อมไม่กล้าเอาชีวิตมาล้อเล่น ต่างพากันตวาดด่าทอแล้วถลันหลบออกไปคนละทิศละทาง

มุกวิชชุอัคคีร้ายกาจสมชื่อ ประกายสายฟ้าและสะเก็ดเพลิงฟาดกระจายออกทุกทิศทางตามด้วยเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวราวกับปฐพีจะพลิกถล่ม

ประกายดุร้ายฉายโชนในดวงตาของผู้เฒ่าเก้าอัคคี มันส่งเสียงตวาดท่ามกลางเสียงระเบิดที่กึกก้องกัมปนาท “จงปรากฏ!”

หมอกควันอันหนาทึบพลันแผ่ปกคลุมพื้นที่ป่าเขาอันรกร้างในพริบตา แม้แต่จี้หนิงเองก็ไม่อาจมองเห็นไปไกลกว่าระยะสิบเมตร

“ค่ายกลหลอนประสาท!”” ต่งซีฉีที่กำลังจะส่งเสียงเยาะเย้ยความพยายามอันไร้ค่าของผู้เฒ่าเก้าอัคคีพลันชะงักค้างเมื่อเห็นหมอกควันที่รายล้อม “จิ้งจอกเฒ่าเก้าอัคคีไม่ได้ตั้งใจจะใช้มุกวิชชุอัคคีเป็นอาวุธสังหารตั้งแต่แรก มันต้องการแยกพวกเราออกจากกัน!”

ต่อให้พวกมันมีพลังฝึกปรือลึกล้ำแต่หากไม่อาจเข้าใกล้กันและกันในระยะสิบห้าเมตรพวกมันจะไม่มีทางรับรู้ถึงอีกฝ่ายได้ และตราบใดที่ยังตกอยู่ในค่ายกลหลอนประสาทการเคลื่อนไหวของพวกมันจะถูกชักจูงโดยผู้วางค่ายกลจนยิ่งเคลื่อนที่ห่างจากกันออกไปเรื่อยๆ

ต่งซีฉีรีบหยุดการเคลื่อนไหวและสอดส่ายสายตามองหาพรรคพวก ทว่าท่ามกลางหมอกควันของค่ายกลประกอบกับการที่ทุกคนต่างพุ่งหลบแรงระเบิดของมุกวิชชุอัคคีอย่างสุดชีวิต มันยังสามารถมองเห็นผู้ใดได้?

“ศิษย์พี่ทั้งหลาย!” สุ้มเสียงที่ดังขึ้นฟังดูเหมือนถูกถ่ายทอดออกมาจากสถานที่อันไกลแสนไกล “นี่เป็นค่ายกลหลอนประสาท เฒ่าบัดซบนี้วางแผนแยกพวกเราออกจากกันเพื่อตระเตรียมใช้พวกมากกลุ้มจู่โจมสังหารทีละคน”

ต่อให้มันยังสามารถจับใจความของคำพูดแต่ค่ายกลหลอนประสาทก็ส่งผลให้สุ้มเสียงดังเข้ามาจากทิศทางที่แตกต่างจนไม่อาจจำแนกที่มาได้

“จู้ซาน มู่สี่ เย่ฟาง เย่สิง พวกเจ้าใช่ยังเกาะกลุ่มรวมกันหรือไม่?” ต่งซีฉีตะโกนถามด้วยความแตกตื่น

“ข้าอยู่กับพี่ชาย” เสียงของสตรีผู้มีผมสีเขียวดังขึ้น

“ข้าแยกออกมาเพียงผู้เดียว”

“ข้าก็อยู่คนเดียวเช่นกัน”

คำตอบที่ได้ยินทำให้หัวใจของต่งซีฉีเย็นยะเยียบ ไม่ต้องกล่าวถึงมู่สี่และจู้ซานที่ถูกแยกออกไปตามลำพัง ต่อให้เย่ฟางและน้องสาวจะสามารถผนึกกำลังกันก็ยังไม่แน่ว่าจะรับมือการกลุ้มรุมของยอดฝีมือตระกูลจี้ทั้งหมดได้

………

ไม่เพียงแต่ผู้คนจากภูเขามังกรหิมะที่ตื่นตระหนก ผู้คนของตระกูลจี้เองก็ตกอยู่ในภาวะแตกตื่นไม่คาดฝันเช่นกัน

“ท่านผู้นำตระกูล… ท่านไหนเลยลงมือโดยไม่บอกพวกเราให้เตรียมตัวแม้แต่น้อย?”

“นี่… สิ่งนี้… ค่ายกลนี้จัดตั้งขึ้นตั้งแต่เมื่อใดกัน?”

“ตระกูลจี้เราไหนเลยเป็นก้อนเนื้อให้ผู้อื่นเชือดเฉือนตามอำเภอใจ พวกเราไหนเลยประคองส่งดินแดนของบรรพชนออกไปโดยไม่ทำการต่อสู้สักครา? แทนที่จะใช้ชีวิตที่เหลือเยี่ยงคนขลาด พวกเราจะขอต่อสู้ให้ถึงที่สุด!” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวด้วยเสียงที่แทบไม่ต่างกับการคำรามออกมา มันกวาดตามองใบหน้าของผู้ร่วมตระกูลแต่ละคน “ทุกคนรับคำสั่ง!”

เหล่ายอดฝีมือตระกูลจี้ล้วนสงบนิ่งรับฟังด้วยเลือดลมที่พลุ่งพล่าน

“เป่ยฟง เจ้ารุดกลับไปนำจี้โหมวและยอดฝีมืออายุเยาว์ทั้งหมดแบ่งกำลังออกเป็นสามสาย ลอบหลบหนีไปจากเทือกเขานางแอ่นด้วยสัตว์อสูรประเภทวิหค ขอเพียงผู้ใดในหมู่พวกมันสามารถเล็ดรอดออกไปได้สำเร็จก็จะสามารถรักษาเชื้อสายของตระกูลจี้เอาไว้”

“ทราบแล้ว”

“ตงสือ เจ้านำกำลังมุ่งหน้าไปที่นครแห่งเขานางแอ่นเพื่อแจ้งข่าวการเกิดแหล่งผลึกธาตุขึ้นในพื้นที่ของตระกูลจี้ จดจำไว้ว่าให้แบ่งกำลังออกเป็นหลายสาย ไม่ว่าอย่างไรเรื่องนี้ต้องถูกส่งไปให้ถึงผู้แทนของจักรวรรดิเซี่ยให้ได้”

“ทราบแล้ว”

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกวาดตามองไปยังผู้คนที่หลงเหลือ “พวกเจ้าทุกคนที่มีพลังฝึกปรือต่ำกว่าระดับตำหนักม่วงให้รีบเดินทางกลับนครหมื่นกระบี่ เรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่พวกข้าจะสะสางเอง!”

บรรดาผู้ที่ได้รับคำสั่งล้วนไม่ทราบจะสรรหาวาจาใดมาว่ากล่าว พวกมันทำได้เพียงเหม่อมองผู้เฒ่าเก้าอัคคีและเหล่ายอดฝีมือที่ยินยอมรั้งอยู่เพื่อถ่วงเวลาศัตรู ทั้งหมดพลันคุกเข่าลงโขกศีรษะแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว

“ตอนนี้โจรโฉดทั้งห้าของภูเขามังกรหิมะถูกแยกออกจากกันแล้ว ขอเพียงพวกเราร่วมมือร่วมใจกันกำจัดพวกมันทีละคน สุดท้ายย่อมสามารถกวาดล้างพวกมันจนหมดสิ้น!”

“จี้หนิง” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีจ้องมองมาที่จี้หนิงแล้วกล่าวต่อ “เจ้าคือความหวังแห่งอนาคตของตระกูลจี้ ยามใดที่สถานการณ์เลวร้ายถึงขีดสุดให้เจ้าใช้ ‘เครื่องรางเร้นรอย’ หลบหนีไป ขอเพียงเจ้ารักษาชีวิตเอาไว้ตระกูลจี้เราจะยังคงมีความหวังในการฟื้นคืน”

“ทราบแล้ว” จี้หนิงกัดฟันรับคำ

“ประเสริฐ! เลือดของข้าไม่ได้เดือดพล่านเช่นนี้มานานแล้ว” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีเปล่งเสียงหัวเราะดังลั่น “ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม เราจะสังหารพวกมันให้หมดสิ้น!”

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

ผู้เขียน: thaidesolateera

เพียงขีดเขียนเรื่อยเปื่อย หวังว่าสักวันอิฐที่ปามั่วซั่วจะชักนำหยกออกมาได้

37 thoughts on “เล่มที่5 บทที่19: แยกย้าย”

  1. สองตอนนี้เป็นความอับจนปัญญาของตระกูลจี้จริง
    จี้หนิงเอยยยยย รีบฝึก รีบเก่ง รีบเทพ นะเฟ้ย
    หงุดหงิดๆ และค้างฝุดๆๆๆ
    ขอบคุณครับ

    Like

  2. สนุกมากเลยท่าน
    ถ้าตระกูลพระเอก รวมถึงตัวพระเอก เทพเกินไป
    นวนิยายเรื่องนี้ ก็คงไม่สนุก
    ผู้แต่ง คงอยากให้จี้หนิงเติบโตไปพร้อมกับการยอมรับของคนอ่าน เนื้อเรื่องเลยน่าติดตาม และมีเหตุมีผลของมัน

    ขอบคุณผู้แปลมากๆ

    Like

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s