เล่มที่5 บทที่17: สายพิรุณสาดเท… คะนึงหา

Desolate Era เล่ม5: สาวกตำหนักม่วง

บทที่ 17: สายพิรุณสาดเท… คะนึงหา

ต่งซีฉีนับว่าคาดคะเนจุดอ่อนของตระกูลจี้ออกได้อย่างหมดจด ในสายตาของเหล่าแกนนำตระกูล จี้หนิงคืออนาคตที่ไม่อาจสูญเสียของตระกูลจี้ หากถึงคราวจำเป็นผู้เฒ่าเก้าอัคคีและท่านยายเงาล้วนยินยอมสละชีวิตของตนเพื่อปกป้องจี้หนิงเอาไว้

“เฒ่าเก้าอัคคี เจ้ายังคงส่งป้ายพระราชทานออกมาแต่โดยดีเถิด” ต่งซีฉีกล่าวด้วยน้ำเสียงและท่าทีคุกคาม

“พวกข้ารู้ดีว่าตระกูลจี้นั้นไม่ใช่ชาติตระกูลอันยิ่งใหญ่ทรงอิทธิพล ถึงได้ยินยอมกล้ำกลืนส่งมอบแหล่งผลึกธาตุออกไปโดยไม่มีข้อแม้ แต่พวกเจ้ากลับยังข่มขู่คุกคามให้พวกเรามอบป้ายพระราชทานซึ่งเป็นรากฐานของตระกูลออกไปอีก พวกเราไหนเลย…”

วาจายังมิทันสิ้นสุดสีหน้าของผู้เฒ่าเก้าอัคคีก็แปรเปลี่ยนกลับกลาย มันรีบก้มดูพื้นดินที่ใต้ร่างเนื่องจากสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ

ยอดฝีมือจากภูเขามังกรหิมะทั้งห้ายังคงรักษาระยะห่างและยืนอยู่ในตำแหน่งเดิม แต่ประกายตาของชายในชุดเทากลับเปล่งประกายเจิดจ้า ที่แท้มันลอบแผ่พลังปราณออกไปใต้พื้นดินแต่แรก กว่าที่สาวกตำหนักม่วงของตระกูลจี้จะรู้ตัวก็สายเกินไป กระบวนท่าลับของมันอยู่ในสภาวะที่พร้อมใช้ออกแล้ว

เสียงระเบิดดังกึกก้อง เถาไม้สีเขียวที่เปล่งประกายลึกลับจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งทะลวงออกจากพื้นดินที่ใต้เท้าของจี้หนิงและห่อหุ้มร่างของเขาเอาไว้อย่างแน่นหนา!

สีหน้าของยอดฝีมือตระกูลจี้เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก พวกมันไหนเลยคาดคิดว่าในชั่วพริบตาเดียวจี้หนิงก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของฝ่ายตรงข้าม

“รีบช่วยเหลือจี้หนิงเร็วเข้า!” ท่านยายเงาตะโกนอย่างแตกตื่น

“สายไปแล้ว” ต่งซีฉีหัวร่ออย่างชั่วร้าย

ในชั่วขณะนั้นก้อนเถาไม้ที่ห่อหุ้มร่างของจี้หนิงก็สั่นไหวอย่างรุนแรงแล้วจมหายลงไปใต้ดิน

“ภูเขามังกรหิมะ… ช่างไร้ยางอายนัก…” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีเค้นคำพูดออกมาอย่างยากลำบาก

“ปล่อยตัวบุตรชายข้าเดี๋ยวนี้” จี้ยี่ฉวนเองก็แตกตื่นและเคียดแค้นจนทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน

ต่งซีฉีเปล่งเสียงหัวเราะอย่างย่ามใจก่อนจะหันไปกล่าวกับชายชุดเทา “ศิษย์น้องมู่สี่ จงนำตัวจี้หนิง…” สีหน้าของมันพลันชะงักค้างเมื่อเห็นใบหน้าของชายชุดเทาเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ

“เด็กบัดซบผู้นั้น… กลับสามารถต่อต้านวิชาของข้า…” ดวงตาของมู่สี่กลับกลายเป็นสีแดงฉาน มันรีบเร่งเร้าถ่ายเทพลังปราณทั้งมวลลงไปในเถาไม้

………

ที่ใต้พื้นดิน

เถาไม้สีเขียวจำนวนนับหมื่นที่รัดพันรอบร่างของจี้หนิงกำลังถูกบงกชวารีอัคคีที่ห่อหุ้มร่างของเขาเอาไว้อีกชั้นบดตัดอย่างหนักหน่วง

“ความสามารถของผู้ฝึกฝนในเส้นทางแห่งความเป็นอมตะช่างลึกล้ำกว้างขวาง วิชาลับนี้กลับมิได้ถูกบันทึกไว้ในรายงานฉบับใดของพวกเรา ไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดในหมู่พวกมันที่ใช้ออก”

จี้หนิงอดมิได้ต้องยอมรับในฝีมืออันรวดเร็วร้ายกาจของฝ่ายตรงข้าม เมื่อถูกจำกัดด้วยพื้นที่อันน้อยนิดภายในเถาไม้ เขาไม่อาจใช้เคล็ดวิชาอื่นใดรวมถึงพยุหะพันกระบี่จำลองในการฝ่าออกไปได้

นับว่าโชคดีที่เขายังมีบงกชวารีอัคคีเป็นไม้ตายช่วยชีวิต ตลอดระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมาหลังจากการต่อสู้กับเป่ยจื้อชานระดับความรู้แจ้งในวิถีแห่งเต๋าของจี้หนิงพัฒนาขึ้นไม่น้อย การใช้ชีวิตที่ทะเลสาบอสรพิษเหินหาวของเขาช่วยปรับสภาวะของร่างกายและจิตวิญญาณให้ผนวกกลืนเข้ากับวิถีแห่งธรรมชาติ พลังแห่งบงกชวารีอัคคีในยามนี้แกร่งกล้าขึ้นจนสามารถบดขยี้ยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงสุดให้กลายเป็นผุยผงได้อย่างง่ายดาย

“กระบี่อุดรทมิฬ” เมื่อบงกชวารีอัคคีตัดขยายช่องว่างออกจนถึงระดับหนึ่ง จี้หนิงก็เรียกกระบี่คู่มือออกมา

“สายพิรุณสาดเท… คะนึงหา” จี้หนิงเอ่ยนามของกระบวนท่าออกมาอย่างแผ่วเบา

ทุกครั้งที่เขาฝึกฝนกระบวนท่า ‘สายพิรุณสาดเท’ เขาจะอดคิดคำนึงถึงมารดาผู้ล่วงลับไม่ได้ เขาจึงทุ่มเทคิดค้นพัฒนากระบวนท่านี้เพิ่มเติม หยาดพิรุณแต่ละหยดหลอมรวมเป็นสายพิรุณที่สาดเท ความคะนึงหาแต่ละครั้งก็หลอมรวมเป็นความคิดถึงที่มิอาจข่มกลั้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจี้หนิงคิดค้นพัฒนากระบวนท่ากระบี่ขึ้นมาไม่น้อย แต่กระบวนท่า ‘สายพิรุณสาดเทคะนึงหา’ นี้เป็นกระบวนท่าที่ร้ายกาจที่สุด แม้เป็นกระบวนท่าที่ถือกำเนิดจากเคล็ดกระบี่พิรุณโปรยแต่เหนือล้ำกว่าเคล็ดกระบี่ที่ใช้เป็นรากฐานอย่างไม่อาจเปรียบเทียบได้

กระบี่อุดรทมิฬทั้งคู่ทิ่มแทงผ่านบงกชวารีอัคคีเข้าใส่เถาไม้เขียว พลังงานธรรมชาติและสำนึกกระบี่ผ่านทะลุกลีบบงกชออกไปโดยไม่ถูกกีดขวาง ไม่ว่าผู้ใดที่ได้เห็นกระบี่นี้ย่อมต้องหวนระลึกถึงความรักและความคิดคำนึงอันไร้ที่สิ้นสุดระหว่างมารดาและบุตร

เส้นเถาไม้เส้นแล้วเส้นเล่าปริขาดออกจากกัน พลังปราณแห่งสาวกตำหนักม่วงที่บรรจุอยู่ภายในไม่อาจทานทนพลังศักดิ์สิทธิ์ของกายาเทพอสูรและท่ากระบี่ที่ร้ายกาจที่สุดของจี้หนิงท่านี้ได้

ประกายกระบี่พริบไหวก่อนสาดประกายเจิดจ้า ร่างของจี้หนิงทะลวงตามรังสีกระบี่ผ่านผืนดินขึ้นสู่ท้องฟ้า!

………

ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและตื่นตระหนกของยอดฝีมือตระกูลจี้ พื้นดินในจุดที่ห่างออกไปจากจุดที่จี้หนิงเคยยืนประมาณหนึ่งร้อยเมตรพลันแตกระเบิดออก ร่างของเด็กหนุ่มในชุดขนสัตว์สีขาวและกระบี่คู่อันคมกล้าพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมกับบงกชวารีอัคคีที่หมุนวนห่อหุ้มอยู่รอบกาย

“ไร้เหตุผลสิ้นดี!” ต่งซีฉีโพล่งออกมาโดยไม่อาจระงับ บุคคลอื่นอาจไม่เข้าใจความร้ายกาจในกระบวนท่าของมู่สี่แต่ตัวมันไหนเลยไม่ทราบได้ โอกาสที่ผู้ถูกพันธนาการจะหลุดรอดออกมาได้นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

ชายร่างใหญ่ที่ยืนอยู่ด้านหลังของต่งซีฉีก็อุทานออกมาด้วยความตื่นตระหนก “เป็นไปไม่ได้! ข้าเองก็ฝึกปรือกายาเทพอสูรเช่นกัน แต่ไม่เคยดิ้นรนหลุดรอดจากกระบวนท่าของศิษย์พี่มู่สี่ได้เลย”

ชายร่างใหญ่ที่มีนามว่าจู้ซานนี้เพิ่งบรรลุระดับตำหนักม่วงได้ไม่นาน แต่เนื่องจากที่มันฝึกปรือคือกายาเทพอสูร มันจึงมีพลังกล้าแข็งเพียงพอที่จะเบียดแทรกเข้ามาในกลุ่มคนทั้งห้านี้ได้ ซึ่งความจริงหากวันใดที่มันรุดหน้าไปจนถึงระดับตำหนักม่วงขั้นสูงมันอาจสามารถต่อกรกับต่งซีฉีได้อย่างทัดเทียม

“เคล็ดวิชา ‘หมื่นเถาไม้บรรพกาล’ ของศิษย์พี่มู่สี่กลับถูกทำลายอย่างรวดเร็วและง่ายดายเพียงนี้…” ชายที่มีผมสีเขียวกล่าวพึมพำอย่างไม่เชื่อสายตาของตนเอง

ในหมู่คนทั้งห้านี้พลังฝีมือของมู่สี่เพียงเป็นรองต่งซีฉีเท่านั้น เคล็ดวิชาหมื่นเถาไม้บรรพกาลของมันยิ่งเป็นที่เคารพยำเกรงของบรรดาศิษย์ร่วมสำนัก กระทั่งยอดฝีมือกายาเทพอสูรระดับตำหนักม่วงอย่างจู้ซานก็ยังไม่อาจหลุดรอดไปได้ พวกมันไหนเลยคาดคิดว่าวันนี้จะถูกเด็กหนุ่มอายุสิบหกปีผู้หนึ่งทำลายลง

………

“จี้หนิง!”

สิ่งที่ปรากฎขึ้นแทนที่บนใบหน้าของยอดฝีมือตระกูลจี้ทุกคนคือความตื่นเต้นยินดี และยิ่งสบอารมณ์มากขึ้นไปอีกเมื่อได้เห็นสีหน้าอันแตกตื่นของฝ่ายภูเขามังกรหิมะ

บงกชวารีอัคคีเลือนหายไป จี้หนิงค่อยๆเดินกลับไปรวมกลุ่มกับผู้คนตระกูลจี้ แต่แล้วเขาพลันได้ยินเสียงอันแหบแห้งเรียกรั้งเอาไว้

จี้หนิงหันกลับไปมองและพบว่าเจ้าของเสียงแหบแห้งนั้นคือชายชุดเทามู่สี่เอง ร่างของมันยังคงสั่นระริกเมื่อเอ่ยถาม “เจ้า… เพลงกระบี่ที่เจ้าใช้ออกเมื่อครู่มีชื่อเรียกว่าอย่างไร?”

“สายพิรุณสาดเท…” จี้หนิงกล่าวตอบอย่างเช่มช้า “คะนึงหา”

“สายพิรุณสาดเท?” ชายชุดเทาเบิ่งตาจนโตกว้างด้วยความเหลือเชื่อ “กระบวนท่าในเคล็ดกระบี่พิรุณโปรยของตระกูลจี้กลับล้ำลึกถึงเพียงนี้?” ในฐานะศัตรูคู่แค้นภูเขามังกรหิมะย่อมทำความรู้จักคุ้นเคยกับแนวทางฝีมือของตระกูลจี้เช่นกัน

“ยังมีเรื่องราวอีกมากหลายที่พวกเจ้าไม่อาจหยั่งรู้” จี้หนิงกล่าวอย่างเย็นชา เขาไม่คิดสิ้นเปลืองเวลาและไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจ

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

ผู้เขียน: thaidesolateera

เพียงขีดเขียนเรื่อยเปื่อย หวังว่าสักวันอิฐที่ปามั่วซั่วจะชักนำหยกออกมาได้

32 thoughts on “เล่มที่5 บทที่17: สายพิรุณสาดเท… คะนึงหา”

  1. “ยังมีเรื่องราวอีกมากหลายที่พวกเจ้าไม่อาจหยั้งรู้”
    ป้าดดดดดดดดดด!
    ประโยคเดียวของจี้หนิงประโยคนี้เป็นการตบหน้าฉาดใหญ่ให้เจ็บกระดองใจเล่น
    สุดยอดเลยครับ
    ขอบคุณท่านเซียวเปียกลี้อีกรอบครับ

    Like

  2. จ๊ากกกกกกกก ! สั้นจุง
    ยังไม่หายคิดถึงเลยครับ
    จะประกาศอะไรให้เซอร์ไพรซ์ก็ระวังๆด้วยนะครับ
    เกิดรีดที่น่ารักหัวใจวายเฉียบพลันขึ้นมา จะขาดคนอ่านที่น่ารักไปนะครับ
    ค้าง ๆ ค้างมากๆ
    ขอบคุณครับ

    Like

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s