เล่มที่5 บทที่16: การปะทะ

Desolate Era เล่ม5: สาวกตำหนักม่วง

บทที่ 16: การปะทะ

ผู้เฒ่าเก้าอัคคี ท่านยายเงา และผู้อาวุโสคนอื่นของตระกูลจี้ ล้วนเห็นตรงกันว่าจี้หนิงจะเติบโตขึ้นเป็นเสาหลักของตระกูลจี้ในอนาคต เขาจึงได้รับอนุญาตให้มีสิทธิ์รับรู้ข่าวสารและเข้าถึงบันทึกลับต่างๆของตระกูล

หนึ่งในเรื่องราวที่จี้หนิงให้ความสนใจเป็นพิเศษคือข้อมูลของยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงในเทือกเขานางแอ่น ต่งซีฉีผู้นี้ซึ่งเป็นสาวกตำหนักม่วงระดับสูงสุดที่สำนักใหญ่ของภูเขามังกรหิมะส่งให้มาควบคุมดูแลสาขาในเทือกเขานางแอ่นโดยตรง ท่าไม้ตายที่สร้างชื่อให้กับมันคือ ‘พยุหะมังกรโลหิตแปดทิศ’

วิชานี้มีส่วนคล้ายคลึงกับพยุหะพันกระบี่จำลองคือมีจุดเด่นที่สามารถเรียกใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องวางกระบวนค่ายกลล่วงหน้า เมื่อมันใช้พยุหะมังกรโลหิตแปดทิศอย่างเต็มกำลัง ต่อให้เผชิญพบกับปรมาจารย์หมื่นสำแดงมันก็สามารถต่อสู้เสี่ยงชีวิตได้สักครา บุคคลเยี่ยงนี้ย่อมสูงล้ำกว่าเป่ยจื้อชานที่รู้จักแต่อาศัยธวัชหมื่นภูตและสมบัติวิเศษนอกรีตมากมายหลายเท่านัก

“ช่างหาได้ยากนักที่สหายผู้บำเพ็ญพรตแซ่ต่งจะเดินทางมาจนถึงที่นี้” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีพยายามเริ่มการสนทนาอย่างเป็นมิตร “ไม่ทราบว่าครั้งนี้ท่านมาด้วยเรื่องราวอันใด?”

สาวกตำหนักม่วงทั้งห้ากระโดดลงสู่พื้นดินพร้อมกับใช้สายตาที่หยิ่งผยองกวาดมองผู้คนตระกูลจี้ที่เบื้องหน้าราวกับสวะที่ไร้ค่า สร้างความเคียดแค้นให้แก่จี้หนิงและยอดฝีมือร่วมตระกูลเป็นอย่างยิ่ง

“ดินแดนของตระกูลจี้ช่างอุดมสมบูรณ์จนน่าอิจฉา กลับปรากฎแหล่งผลึกธาตุธรรมชาติขนาดใหญ่ขึ้นมาได้” ดวงตาเย็นชาชั่วร้ายของต่งซีฉีจ้องจับไปที่ผู้เฒ่าเก้าอัคคี “หากมิใช่เพราะระลอกคลื่นพลังงานทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อนคงไม่มีผู้ใดทราบว่าตระกูลจี้ซุกซ่อนขุมทรัพย์เยี่ยงนี้เอาไว้”

ผู้คนของตระกูลจี้แทบมิอาจทานทนต่อคำพูดยั่วยุเหน็บแนมที่ได้ยิน หากผู้เฒ่าเก้าอัคคีส่งเสียงทางพลังปราณห้ามพวกมันเอาไว้ “หากไม่ได้รับคำสั่งจากข้า ห้ามมิให้เคลื่อนไหวโดยพลการ!”

“ตระกูลจี้เราก็เพิ่งรับรู้ถึงการมีอยู่ของมันเมื่อไม่นานมานี้เท่านั้น” มันกล่าวตอบโดยที่ใบหน้ายังคงรักษารอยยิ้มเอาไว้ได้

“คำ ‘เพิ่งรับรู้’ อันประเสริฐ… แล้วพวกเจ้าทราบหรือไม่ว่ามันมีขนาดกว้างใหญ่เพียงไหน?”

“พวกเรายังไม่สามารถทำการสำรวจโดยละเอียด เพียงทราบว่านี่เป็นแหล่งผลึกธาตุขนาดใหญ่แห่งหนึ่งเท่านั้น”

ต่งซีฉีกล่าวเสียงเย็นชา “งั้นจงรับรู้เอาไว้ นี่เป็นแหล่งผลึกธาตุธรรมชาติที่มีความกว้างถึงสี่พันกิโลเมตรและลึกสามร้อยกิโลเมตร ตระกูลจี้อันต่ำต้อยหากไม่รู้จักเจียมตัวคิดฮุบกลืนลงไปคงต้องติดคอตายอย่างแน่นอน!”

“นั่นย่อมไม่รบกวนให้ท่านกังวลใจ” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีส่งเสียงหัวเราะ “ตระกูลจี้เราตระเตรียมส่งมอบสถานที่นี้ให้แก่จักรวรรดิเซี่ยอยู่แล้ว เมื่อถึงเวลานั้นยังมีผู้ใดกล้าแตะต้องแย่งชิง?”

แก้วตาของต่งซีฉีหดเล็กลง มันลอบด่าทออีกฝ่ายในใจ จิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ที่เบื้องหน้าแม้มิได้ถือกำเนิดในค่ายสำนักขนาดใหญ่ ทั้งยังจมปลักอยู่ในระดับตำหนักม่วงมากว่าสี่ร้อยปี กลับเรียนรู้หลักการเจรจาไม่เปิดโอกาสให้มันหาเรื่องเอารัดเอาเปรียบแม้แต่น้อย ในที่สุดมันก็ไม่คิดเสียเวลาอีกต่อไป

“อย่าได้ยกเอานามของจักรวรรดิขึ้นมาข่มข้า แหล่งผลึกธาตุนี้จะต้องเป็นของภูเขามังกรหิมะ หากพวกเจ้าคิดขัดขืนจะต้องประสบชะตากรรมถูกล้มล้างทั้งตระกูล!”

คราครั้งนี้ไม่เพียงผู้คนตระกูลจี้ที่ไม่อาจทานทน กระทั่งผู้เฒ่าเก้าอัคคีก็สลายรอยยิ้มบนใบหน้า ดินแดนแห่งนี้เป็นสิทธิ์โดยชอบธรรมของตระกูลจี้ ผู้คนจากภูเขามังกรหิมะกลับคิดใช้กำลังเข้าบังคับปล้นชิงซึ่งหน้า ไม่เว้นทางถอยให้แก่พวกมันแม้แต่น้อย

“สหายต่ง!” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีพยายามข่มเพลิงโทสะลงอย่างยากเย็น มันที่หยิบยกนามของจักรวรรดิเซี่ยซึ่งเป็นไพ่ตายขึ้นมาก็ด้วยหวังว่าอีกฝ่ายจะบังเกิดความละล้าละลังและเปิดช่องในการเจรจา ไหนเลยคาดคิดว่าจะเป็นการกระตุ้นให้พวกมันฉีกหน้าตระเตรียมลงมือ

“ที่นี่คือเทือกเขานางแอ่น ภูเขามังกรหิมะแม้ยิ่งใหญ่แต่ยังอยู่ห่างออกไปหลายล้านกิโลเมตร ในขณะที่หากตระกูลจี้แจ้งเรื่องขึ้นไป คณะผู้ตรวจสอบจากจักรวรรดิจะเดินทางมาถึงภายในเวลาไม่กี่วัน… ทว่าพวกเรายังมีสิ่งที่ต้องการมากกว่าความมั่งคั่ง… นั่นคือความหวังในการอยู่รอดต่อไป”

“ความหวังในการอยู่รอดต่อไป?” ต่งซีฉีแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา “อย่างน้อยพวกเจ้ายังรู้จักสำนึกตัวอยู่บ้าง”

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวสืบต่อ “ภูเขามังกรหิมะสามารถส่งคนเข้ามาทำเหมืองขุดผลึกธาตุตามแต่จะต้องการ ขอเพียงหลังจากนั้นพวกท่านถอนกำลังจากไป ตระกูลจี้จะไม่ทำการขัดขวาง ทั้งไม่ขอส่วนแบ่งใดๆทั้งสิ้น หากท่านเห็นชอบพวกเราทั้งสองฝ่ายก็สาบานต่อกฎแห่งสวรรค์”

กฎแห่งสวรรค์…

สิ่งนี้อาจเป็นเรื่องไร้สาระในหมู่คนปกติ แต่กับผู้ฝึกฝนในวิถีแห่งความเป็นอมตะกลับเป็นเรื่องที่จริงจังจนถึงที่สุด

เมื่อเห็นต่งซีฉีเริ่มมีท่าทีลังเล ชายร่างใหญ่ที่สวมเกราะรีบส่งเสียงทางพลังปราณกล่าวว่า “ศิษย์พี่ซีฉี… พวกเราจะอย่างไรไม่ได้มุ่งหวังที่จะครอบครองดินแดนของตระกูลจี้จริงๆ พวกมันเมื่อยินยอมยกผลึกธาตุทั้งหมดให้กับเรา ทั้งยังจะให้คำสาบานต่อกฎแห่งสวรรค์ นี่อาจช่วยลดความยุ่งยากลงได้มากหลาย…”

“หน้าโง่!” สตรีผมสีเขียวส่งเสียงทางพลังปราณแทรกขึ้น “พวกมันเพียงต้องการถ่วงเวลาเท่านั้น หากพวกมันจะสาบานต่อกฎแห่งสวรรค์พวกมันย่อมไม่เลือกคู่สาบานจากผู้หนึ่งผู้ใดในพวกเราที่อาจถูกสำนักใหญ่ละทิ้งได้ทุกเมื่อ พวกมันจะต้องยื่นข้อเสนอขอให้เราเชื้อเชิญผู้มีอำนาจในการตัดสินใจจากสำนักใหญ่มาเป็นคู่สาบาน กว่าจะถึงเวลานั้นพวกมันคงลงนามในสัญญากับจักรวรรดิเซี่ยไปแล้ว”

“วาจาของศิษย์ผู้น้องมีเหตุผล” ชายในชุดสีเทากล่าวทางพลังปราณเช่นกัน

ต่งซีฉีพยักหน้าเล็กน้อย

“ในเมื่อตระกูลจี้ต้องการสาบานต่อกฎแห่งสวรรค์ เช่นนั้นพวกเจ้าต้องการใครเป็นคู่สาบาน?”

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีส่งเสียงหัวเราะ “เมื่อเรื่องนี้เกี่ยวพันกับความอยู่รอดของตระกูลจี้เราย่อมไม่อาจกระทำอย่างมักง่าย ภูเขามังกรหิมะเองมียอดฝีมือระดับตำหนักม่วงอยู่มากหลายจนสามารถสลัดทอดทิ้งได้ทุกเมื่อ ดังนั้นคู่สาบานจะเป็นใครก็ได้ขอแค่ให้เป็นระดับปรมาจารย์ร่วมสำแดงก็พอ”

ต่งซีฉีย่อมเข้าใจในหลักเหตุผลนี้เช่นกัน แต่มันเมื่อมีความคิดในใจอยู่ก่อน ไหนเลยจะยินยอมทำตามคำขอ?

“เฒ่าเก้าอัคคีเจ้ากลับรู้จักดีดลูกคิดรางแก้วยิ่งนัก คิดจะให้พวกเราตามตัวปรมาจารย์หมื่นสำแดงจากสำนักใหญ่ที่ต้องใช้เวลาร่วมสิบถึงสิบห้าวันในการเดินทาง ถึงเวลานั้นหากตระกูลจี้ลอบทำสัญญากับจักรวรรดิเซียไปแล้ว พวกเราไยมิใช่กลับกลายเป็นตัวโง่งม?”

“เช่นนั้น…” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีไม่อาจสรรหาคำพูดใดไปชั่วขณะ

“เช่นนั้นเช่นนี้อันใด ขอเพียงพวกเจ้าส่งมอบป้ายพระราชทานและสิทธิ์ในการครอบครองเมืองออกมา ข้าสัญญาว่าจะให้ตระกูลจี้อาศัยอยู่ในเมืองได้ต่อไป ยามใดที่การขุดเหมืองสิ้นสุด ข้าจะคืนป้ายพระราชทานให้กับเจ้า”

“นั่นจะได้อย่างไร?” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวด้วยความตระหนก

“ไม่มีทาง!” ท่านยายเงากล่าวด้วยโทสะ “ป้ายพระราชทานคือรากฐานของตระกูลจี้”

จี้หนิงและผู้คนของตระกูลจี้ถึงแม้ไม่อาจกล่าววาจาอันใดแต่ล้วนมีสีหน้าคลั่งแค้น ผู้คนจากภูเขามังกรหิมะช่างไร้เหตุผล ท่านถอยให้แก่มันก้าวหนึ่งมันจะเรียกร้องเอาร้อยก้าว คำสัญญาเพียงลมปากว่าจะคืนป้ายพระราชทานไหนเลยเชื่อถือได้?

“เจ้าคิดว่าภูเขามังกรหิมะเราจะกลับกลอกไร้ศักดิ์ศรีเช่นเดียวกับตระกูลจี้งั้นรึ?” ต่งซีฉีขู่ตะคอก

“เฮอะ หากภูเขามังกรหิมะไม่คิดเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นจริงๆ พวกเจ้ามาตั้งสาขาที่เทือกเขานางแอ่นเพื่อเหตุใด?” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีเองก็เหลืออดแล้วเช่นกัน

คำตอบของผู้เฒ่าเก้าอัคคีทำให้สีหน้าของต่งซีฉีเปลี่ยนไปในทันที ดูท่าการข่มขู่ของมันคงยากที่จะสัมฤทธิ์ผลโดยง่าย สายตาของมันที่กวาดมองยอดฝีมือตระกูลจี้หยุดลงที่ร่างของเด็กหนุ่มที่เยาว์วัยที่สุดในชุดขนสัตว์สีขาว มันรีบส่งเสียงทางพลังปราณ “ศิษย์น้องมู่สี่ ในบรรดายอดฝีมือของตระกูลจี้เพียงไม่กี่คนนี้ เด็กน้อยจี้หนิงในชุดขาวนับเป็นผู้ที่มีพลังซ่อนเร้นสูงสุด มันคือผู้ที่ลงมือสังหารเป่ยจื้อชาน”

ชายชุดเทาผงกศีรษะเล็กน้อย มันได้ยินได้ฟังเรื่องการต่อสู้ในครั้งนั้นมาเช่นกัน

หลังจากที่เหล่าสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติในหุบเขาถูกช่วยเหลือและเดินทางกลับไปยังต้นสังกัดของตน เรื่องราวของเด็กชายอายุสิบเอ็ดสิบสองปีที่มีพลังฝีมือเทียบเท่าระดับตำหนักม่วงก็ถูกแพร่กระจายออกไปจนแทบไม่มีผู้ใดในเทือกเขานางแอ่นที่ไม่รู้จักนามของจี้หนิง เรื่องราวในวัยเด็ก แนวทางวิชาฝีมือ อุปนิสัย และลักษณะภายนอกของเขาถูกรวบรวมและแจกแจงไปในรายงานลับของทุกขั้วอำนาจ

ต่งซีฉีเองย่อมได้ผ่านตารายงานลับประเภทนั้นมาเช่นเดียวกัน ถึงแม้มันจะยังไม่เห็นเด็กหนุ่มผู้นี้ในสายตา แต่มันก็ไม่คิดประมาทศักยภาพที่ซ่อนเร้นรอวันเติบโตในอนาคตของเด็กผู้นี้เช่นกัน

“ตัวบัดซบเป่ยจื้อชานนั้นนอกจากรู้จักพึ่งพาพลังของธวัชหมื่นภูตแล้วก็ไม่ต่างอันใดกับเศษสวะ ขอเพียงศิษย์น้องมู่สี่ลอบลงมือโดยไม่คาดคิดสมควรจับกุมจี้หนิงได้โดยง่าย” ต่งซีฉีถ่ายทอดคำสั่งทางพลังปราณต่อไป “ในหมู่ยอดฝีมือตระกูลจี้คงมีเพียงจี้หนิงผู้นี้ที่สร้างความคุกคามให้แก่พวกเราได้ อย่าว่าแต่คนของตระกูลจี้ยึดถือมันเป็นเช่นสมบัติล้ำค่าของตระกูล หากพวกเราสามารถจับกุมมันเอาไว้ในกำมือตระกูลจี้ย่อมต้องยอมจำนนแต่โดยดี หรือต่อให้สถานการณ์เลวร้ายถึงขีดสุดขอเพียงพวกเราลงมือสังหารมันซะ พวกที่เหลือก็จะถูกกวาดล้างลงได้โดยง่าย”

“ขอศิษย์พี่โปรดวางใจ ข้าเพิ่งฝึกปรือวิชาลับสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง” ชายชุดเทาผู้เย็นชามู่สี่ส่งเสียงทางพลังปราณตอบกลับไปด้วยความมั่นใจ

“ประเสริฐ ขอเพียงจับตัวจี้หนิงไว้ได้ พวกเราจะคุมสถานการณ์เอาไว้ได้อย่างสิ้นเชิง”

แม้ว่าต่งซีฉีจะมีพลังฝีมือสูงสุดในหมู่คนทั้งห้าแต่มันจำเป็นจะต้องเรียกใช้พยุหะมังกรโลหิตแปดทิศก่อน ถึงตอนนั้นยอดฝีมือตระกูลจี้ย่อมต้องตระเตรียมระวังป้องกันอย่างเต็มที่ ดังนั้นมู่สี่ที่มีวิชาลับซ่อนเร้นไว้จึงเป็นตัวเลือกอันดับแรกในแผนร้ายของมัน

……………………………………………………………………………………………………………………………..

 

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

 

20 thoughts on “เล่มที่5 บทที่16: การปะทะ”

  1. ต้องมาดูกันว่า จี้หนิงจะเป็นตัวถ่วง
    หรือเป็นตัวช่วยชั้นเลิศ
    ลุ้นๆ ค้างๆ
    รออ่านต่อไป
    ขอบคุณครับ

    Like

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s