เล่มที่5 บทที่12: พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน

Desolate Era เล่ม5: สาวกตำหนักม่วง

บทที่ 12: พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน

ไม่ว่าจี้โหมวจะอ้อนวอนร้องขออย่างจริงจังถึงเพียงไหนแต่จี้หนิงก็ทำได้เพียงตอบปฏิเสธ การปลดปล่อยสำนึกกระบี่จำเป็นต้องเข้าถึงความรู้แจ้งแห่งเต๋าให้ได้ก่อน แต่เรื่องราวอันลึกล้ำเช่นนั้นนอกจากฝึกฝนจนเข้าถึงด้วยตนเองแล้วผู้ใดสามารถอรรถาธิบายออกมาได้?

ท่าทีของเหล่าอัจฉริยะในยามนี้หลงเหลือแต่ความนอบน้อมถ่อมตน จุดสงสัยข้อขัดข้องในเพลงกระบี่ของพวกมันเมื่อถูกหยิบยกขึ้นมาล้วนถูกจี้หนิงใช้วิธีที่รวบรัดที่สุดง่ายดายที่สุดอธิบายคลี่คลายให้ แต่เมื่อชี้แนะเพลงกระบี่ให้แก่คนทั้งหกจนครบถ้วนเขาก็ออกปากขับไล่

“พวกเจ้ากลับไปได้แล้ว หลังจากนี้จงใช้เวลาใคร่ครวญสิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนี้ให้ดี”

คนทั้งหกได้แต่ใช้สายตาแห่งความความเลื่อมใสอาวรณ์มองดูเงาหลังของจี้หนิงที่หันกายกลับเข้าที่พัก

………

ค่ำคืน

จี้หนิงนั่งขัดสมาธิฝึกฝีมืออยู่ภายในห้อง พลังงานแห่งธรรมชาติถูกดึงดูดและแปรเปลี่ยนให้กลายสภาพเป็นพลังปราณโคจรภายในร่างและเก็บรักษาที่จุดตันเถียนจนเปี่ยมล้น

“คาดว่าอีกเพียงไม่กี่เดือนข้างหน้าข้าคงสามารถจัดตั้ง ‘ตำหนักม่วง’ ขึ้นในร่างได้สำเร็จและบรรลุระดับสาวกตำหนักม่วงในด้านพลังปราณ” จี้หนิงคิดทบทวนกับตนเอง “ทว่าการจะบรรลุระดับตำหนักม่วงในด้านกายาเทพอสูรนั้นข้าต้องเข้าสู่ขั้นที่เจ็ดของประกายชาดเก้าชั้นฟ้าให้ได้ก่อน ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าใดจึงจะถึงวันนั้น”

ตัวเขาในตอนนี้เข้าสู่ขั้นสูงสุดของระดับเหนือธรรมชาติทั้งในด้านพลังปราณและกายาเทพอสูรแล้ว ทว่าเคล็ดวิชาพลังปราณที่เขาใช้ฝึกฝนนั้นคือ ‘ลมปราณอาโปธาตุ’ ซึ่งเพียงเป็นวิชาระดับล่างที่ช่วยให้ผู้ฝึกสามารถบรรลุระดับตำหนักม่วงได้อย่างรวดเร็วแต่คุณภาพของพลังปราณกลับไม่บริสุทธิ์เท่าที่ควร

“น่าเสียดายที่เคล็ดวิชาลมปราณอาโปธาตุนี้ออกจะพื้นเพเกินไป ยามใดที่ข้าบรรลุระดับตำนักม่วง ข้าคงต้องออกค้นหาวิชาลมปราณที่มีระดับชั้นสูงกว่านี้ มิเช่นนั้นหากไม่สามารถหาพบหรือดื้อรั้นฝึกปรือเช่นนี้ต่อไป ข้าคงไม่มีวันบรรลุระดับที่เหนือกว่าปรมาจารย์หมื่นสำแดงได้”

ความสูงต่ำของเคล็ดวิชานั้นอยู่ที่นี้เอง วิชาระดับสูงนั้นแม้ยากจะเรียนรู้เข้าใจแต่จะช่วยปรับรากฐานและชี้นำให้ผู้ฝึกเดินบนหนทางที่เที่ยงแท้ แตกต่างจากวิชาระดับล่างที่เพียงช่วยให้ผู้ฝึกรุดหน้าอย่างรวดเร็วในตอนต้นแต่ไร้ความยั่งยืน ไม่สามารถช่วยให้ผู้ฝึกบรรลุถึงพลังระดับสูงได้

ตระกูลจี้จะอย่างไรเพียงเป็นชาติตระกูลท้องถิ่น เคล็ดวิชาที่มีในครอบครองนอกจากประกายชาดเก้าชั้นฟ้าซึ่งแพร่หลายไปทั่วแผ่นดินแล้ว กล่าวได้ว่าไม่มีเคล็ดวิชาระดับสูงที่แท้จริงในครอบครองเลย และนี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้เฒ่าเก้าอัคคีและท่านยายเงาจมอยู่ในระดับตำหนักม่วงถึงสามร้อยปีโดยไม่อาจรุดหน้าต่อไปได้

“เมื่อใดที่จัดตั้งตำหนักม่วงขึ้นได้สำเร็จข้าสมควรมีความสามารถปกป้องคุ้มครองตนเองได้” จี้หนิงเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น “เมื่อวันนั้นมาถึงข้าจะออกเดินทางไกล”

จี้หนิงยังรู้จักประมาณตนอยู่ ถึงแม้ว่าเขาจะบรรลุระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงสุดทั้งในด้านพลังปราณและกายาเทพอสูรแล้ว แต่นั่นยังคงไม่เพียงพอ

เมื่อครึ่งปีก่อนเขาสามารถฝึกฝนพยุหะพันกระบี่จำลองได้ถึงขั้นที่เก้า ดังนั้นในด้านพลังปราณแล้วพลังโจมตีของเขาสามารถเปรียบได้กับสาวกตำหนักม่วงระดับสูง เพียงแต่ว่าด้วยข้อจำกัดของพลังปราณในระดับเหนือธรรมชาติที่เขามี ทำให้ไม่สามารถต่อสู้อย่างยืดเยื้อยาวนานได้

ในด้านกายาเทพอสูร ด้วยความสูงส่งของประกายชาดเก้าชั้นฟ้า พลังของเขาสามารถเปรียบได้กับสาวกตำหนักม่วงขั้นต้นที่ฝึกปรือในกายาเทพอสูรประเภทอื่น จี้หนิงในตอนนี้ต่อให้ถูกแทงทะลุศีรษะก็ยังคงรักษาชีวิตเอาไว้ได้

“ต่อให้พยุหะพันกระบี่จำลองจะร้ายกาจถึงเพียงไหนก็ไม่อาจต่อกรกับยอดฝีมือกายาเทพอสูรระดับตำหนักม่วงได้ เพราะต่อให้คนเหล่านั้นถูกกระบี่แห่งแสงแทงเข้าใส่ก็สามารถฟื้นคืนสภาพร่างได้อย่างรวดเร็ว แต่หากคู่ต่อสู้เพียงเป็นผู้ใช้พลังปราณระดับตำหนักม่วงข้ายังสามารถทดลองรับมือดูสักครา”

“ประกายชาดเก้าชั้นฟ้าระดับตำหนักม่วง… แปรเปลี่ยนหยินและหยาง คืนชีพจากหยดโลหิต จะต้องทำอย่างไรจึงจะบรรลุถึงขั้นนั้นได้?” ดวงตาของจี้หนิงเต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้

ไม่ตกตายแม้ศีรษะหลุดจากร่างนั้นยังไม่เท่าใด หากฝึกยอดวิชาประกายชาดเก้าชั้นฟ้าถึงขั้นที่เจ็ด ตราบใดที่ยังมีพลังศักดิ์สิทธิ์มากพอก็สามารถคืนชีพได้แม้ว่าจะเหลือโลหิตเพียงหยดเดียว ซึ่งหมายความว่าการจะสังหารยอดฝีมือในระดับนี้จะต้องเข่นฆ่าจนกว่าอีกฝ่ายจะหมดสิ้นพลังโดยสิ้นเชิง

ที่จริงความแข็งแกร่งของจี้หนิงในยามนี้ถือว่าไม่เลวแล้ว เขาสามารถใช้พลังของ ‘พยุหะพันกระบี่จำลอง’ จู่โจมสังหารศัตรูจากระยะไกล และอาศัยพลังชีวิตอันแข็งแกร่งที่ได้รับจากประกายชาดชั้นฟ้าในการตั้งรับ ทว่าเขาเองก็ได้รับบทเรียนจากการประมือกับเป่ยจื้อชานในครั้งก่อน หากแมลงพิษฝูงนั้นมีจำนวนมากกว่าเดิมสักสิบเท่า เขาคงต้องต่อสู้จนพลังศักดิ์สิทธิ์แห้งเหือดหมดสิ้นและเสียชีวิตในที่สุด

จี้หนิงไม่เคยลืมเลือนสิ่งที่ได้รับจากการสนทนากับโคชราสีดำในวันนั้น ‘อย่าได้ประมาทเหล่าผู้ฝึกฝนในเส้นทางแห่งความเป็นอมตะ เจ้าครอบครองพลังอันร้ายกาจ หรือผู้อื่นไม่อาจมีมันในครอบครองเช่นกัน?’

เขาสูดลมหายใจละทิ้งความคิดอันฟุ้งซ่าน เริ่มต้นฝึกเคล็ดวิชาเพ่งจิต ‘ภาพวาดเทพธิดาหนี่วา’ ตามที่ทำเป็นประจำทุกค่ำคืน กล่าวถึงที่สุดพลังแห่งจิตคือหัวใจหลักที่ช่วยให้เขาสามารถขับเคลื่อนพยุหะพันกระบี่จำลองขั้นที่เก้าได้

………

ท้องฟ้าราตรีพลันสว่างขึ้นอย่างเชื่องช้า

จี้หนิงลืมตาขึ้นการการนั่งฝึกวิชาขมวดหัวคิ้วเข้าหากันสัมผัสได้ถึงความผิดปกติจากภายนอก เขาแผ่พุ่งพลังแห่งจิตออกตรวจสอบอย่างระมัดระวัง

เสียงครืนครั่นดังสะเทือนมาพร้อมกับคลื่นพลังงานธรรมชาติขนาดมหึมาที่กวาดผ่านทะเลสาบอสรพิษเหินหาว ระดับความรุนแรงของพลังสร้างความกดดันจนสีหน้าของจี้หนิงต้องแปรเปลี่ยน

“ทิศเหนือ” จี้หนิงโผพุ่งร่างออกทางหน้าต่างขึ้นสู่ยอดไม้ใหญ่ สายตาจ้องมองไปทางทิศเหนือซึ่งเป็นต้นตอของคลื่นพลังงานลึกลับ

คลื่นพลังงานระลอกแล้วระลอกเล่าพัดผ่านไปดุจระลอกน้ำที่เกิดจากการทุ่มเหวี่ยงหินใหญ่ลงในสระ จุดศูนย์กลางของมันอยู่ห่างไกลออกไปทางทิศเหนือของทะเลสาบอสรพิษเหินหาว

“คลื่นพลังงานธรรมชาติที่น่าสะพรึงกลัวนัก” จี้หนิงตกตะลึงไปกับสิ่งที่เกิดขึ้น “ไม่ทราบว่าสิ่งมหัศจรรย์ใดที่ก่อให้เกิดปรากฎการณ์นี้ขึ้น หากเปรียบเทียบกันแล้วพลังงานแห่งธรรมชาติที่ข้าดูดซับจากการฝึกปรือไม่ต่างอันใดกับแสงหิ่งห้อยอันน้อยนิดคิดประชันกับดวงอาทิตย์อันร้อนแรง”

ที่อีกฟากหนึ่งของเกาะเงาร่างอีกสายโผพุ่งขึ้นสู่ยอดไม้แล้วโลดแล่นมายังจุดที่จี้หยิงยืนอยู่อย่างรวดเร็ว

“ท่านพ่อ” จี้หนิงรีบกล่าวทัก

“เจ้าก็รู้สึกได้เช่นกันใช่หรือไม่?” จี้ยี่ฉวนกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาจับจ้องไปทางทิศเหนือเช่นกัน

จี้หนิงรับรู้ได้ถึงความหนักหนาของเรื่องราว รีบกล่าวว่า “หากสัมผัสของข้าไม่ผิดเพี้ยน จุดที่เกิดเหตุน่าจะอยู่ห่างจากที่นี้หลายพันกิโลเมตรไปทางเหนือ… ท่านพ่อ… เป็นเรื่องราวใดที่ก่อให้เกิดระลอกพลังงานธรรมชาติมหาศาลในระดับนี้ได้?”

“นี่กลับเป็นไปได้หลายประการ” จี้ยี่ฉวนขบคิดเล็กน้อยแล้วจึงกล่าว “อาจบางทีเป็นเซียนสวรรค์อมตะประมือกัน อาจบางทีมีทิพยสถานหรือสมบัติวิเศษตามธรรมชาติอุบัติขึ้นบนปฐพี… แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวใดก็ล้วนไม่เป็นผลดีต่อตระกูลจี้เรา”

สีหน้าของจี้หนิงยิ่งมายิ่งปั้นยาก

“ไป! พวกเราไปสำรวจดูด้วยกัน” จี้ยี่ฉวนกล่าวชักชวนแล้วเหินร่างออกไปก่อน

จี้หนิงส่งเสียงผ่านพลังปราณฝากฝังเรื่องราวบนเกาะแก่ชิวเยี่ยที่อยู่ในห้องหับด้านล่างแล้วจึงติดตามไป

เงาร่างสองสายเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วบนยอดคลื่นก่อนกลับกลายเป็นประกายแสงมุ่งหน้าขึ้นสู่ทิศเหนือ

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

 

Advertisements

ผู้เขียน: thaidesolateera

เพียงขีดเขียนเรื่อยเปื่อย หวังว่าสักวันอิฐที่ขว้างปาไปมั่วซั่วจะชักนำหยกออกมาได้

34 thoughts on “เล่มที่5 บทที่12: พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน”

  1. มันคืออะไรนะ ?
    เกิดอะไรขึ้น?
    หลายพันกิโลเมตร? ประมาณเสียว่าสักสามพันกิโลเมตรก็แล้วกัน
    ป้าดดดดดดดด สามพันกิโลเมตรนี้ไปกลับจากเหนือสุดไปใต้สุดของประเทศไทยได้สามรอบเชียวนะ สัมผัสของจี้หนิงช่างกว้างไกลเหลือเกิน มันไม่ทะลุเขตแดนของตระกูลจี้หรือยังไงนะ
    ขอบคุณท่านเซียวมากๆครับ

    Like

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s