เล่มที่5 บทที่11: กระบี่ของจี้หนิง

Desolate Era เล่ม5: สาวกตำหนักม่วง

บทที่ 11: กระบี่ของจี้หนิง

หกยอดฝีมือรุ่นเยาว์แห่งตระกูลจี้เขตปกครองกลางขึ้นฝั่งที่ท่าเทียบเรือ ทั้งหมดมองเห็นผู้ที่ออกมาต้อนรับเป็นสตรีหน้าตางดงามในเครื่องแต่งกายอันเรียบง่ายและเด็กชายในชุดสีฟ้า ที่ติดตามอยู่ด้านหลังของทั้งสองคือองครักษ์ชาดของตระกูลจี้สองนายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในองครักษ์จำนวนหนึ่งร้อยนายที่ผู้เฒ่าเก้าอัคคีส่งมาประจำการบนเกาะแห่งนี้โดยเฉพาะ

“ท่านคงเป็นผู้ดูแลที่มีนามว่าชิวเยี่ย” จี้โหมวเป็นตัวแทนของทั้งหมดเอ่ยถาม เมื่อเขาผายมือออก ม้วนหนังสัตว์ก็ปรากฎขึ้นในมือ “พวกเรามาที่เกาะแห่งนี้ตามคำสั่งของท่านผู้ดูแลเขตปกครองกลางเพื่อเยี่ยมคำนับนายน้อยจี้หนิง”

ชิวเยี่ยรับม้วนขนสัตว์มาอ่านรอบหนึ่ง นางได้รับการแต่งตั้งจากจี้หนิงให้เป็นผู้ดูแลของเกาะใจกระจ่าง คอยจัดการเรื่องใหญ่น้อยต่างๆบนเกาะ

นางเงยหน้าจากแผ่นหนังสัตว์แล้วแย้มยิ้มให้กับแขกผู้มาเยือน “พวกเราได้รับแจ้งล่วงหน้ามาก่อนแล้วว่าให้เตรียมการต้อนรับพวกท่านหกอัจฉริยะแห่งเขตปกครองกลาง ขอทุกท่านโปรดตามข้ามา”

“พวกเราเดินทางมาเยี่ยมคำนับนายน้อยจี้หนิงโดยเฉพาะ ไม่ทราบว่าเมื่อใดพวกเราจึงจะได้พบนายน้อย?” หนึ่งในหกเอ่ยถามขึ้นระหว่างทาง

“โปรดอย่าได้กังวล พวกท่านจะได้พบกับนายน้อยภายในวันนี้อย่างแน่นอน” ชิวเยี่ยกล่าวราวกับไม่มีเรื่องราวใด พร้อมชักนำทั้งหมดมาสู่เรือนรับรองอันเงียบสงบสันโดษหลังหนึ่ง

นางกล่าวกับหญิงรับใช้ประจำเรือนรับรองว่า “ท่านทั้งหกนี้ล้วนเป็นแขกผู้ทรงเกียรติจากเขตปกครองกลาง พวกเจ้าจงช่วยกันดูแลอย่าให้ขาดตกบกพร่อง” เมื่อกำชับรายละเอียดอีกเล็กน้อยแล้วนางจึงขอตัวเดินจากไปพร้อมกับชิงฉีและผู้ติดตาม

“ช่างวางก้ามเขื่องโขนัก” ชายหนุ่มร่างใหญ่จี้ถงซานเบิ่งตาโปนโตระเบิดคำพูดออกมา “บนเกาะที่ห่างไกลผู้คนเช่นนี้ นายน้อยจี้หนิงยังจะมีกิจธุระอันใดได้อีก ‘อย่าได้กังวล’ อันใดของมารดามัน ผู้ดูแลสตรีผู้นั้นไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย”

คนเหล่านี้ล้วนเป็นยอดอัจฉริยะที่เคยแต่มองข้ามศีรษะผู้อื่น ต่อให้พวกมันยอมรับว่าจี้หนิงอาจจะมีความสำเร็จในเพลงกระบี่สูงกว่าพวกมันอยู่บ้าง แต่อีกฝ่ายก็มิใช่ผู้อาวุโสอันใด พวกมันย่อมไม่อาจรับการเพิกเฉยเย็นชาเช่นนี้ได้

“อดทนไว้” จี้โหมวทรุดกายลงนั่ง “พวกเราเมื่อเดินทางมาเพื่อเยี่ยมคำนับก็ไม่อาจเสียมารยาทไป”

“ข้าเพียงแค่ระบายความรู้สึกออกมาเท่านั้น…”

“ถูกต้องแล้ว คนอายุเพียงสิบหกปีผู้หนึ่ง จะมีพลังฝีมือสูงส่งได้ถึงเพียงไหนกัน?…”

จี้โหมวนั่งรับฟังสหายทั้งห้าสนทนาอย่างเยือกเย็น ทว่าภายในหัวใจอันหยิ่งทระนงของมันไยมิใช่มีกองเพลิงอันร้อนแรงกำลังลุกไหม้อยู่เช่นกัน?

………

ตะวันที่กำลังลาลับขอบฟ้าทอแสงสายัณห์สะท้อนคลุมแผ่นดิน หมอกราตรีแผ่ปกคลุมจากขอบฟ้าตะวันตก ทะเลสาบอสรพิษเหินหาวถูกย้อมจนงดงามราวกับภาพวาด ไกลออกไปในท้องทะเลสาบเรือน้อยลำหนึ่งอาศัยกระแสน้ำล่องลอยกลับเข้าสู่ฝั่ง

“เรือของนายน้อย”

“นายน้อยกลับมาแล้ว”

ชิวเยี่ยและชิงฉีต่างได้รับแจ้งจากเหล่าบ่าวไพร่ ทั้งสองรีบรุดมาที่ริมฝั่ง

จี้หนิงนอนเหยียดยาวในลำเรือ สองตาหลับพริ้ม จมอยู่ในความเงียบสงบของแผ่นฟ้าผืนน้ำจนกระทั่งเขาสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตมากมายของผู้คนบนฝั่งจึงได้ลืมตาตื่นขึ้น

“ข้ากลับมาแล้ว” เขาลุกขึ้นยืดเหยียดร่างกายอย่างเกียจคร้าน

เขายังคงแต่งกายด้วยชุดขนสัตว์สีขาว ทว่านี่เป็นชุดที่แปรสภาพมาจากสมบัติวิเศษประเภทเกราะ เนื่องจากจี้หนิงไม่อาจตัดใจนำเอาชุดที่มารดาทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้ามาสวมใส่จนเสี่ยงต่อการขาดชำรุดได้

เรือน้อยพลันเร่งความเร็วพุ่งทะยานผ่านผิวน้ำจนเมื่อเข้าใกล้ฝั่งจึงเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอยหลงเหลือเพียงจี้หนิงที่เดินเหินบนยอดคลื่นเข้าหากลุ่มคนที่รอต้อนรับด้วยรอยยิ้ม

“นายน้อย” ชิวเยี่ยหัวเราะเบาๆแล้วแย้มยิ้มอย่างอ่อนหวาน

“พี่ชายใหญ่” ชิงฉีวิ่งเข้าหาจี้หนิงก่อนกล่าวอย่างตื่นเต้น “วันนี้มีพวกหกอัจฉริยะอะไรนั่นจากเขตปกครองกลางเดินทางมาถึง พวกมันล้วนเย่อหยิ่งไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตาราวกับว่าแต่ละคนมีดวงตางอกเงยอยู่เหนือศีรษะ”

จี้หนิงกล่าวราวกับเพิ่งนึกได้ “คนเหล่านั้นมาถึงแล้ว?”

“พวกเขามาถึงเมื่อยามเที่ยง” ชิวเยี่ยกล่าวตอบ

“พาพวกมันไปที่ลานฝึกกระบี่” จี้หนิงหัวเราะออกมา “เขตปกครองกลางเมื่อส่งพวกมันมาที่นี่ ย่อมมีเจตนาให้ข้าลงมือทุบตีพวกมันรอบหนึ่ง”

“เช่นนั้นข้าจะรีบไปนำพวกมันมา” ชิวเยี่ยกล่าวอย่างยิ้มแย้ม

………

ลานฝึกกระบี่

นี่เป็นลานอันกว้างใหญ่กว่าสามร้อยเมตรที่ด้านหน้าบ้านพักของจี้หนิง เขามักใช้สถานที่แห่งนี้ฝึกปรือเพลงกระบี่

“จวบจนท้องฟ้ามืดค่ำ ดื่มน้ำหมดไปถึงห้าเหยือก ในที่สุดก็รอคอยจนได้พบสักที”

“จี้หนิงผู้นี้ถูกแต่งแต้มบรรยายจนคล้ายเป็นบุคคลในตำนาน ข้ากลับต้องการเห็นตัวจริงของเขาสักครา”

บุรุษสตรีทั้งหกกล่าวกระซิบกระซาบด้วยความตื่นเต้น ทั้งหมดเดินตามการนำทางของชิวเยี่ยจนมาถึงลานฝึกกระบี่

“นายน้อยรอคอยอยู่ที่นี่เอง ทุกท่านเชิญ”

จี้โหมวและบุคคลที่เหลือรีบมองสำรวจอย่างตั้งใจ ที่ไกลออกไปร่างของเด็กหนุ่มในชุดขนสัตว์สีขาวหยัดยืนสงบนิ่ง จี้หนิงในวันนี้ยังคงเป็นเด็กหนุ่มร่างบางไม่แตกต่างไปจากเมื่อครั้งที่เขาบรรลุระดับเหนือธรรมชาติเท่าใด ทว่าผู้คนทั้งหกต่างมีความรู้สึกว่าบุคคลที่เบื้องหน้านั้นยิ่งใหญ่ราวกับแผ่นฟ้าแผ่นดิน

เมื่อเด็กหนุ่มชุดขาวหันร่างกลับมา ทั้งหมดค่อยมีความรู้สึกว่าคนผู้นี้หลุดพ้นออกจากภาพวาดอันสมบูรณ์แบบเข้าสู่ทางโลก

ที่แท้เมื่อครู่จี้หนิงจงใจเข้าสู่สภาวะแห่งเต๋าที่หลอมรวมฟ้าดินมนุษย์ ตั้งแต่ย้ายมาพำนักที่ทะเลสาบอสรพิษเหินหาวและเริ่มล่องเรือตามกระแสน้ำ จิตวิญญาณของจี้หนิงก็เรียนรู้ที่จะสงบนิ่งเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ เพลงกระบี่ของเขาพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนสามารถหลอมรวมพลังแห่งเต๋าเข้ากับทุกกระบวนท่ากระบี่ แม้จะไม่อาจเทียบเท่ากับคืนที่เขานั่งพินิจเต๋าที่ริมสระ แต่ก็เพียงพอกับการหนุนส่งให้เขาเป็นยอดมือกระบี่ที่แท้จริง

“พวกเจ้าเข้ามา” จี้หนิงเอ่ยเรียก พลังแห่งธรรมชาติอันลึกล้ำยังคงห้อมล้อมร่างอันบอบบางในรูปลักษณ์ของเด็กหนุ่ม

“คารวะนายน้อยจี้หนิง” คนทั้งหกกล่าวแสดงความเคารพ

“ข้าทราบมาว่ายอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเขตปกครองกลางจี้โหมวก็เดินทางมาในครั้งนี้ ผู้ใดในพวกเจ้าคือจี้โหมว?” จี้หนิงไม่คิดอ้อมค้อม เมื่ออย่างไรก็ต้องทุบตีคนเหล่านี้รอบหนึ่ง ยังคงเริ่มจากผู้ที่เข้มแข็งที่สุดจึงได้ผลดีที่สุด

“ข้าเอง” จี้โหมวก้าวออกไปด้วยแววตาท้าทาย

จี้หนิงผงกศีรษะชื่นชมคราหนึ่ง “ที่เจ้าฝึกปรือคือเพลงกระบี่ชุดใด?”

“ท่วงทำนองหมื่นกระบี่!” ดวงตาของจี้โหมวเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น “ข้าเพิ่งฝึกสำเร็จได้ไม่นาน ยังหวังให้นายน้อยจี้หนิงแนะนำให้มากไว้”

“ฝึกสำเร็จ?” จี้หนิงผงกศีรษะอีกครั้ง “ท่วงทำนองหมื่นกระบี่เป็นเพลงกระบี่ที่ลึกล้ำและเป็นยอดวิชาที่พิทักษ์คุ้มครองตระกูลจี้มายาวนาน ชักกระบี่ของเจ้าออกมาและจู่โจมข้าด้วยกระบวนท่าที่ร้ายกาจที่สุด ข้าจะขอชมว่าท่วงทำนองหมื่นกระบี่ของเจ้าฝึกปรือได้ลึกล้ำถึงเพียงไหน”

จี้โหมวดึงกระบี่ยาวที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งออกจากฝัก อักขระอาคมเปล่งประกายอยู่เลือนราง นี่เป็นกระบี่วิเศษเล่มหนึ่ง

“นายน้อยจี้หนิงรับกระบี่!”

กระบี่ของจี้โหมวแปรเปลี่ยนเป็นเงามายาจำนวนนับไม่ถ้วนกลุ้มจู่โจมไปที่ร่างของจี้หนิงที่ยืนนิ่งมองดูประกายกระบี่นับหมื่นสายพุ่งเข้าหา เขาพลันจี้นิ้วออกไปเบาๆคราหนึ่ง

ประกายกระบี่ที่เกลื่อนฟ้าพลันสูญสลาย นิ้วของจี้หนิงละเลยเงามายาสัมผัสลงบนตัวกระบี่ที่แท้จริง กระบี่วิเศษหลุดลอยออกมือของจี้โหมวพุ่งออกไปตามแรงส่งของตัวมันเอง

“นี่… นี่…” จี้โหมวเบิ่งตากลมโต ตื่นตะลึงจนไม่อาจกล่าววาจาให้จบประโยค ยอดฝีมืออีกห้าคนที่เหลือก็แตกตื่นจนปากอ้าตาค้าง เพียงจี้ออกดรรชนีเดียวก็ปัดป่ายกระบี่ระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวมได้? พวกมันไม่ได้รู้สึกว่านิ้วที่จี้หนิงใช้ออกนั้นรวดเร็วด้วยซ้ำ!

“เป็นไปได้อย่างไร… กระบี่ของข้า…” จี้โหมวยังคงไม่อาจเรียกสติกลับคืนมาได้ครบถ้วน “พลังที่แฝงมาในดรรชนีนั้นก็ไม่ได้หนักหน่วงเท่าใด เหตุใดจึงสามารถชักนำและกระแทกกระบี่จนหลุดจากมือของข้าไปได้?”

“เจ้าตอบคำถามข้ามาเรื่องหนึ่ง” จี้หนิงกล่าว “อะไรคือแก่นแท้ของท่วงทำนองหมื่นกระบี่?”

จี้โหมวกล่าวโดยไม่ต้องเสียเวลาขบคิด “ท่วงทำนองหมื่นกระบี่ประกอบด้วยสามเคล็ดความ ‘หนึ่งกระบี่หมื่นประกาย’ ‘หมื่นกระบี่ร่วมขับขาน’ และ ‘ท่วงทำนองหมื่นกระบี่’ ที่ข้าใช้ออกเมื่อครู่คือ ‘ท่วงทำนองหมื่นกระบี่’ ซึ่งเป็นกระบวนท่าที่รุนแรงที่สุด”

“‘ท่วงทำนองหมื่นกระบี่’… แก่นแท้ของกระบวนท่ามิใช่คำ ‘หมื่นกระบี่’ หากแต่เป็น ‘ท่วงทำนอง’!” ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผู้เฒ่าเก้าอัคคีได้ใช้ให้คนส่งคัมภีร์ยุทธแทบทุกแขนงที่ตระกูลจี้มีในครอบครองมาให้จี้หนิงศึกษา ด้วยระดับความสำเร็จของจี้หนิงในเวลานี้เขาแทบสามารถคิดค้นวิชาฝีมือในระดับเดียวกันออกมาได้ด้วยตนเอง ดังนั้นเพียงพลิกดูรอบหนึ่งเขาก็เข้าใจถึงแก่นแท้ของมัน

“ท่วงทำนอง?” จี้โหมวยังมิอาจเข้าใจ

“จงตั้งใจดูให้ดี” จี้หนิงเหยียดนิ้วออก พลังกระบี่ที่แผ่พุ่งจากปลายนิ้วรวมรั้งกันขึ้นเป็นกระบี่เล่มหนึ่ง

ท้องฟ้าพลันประดับเต็มไปด้วยเงากระบี่พร่าพรายจนดูคล้ายกระบวนท่าที่จี้โหมวเพิ่งแสดงออกเมื่อครู่ แต่แล้วในเวลานั้นเงากระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนกลับเปลี่ยนแปลงเป็นท่วงทำนองแห่งเสียงดนตรี แต่ละท่อนแต่ละท่วงทำนองล้วนมีความแตกต่างเป็นเอกเทศ หากเงากระบี่นับหมื่นกลับร่วมบรรเลงขึ้นในบทเพลงเดียวกัน

ความหลงใหล!

การเฉลิมฉลอง!

พวกของจี้โหมวตกตะลึงพรึงเพริด พวกมันสามารถรับรู้ได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกที่แผ่พุ่งออกจากเงากระบี่เหล่านั้น ราวกับพวกมันมีชีวิตจิตใจ

นิ้วของจี้หนิงพลันแผ่พุ่งพลังกระบี่ออกไปอีกครั้ง เงากระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนปรากฏซ้ำบนท้องฟ้า แต่ละเส้นแต่ละเงาคล้ายเป็นอิสระและคล้ายเชื้อมโยงถึงกัน เงากระบี่นับหมื่นร่วมบรรเลงบทเพลงขึ้นอีกครา ทว่าครั้งนี้เต็มไปด้วยสำนึกแห่งการสังหารที่โหดเหี้ยมอำมหิต

เงากระบี่แต่ละเส้นคล้ายทหารราบนายหนึ่ง ทุกนายแผดเสียงคำรามบุกทะลวงไปด้านหน้าเปลี่ยนแผ่นฟ้าให้กลายเป็นสมรภูมิแห่งการเข่นฆ่าประหัตประหาร

จี้โหมวและพวกที่เหลือถูกสำนึกกระบี่ข่มจนหน้าถอดสี อดมิได้ต้องล่าถอยไปด้านหลังโดยไม่รู้ตัว

“เข้าใจแล้วหรือไม่?” พลังกระบี่ที่ปลายนิ้วของจี้หนิงพลันสลายไป “สิ่งนี้คือ ‘ท่วงทำนอง’ คือสำนึกที่แท้จริงของเพลงกระบี่ชุดนี้ ไม่มีข้อจำกัดว่าพลังแห่งสำนึกนั้นจะต้องเป็นเช่นใด ขอเพียงสำนึกของกระบี่ทั้งมวลล้วนผสานรวมเป็นท่วงทำนองเดียวกันได้ก็พอ…”

ขณะที่บุคคลทั้งห้ายังคงไม่อาจย่อยสลายความลึกล้ำของสิ่งที่เพิ่งรับฟัง ร่างของจี้โหมวซึ่งมีความเชี่ยวชาญในท่วงทำนองหมื่นกระบี่มากที่สุดกลับสั่นสะท้านไม่หยุดยั้ง

เสียงโครมดังขึ้นพร้อมกับพื้นที่ถูกกระแทกอย่างรุนแรง จี้โหมวคุกเข่าลงโขกศีรษะ “โปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วยเถิด!”

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

 

48 thoughts on “เล่มที่5 บทที่11: กระบี่ของจี้หนิง”

  1. ได้เหรอ ปกติเป็นศิษย์ใครแล้ว จะไม่เป็นศิษย์ใครอีก
    ท่าเดียวสยบขวัญ
    สุดยอด
    ค้างครับค้าง ค้างชมัดเลยครับท่านเซียวเปี้ยกลี้
    ขอบคุณครับ

    Like

  2. อ้าวเฮ้ย ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หน่า ~ รับส่งรับศิษย์อะไร หนิงบอกตูไม่รับศิษย์ผู้ชาย ไสหน้ากลับเขตกลางไป

    Like

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s