เล่มที่5 บทที่10: ลึกล้ำสุดหยั่งถึง

Desolate Era เล่ม5: สาวกตำหนักม่วง

บทที่ 10: ลึกล้ำสุดหยั่งถึง

กาลเวลาเวียนผ่านราวสายน้ำที่ไม่เคยหยุดไหล เวลาห้าปีผ่านไปในพริบตา

ทะเลสาบอสรพิษเหินหาว เกาะใจกระจ่าง

‘ใจกระจ่าง’ เป็นนามที่จี้หนิงตั้งให้กับเกาะกลางทะเลสาบแห่งนี้ซึ่งปัจจุบันเพิ่มสิ่งปลูกสร้างขึ้นหลายหลัง ในช่วงนี้ของปีซึ่งฤดูใบไม้ผลิกำลังย่างเข้าสู่ฤดูร้อน มวลบุปผชาติที่ผ่านการตัดแต่งจากบ่าวไพร่ประชันกันเบ่งบาน สีสันและกลิ่นหอมอันเย้ายวนเปลี่ยนเกาะที่เคยรกร้างให้กลับกลายเป็นแดนสวรรค์อันงดงาม

“ท่านพี่ชิวเยี่ย ท่านพี่ชิวเยี่ย” เด็กชายในชุดสีฟ้าวิ่งพลางส่งเสียงร้องตะโกน

ชิวเยี่ยซึ่งกำลังต้มน้ำชงชาหันมามองแล้วกล่าวปนหัวเราะ “ชิงฉีเจ้าร่ำเรียนวิชาเกาทัณฑ์เสร็จสิ้นแล้วหรือ? ใช่โดนท่านอาจารย์เมิ่งหยูดุว่ามาอีกหรือไม่?”

“นี่…” ชิงฉียกมือขึ้นเกาศีรษะก่อนกล่าวเสียงละห้อย “จะไม่ให้โดนดุว่าได้อย่างไร? ทุกครั้งที่ร่ำเรียนวิชา ท่านอาจารย์เป็นต้องนำข้าไปเปรียบกับพี่ชายใหญ่ ท่านพี่ก็รู้ว่าพี่ชายใหญ่เก่งกาจถึงเพียงไหน ข้าจะไปเทียบกับเขาได้อย่างไร?”

“เจ้าสมควรตั้งใจเล่าเรียนให้ดี” ชิวเยี่ยกล่าวอย่างจริงจัง นางรักเอ็นดูชิงฉีดั่งน้องชายร่วมสายเลือดมาตั้งแต่แรก “นายน้อยเคยกล่าวเองว่า การที่ท่านอาจารย์เมิ่งหยูมุ่งมั่นจดจ่อกับวิชาเกาทัณฑ์เพียงอย่างเดียวนับตั้งแต่จุดตันเถียนของท่านถูกทำลายทำให้ระดับความสำเร็จของท่านรุดหน้าขึ้นอีกขั้นหนึ่ง หากมิใช่ท่านอาจารย์พำนักอยู่บนเกาะแห่งนี้และนายน้อยร้องขอให้ท่านถ่ายทอดวิชาเกาทัณฑ์ให้กับเจ้า เจ้าไหนเลยมีวาสนาเช่นนี้”

“ข้าไม่กล้าแล้ว” ชิงฉีรีบพยักหน้ารับคำ

ชีวิตของชิงฉีบนเกาะใจกระจ่างนั้นเต็มไปด้วยอิสระ จี้หนิงดูแลเขาราวกับเป็นน้องชายแท้ๆของตน กระทั่งคำเรียกหาระหว่างกันก็มิใช่เพียงแค่ ‘พี่ชาย’ แต่เป็นคำ ‘พี่ชายใหญ่’ ที่สนิทสนมราวกับพี่น้องที่เติบโตมาด้วยกันทั้งชีวิต

“ประเสริฐ” ชิวเยี่ยหัวเราะออกมาในที่สุด

“แล้วพี่ชายใหญ่ไปที่ใดแล้ว? ใช่ออกไปฝึกกระบี่อีกหรือไม่?”

“นายน้อยมิได้ไปฝึกกระบี่…”

“เช่นนั้นท่านคงไปนอนกลางวันบนทะเลสาบ” ชิงฉีหัวเราะออกมาบ้าง

หลังจากผ่านไปชั่วเวลาหนึ่ง ผู้คนบนเกราะใจกระจ่างเริ่มคุ้นเคยกับนิสัยประการนี้ของจี้หนิง นอกจากฝึกกระบี่แล้วเขามักใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนอยู่บนเรือลำน้อยที่ล่องลอยอย่างอิสระไปบนผิวทะเลสาบ

“ถูกต้องแล้ว” ชิวเยี่ยหันไปทอดตามองผิวน้ำอันกว้างใหญ่ของทะเลสาบอสรพิษเหินหาว

“ข้าเคยถามพี่ชายใหญ่ว่าทำไมท่านจึงชอบทำเช่นนั้น พี่ชายใหญ่เพียงตอบว่าท่านกำลังฝึกฝน ตอนแรกข้ายังไม่เข้าใจว่าทำไมการนอนกลางวันจึงกลายเป็นการฝึกฝนไปได้ แต่ทว่าเพลงกระบี่ของพี่ชายใหญ่กลับรุดหน้ากล้าแข็งขึ้นตลอดเวลาจนแม้แต่ผู้บัญชาการจี้ยังยอมรับ”

จี้ยี่ฉวนพักอยู่ที่อีกด้านหนึ่งของเกาะใจกระจ่าง ด้วยบุคลิกอันโดดเดี่ยวทระนงของเขาจึงไม่ต้องการให้มีผู้รับใช้หรือบ่าวไพร่คอยปรนนิบัติ จี้หนิงเป็นเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่อาณาเขตที่พักของเขาได้

ชิวเยี่ยทอดถอนใจออกมา “นั่นก็ใช่แล้ว วิชากระบี่ของนายน้อยยิ่งมายิ่งลึกล้ำ ข้าเคยเห็นท่านร่ายรำกระบี่จนนกน้ำฝูงใหญ่ได้แต่บินวนเวียนอยู่โดยรอบไม่อาจจากไป”

“ช่างร้ายกาจพิสดารยิ่งนัก!” ชิงฉีโพล่งออกมาด้วยความแตกตื่นเลื่อมใส

ชิวเยี่ยทอดถอนใจกล่าว “ที่แล้วมาท่านผู้บัญชาการจี้จะเดินทางมาประลองกระบี่กับนายน้อยทุกปี แต่แล้วเมื่อสองปีก่อนท่านผู้บัญชาการกลับยอมรับว่าไม่อาจเอาชัยนายน้อยได้อีกต่อไปและไม่ยอมเดินทางมาประลองอีกเลย น่าเสียดายยิ่งนักที่นายน้อยไม่อนุญาตให้ข้าชมดูการประลองกระบี่ในครั้งนั้น”

คนของตระกูลจี้เขตปกครองตะวันตกทุกคนล้วนเชื่อมั่นว่าเพลงกระบี่ของจี้ยี่ฉวนนั้นเลิศล้ำไร้เทียมทาน เมื่อเขายอมรับว่าไม่อาจเอาชัยจี้หนิงได้จึงสร้างความแตกตื่นสงสัยให้กับผู้ที่ได้รู้

“ข้าอยากรู้ยิ่งนักว่าเพลงกระบี่ของพี่ชายใหญ่บรรลุถึงระดับขั้นไหนแล้วกันแน่?” ชิงฉีกล่าวด้วยความนับถือเลื่อมใส

“เจ้าดูนั่น…” ชิวเยี่ยพลันส่งเสียงพลางชี้มือไปทางทะเลสาบ

ห่างออกไปในทะเลสาบเงาของเรือใหญ่กำลังมุ่งหน้ามาทางเกาะใจกระจ่าง นี่เป็นเรือประเภทที่ใช้บรรทุกผู้คนและสิ่งของจากแผ่นดินใหญ่มาที่เกาะ เนื่องจากบ่าวไพร่กว่าร้อยคนบนเกาะยังคงต้องพึ่งพาการจัดส่งเสบียงเครื่องใช้บางอย่างจากภายนอก และบางครั้งยังมีแขกจากที่ต่างๆเข้ามาเยี่ยมเยียนผู้คนบนเกาะเช่นกัน

………

บนดาดฟ้าเรือ

บุรุษสตรีเยาว์วัยหลายคนยืนสนทนากันอย่างสนิทสนม

“ท่านผู้ดูแลเขตปกครองกลับสั่งให้พวกเราทั้งหกที่เป็นยอดฝีมือรุ่นใหม่ของเขตปกครองกลางตระกูลจี้มาเยี่ยมคำนับจี้หนิง…” ชายหนุ่มร่างใหญ่ที่มีมัดกล้ามนูนสูงกล่าว เค้าแห่งความไม่พอใจแฝงชัดในน้ำเสียงและดวงตา “ให้มาประลองฝีมือยังนับเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ให้มาเยี่ยมคำนับและขอรับการสั่งสอนเยี่ยงนี้ออกจะ…”

“หุบปากซะ” ชายหนุ่มหน้าตาสง่างามกล่าวขัด “ท่านผู้ดูแลเขตปกครองสั่งให้พวกเราไม่อาจละเลยมารยาท ทั้งยังต้องให้เกียรติเรียกอีกฝ่ายเป็นนายน้อยจี้หนิง”

“ย่อมได้ ย่อมได้ นายน้อยจี้หนิง” ชายร่างใหญ่กล่าวตามแต่ยังอดไม่ได้ที่จะฉวยโอกาสเติมเชื้อฟืนลงกองไฟ “สำหรับพวกเราย่อมไม่มีปัญหาใด แต่กับ ‘จี้โหมว’ ท่านก็นับรวมด้วยหรือ? ท่านที่เป็นมือกระบี่อันดับหนึ่งในหมู่ทายาทรุ่นหลังของตระกูลจี้ บรรลุระดับเหนือธรรมชาติตั้งแต่อายุสิบห้าปี ทั้งยังฝึกปรือ ‘ท่วงทำนองหมื่นกระบี่’ จนเชี่ยวชาญ ต่อให้จี้หนิง… ก็ได้… นายน้อยจี้หนิงผู้นั้นบรรลุระดับเหนือธรรมชาติก่อนหน้าท่านสองสามปี ก็ไม่ถึงกับต้องให้ท่านมาขอรับการสั่งสอนพร้อมกับพวกเรา”

“จี้โหมว” สตรีผมสีดำกล่าวขึ้นบ้าง “ที่ ‘ถงซาน’ กล่าวก็ไม่ผิด แม้ว่าพวกเราไม่อาจขัดคำสั่งของท่านผู้ดูแลเขตปกครอง ทว่าลึกลงในใจพวกเราไหนเลยยอมรับนับถือ พวกเราทุกคนในที่นี้ล้วนเป็นอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์แห่งเขตปกครองกลาง ส่วนจี้หนิง… นายน้อยจี้หนิงผู้นั้นก็แค่อัจฉริยะอันดับหนึ่งของเขตปกครองตะวันตก ต่อให้เก่งกาจเพียงใดอย่างมากก็เพียงเหนือล้ำกว่าพวกเราขั้นหรือครึ่งขั้น ไยต้องให้พวกเราแสดงความนอบน้อมถึงเพียงนี้?”

“พวกเจ้าพอได้แล้ว”

เมื่อถูกดวงตาที่ลึกล้ำดั่งสายน้ำของจี้โหมวกวาดมอง บุรุษสตรีทั้งห้าต่างไม่กล้าส่งเสียงออกมา

จี้โหมวผู้นี้ถูกยกให้เป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเขตปกครองกลางโดยไร้ข้อกังขา การที่เขาถูกเลือกให้เข้ารับการฝึกฝนจาก ‘ท่านยายเงา’ ตั้งแต่เล็กยิ่งทำให้สถานะของเขาเด่นชัดยิ่งขึ้น จนถึงกับมีคำร่ำลือว่าเขาคือผู้ที่ถูกวางตัวในตำแหน่งผู้สืบทอดผู้ดูแลเขตปกครองกลางของตระกูลจี้

“พวกเจ้าคงทราบดีอยู่แล้วว่าข้าติดตามฝึกฝีมือกับท่านยายเงา” จี้โหมวกล่าวช้าๆ

“ถูกแล้ว” ความยำเกรงปรากฎขึ้นในดวงตาทั้งห้าคู่โดยพร้อมเพรียง

ไม่มีผู้ใดบอกได้ว่าตระกูลจี้มียอดฝีมือระดับตำหนักม่วงทั้งสิ้นกี่คน เนื่องจากการปกปิดไพ่ตายและการปล่อยข่าวทั้งจริงทั้งลวงเป็นเคล็ดลับในการรักษาความมั่นคงของเหล่าตระกูลใหญ่อยู่แล้ว ทว่ามีบุคคลสองคนที่ยืนหยัดในจุดสูงสุดของตระกูลจี้ทั้งห้าเขตปกครองอย่างชัดเจนตลอดมา นั่นคือผู้นำตระกูลผู้เฒ่าเก้าอัคคีและท่านยายเงาซึ่งเป็นน้องสาวร่วมอุทรของผู้เฒ่าเก้าอัคคี ในช่วงอายุกว่าสี่ร้อยปีของนาง นางใช้สามร้อยปีในนั้นในฐานะของสาวกตำหนักม่วง!

“ท่านยายเงาเป็นผู้ถ่ายทอดเพลงกระบี่ให้แก่ข้าด้วยตนเอง เพลงกระบี่ของท่านผู้เฒ่าเหนือล้ำจนไม่อาจจินตนาการได้” จี้โหมวพลันหันเหหัวเรื่องกล่าวว่า “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมเขตปกครองกลางจึงส่งพวกเราทั้งหกเดินทางมาในครั้งนี้?”

“ข้าได้ยินมาว่าเขตปกครองเหนือ ใต้ และตะวันออกต่างก็เคยส่งยอดฝีมือรุ่นใหม่มาเยี่ยมคำนับนายน้อยจี้หนิงเช่นกัน คราวนี้คงถึงรอบของพวกเราบ้าง”

“เจ้าผิดแล้ว” จี้โหมวส่ายหน้าเล็กน้อย

“เขตปกครองกลางของเราเป็นรากฐานของตระกูลจี้ ท่านผู้นำตระกูลและท่านยายเงาต่างก็พำนักอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นในด้านของอาณาเขต ทรัพยากร หรือแม้กระทั่งจำนวนยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติ พวกเราล้วนมีมากกว่าเขตปกครองอื่นอย่างเทียบกันไม่ติด เหตุใดพวกเราจึงต้องกระทำการเลียนเยี่ยงอย่างเขตปกครองอื่น?”

“เช่นนั้นแล้วเป็นเพราะเหตุใด?” คำพูดนั้นจุดประกายความสงสัยขึ้นในใจของทุกคน

“เมื่อหนึ่งปีก่อน ท่านยายเงาเคยเดินทางมาที่ทะเลสาบอสรพิษเหินหาวนี้คราหนึ่ง…”

“ครั้งนั้นที่ท่านผู้นำตระกูลเดินทางกลับจากเขตปกครองตะวันตก ท่านได้กล่าวชื่นชมจี้หนิงเอาไว้ว่าคนผู้นี้จะกลายเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของตระกูลจี้ในอนาคต ท่านยายเงาจึงเดินทางมาที่ทะเลสาบแห่งนี้เพื่อพิสูจน์คำบอกเล่านั้นด้วยตนเอง”

“แล้วท่านผู้เฒ่าว่าอย่างไร?” คนทั้งห้าต่างกลั้นใจรอคอยคำตอบจากปากของจี้โหมว

ดวงตาของจี้โหมวทอประกายประหลาดที่ยากเข้าใจขึ้น เขากล่าวต่ออย่างเชื่องช้า “เมื่อท่านผู้เฒ่าเดินทางกลับไป ข้าก็เฝ้าแต่ขอให้ท่านช่วยเปรียบเทียบระหว่างตัวข้ากับนายน้อยจี้หนิง แต่ท่านกล่าวเพียงว่าไม่อาจเปรียบเทียบได้ เมื่อข้าขอให้ท่านช่วยระบุว่าเพลงกระบี่ของนายน้อยจี้หนิงนั้นอยู่ที่ระดับใด ท่านเพียงตอบประโยคเดียวเท่านั้น นั่นคือ ลึกล้ำสุดหยั่งถึง!”

“ลึกล้ำสุดหยั่งถึง!” คนทั้งห้าล้วนตกตะลึง แม้แต่ท่านยายเงายังกล่าวเช่นนี้ เพลงกระบี่ของจี้หนิงผู้นี้ร้ายกาจถึงเพียงไหนกันแน่?

“เรือกำลังจะถึงฝั่งแล้ว!” เสียงลูกเรือตะโกนแจ้งเตือนดังลั่น

ถึงตอนนี้คนทั้งหกจึงรู้สึกตัวว่าเรือเข้าใกล้ชายฝั่งของเกาะที่มีทิวทัศน์งดงามน่าประทับใจ ดวงตาของจี้โหมวเป็นประกาย “นี่หรือคือที่พำนักของนายน้อยจี้หนิง?”

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

 

Advertisements

ผู้เขียน: thaidesolateera

เพียงขีดเขียนเรื่อยเปื่อย หวังว่าสักวันอิฐที่ขว้างปาไปมั่วซั่วจะชักนำหยกออกมาได้

42 thoughts on “เล่มที่5 บทที่10: ลึกล้ำสุดหยั่งถึง”

  1. ตลอดหายปีที่เฝ้ามองดูเจ้าเด็กจี้หนิงเติบโต ข้าก็พอรู้ว่าหนทางข้างหน้าของเจ้ามันไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยเฉพาะเรื่องสตรี

    Like

  2. สุดยอดครับพอแปลเป็นไทยรู้สึกเหมือนมันจะปกปิด flaw ของแบบ eng เลยครับเพราะแบบ eng เหมือนมันจะ lack detail พออ่านแล้วเหมือนมันจะว่างๆอธิบายไม่ได้อารมณ์ เป็นกำลังใจให้ครับหวังว่าจะแปลจนจบ

    Like

  3. สั่งสอนเบาะๆ
    ให้ตื่นตะลึงไปเลย
    จี้หนิง สู้ ๆๆ
    ……
    ตัดฉับไปห้าปี มีอะไรเกิดขึ้นบ้างนะ
    ขอบคุณท่านเซียวมากๆครับ

    Like

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s