เล่มที่5 บทที่9: อบอุ่น

Desolate Era เล่ม5: สาวกตำหนักม่วง

บทที่ 9: อบอุ่น

จี้ยี่ฉวนลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวออกมาในที่สุด “ข้าเพียงบอกต่อเจ้าได้ว่านี่เป็นการลงมือของคนจากภูเขามังกรหิมะ คนผู้นี้เป็นหลานของหนึ่งในผู้นำสูงสุดของภูเขามังกรหิมะซึ่งเป็นสุดยอดฝีมือระดับนักพรตจักรวาลแรกกำเนิด”

“แม้ว่าตัวของมันจะเป็นเพียงสาวกตำหนักม่วงที่พื้นเพผู้หนึ่ง แต่ด้วยความแข็งแกร่งของผู้ที่คอยหนุนหลังมันอยู่ทำให้พวกเราไม่กล้าลงมือตอบโต้ มิเช่นนั้นจะประสบเภทภัยลุกลามถึงขั้นเลือดล้างตระกูลจี้ทั้งตระกูล และนั่นคือสาเหตุหลักที่ข้าและมารดาของเจ้าไม่ต้องการรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมา ต่อให้พวกเราคาดว่ามันผู้นั้นคงไม่สามารถจดจำผู้ประสบภัยใต้เงื้อมมือมันได้ทั้งหมด แต่นับจากวันนั้นข้าและมารดาของเจ้าก็พยายามเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ถามไถ่เรื่องราวนอกตระกูล”

หยุดทอดถอนใจเล็กน้อยจึงกล่าวต่อ “หากมิใช่ว่าเจ้าเติบใหญ่แล้วทั้งยังประกอบด้วยพรสวรรค์ในการฝึกฝีมือจนปรมาจารย์มู่ออกปากเชื้อเชิญให้เข้าร่วมกับองครักษ์มังกรวรุณ ข้าคงไม่บอกเล่าเรื่องเหล่านี้ออกมาตลอดกาล”

“ข้าต้องการทราบนามของมัน” จี้หนิงไม่ยอมปล่อยให้รายละเอียดของเรื่องราวผ่านพ้นไปโดยง่ายดาย

“เมื่อใดที่เจ้าบรรลุระดับปรมาจารย์หมื่นสำแดงข้าจึงจะบอกต่อเจ้า ต่อให้ข้าตายไปท่านลุงขาวก็จะบอกต่อเจ้าเอง เขาเป็นอีกผู้หนึ่งที่ทราบเรื่องราวทั้งมวล”

จี้หนิงรีบแย้งขึ้นว่า “เหตุใดท่านพ่อจึงไม่บอกนามของมันให้ข้ารู้?”

“เจ้ารีบร้อนรับรู้ไปเพื่อให้ได้อันใดขึ้นมา?” จี้ยี่ฉวนดุผู้บุตร “เจ้าจะไปทวงถามความแค้นจากมันงั้นหรือ? นั่นต่างอันใดกับการเดินทางไปหาที่ตาย! จงหัดรู้จักอดทนอดกลั้น หลังจากที่เวลาผ่านไปสักหลายปีเจ้าจะเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมันได้เอง”

“จำคำของข้าเอาไว้!” จี้ยี่ฉวนจ้องลึกลงไปในดวงตาของบุตรชาย “เจ้าสามารถใช้ภูเขามังกรหิมะเป็นดั่งหินฝนกระบี่ให้ตนเองรุดหน้าต่อไปในเส้นทางแห่งความเป็นอมตะ แต่อย่าได้ปล่อยให้เมฆหมอกแห่งความแค้นมาบดบังดวงตาของเจ้า วันใดที่เจ้าเดินทางออกจากเทือกเขานางแอ่นเจ้าจะได้รับรู้ การเข่นฆ่าล้างแค้นนั้นเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่เกิดขึ้นทุกแห่งหนในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาล”

“เข้าใจหรือไม่! เจ้าไม่เพียงเป็นผู้สืบทอดสายเลือดของตระกูลจี้และตระกูลยู้จี่ เจ้ายังเป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวของข้าและมารดาเจ้า พวกเราต้องการเห็นเจ้าเติบใหญ่เข้มแข็งเหนือทุกผู้คน จงทำให้ภูเขามังกรหิมะตลอดจนค่ายสำนักทั้งหลายยอมรับและสยบให้กับชื่อเสียงของเจ้า!”

“ข้าจะไม่มีวันทำให้ท่านทั้งสองต้องผิดหวัง” จี้หนิงรับคำอย่างหนักแน่น

“ประเสริฐ! นี่จึงเป็นบุตรที่พวกเราภาคภูมิใจ”

………

ฤดูใบไม้ร่วงเยือนกราย ใบไม้แห้งปลิดปลิวหล่นร่วง

ยู้จี่เซาะครึ่งนั่งครึ่งนอนอยู่บนม้ายาวหน้าห้องของนาง ขนสัตว์อันอ่อนนุ่มอบอุ่นปูลาดอยู่บนม้ายาวเช่นเดียวกับบนร่างของนาง ใบหน้างดงามบัดนี้ซูบเซียวจนน่าใจหาย นางกุมมือของบุตรชายเอาไว้และหันไปกล่าวกับจี้ยี่ฉวนที่ยืนอยู่ด้านข้าง “ยี่ฉวนโปรดช่วยข้านำสิ่งนั้นออกมา”

“ตกลง” จี้ยี่ฉวนเดินเข้าไปในห้องแล้วกลับออกมาพร้อมกับชุดขนสัตว์กองหนึ่ง

“สิ่งนี้คือ…?” จี้หนิงจ้องมองด้วยความสงสัย

จี้ยี่ฉวนกล่าวว่า “มารดาของเจ้าใช้เวลาว่างในช่วงหลายวันนี้ตัดเย็บให้แก่เจ้า ทุกขั้นตอนล้วนเป็นนางลงมือทำด้วยตนเองทั้งสิ้น”

“นั่งลงที่ข้างกายข้า” ยู้จี่เซาะกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “สามเดือนมานี้ข้าตัดเย็บขึ้นมาได้เพียงสิบสองชุดเท่านั้น หลังจากนี้มารดาไม่สามารถอยู่เคียงข้างเจ้าอีกต่อไป ได้แต่ให้เสื้อผ้าเหล่านี้จะอยู่ข้างกายเจ้าแทน”

ดวงตาของจี้หนิงเจ็บแปลบ ไม่อาจสะกดกลั้นน้ำตามิให้หลั่งไหล

“อย่าได้ร้องไห้” นางใช้มือปาดเช็ดน้ำตาให้แก่บุตรชาย “ข้ารู้ตัวของข้าเองดี เวลานั้นได้มาถึงแล้ว”

“ท่านแม่!” เสียงของเขาสั่นสะท้าน

“ชั่วชีวิตของข้าสัมผัสเรื่องราวมามากหลาย” ยู้จี่เซาะกล่าวอย่างเชื่องช้า “ข้าถือกำเนิดขึ้นในชาติตระกูลอันยิ่งใหญ่ เมื่อเติบโตขึ้นข้าใช้ชีวิตไปกับการหลบหนีเอาชีวิตรอดพร้อมกับบิดา จากนั้นเมื่อได้พบกับบิดาของเจ้า ข้าออกเดินทางผ่านทุกข์สุขร่วมกับเขา ข้าใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตอย่างสงบสุขในตระกูลจี้…”

“ชีวิตนี้ข้ามีบิดา พี่ใหญ่ พี่รอง ที่รักเอ็นดูข้า ข้ามีบุรุษที่ทำให้ข้าได้พบรักแท้ และข้ายังมีเจ้าที่เป็นบุตรอันประเสริฐ ข้าไม่มุ่งหวังอันใดอีกแล้ว…”

น้ำตาของจี้หนิงหลั่งไหลออกมาอย่างสุดที่จะข่มกลั้น เขาทำได้เพียงกุมมือของมารดาเอาไว้แนบแน่น มือที่เคยเรียบลื่นบัดนี้แห้งเหี่ยวราวกับใบไม้ที่ใกล้หลุดร่วง

“ลูกหนิง… เจ้าเคยบอกว่าในอนาคตข้างหน้าเจ้าพักอยู่ที่ทะเลสาบอสรพิษเหินหาวใช่หรือไม่?”

จี้หนิงพยักหน้ารับ เมืองเขตปกครองตะวันตกพลุกพล่านเกินกว่าที่จะใช้ฝึกตนในวิถีแห่งความเป็นอมตะ ทะเลสาบอสรพิษเหินหาวยังเป็นที่ตั้งของนิเวศน์ใต้วารี เขาตั้งใจว่าจะพักอาศัยที่นั่นอย่างยาวนาน

“เมื่อข้าจากไปแล้ว…” ยู้จี่เซาะกล่าวกับจี้ยี่ฉวนที่ข้างกาย “ขอให้นำเอาเถ้ากระดูกของข้าโปรยลงสู่ทะเลสาบ… ท่านคงไม่หาว่าข้าลำเอียงกระมัง?”

สองตาของจี้ยี่ฉวนก็เปียกชื้น เขาฝืนตนเองให้เค้นรอยยิ้มขึ้น ยื่นมือออกโอบกอดนาง“ที่จริงข้าก็อดนึกเช่นนั้นมิได้ ทว่าขอเพียงเมื่อข้าตายลงก็ให้คนโปรยเถ้ากระดูกลงสู่ทะเลสาบเช่นเดียวกับเจ้า เราสองใยมิใช่ได้ครองคู่อยู่ร่วมกันอีกครั้ง?”

ยู้จี่เซาะหัวเราะออกมาเบาๆ นางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาลงไปเรื่อยๆ “ลูกหนิง เจ้าจงแสดงความสง่างามของ ‘ท่าร่างปีกวายุ’ ให้ข้าได้เห็นอีกครั้ง”

“ขอรับท่านแม่”

จี้หนิงลุกยืนขึ้นพร้อมกับปีกโลหะเงางามที่ปรากฎขึ้นกลางหลัง เขาสะกดข่มความปวดร้าวในจิตใจแล้วใช้ออกด้วยเทพวิชาของตระกูลยู้จี่ ร่างของเขากลับกลายเป็นภาพมายาแห่งพญาปักษาถลาร่อนขึ้นสู่ท้องฟ้า

สายลมที่พัดผ่านประดุจสัมผัสแห่งมารดาที่ลูบไล้ จี้หนิงปล่อยวางความว้าวุ่นทั้งมวลในจิตใจ ความคิดประการเดียวที่หลงเหลือคือแสดงท่าร่างชุดนี้ออกมาให้ดีที่สุดเพื่อตอบสนองคำขอสุดท้ายของผู้เป็นมารดา

ยิ่งเวลาผ่านไปท่าร่างของจี้หนิงก็ยิ่งสมบูรณ์แบบ สง่างามขึ้น รวดเร็วขึ้น โดยไม่รู้ตัวเขาผสมผสานความรู้แจ้งแห่งเต๋าที่ได้รับรู้ในคืนนั้นเข้ากับท่าร่างทั้งยังสอดผสานความรู้สึกอันลึกซึ้งลงไป ทุกความเคลื่อนไหวของเขาในยามนี้เต็มไปด้วยอิสระเสรีประหนึ่งเจ้าแห่งมวลวิหคที่โผบินฝ่ากระแสลมขึ้นสู่เก้าชั้นฟ้า

“พญาปักษา…” ประกายที่เสมือนจะมอดดับไปแล้วบังเกิดขึ้นในดวงตาของยู้จี่เซาะอีกครั้งหนึ่ง

“พี่ใหญ่… พี่ใหญ่…” เงาร่างที่นางมองเห็นเหินบินนั้นมิใช่จี้หนิงอีกต่อไป หากเป็นร่างที่แข็งแกร่งสูงสง่าราวกับขุนเขาที่ไม่มีวันโยกคลอนของพี่ชายที่รักปกป้องนางตั้งแต่เล็กจนโต นางคล้ายย้อนกลับไปเป็นทารกหญิงที่ส่งเสียงเรียกพลางวิ่งเล่นขณะที่พี่ชายใหญ่กำลังฝึกปรือวิชาท่าร่างอีกครั้ง

“พี่รอง… ท่านพ่อ…” ภาพที่เห็นขยายกว้างออก ชายวัยกลางคนไว้เครายาวดูมีสง่าราศีและสตรีสาวที่หยิ่งทะนงงดงามหันมายิ้มให้กับนาง

“พี่ใหญ่ พี่รอง ท่านพ่อ… ข้ากลับมาหาพวกท่านแล้ว…”

ยู้จี่เซาะในร่างทารกหญิงกลับคืนสู่อ้อมกอดของคนในครอบครัวที่นางเฝ้าคิดถึงอีกครั้ง…

………

ยู้จี่เซาะหลับตาลงในอ้อมกอดของจี้ยี่ฉวน บนใบหน้ายังประดับไว้ด้วยรอยยิ้มอันสุขสงบ

จี้ยี่ฉวนกอดร่างไร้ลมหายใจของภรรยาเชิดศีรษะขึ้นสูงทว่าหยาดน้ำยังคงร่วงหล่นลงจากสองตาไม่ขาดสาย เสียงกู่ร้องอันห้าวหาญรันทดเปล่งออกจากปากของบุรุษเหล็กผู้เย็นชา

ร่างที่โผบินกลางหาวของจี้หนิงหยุดชะงักตามเสียงคร่ำครวญนั้น ร่วงร่อนลงคุกเข่าตรงหน้าของบิดามารดาเปล่งเสียงร่ำไห้ด้วยหัวใจที่แหลกสลาย

เมื่อเสียงเหล่านั้นดังลอดออกสู่เบื้องนอก บ่าวไพร่ตระกูลจี้ย่อมทราบดีว่าหมายถึงเรื่องราวใด ทั้งหมดได้แต่ปาดน้ำตาร่ำไห้อาลัยให้แก่นายหญิงที่ทั้งอ่อนโยนและดีงาม

………

จี้หนิงเดินทางออกจากเมืองเขตปกครองตะวันตกมุ่งหน้าสู่ทะเลสาบอสรพิษเหินหาวเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งเสียของผู้เป็นมารดา เถ้ากระดูกของนางโปรยปรายตามสายลมลงสู่ผืนน้ำของทะเลสาบอสรพิษเหินหาว

นับแต่วันนั้นยามใดที่จี้หนิงมีเวลาว่าง เขาจะนอนลงบนเรือบดลำน้อยแล้วปล่อยให้มันไหลอย่างอิสระไปตามกระแสน้ำของทะเลสาบ มีแต่ทำเยี่ยงนี้เขาจึงรู้สึกเหมือนว่าได้กลับคืนสู่อ้อมกอดอันอบอุ่นของผู้เป็นมารดาอีกครั้ง…

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

 

Advertisements

ผู้เขียน: thaidesolateera

เพียงขีดเขียนเรื่อยเปื่อย หวังว่าสักวันอิฐที่ขว้างปาไปมั่วซั่วจะชักนำหยกออกมาได้

64 thoughts on “เล่มที่5 บทที่9: อบอุ่น”

  1. สุดยอดเนื้อเรื่องบีบคั้นหัวใจมาก นี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่ทำให้จี้หนิงพัฬนาการอย่างก้าวกระโดด เพราะมันได้มีเป้าหมายชัดเจนแล้ว ขอบคุณสำหรับการแปลครับ อ่านได้น้ำตาไหลเลยทีเดียว

    Like

  2. เพราะแบบนี้ใช่ไหมที่ท่านเซียวเปียกลี้ไม่ยอมสปอย
    เศร้า อืออ อือ อือ
    ทำไมๆๆ ไม่มีใครโผล่มาช่วย น้ำตาคลอเบ้าเลยยยย
    ขอบคุณครับ

    Like

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s