เล่มที่5 บทที่6: เดินทางกลับ

Desolate Era เล่ม5: สาวกตำหนักม่วง

บทที่ 6: เดินทางกลับ

ภูเขามังกรหิมะ? ที่แท้เป่ยจื้อชานเป็นคนของภูเขามังกรหิมะ?

จี้หนิงข่มบังคับตนเองให้หยุดความคิดไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะกล่าวอย่างจริงจัง “อาการป่วยของท่านแม่ข้าคงหนักหนาจนตระกูลจี้ไม่อาจเยียวยาได้ ข้าคิดขอเรียนเชิญปรมาจารย์มู่ไปยังเมืองเขตปกครองตะวันตกสักครั้งเพื่อช่วยชีวิตนาง”

มู่เซียวมองดูแววตาอันมุ่งหวังของจี้หนิงแล้วทำได้เพียงถอนหายใจกล่าวว่า “ย่อมสามารถทดลองดูสักครา ทว่าตัวข้าเองไม่เคยศึกษาเรื่องของการรักษาโรคมาก่อน…”

“ขอเพียงท่านปรมาจารย์ยินยอมเดินทางไป จี้หนิงจะสำนึกในบุญคุณของท่านไปตลอดกาล” จี้หนิงรีบกล่าว

มู่เซียวพยักหน้าคราหนึ่งแล้วหันไปจ้องมองผ่านระยะทางอันห่างไกลก่อนตวาดเสียงดัง “เศษสวะ จงมาทางนี้!”

ผีดิบขนดำที่รัศมีแห่งความตายยังคงแผ่ซ่านออกจากร่างสาวเท้าเข้ามายังจุดที่ทั้งสองยืนอยู่

“เข้าไป” มู่เซียวโบกมือคราหนึ่ง โลงศพสีม่วงก็ปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้า ผีดิบขนดำเปิดฝาโลงแล้วก้าวลงไปนอนอย่างว่าง่าย ฝาของโลงศพปิดสนิทลงอีกครั้ง

“นี่คือโลงที่ใช้เก็บรักษาซากศพ” เมื่อมู่เซียวโบกมืออีกคราหนึ่งโลงศพสีม่วงก็หายไป “ผีดิบตนนี้ไร้ซึ่งผู้บงการหากปล่อยให้เข้าสู่โลกภายนอกคงทำร้ายผู้คนอีกไม่น้อย ดังนั้นเมื่อครู่ตอนที่ข้าสนทนากับเจ้าจึงได้ใช้พลังปราณควบคุมมันเอาไว้”

จี้หนิงพยักหน้ารับฟัง

“ไม่ต้องกังวลไป เจ้าเมื่อเป็นผู้สังหารเป่ยจื้อชานข้าย่อมไม่แก่งแย่งสมบัติวิเศษของมันกับเจ้า แต่ผีดิบตนนี้สุดที่พลังของเจ้าในขณะนี้จะสะกดควบคุมได้ ข้าจึงต้องเก็บมันไว้ด้วยตนเอง”

มู่เซียวใช้พลังดึงดูดซากร่างของเป่ยจื้อชานพร้อมกับสมบัติวิเศษเข้ามา เมื่อเขายื่นมือออกแหวนที่สวมอยู่บนนิ้วของมันก็ลอยเข้าสู่ฝ่ามือของเขา

“นี่เป็นสมบัติวิเศษมีอันดับ เจ้ายังไม่สามารถสร้างพันธะครอบครองมันได้ ข้าจะช่วยนำสิ่งของภายในออกมาให้”

มู่เซียวทำการสร้างพันธะครอบครองวงแหวนแล้วปลดปล่อยสิ่งของมากมายที่อยู่ภายในออกมา

“ดูจากสภาพร่างกายของเจ้า ข้าคาดว่าเจ้าคงถูกพิษของ ‘ผงกร่อนหัวใจ’ เข้าไป” มู่เซียวดึงดูดขวดเล็กๆใบหนึ่งออกจากกองสิ่งของและขวดยาจำนวนมากมายบนพื้น ที่บนขวดยังมีกระดาษเขียนข้อความ ‘ยาถอนพิษผงกร่อนหัวใจ’ ติดเอาไว้ คาดว่าแม้แต่เป่ยจื้อชานเองก็ไม่อาจจดจำขวดยาทั้งหมดที่มีจึงต้องทำกระดาษระบุชื่อยาแต่ละขวดติดไว้เพื่อป้องกันความผิดพลาด

“รีบกลืนกินยาถอนพิษลงไปเม็ดหนึ่งก่อนจากนั้นเก็บรวบรวมสิ่งของรวมถึงสมบัติวิเศษมีระดับเหล่านี้กลับไป เมื่อใดที่เจ้าบรรลุระดับตำหนักม่วงแล้วเจ้าค่อยสร้างพันธะครอบครอง” หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวเสริมขึ้นว่า “ไม่ต้องกังวลมากความ ของเหล่านี้ล้วนไร้คุณค่าความหมายในสายตาของข้า”

“ขอบคุณท่านปรมาจารย์” จี้หนิงกล่าวด้วยความสำนึกตื้นตัน เขาไม่คาดคิดว่าปรมาจารย์หมื่นสำแดงผู้สูงส่งจะให้ความปรานีต่อผู้เยาว์ที่อ่อนแอไร้ทางสู้เช่นเขาถึงเพียงนี้

จี้หนิงกลืนกินยาถอนพิษลงไปพลางครุ่นคิด “สักวันหนึ่งข้าจะต้องหาทางตอบแทนเขาให้จงได้”

เมื่อยาถอนพิษผ่านลำคอลงสู่ช่องท้องก็ละลายหายไป ความรู้สึกอบอุ่นก็แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายขับไล่พิษของผงกร่อนหัวใจออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับความเจ็บปวดและความผิดปกติในร่าง

มู่เซียวชี้นิ้วไปที่รังของตัวต่อสีทอง “ของสิ่งนี้เป็นสมบัติวิเศษไร้อันดับ เจ้าสามารถสร้างพันธะครอบครองได้ในทันที แต่การจะควบคุมบังคับแมลงพิษนั้นคงต้องรอให้พลังปราณของเจ้าบรรลุระดับตำหนักม่วงก่อน ที่สำคัญคืออย่าลืมป้อนอาหารเลี้ยงดูพวกมันมิเช่นนั้นเมื่ออดอยากจนถึงที่สุดมันจะเริ่มกัดกินพวกเดียวกันเอง”

“ทราบแล้ว” จี้หนิงรับคำ

“สิ่งนี้คือตำราการเลี้ยงดูแมลงพิษของภูเขามังกรหิมะ” มู่เซียวดึงดูดตำราหนังสัตว์เล่มหนึ่งขึ้นมาจากกองสิ่งของ “การสร้างพันธะครอบครองนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นแต่การเสาะหาและเพาะเลี้ยงแมลงเหล่านี้กลับไม่ง่ายนัก เจ้าก็ไม่ต้องเร่งร้อนไป ค่อยเริ่มต้นศึกษาเมื่อเจ้าบรรลุระดับตำหนักม่วงแล้วก็ได้”

“เนื่องจากตัวต่อเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตจึงไม่อาจเก็บเข้าในสมบัติวิเศษได้ แต่รังต่อนี้สามารถย่อขยายได้ตามใจของผู้ครอบครอง เจ้าสามารถย่อขนาดและพกพามันติดตัว”

จี้หนิงปฏิบัติตามซุกเก็บรังตัวต่อเข้าไปในช่องเก็บของของชุดที่สวมใส่ แล้วดึงดูดเอาสมบัติที่เป่ยจื้อชานหลงเหลือเข้าสู่สมบัติวิเศษเก็บของ หลงเหลือเพียงสมบัติไม่กี่ชิ้นที่ยังคงอยู่ข้างเคียงข้างร่างไร้ชีวิตของมัน

“ในสมบัติวิเศษมีอันดับเหล่านี้…” มู่เซียวชี้นิ้วไปยังธงสีแดงเลือด “ข้าคงต้องขอนำเอา ‘ธวัชหมื่นภูต’ นี้กลับไป นี่เป็นสมบัติอาถรรพ์ที่สั่งสมบาปอันหนาหนัก ข้าต้องใช้มันเป็นหลักฐานยืนยันความสำเร็จของภารกิจ ส่วนสิ่งของอื่นๆนั้นเจ้าจงรับเอาไว้”

จี้หนิงรับคำคราหนึ่ง ดึงดูดเอาสมบัติที่เหลือเข้าหาตน

“ธวัชหมื่นภูต…” มู่เซียวจ้องมองธงสีแดงเลือดในมือซึ่งเปล่งประกายแห่งความมืดออกมา “ไม่ทราบผู้คนมากมายเพียงใดที่ถูกทรมานจนตายเพราะมัน? เป่ยจื้อชานนับว่าถูกกรรมสนองอย่างแท้จริง กลับใช้ธวัชหมื่นภูตที่ไม่สมบูรณ์กับเจ้าที่มีพลังแห่งจิตตานุภาพอันกล้าแข็ง” ปรมาจารย์หมื่นสำแดงผู้นี้ไหนเลยคาดคิดว่าเด็กหนุ่มที่เบื้องหน้านั้นเรียนรู้เคล็ดวิชาเพ่งจิตขั้นสูง เขายังคงคาดคิดว่าจี้หนิงอาศัยพลังแห่งจิตในการทำลายฝูงภูตพยาบาท “การไล่ล่าทำลายล้างบุคคลและวัตถุอันชั่วร้ายเหล่านี้คือหน้าที่ขององครักษ์มังกรวรุณเรา…”

………

ลึกเข้าไปในหุบเขาอสรพิษดำและวิหคอัคคีฟ้ากำลังบงการบรรดาทาสร่างยักษ์ให้ทำการปลดปล่อยและช่วยเหลือเหล่าสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติออกมา

“นายน้อยเล่า? นายน้อยจี้หนิงอยู่ที่ใด?” เมิ่งหยู จี้หยู และผู้ที่มาจากตระกูลจี้ต่างพากันร้องถาม

อสรพิษดำรีบกล่าวว่า “นายน้อยอยู่ที่ด้านนั้น”

เมิ่งหยูยังสามารถเดินได้ด้วยตนเองแต่จี้หยูต้องอาศัยผู้คนประคองออกมา เมื่อทั้งหมดเดินมาถึงบริเวณที่จี้หนิงกับมู่เซียวสนทนากัน จี้หนิงจึงได้เห็นพี่น้องร่วมตระกูลที่ร่างของทุกคนอาบไปด้วยคราบโลหิต หัวใจของเขาปวดแปลบ

“ขอบพระคุณนายน้อย…” ไม่เพียงแต่ผู้ที่สังกัดตระกูลจี้ ผู้รอดชีวิตจากชาติตระกูลอื่นรวมถึงตระกูลเที้ยมู่ต่างพากันกล่าวขอบคุณจี้หนิง ต่อให้จุดตันเถียนของพวกมันล้วนถูกทำลายจนสูญสิ้นพลังฝีมือมีสภาพไม่ต่างกับคนพิการ แต่การได้รับอิสระและมีโอกาสได้กลับคืนสู่ครอบครัวอีกครั้งสร้างความสำนึกขอบคุณอย่างสูงให้กับพวกมัน

“ท่าน… พวกท่าน…” จี้หนิงไม่อาจสรรหาคำพูดใดมากล่าว ผู้คนเหล่านี้บ้างเป็นญาติมิตรบ้างเคยตั้งประจันในฐานะศัตรู แต่การที่สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติอันน่าภาคภูมิกลับต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ในใจของเขาเต็มไปด้วยความขมปร่า

ความปิติยินดีของการสังหารศัตรูครอบครองสมบัติสาบสูญไปจากใจของเขาจนหมดสิ้น จี้หนิงหันไปตะคอกใส่ทาสผู้ลงทัณฑ์ “ยังมีผู้คนอีกมากมายเท่าใดที่ถูกคุมขังอยู่ในหุบเขาแห่งนี้?”

“มีเชลยประมาณหนึ่งล้านคนถูกส่งเข้าไปจองจำเอาไว้ แต่ยากจะบอกได้ว่ายังหลงเหลือผู้รอดชีวิตอีกมากน้อยเพียงใด” ทาสผู้นั้นส่งเสียงตอบด้วยความหวาดกลัว

ทุกผู้คนล้วนนิ่งอึ้งไปเมื่อได้ยินคำตอบนั้น

“บาปอันหนักหนาสาหัสนัก” มู่เซียวสั่นศีรษะทอดถอนใจ “จี้หนิง… ข้าเสนอให้ทิ้งสัตว์อสูรเหนือธรรมชาติทั้งสองนี้ไว้จัดการกับนักรบเกราะเต๋านับพันและเชลยที่รอดชีวิตนับแสนนี้” เขาหันไปทางสัตว์อสูรทั้งสอง “ขอให้พวกเจ้าจดจำไว้ว่าพวกมันเพียงเป็นตัวหมากในมือของเป่ยจื้อชาน จงอย่าได้ใช้ความรุนแรงเข้าตอบโต้ความอำมหิต”

“ทราบแล้ว” อสรพิษดำและวิหคอัคคีฟ้ารีบรับคำ อย่างไรก็ตามพวกมันได้เห็นอานุภาพของนักรบเกราะเต๋าเหล่านี้ด้วยตาตนเอง ต่อให้ละเว้นชีวิตเหล่านักรบเอาไว้ก็ต้องปลดเกราะออกจากร่างของพวกมันก่อน

“พวกเราออกเดินทางกันได้แล้ว” มู่เซียวหันมากล่าวกับจี้หนิง “เจ้าสามารถพาคนของตระกูลจี้ร่วมทางไปได้”

ใบไม้ขนาดใหญ่ปรากฎขึ้นที่ใต้เท้าของทั้งสองโดยไร้วี่แววล่วงหน้า เหล่าสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติของตระกูลจี้ก็ประคองกันและกันขึ้นบนใบไม้วิเศษ ในขณะที่คนของตระกูลอื่นต้องพักรออยู่ภายในหุบเขาจนกว่าต้นสังกัดของตนจะส่งคนมารับกลับไป

ใบไม้วิเศษล่องลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าบรรทุกพาร่างของทั้งหมดตัดผ่านขุนเขาขอบฟ้าไปจนลับตา

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

 

22 thoughts on “เล่มที่5 บทที่6: เดินทางกลับ”

  1. ถ้าท่านปรมาจารย์ไม่สามารถช่วยได้
    ก็ยังมีอีกหลายท่านที่สามารถช่วยได้
    เช่น เจ้าโอสถจอมปีศาจ,เจ้าโอสถจอมกระถาง แห่งผนึกสวรรค์ฯ
    ปรมาจารย์หรงหยุน แห่งทรราชตื้อรัก ที่ตอนนี้ขาดการติดต่อไม่รู้ว่าย้ายบ้านไปไหนแล้ว ใครทราบบ้าง บอกด้วย
    หยุนเช่อ แห่งอสูรพลิกฟ้า อาศัยไข่มุกพิษฟ้า เช่อเช่อน้อยรักษาได้แน่ๆ
    ฯลฯ
    เฟ้อเจ้อล่ะ ค้างๆ
    รออ่านต่อไป
    ขอบคุณครับ

    Like

  2. แม่จี้หนิงจะรอดไหมนะ

    จี้หนิง : ท่านปรมาจารย์ท่านแม่ข้าเป็นเช่นไรบ้าง
    มู่เซียว : อืมม แม่เจ้าสวยนักส่งนางมาเดี๋ยวนี้ข้าจะเอานางมาเป็นเมียของข้า
    จี้หนิง : ท่าน..ท่าน!!! ทำไมกล่าวเช่นนี้

    คงไม่ใช่แบบนี้นะ 55555

    Like

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s