เล่มที่5 บทที่5: ปรมาจารย์หมื่นสำแดง

Desolate Era เล่ม5: สาวกตำหนักม่วง

บทที่ 5: ปรมาจารย์หมื่นสำแดง

บุรุษในชุดยาวสีฟ้าทิ้งร่างลงสู่พื้นดินที่เบื้องหน้าของจี้หนิง ผมยาวสยายพริ้วไหวไปตามสายลม “ข้าแซ่มู่ นามว่าเซียว ผู้คนมักเรียกข้าว่าปรมาจารย์มู่”

“คารวะปรมาจารย์มู่” จิตใจของจี้หนิงค่อยสงบลง ฝ่ายตรงข้ามเมื่อยินยอมประกาศนาม แสดงว่ายังให้ความเอ็นดูเขาอยู่บ้าง

“ขอบคุณท่านปรมาจารย์ยื่นมือช่วยเหลือ หากมารร้ายนี้หลบหนีไปได้คงต้องก่อเภทภัยตามหลังไม่สุดสิ้น” จี้หนิงรีบกล่าว

มู่เซียวยิ้มพลางส่ายศีรษะ “ข้าสมควรเป็นฝ่ายขอบคุณเจ้าจึงจะถูก ข้าใช้เวลาหลายเดือนสืบเสาะหาที่กบดานของเป่ยจื้อชาน แต่เมื่อติดตามมาจนถึงที่นี้กลับถูกค่ายกลพิสดารของมันกั้นขวางไว้ ข้าไม่มีความชำนาญในศาสตร์แห่งค่ายกลจึงได้แต่ดักรอมันอยู่ที่ด้านนอก คิดไม่ถึงว่ากลับทำให้มีโอกาสได้เห็นเจ้าแสดงฝีมือ”

จี้หนิงนิ่งอึ้งไป ที่แท้ปรมาจารย์มู่ผู้นี้คอยเฝ้าคุมเชิงอยู่ด้านข้างตลอดเวลา?

มู่เซียวหยุดทอดถอนใจก่อนกล่าวต่อ “ข้าเองก็เพิ่งพบเห็นเจ้าหลังจากที่ค่ายกลหมอกดำถูกทำลายลง เจ้าไม่เพียงมีความรู้ในวิชาค่ายคูประตูกลอย่างลึกซึ้ง พลังฝีมือของเจ้าที่อาศัยลำพังตัวคนเดียวกวาดล้างนักรบเกราะเต๋าระดับเหนือธรรมชาติและเอาชัยเหนือเป่ยจื้อชานก็นับว่าเหนือความคาดหมายของข้ามากนัก”

“ความสามารถอันต่ำต้อยไหนเลยคู่ควรต่อการชื่นชม หากทราบว่าท่านปรมาจารย์อยู่ที่นี้ข้าคงไม่กล้าลงมือแต่แรกแล้ว” จี้หนิงรีบกล่าวถ่อมตน

“ระดับฝีมือที่แท้ของเจ้านั้นคือระดับตำหนักม่วงหรือระดับเหนือธรรมชาติ?” มู่เซียวจ้องมองจี้หนิงก่อนเอ่ยปากถาม เขาที่เป็นผู้ชมดูอยู่ด้านข้างย่อมแจ่มใสกว่า มีเรื่องราวมากหลายที่ไม่สามารถอธิบายได้หากว่าจี้หนิงเป็นสาวกตำหนักม่วงจริง

“ข้ายังไม่ได้จัดตั้งตำหนักม่วงขึ้นในร่าง” จี้หนิงบอกกล่าวตามความสัตย์

“มิน่าเล่า… เพลงกระบี่ของเจ้านั้นลึกล้ำสูงส่งทั้งยังบรรลุถึงความรู้แจ้งแห่งเต๋า หากว่าเจ้ามีความสำเร็จในระดับตำหนักม่วงพลังกระบี่ที่เจ้าสำแดงออกจะต้องแข็งแกร่งกว่านั้นมากนัก ที่จริงทั้งผีดิบขนดำหรือแม้แต่เป่ยจื้อชานสมควรไม่อาจสร้างปัญหาให้แก่เจ้า แต่เจ้ากลับต้องรับมือกับพวกมันด้วยความลำบากยากเย็น ข้าจึงตั้งข้อสงสัยขึ้นมา”

“ทว่าการที่เจ้าซึ่งมีความสำเร็จเพียงระดับเหนือธรรมชาติแต่กลับมีพลังแห่งจิตอันยิ่งใหญ่จนสามารถควบคุมกระบี่วิเศษหลายร้อยเล่มได้เช่นนั้นก็นับว่าหาได้ยากยิ่งเช่นกัน”

จี้หนิงผงกศีรษะรับ เขาไม่คิดปิดบังในเรื่องนี้ อันที่จริงในตำนานเรื่องราวที่เขาเคยอ่านผ่านตาก็มีเรื่องของยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติบางคนที่สามารถใช้พลังแห่งจิตได้เช่นกัน

“ข้ามีพลังแห่งจิตที่เข้มแข็งและสามารถแบ่งใจเป็นสองทางได้ตั้งแต่เกิด จวบจนบรรลุถึงความรู้แจ้งแห่งเต๋าข้าจึงสามารถใช้พลังแห่งจิตตานุภาพได้”

………

เมื่ออยู่ต่อหน้าปรมาจารย์หมื่นสำแดงที่สามารถบดขยี้เขาลงได้อย่างง่ายดาย จี้หนิงไม่คิดปิดบังอำพรางความสามารถของตน ตรงกันข้ามเขาคาดหวังว่าการเปิดเผยพรสวรรค์ของตนออกไปจะช่วยสร้างความประทับใจให้แก่อีกฝ่าย

“ข้ามีเรื่องอีกประการที่คิดสอบถาม” มู่เซียวมองเด็กหนุ่มที่เบื้องหน้าราวกับกำลังพินิจหยกที่ยังไม่ผ่านการเจียระไนก้อนหนึ่ง “ที่เจ้าฝึกปรือคือ ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ ใช่หรือไม่?”

“ถูกต้องแล้ว” จี้หนิงรับคำ

มู่เซียวเปล่งเสียงหัวเราะอย่างสบอารมณ์ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร และเหตุใดจึงออกตามล่าเป่ยจื้อชาน?”

จี้หนิงสั่นศีรษะ เขาไหนเลยทราบเรื่องเช่นนั้นได้

มู่เซียวกล่าวอย่างเปิดเผยว่า “ข้าเป็นสมาชิกของหน่วย ‘องครักษ์มังกรวรุณ’ แห่งจักรวรรดิเซี่ย ได้รับคำสั่งให้ติดตามล่าสังหารเป่ยจื้อชาน”

จี้หนิงแม้ทราบว่าอีกฝ่ายมีความเป็นมาอันใหญ่หลวงแต่ยังอดตื่นตะลึงมิได้ เมื่อครั้งที่อยู่ริมทะเลสาบอสรพิษเหินหาว บิดามารดาของเขาเคยเล่าว่าองครักษ์มังกรวรุณเป็นหน่วยงานที่ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้าล่วงเกิน สมาชิกในสังกัดล้วนเป็นสุดยอดฝีมือที่ขึ้นตรงต่อจักรวรรดิเซี่ย จัดเป็นหนึ่งในสองมหาอำนาจภายในมณฑลปกครองไร้ระลอกแห่งนี้นอกเหนือไปจากกองกำลังส่วนตัวของข้าหลวงมณฑลปกครองที่หยั่งรากฝังลึกในพื้นที่มาเป็นเวลานาน

“จี้หนิง” มู่เซียวส่งเสียงกล่าวต่อ “องครักษ์มังกรวรุณเป็นหน่วยงานที่เข้มแข็งที่สุดหน่วยงานหนึ่งในจักรวรรดิเซี่ย ไม่มีชนเผ่า ชาติตระกูล หรือค่ายสำนักใดที่จะสามารถเทียบได้ ชนเผ่าของผู้ที่ได้รับการยินยอมให้เข้าร่วมจะได้รับความคุ้มครอง ดินแดนในรัศมีหนึ่งหมื่นกิโลเมตรที่ร้องขอจะได้รับการปกป้องจากหน่วยงานองครักษ์มังกรวรุณตราบใดที่คนผู้นั้นยังอยู่ในสังกัดและอีกหนึ่งพันปีนับจากวันที่คนผู้นั้นตายไป ผู้ที่กล้ารุกรานเขตแดนดังกล่าวจะถูกล่าล้างอย่างถอนรากถอนโคน”

“สิ่งที่ปรมาจารย์มู่กล่าวมาช่วยให้ข้าได้เปิดหูเปิดตา เพียงเสียดายที่ข้าไม่ได้เป็นสมาชิกขององครักษ์มังกรวรุณ” จี้หนิงหัวเราะเบาๆ

มู่เซียวกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้ากำลังถามเจ้าว่า เจ้าสนใจที่จะเข้าเป็นหนึ่งในองครักษ์มังกรวรุณหรือไม่?”

“ข้าหรือ?” ดวงตาของจี้หนิงเบิกกว้าง “ข้า… ข้าเพิ่งบรรลุระดับเหนือธรรมชาติเท่านั้น ต่อให้ต้องการเข้าร่วมเพียงใดข้าก็ยังอ่อนแอเกินไปอยู่ดี”

“ปัญหามิได้อยู่ที่ความเข้มแข็งหรืออ่อนแอ เจ้าอาจจะยังไม่พร้อมที่จะเข้าร่วมในตอนนี้ แต่พวกเราก็มีหน่วยที่เป็นกำลังสำรองเช่นเดียวกับค่ายสำนักต่างๆ กองกำลังสำรองนี้เป็นสถานที่ฝึกสอนอัจฉริยะทั้งหลายเพื่อรอที่จะเลื่อนขึ้นเป็นองครักษ์มังกรวรุณในวันข้างหน้า”

“เมื่อเข้าร่วมกับกำลังสำรอง เจ้าจะสามารถเข้าถึงเคล็ดวิชาระดับสูงตลอดจนเทพวิชาต่างๆ แน่นอนว่านี่มิใช่แค่ร้องขอก็เข้าร่วมได้ ผู้ที่จะเข้าร่วมจำเป็นต้องผ่านการทดสอบที่ไม่ธรรมดา เพียงแต่ว่าที่เจ้าฝึกปรือคือเคล็ดวิชากายาเทพอสูรอันดับหนึ่ง ผู้ที่สามารถบรรลุประกายชาดเก้าชั้นฟ้าระดับเหนือธรรมชาติจะสามารถเข้าร่วมกำลังสำรองได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการทดสอบ”

มู่เซียวหยุดทอดถอนใจชมเชยคราหนึ่งจึงกล่าวต่อ

“ผู้ที่สามารถฝึกปรือประกายชาดเก้าชั้นฟ้าล้วนเป็นยอดอัจฉริยะเหนือธรรมดา เฉกเช่นเดียวกัน องครักษ์มังกรวรุณนั้นจะรับเพียงผู้บรรลุระดับปรมาจารย์หมื่นสำแดงเข้าร่วม มีแต่ผู้ฝึกประกายชาดเก้าชั้นฟ้าระดับตำหนักม่วงที่อาจได้รับพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ ตัวของข้าเองก็ต้องรอจนเข้าถึงระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงขั้นสูงกว่าที่จะผ่านการคัดเลือก”

ระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงขั้นสูงจึงผ่านการคัดเลือก? จี้หนิงทำได้เพียงรับฟังจนปากอ้าตาค้าง

………

ท่ามกลางนักรบเกราะเต๋านับพันที่ยังคงหวาดหวั่นจนไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยพลการ เงาร่างสองสายพุ่งลงมาจากท้องฟ้า วิหคอัคคีฟ้าและอสรพิษดำในร่างจำแลงของมนุษย์รีบรุดเข้าหาจี้หนิง

“จงรีบไปช่วยเหลือท่านอาจารย์เมิ่งหยูและคนอื่นๆ ข้ายังมีเรื่องสำคัญต้องสนทนากับท่านผู้อาวุโส” จี้หนิงรีบสั่งการ

“ทราบแล้ว” สัตว์อสูรทั้งสองทราบสถานการณ์เป็นอย่างดีรีบแยกย้ายออกทำตามคำสั่ง

จี้หนิงเองถึงแม้จะกังวลเรื่องอาการป่วยของมารดาแต่ยังไม่กล้าเสียมารยาท นอกจากนี้เขายังมีเจตนาจะเชิญปรมาจารย์หมื่นสำแดงผู้นี้ร่วมทางไปยังเมืองเขตปกครองตะวันตกด้วยกัน

“ขอเพียงเข้าร่วมกับพวกเราอนาคตของเจ้าจะทอดยาวไกลไร้สิ้นสุด” มู่เซียวยังคงพยายามเกลี้ยกล่อมต่อไป “เจ้าลองใคร่ครวญดูให้ดี หากตัดสินใจเข้าร่วมก็จงรีบเดินทางกลับไปร่ำลาญาติมิตร ข้าจะนำเจ้ากลับไปยังนครไร้ระลอกด้วยตัวของข้าเอง”

จี้หนิงตกตะลึงไปอีกครั้ง เขารีบกล่าวถามว่า “ปรมาจารย์มู่ ข้าเกรงว่าเงื่อนไขของการเข้าร่วมคงไม่เพียงแค่นี้เท่านั้น?”

“นั่นย่อมแน่นอน” มู่เซียวพยักหน้า “เมื่อเข้าร่วมกับกองกำลังสำรอง เจ้าจะไม่มีสิทธิ์เดินทางออกจากภูเขาจนกว่าจะบรรลุระดับตำหนักม่วง”

เมื่อเห็นท่าทางงุนงงของจี้หนิง มู่เซียวจึงกล่าวต่อไปว่า “กองบัญชาการขององครักษ์มังกรวรุณตั้งอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่ง กองกำลังสำรองก็ตั้งอยู่ที่นั้นเช่นกัน หากไม่สามารถบรรลุถึงระดับตำหนักม่วง เจ้าก็ต้องสิ้นอายุขัยอยู่บนยอดเขานั้นเอง เมื่อเจ้าเข้าถึงระดับสาวกตำหนักม่วงแล้วจึงสามารถลงจากเขาเมื่อได้รับมอบหมายภารกิจ เมื่อเจ้าได้เป็นองครักษ์มังกรวรุณเต็มตัวจึงสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระโดยไม่ถูกผูกมัด”

จี้หนิงผงกศีรษะรับทราบแต่ในใจลอบครุ่นคิด “ข้ามีนิเวศน์ใต้วารีอยู่แล้ว ผู้อมตะจูหัวเมื่อสามารถอาศัยพลังของนิเวศน์จนมีพลังใกล้เคียงกับเซียนสวรรค์อมตะและดำรงชีวิตอยู่ได้หลายล้านปีแม้จะเป็นเพียงแค่ผู้อมตะเสเพล ภายในนิเวศน์คงต้องซุกซ่อนความลับและพลังอันยิ่งใหญ่เอาไว้ เมื่อใดที่ข้าบรรลุระดับตำหนักม่วงข้าจะต้องกลับเข้าไปตรวจสอบอีกครั้ง ข้าไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนเข้าร่วมกำลังสำรองอะไรนั่นในตอนนี้”

“เจ้ายังลังเลอันใดอีก? ทอดตาทั่วเทือกเขานางแอ่นไม่มีสถานที่ใดที่จะช่วยให้ผู้มีพรสวรรค์เช่นเจ้ารุดหน้าไปกว่านี้ได้อีกแล้ว”

“ขอบคุณท่านปรมาจารย์” จี้หนิงครุ่นคิดต่ออีกครู่หนึ่งจึงกล่าว “แต่ท่านคงได้ยินแล้วว่ามารดาของข้านั้นกำลังป่วยหนัก ข้าคงไม่อาจไปที่ใดได้ในตอนนี้”

มู่เซียวผงกศีรษะ “เมื่อเป็นเช่นนั้นข้าก็จะไม่บีบบังคับเจ้า สิ่งนี้คือป้ายสัญลักษณ์ขององครักษ์มังกรวรุณ ในอนาคตหากเจ้าประสบเรื่องยุ่งยากใดในระหว่างการเดินทางสู่นครไร้ระลอกจงแสดงมันออกไป” เขายื่นส่งป้ายสี่เหลี่ยมสีดำที่สลักเป็นรูปมังกรวรุณให้แก่จี้หนิง

“ขอบคุณท่านปรมาจารย์” จี้หนิงรีบรับป้ายสัญลักษณ์มา “จี้หนิงยังมีเรื่องหนึ่งคิดบังอาจร้องขอ”

มู่เซียวหัวเราะเสียงดัง “ข้าคิดตอบแทนความดีความชอบที่เจ้าช่วยเหลือข้ากำจัดเป่ยจื้อชานแห่งภูเขามังกรหิมะด้วยการชักนำเจ้าเข้าสู่กำลังสำรองขององครักษ์มังกรวรุณแต่เจ้ากลับปฏิเสธ ข้ากำลังกลุ้มใจที่ไม่อาจคิดหาหนทางตอบแทนในรูปแบบอื่นได้อยู่พอดี จงว่ามาเถิด ขอเพียงกระทำได้ข้าย่อมรับปากเจ้า”

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

ผู้เขียน: thaidesolateera

เพียงขีดเขียนเรื่อยเปื่อย หวังว่าสักวันอิฐที่ปามั่วซั่วจะชักนำหยกออกมาได้

16 thoughts on “เล่มที่5 บทที่5: ปรมาจารย์หมื่นสำแดง”

  1. อ่านรวดเดียวเกือบสิบตอนจนทัน
    ขอโทษด้วยนะครับที่ไม่ได้เขียนคอมเมนต์ทุกตอน
    โชคดีที่ตอนนั้นยอมฝืนไม่อ่านต่อ ไม่อย่างนั้นคงได้จุกอกและค้างคาแทบทุกตอนแน่ๆ
    แต่ตอนนี้ค้างล่ะครับ 555
    ท่านปรมาจาย์นี้ทำตัวเหมือนตำรวจไทยในหนังที่ชอบมาตอนจบ คริๆๆ
    แอบลุ้น แอบเชียร์ท่านแม่จะรอดไหมนะ
    ท่านเซียวเปียกลี้ สปอยสักนิดเถอะครับ
    รออ่านต่อไป
    ขอบคุณครับ

    Like

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s