เล่มที่5 บทที่4: สังหารเป่ยจื้อชาน

Desolate Era เล่ม5: สาวกตำหนักม่วง

บทที่ 4: สังหารเป่ยจื้อชาน

จี้หนิงไม่เคยทดลองใช้ ‘พยุหะพันกระบี่จำลอง’ ขั้นที่หกมาก่อน เมื่อครั้งที่ทำการฝึกปรือในนิเวศน์ใต้วารีเพียงแค่ระดับที่ห้าก็ทำให้เขาถึงขีดจำกัดแล้ว ยามนี้เมื่อผลพลอยได้จาก ‘เก้าคัมภีร์ค่ายกล’ ช่วยให้เขาสามารถใช้พยุหะระดับห้าได้อย่างสมบูรณ์ เขาจึงบังเกิดความคิดทดลองเสี่ยงใช้ระดับที่หกดู

“ข้าต้องทำให้สำเร็จ หากล้มเหลวก็ต้องตาย” กระบี่วิเศษสี่ร้อยแปดสิบหกเล่มล่องลอยอยู่รอบร่าง จี้หนิงมุ่งสมาธิไปยังกระบี่ที่เป็นแกนหลักแล้วปล่อยให้กระบี่ที่หลงเหลือถูกแกนหลักนั้นชักนำไป อย่างลำบากยากเย็นในที่สุดกระบี่วิเศษทุกเล่มก็เปล่งประกายแสงสีขาวออกมา ประกายแสงบีบอัดตัวกันขึ้นเป็นกระบี่แห่งแสงอันคมกล้าเบื้องหน้าของจี้หนิง

“สำเร็จแล้ว!” ไม่เพียงแต่จะต้องทุ่มเทจิตใจให้กับการควบคุมพยุหะกระบี่เขายังต้องแบ่งแยกสมาธิไปกับการต่อต้านแมลงพิษและหลบหลีกการโจมตีของผีดิบขนดำอีกด้วย ความปลาบปลื้มยินดีของจี้หนิงในความสำเร็จครั้งนี้แทบไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบได้

“ไป!” จี้หนิงกำหนดจิตเร่งเร้าการจู่โจม กระบี่แห่งแสงลากประกายอันเจิดจ้าตัดผ่านพื้นที่ว่างเข้าหาเป่ยจื้อชานราวกับดาวหางอันสุกสว่าง

“เด็กบัดซบรับความตาย!” เป่ยจื้อชานโบกสะบัดธงสีแดงเลือดคราหนึ่ง

ท่ามกลางท้องฟ้าที่กลับกลายเป็นมืดหม่น ภูตพยาบาทตนแล้วตนเล่าปรากฎกายออกจากผืนธง ภูตพยาบาทเหล่านี้คือภูตร้ายที่แข็งแกร่งขึ้นจากการกลืนกินซึ่งกันและกันระหว่างที่ถูกธงสีแดงเลือดกักขังเอาไว้ อานุภาพของสมบัติอาถรรพ์ที่จัดสร้างเสร็จสมบูรณ์เพียงครึ่งเดียวนี้เพียงพอที่จะทำให้เป่ยจื้อชานเบียดเสียดขึ้นเป็นยอดฝีมือระดับตำหนักม่วงชั้นแนวหน้าได้แล้ว

ภูตพยาบาทจำนวนนับไม่ถ้วนส่งเสียงกรีดร้องสาปแช่งพลางหลั่งไหลเข้าหาจี้หนิงอย่างรวดเร็ว

กระบี่แห่งแสงของจี้หนิงรวดเร็วกว่าคลื่นของภูตพยาบาทที่ถาโถม เป่ยจื้อชานเห็นดังนั้นจึงรีบกวัดแกว่งแส้หางม้าเข้าปะทะ แต่ทว่าครั้งนี้เส้นใยเส้นชั้นแล้วชั้นเล่ากลับถูกตัดขาดสะบั้น กระบี่แห่งแสงแม้อ่อนพลังลงยังคงพุ่งตรงไปเบื้องหน้า

เป่ยจื้อชานแตกตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี มันไม่มีหนทางอื่นหลงเหลือได้แต่ยกคันธงขึ้นปิดป้อง

กระบี่และคันธงปะทะกันอย่างรุนแรง กระบี่แห่งแสงถูกกระแทกเบี่ยงเบนเล็กน้อยก่อนพุ่งเข้าใส่สมบัติวิเศษประเภทเกราะที่เป่ยจี้ชานสวมในรูปของเสื้อคลุมสีดำก่อนที่จะสลายไปโดยไม่อาจทำอันตรายอีกฝ่ายได้

“กระบวนท่าอันร้ายกาจนัก แม้จะฉิวเฉียดที่สุดแต่ข้าก็หยุดมันลงได้” หัวใจของเป่ยจื้อชานยังคงเต้นระทึก การต่อสู้ระหว่างสุดยอดฝีมือมักเป็นเช่นนี้เอง ความเป็นและความตายถูกกั้นจากกันด้วยเส้นใยอันบางเบา

“ภายใต้การกลุ้มจู่โจมของภูตพยาบาทมันย่อมไม่มีโอกาสใช้กระบวนท่าอันร้ายกาจเช่นนั้นได้อีก สุดท้ายมันยังคงต้องประสบชะตากรรมถูกกัดกินจนตาย”เป่ยจื้อชานเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาอีกครั้ง

………

จี้หนิงตกเป็นเป้าโจมตีของฝูงภูตพยาบาทจนมือไม้ปั่นป่วน พวกมันฝ่าชั้นป้องกันของกลีบบงกชวารีอัคคีเข้าไปได้อย่างง่ายดาย ดวงวิญญาณอาฆาตเหล่านี้ทั้งไม่เกรงกลัวคมอาวุธและธาตุทั้งห้า

กองทัพภูตร้ายจำนวนนับไม่ถ้วนปกคลุมรอบกายของจี้หนิงพยายามแทรกซึมเข้าไปภายในร่างของเขา

เป่ยจื้อชานเฝ้ารอชมวาระสุดท้ายของจี้หนิงอย่างมั่นใจ แต่แล้วผืนธงในของมือมันสั่นกระตุกอย่างรุนแรง ใบหน้าชั่วร้ายของมันพลันแปรเปลี่ยนตาม รัศมีแห่งความตายของผืนธงกลับจืดจางลงเรื่อยๆ

มันทั้งตระหนกทั้งโกรธเกรี้ยว “นี่… เป็นไปได้อย่างไร?”

ธงสีแดงเลือดซึ่งมันยึดถือเป็นของวิเศษที่จะช่วยให้มันครอบครองความเป็นใหญ่กำลังอ่อนแอลงไปทุกขณะ ความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวคือภูตพยาบาทของมันกำลังถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง

“เป็นไปไม่ได้!” ภูตพยาบาทนั้นเป็นเพียงวิญญาณที่อาศัยพลังแห่งความแค้นและความเกลียดชังในการปรากฎรูป เนื่องจากพวกมันไม่มีชีวิตจึงไม่มีอาวุธชนิดใดที่จะฆ่ามันได้อีก แม้แต่ยอดฝีมือระดับตำหนักม่วงก็ทำได้เพียงงอมือรอให้พวกมันกัดกินดวงวิญญาณจนสูญสลายไปเท่านั้น

………

ภายในห้วงสำนึกของจี้หนิง

ภูตพยาบาทจำนวนนับไม่ถ้วนรุกล้ำเข้าล้อมประชิดจิตวิญญาณของเขา พวกมันไม่อาจควบคุมบังคับตนเองมีเพียงความต้องการที่จะกัดกินดวงวิญญาณที่เบื้องหน้าเพื่อเติมเต็มความแค้นอันไร้ที่สิ้นสุดของตนเท่านั้น

“ข้าจะทำเช่นไรดี?” จี้หนิงครุ่นคิดอย่างตื่นตระหนก ดวงวิญญาณเป็นรากฐานของชีวิต หากสูญสิ้นไปกระทั่งจะกลับสู่สังสารวัฏก็ยังทำไม่ได้

ยามเมื่อไร้สิ้นทุกหนทาง สิ่งหนึ่งวาบผ่านเข้ามาในจิตใต้สำนึกของเขา

ในห้วงสำนึกอันเวิ้งว้างไร้ซึ่งกาลเวลา ดวงวิญญาณของจี้หนิงก่อเกิดเป็นรูปร่างในชุดสีขาวบริสุทธิ์นั่งขัดสมาธิ เหนือขึ้นไปที่เบื้องบนศีรษะเป็นร่างของเทพธิดาหนี่วา ดวงตาของนางผู้เป็นดั่งมารดาของสรรพชีวิตเต็มไปด้วยความรักเวทนา รัศมีอันอบอุ่นแผ่ออกจากร่างอันสูงส่งของนางปกคลุมพื้นที่โดยรอบ

พลังแห่งความชั่วร้ายของเหล่าภูตพยาบาทที่บุกรุกเข้าใกล้และแตะสัมผัสถูกรัศมีของเทพมารดรค่อยๆจางหายไป ใบหน้าอันบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราดค่อยกลับคืนสู่รูปลักษณ์ของมนุษย์ที่แย้มยิ้มด้วยความสงบและปิติอย่างแท้จริง

ดวงวิญญาณเหล่านั้นต่างเหลียวมองดูจี้หนิงด้วยความสำนึกขอบคุณ บ้างถึงกับคุกเข่าลงแสดงความเคารพอย่างสูงก่อนที่จะหายตัวหวนคืนสู่ยมโลก

อันที่จริงด้วยจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของจี้หนิงที่เทียบได้กับระดับปรมาจารย์หมื่นสำแดง เขาอาจค้นพบหนทางในการกำจัดภูตพยาบาทที่เกิดจากสมบัติวิเศษที่ยังไม่สมบูรณ์เหล่านี้จนไม่อาจไปผุดเกิดได้ในที่สุด ทว่าการที่เขาสามารถหวนระลึกถึงภาพของเทพธิดาหนี่วาในวาระอันคับขันนั้นกลับกลายเป็นการสร้างกุศลอันประเสริฐและปลดปล่อยเหล่าวิญญาณแค้นให้กลับคืนสู่ห้วงสังสารวัฏอีกครั้ง

………

ยามบรรยายแม้เนิ่นนานแต่เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในชั่วพริบตาเท่านั้น

พลังสภาวะของจี้หนิงกลับคืนมาอีกครั้ง เขาใช้สายตาอันมุ่งมั่นจับจ้องไปยังจอมบงการ กระบี่วิเศษรอบร่างเปล่งประกายขึ้นอีกครั้ง

กระบี่แห่งแสงสี่เล่มพุ่งทะยานเข้าหาเป่ยจื้อชานอย่างต่อเนื่อง จี้หนิงวางเดิมพันครั้งสุดท้ายไว้กับกระบี่ทั้งสี่เล่มนี้ ในร่างของเขาไม่มีพลังปราณหลงเหลือเพียงพอสำหรับการโจมตีใดๆหลังจากนี้อีกแล้ว

“นี่… เป็นไปได้อย่างไร เด็กบัดซบกลับรอดชีวิตจากการถูกภูตพยาบาทกัดกินดวงวิญญาณได้” เป่ยจื้อชานยังไม่คลายจากการตกตะลึงพรึงเพริด มือของมันยังกุมคันธงที่เสื่อมฤทธิ์เอาไว้แน่น

กระบี่แห่งแสงคุกคามใกล้เข้ามาในชั่วพริบตา เป่ยจื้อชานรีบบงการให้เรือวิเศษลอยหลบเลี่ยง แต่ความเร็วของเรือเหาะไหนเลยสู้ความเร็วของกระบี่แสงได้ มันหลบเลี่ยงไปได้สองครั้งครา สุดท้ายยังคงถูกกระบี่แห่งแสงเล่มหนึ่งปักทะลุผ่านหน้าผาก และอีกเล่มหนึ่งตัดคอจนขาดกระเด็น ใบหน้าบนศีรษะไร้ชีวิตที่หลุดลอยยังเต็มไปด้วยความคลางแคลงไม่เชื่อถือ

ความเคลื่อนไหวของผีดิบขนดำหยุดยั้งลงในทันที ส่วนตัวต่อพิษเมื่อไร้ผู้บงการก็หยุดการต่อสู้เสี่ยงชีวิตล่าถอยหลบหนีกลับเข้าไปในรวงรัง

จี้หนิงแทบไม่อาจบังคับร่างและพยุหะกระบี่อีกต่อไป “สำเร็จแล้ว? ข้าสังหารสาวกตำหนักม่วงลงได้จริงๆ?”

ทันใดนั้นเองประกายแสงสีทองพุ่งออกจากซากร่างของเป่ยจื้อชานที่กำลังร่วงหล่นลงจากท้องฟ้า ด้วยพลังจักษุของจี้หนิงเขายังสามารถจำแนกได้ว่านั่นเป็นแมลงสีทองตัวหนึ่ง

จี้หนิงเต็มไปด้วยความงุนงงสงสัย แม้จะรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ถูกต้องแต่เขาก็ไม่มีพลังหลงเหลือพอที่จะสะกัดยับยั้งอันใดได้แล้ว

ฉับพลันท้องฟ้าทิวากลับกลายเป็นราตรี ดวงจันทร์กระจ่างอยู่กลางหาว แสงสว่างนับพันนับหมื่นสายฉายส่องลงบนโลกหล้าจากทะเลดาราเบื้องบน

แสงสว่างจากจันทราจับลงมาบนร่างของแมลงสีทอง แมลงทองคำคล้ายรู้สึกได้ถึงภัยคุกคามเร่งความเร็วหมายจะบินหนีออกจากหุบเขา

แสงจันทร์ควบรวมจนปรากฎเป็นหัตถ์สสารคว้าจับแมลงสีทองที่ส่งเสียงละล่ำละลักด้วยความหวาดกลัว “โปรดยั้งมือไว้ชีวิต… โปรดยั้งมือไว้ชีวิต…”

หัตถ์แสงจันทร์บีบกดจนร่างของแมลงสีทองแหลกเป็นผุยผงแล้วค่อยๆสลายไปพร้อมกับท้องฟ้าที่กลับคืนสู่สภาพปกติอีกครั้ง

จี้หนิงที่มองเห็นเหตุการณ์อย่างชัดเจนกล่าวกับตนเองราวกับละเมอ “หมื่นดาราร่วมสำแดง… ปรมาจารย์หมื่นสำแดง!”

“เจ้าออกจะประมาทเกินไปนัก” เหนือขึ้นไปบนท้องฟ้า บุรุษผู้หนึ่งขี่สายลมร่อนลงสู่พื้นดิน มันสวมเสื้อคลุมยาวสีฟ้า ผมยาวสยายพัดพริ้วไปตามกระแสลม ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร “เจ้าทุ่มเทอย่างหนักเพื่อกำจัดเป่ยจื้อชาน สุดท้ายกลับเปิดโอกาสให้มันอาศัยร่างแมลงกู่หลบหนีจนแทบทำให้ความพยายามที่แล้วมาต้องสูญเปล่า”

ในเทือกเขานางแอ่นไม่เคยปรากฎสุดยอดฝีมือระดับนี้ขึ้นมาก่อน จี้หนิงทราบดีว่าอีกฝ่ายต้องมีความเป็นมาใหญ่หลวงจึงรีบแสดงความเคารพ “ผู้เยาว์จี้หนิงกราบพบผู้อาวุโส”

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

Advertisements

ผู้เขียน: thaidesolateera

เพียงขีดเขียนเรื่อยเปื่อย หวังว่าสักวันอิฐที่ขว้างปาไปมั่วซั่วจะชักนำหยกออกมาได้

22 thoughts on “เล่มที่5 บทที่4: สังหารเป่ยจื้อชาน”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s