เล่มที่5 บทที่3: สู้สุดชีวิต

Desolate Era เล่ม5: สาวกตำหนักม่วง

บทที่ 3: สู้สุดชีวิต

เป่ยจื้อชานกวาดตามองรอบด้าน กองซากศพที่ถูกเผาไหม้และแช่แข็งรวมไปถึงร่างในชุดเกราะสีดำของยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติฝ่ายตนทอดกระจัดกระจายอยู่เกลื่อนพื้น หัวใจของมันปวดปลาบแปลบ นี่เป็นทุนรอนที่มันจำเป็นต้องพึ่งพาในการจัดสร้างสมบัติวิเศษให้สำเร็จ

“หมดสิ้นกัน…” ดวงตาสีเขียวที่ลุกโชนไปด้วยความชั่วร้ายหมายชีวิตจ้องมองไปที่จี้หนิง “ลูกศิษย์และทาสผู้ซื่อสัตย์ของข้าถูกเจ้าสังหารจนหมดสิ้น เหล่าภูตพยาบาทจำนวนมากมายที่ข้าเฝ้าสะกดมาเป็นเวลานานจนเกือบจะสำเร็จกลับต้องถูกทอดทิ้งสูญเปล่า… เด็กน้อยผู้หนึ่งกลับสามารถเล่นงานเป่ยจื้อชานผู้นี้ได้ถึงเพียงนี้ รับรองว่าข้าจะต้องทวงถามความอัปยศเหล่านี้จากดวงวิญญาณของเจ้าจนสาสมอย่างแน่นอน”

มันกล่าววาจาอาฆาตถึงตอนนี้ เสียงโอดครวญของเหล่านักรบเกราะเต๋าที่ยังเหลือรอดก็ดังแทรกขึ้นมา

“สาวกตำหนักม่วง…”

“มันเป็นสาวกตำหนักม่วง…”

เป่ยจื้อชานตื่นตัวขึ้น มันสำรวจมองร่างของจี้หนิงด้วยความระแวดระวัง แม้ว่าสมบัติวิเศษที่มันหลอมสร้างสำเร็จเพียงครึ่งหนึ่งจะสามารถหนุนเสริมให้พลังของมันขึ้นถึงขั้นสูงสุดของระดับตำหนักม่วง แต่การที่เด็กอายุแค่สิบสองปีผู้หนึ่งบรรลุถึงระดับตำหนักม่วงได้ย่อมแสดงว่าอีกฝ่ายมีพลังฝีมือหรือวิชาลับอันใดในครอบครอง

สมบัติวิเศษรูปเรือปรากฎขึ้นที่ใต้เท้าของเป่ยจื้อชานเหินบินพาร่างของมันออกห่างจากจี้หนิง จะอย่างไรจุดเด่นของมันอยู่ที่วิชานอกรีตและสมบัติวิเศษไม่ใช่การต่อสู้ระยะประชิด

กระแสลมรุนแรงพลันกระแทกกระทั้น กรงเล็บสีดำข้างหนึ่งกวาดจู่โจมจี้หนิงจากทางด้านหลัง จี้หนิงเหินบินหลบหลีกจนการโจมตีของผีดิบขนดำพลาดเป้าไป กระแสพลังของกรงเล็บกระแทกลงบนพื้นด้านล่างจนแตกระเบิด ผีดิบส่งเสียงคำรามกระโจนไล่ติดตามอย่างไม่ลดละ

“เป่ยจื้อชานเอาชีวิตมา!” จี้หนิงเพียงหลบหลีกการโจมตีของผีดิบโดยไม่สนใจโต้ตอบ กระบี่วิเศษมากกว่าสี่ร้อยเล่มปรากฎขึ้นในอากาศ เปล่งพลังแสงสีขาวเรืองรอง

“ใช่แล้ว ข้าไม่จำเป็นต้องบังคับกระบี่ทุกเล่มด้วยตนเอง ขอเพียงควบคุมกระบี่ที่เป็นแกนหลักเอาไว้แล้วชักนำส่วนที่หลงเหลือไปตามวิถี พยุหะกระบี่ทั้งหลังก็จะเคลื่อนไหวตามที่ใจของข้าต้องการ”

เมื่อเขาสามารถเกาะกุมเคล็ดความของการควบคุมพยุหะพันกระบี่จำลอง จี้หนิงก็สามารถเพิ่มจำนวนกระบี่วิเศษที่ควบคุมขึ้นเป็นสี่ร้อยห้าเล่ม ยิ่งใช้ออกเขายิ่งรู้สึกว่าสามารถใช้พลังแห่งจิตควบคุมมันได้อย่างง่ายดายและเชี่ยวชาญมากขึ้นเรื่อยๆ

“สมบัติวิเศษ!” สีหน้าของเป่ยจื้อชานแปรเปลี่ยนไปทันที “มันต้องเป็นยอดฝีมือตำหนักม่วงอย่างแน่นอนจึงสามารถควบคุมสมบัติวิเศษเหินบินได้เช่นนี้ ต่อให้ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นสมบัติไร้อันดับ แต่ด้วยจำนวนที่มากมายปานนั้นกลับทำให้ไม่อาจดูแคลนได้…”

ในระหว่างนั้นผีดิบสีดำยังคงตามพัวพันจี้หนิงไม่เลิกรา จี้หนิงย่อมไม่โง่เขลาจนดูไม่ออกว่าอาวุธธรรมดาไม่อาจระคายผิวของมันจึงเพียงแค่อาศัยท่าร่างอันเลิศล้ำเคลื่อนที่หลบหลีกกรงเล็บอันทรงพลัง ยามใดที่เขากำจัดเป่ยจื้อชานลงได้มันย่อมหมดฤทธิ์ไปเอง

“พยุหะพันกระบี่จำลองขั้นที่ห้า!” กระบี่แห่งแสงที่ก่อตัวขึ้นเบื้องหน้าของจี้หนิงพุ่งทะลวงออกไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เป่ยจื้อชานไม่ทราบเรียกแส้หางม้าขึ้นมาในมือตั้งแต่เมื่อใด

ทั้งเรือและแส้ปัดของเป่ยจื้อชานล้วนแล้วแต่เป็นสมบัติวิเศษมีอันดับที่มันภาคภูมิใจ แส้ปัดเปล่งประกายแห่งพลังปลดปล่อยเส้นใยหลายพันเส้นออกมาหมายพันธนาการกระบี่แห่งแสงที่พุ่งเข้าหา หลังจากการประลองพลังกันอย่างหนักหน่วง กระบี่แห่งแสงของจี้หนิงถูกหยุดลงในที่สุด

ทั้งสองฝ่ายต่างลอบตื่นตระหนกขึ้นในใจโดยเฉพาะจี้หนิง พยุหะพันกระบี่จำลองขั้นที่สี่นั้นมีพลังเทียบเท่าสาวกตำหนักม่วงที่ใช้สมบัติวิเศษมีอันดับ เขาไม่คาดคิดเลยว่าเมื่อใช้ออกถึงขั้นที่ห้ากลับไม่อาจทำอันตรายฝ่ายตรงข้ามได้แม้แต่น้อย

เป่ยจื้อชานคำรามออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว “คิดมิถึงว่าเจ้าจะเป็นสาวกตำหนักม่วงจริงๆ อายุเพียงแค่นี้ก็ร้ายกาจปานนี้ ข้าไหนเลยปล่อยให้เจ้าเติบโตพัฒนาต่อไปได้อีก”

วัตถุสีดำลักษณะคล้ายรังของตัวต่อปรากฎขึ้นในมือของมันก่อนขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็วจนมีความสูงกว่าสามเมตร เสียงหึ่งน่ากลัวดังสะท้อนออกมาจากภายใน ตัวต่อสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนโผบินออกมาราวสายน้ำที่ไหลหลาก

จี้หนิงไม่กล้าประมาทวิชาพิษของฝ่ายตรงข้าม ที่เบื้องหน้าของเขากระบี่แห่งแสงเล่มใหม่รวมตัวขึ้นอีกครั้ง

ประกายกระบี่แผดจ้าคลุมท้องนภา กระบี่แห่งแสงพุ่งทะลวงฟาดฟันฝูงต่อจนสูญสิ้นพลัง แต่แมลงจำนวนหลายหมื่นตัวที่ถูกกำจัดเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนอันมากมายของพวกมัน

จี้หนิงล้มเลิกความคิดที่จะใช้พยุหะพันกระบี่จำลองกับเป้าหมายจำนวนมหาศาลที่สามารถกระจายตัวหลบหลีกได้เช่นนี้ อย่าว่าแต่การใช้พยุหะกระบี่ขั้นที่ห้าสองครั้งและขั้นที่สี่หนึ่งครั้งทำให้เขาหลงเหลือพลังปราณเพียงหกหรือเจ็ดในสิบส่วนเท่านั้น

ฝูงตัวต่อพิษบินเข้าใกล้ร่างของจี้หนิงเข้าไปทุกที เป่ยจื้อชานเผยอรอยยิ้มอันชั่วร้ายออกมา

“กลีบบงกชวารีอัคคี!”

จี้หนิงเปล่งเสียงคำราม เร่งเร้าพลังของกลีบบงกชวารีอัคคีถึงขีดสุด กลีบดอกบัวที่เกิดจากเปลวเพลิงและสายน้ำก่อตัวขึ้นเป็นดอกบัวตูมสามดอกปกป้องร่างของจี้หนิงเอาไว้สามชั้น ดอกบัวแต่ละดอกเกิดจากการรวมตัวของกลีบบงกชอัคคีสามกลีบและวารีสามกลีบที่หมุนทวนกัน ร่างของจี้หนิงที่ใจกลางยังคงเคลื่อนไหวด้วยท่าร่างปีกวายุอย่างต่อเนื่องเพื่อหลบเลี่ยงการโจมตีของผีดิบขนดำ

ฝูงตัวต่อสีทองบรรลุถึงตำแหน่งของจี้หนิง เส้นสายที่หนาแน่นราวสายน้ำแตกกระจายออกโอบล้อมโจมตีผ่านกลีบบงกชชั้นแรกเข้าไปได้อย่างง่ายดาย ฝูงแมลงพิษเจาะทะลวงผ่านกลีบบงกชชั้นแล้วชั้นเล่า ต่อให้มีจำนวนไม่น้อยที่ถูกบดตัดแต่ที่เหลือยังอาศัยช่องว่างที่พบพุ่งทะลวงเข้าสู่ใจกลางอย่างไม่หยุดยั้ง

“เคล็ดวิชาคุ้มครองกายที่เข้าถึงความรู้แจ้งแห่งเต๋า เด็กบัดซบผู้นี้ไปเรียนรู้มาจากที่ใดกัน!?” เมื่อเห็นฝูงแมลงพิษที่เฝ้าเพาะเลี้ยงอย่างยากลำบากถูกบดทำลายลงตัวแล้วตัวเล่า เป่ยจื้อชานรู้สึกเจ็บปวดหัวใจเป็นอย่างยิ่งแต่อีกทางหนึ่งมันก็อดสงสัยมิได้ว่าเหตุใดเคล็ดวิชาอันลึกล้ำหายากเช่นนี้กลับปรากฎขึ้นในสถานที่อันห่างไกลเช่นเทือกเขานางแอ่น

“พวกมันฝ่าการป้องกันชั้นที่หกเข้ามาได้แล้วหรือนี่!” จี้หนิงจำเป็นต้องใช้กระบี่อุดรทมิฬเข้ารับมือกับตัวต่อที่หลุดเข้ามา แต่ตัวต่อสีทองเหล่านี้มีเปลือกที่แข็งแกร่งและมีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน ในที่สุดร่างกายของเขาก็เริ่มถูกพวกมันกัดต่อย

“เป็นเช่นนี้ต่อไปได้ไม่ดีแน่ ต่อให้กายาเทพอสูรจะช่วยบรรเทาพิษลงได้บ้าง แต่หากพวกมันหลุดเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ข้าคงหนีไม่พ้นชะตากรรมถูกกัดกินทั้งเป็น” จี้หนิงดิ้นรนต่อสู้พลางครุ่นคิดหาทางรอด “ในเมื่อตัวต่อเหล่านี้อยู่ใต้การควบคุมของผู้คน ข้าคงจำเป็นต้องฆ่าผู้บงการก่อน”

จี้หนิงเร่งเร้าพลังที่ยังเหลืออยู่ภายในร่างตระเตรียมจู่โจมแลกชีวิตเป็นครั้งสุดท้าย

“กายาเทพอสูรอันน่าชัง” เป่ยจื้อชานที่เฝ้าดูการต่อสู้อยู่บนเรือเหาะเองก็ไม่อาจทนรอเช่นกัน “หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ต่อให้สังหารมันลงได้ตัวต่อทองอันล้ำค่าก็คงถูกกำจัดจนเกือบหมดสิ้น ข้าคงจำเป็นต้องใช้สมบัติวิเศษที่ยังไม่สมบูรณ์แม้ว่าจะต้องยอมเสียสละภูตพยาบาทเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่งก็ตาม”

ทันใดนั้นผืนฟ้าที่ปกคลุมหุบเขาคล้ายถูกย้อมจนดำมืด ธงสีแดงเลือดล่องลอยอยู่เหนือฝ่ามือของเป่ยจื้อชาน ประกายแสงสีดำแห่งบาปอันเข้มข้นวนเวียนปะทุอยู่โดยรอบ

“เด็กบัดซบรับความตาย!”

จี้หนิงที่ถูกตัวต่อจำนวนมากเกาะกินตามร่างกู่ร้องเสียงดังสะท้าน พลังปราณและพลังจิตทะลักทลายจนข้ามพ้นขีดจำกัด กระบี่วิเศษสี่ร้อยแปดสิบหกเล่มล่องลอยขึ้นสู่ฟ้า สำแดงพลังของพยุหะพันกระบี่จำลองขั้นที่หกในรูปของกระบี่แห่งแสง

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

Advertisements

ผู้เขียน: thaidesolateera

เพียงขีดเขียนเรื่อยเปื่อย หวังว่าสักวันอิฐที่ปามั่วซั่วจะชักนำหยกออกมาได้

16 thoughts on “เล่มที่5 บทที่3: สู้สุดชีวิต”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s