เล่มที่1 บทที่9: วิชาเกาทัณฑ์

Desolate Era เล่ม1: ตระกูลจี้แห่งเทือกเขานางแอ่น

บทที่ 9: วิชาเกาทัณฑ์

“จงอย่าได้ทะนงในของวิเศษ ยอดฝีมือในระดับเดียวกับข้าสามารถทำลายเสื้อดาราทองได้ด้วยนิ้วมือเพียงนิ้วเดียว” จี้ยี่ฉวนกล่าวตักเตือน

“ของเล่นเหล่านี้ล้วนเป็นของนอกกาย ความแข็งแกร่งที่เกิดจากการฝึกฝนอย่างหนักต่างหากที่เจ้าจะสามารถพึ่งพาได้อย่างแท้จริง”

“ท่านพ่อกล่าวถูกต้องแล้ว” จี้หนิงรีบรับคำด้วยความสำรวม

“ด้วยรากฐานแห่งกายาเทพอสูรที่เจ้าฝึกปรือ ความแข็งแกร่งของร่างกาย ความรวดเร็วของการเคลื่อนไหว ความสามารถในการมองเห็นและการรับฟัง ตลอดจนความสามารถในการฟื้นฟูร่างกาย จะพัฒนาขึ้นจนถึงขั้นแตกตื่นสะท้านโลก”

“แต่ทว่าก่อนที่เจ้าจะก้าวไปถึงจุดนั้น ขั้นแรกเจ้าต้องเรียนรู้การใช้อาวุธให้ชำนาญก่อน คนผู้หนึ่งต่อให้แข็งแกร่งทรงพลังถึงเพียงไหนก็ยากที่จะต้านทานความแหลมคมของศัตราวุธได้ มือกระบี่ที่บรรลุถึงขั้น ‘คนกระบี่ร่วมประสาน’ สามารถทะลวงลำคอของยอดนักสู้จอมพลังได้อย่างง่ายดาย หรือต่อให้เจ้าแข็งแกร่งกว่าศัตรูนับสิบเท่า เจ้าก็ยังอาจถูกลูกธนูยิงสังหารโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้แสดงฝีมือออกมา”

จี้หนิงเข้าใจในหลักเหตุผลเหล่านี้เป็นอย่างดี ความแข็งแกร่งของร่างกายย่อมเป็นเรื่องสำคัญ แต่ทักษะ ความชำนาญ ตลอดจนกลยุทธ์ต่างหากที่จะช่วยหนุนเสริมให้ความแข็งแกร่งนั้นถูกนำมาใช้ออกได้อย่างเต็มที่

“เจ้าสนใจศัตราวุธชนิดใด?” จี้ยี่ฉวนกล่าวถาม

“ลูกหนิง เจ้าต้องคิดให้รอบคอบก่อนค่อยให้คำตอบ” ยู้จี้เซาะกล่าวเสริม

ที่จริงสองสามีภรรยามีแผนการฝึกบุตรชายไว้ในใจอยู่แล้ว หากทว่าทั้งสองต้องการให้จี้หนิงรู้จักคิดใคร่ครวญด้วยตนเอง จึงพยายามกล่าววาจากระตุ้นเตือนเพื่อนำเขาไปสู่ข้อสรุปที่เป็นรูปธรรม

“ข้าต้องการเรียนรู้สามสิ่ง เรื่องแรกคือวิชาเกาทัณฑ์…”

ในเมื่อกายาเทพอสูรสร้างเสริมสายตาและพลังกายที่ยอดเยี่ยมให้แก่เขา เขาย่อมต้องใช้สิ่งที่สวรรค์ประทานให้นี้อย่างคุ้มค่า อย่าว่าแต่เขาทราบจากตำราที่เขาเคยอ่านว่าวิชาเกาทัณฑ์นั้นสามารถเรียนรู้ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

“เรื่องที่สองที่ข้าอยากเรียนคือวิชากระบี่คู่”

ตระกูลจี้สร้างตัวขึ้นจากวิชากระบี่ บิดาของจี้หนิงเองก็เป็นยอดมือกระบี่เจ้าของสมญานามกระบี่พิรุณโปรย เขาไหนเลยไม่เลือกเรียนวิชากระบี่ได้

“กระบี่คู่งั้นหรือ?” จี้ยี่ฉวนขมวดคิ้ว แต่ยังคงปล่อยให้จี้หนิงกล่าวต่อไป

“เรื่องที่สาม ข้าอยากเรียนวิชาท่าร่าง… นั่นคือสามสิ่งที่ข้าสนใจ”

เมื่อสู้ไม่ได้ย่อมต้องหลบหนี มีแต่รักษาชีวิตเอาไว้จึงจะสร้างโอกาสให้กับตนเองได้ใหม่

ยู้จี่เซาะหัวเราะเบาๆ “เจ้าเดินถูกทางแล้ว แต่ข้าคิดว่าเจ้าเริ่มจากกระบี่เดี่ยวจะเหมาะสมกว่า ในตระกูลจี้เราไม่มียอดฝีมือกระบี่คู่ที่จะชี้แนะเจ้าได้แม้แต่ผู้เดียว นอกจากนี้ผู้ฝึกกระบี่ถือสาการแบ่งแยกสมาธิ สิ่งที่เจ้าควรทำคือทุ่มเทสมาธิจิตใจลงในกระบี่เพียงเล่มเดียว”

“มารดาเจ้ากล่าวถูกต้องแล้ว” จี้ยี่ฉวนกล่าวเสริม

“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าสามารถแบ่งจิตใจเป็นสองทางได้ตั้งแต่เกิด” จี้หนิงไม่สามารถอธิบายเรื่องเคล็ดวิชาเพ่งจิต ‘ภาพวาดเทพธิดาหนี่วา’ ให้บิดามารดาทราบได้ เขาได้แต่กลบเกลื่อนไปว่านี่เป็นความสามารถที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด

ความประหลาดใจเกิดชัดบนใบหน้าของบิดามารดาจี้หนิงอีกครั้ง

“เจ้าเข้าใจจริงหรือว่าการแบ่งจิตใจเป็นสองทางนั้นหมายความว่าอย่างไร? นี่มิใช่เพียงแค่การทำเรื่องราวสองประการพร้อมกัน หากต้องสามารถกระทำได้อย่างเป็นเอกเทศและปราศจากการรบกวนซึ่งกันและกัน”

“ข้าเข้าใจดี”

“ถ้าเช่นนั้น…” ความพึงพอใจเริ่มเข้าแทนที่ความประหลาดใจในแววตาของของจี้ยี่ฉวน ในมือของเขาปรากฎแท่งหินสีขาวขึ้นสองแท่ง

“เจ้าจงใช้หินทั้งสองก้อนนี้เขียนตัวอักษรบนพื้น มือซ้ายเขียนชื่อมารดาเจ้า มือขวาเขียนชื่อข้า ข้าต้องการให้เจ้าเขียนอย่างต่อเนื่องพร้อมกันทั้งสองมือตั้งแต่ต้นจนจบ”

จี้หนิงรับคำพร้อมกับรับหินขาวมาถือไว้ในมือแต่ละข้าง เขาเริ่มต้นเขียนตัวอักษรตามที่บิดาสั่ง ตัวอักษรที่เขียนมิเพียงไม่สับสน ยังทั้งงดงามทั้งทรงพลัง

ครั้งนี้แม้ว่าจะทำใจไว้ก่อน ทั้งสองก็ยังอดตกตะลึงไม่ได้

“มิน่าเล่า… มิน่าเล่า เจ้าจึงสามารถเรียนรู้เคล็ดวิชา ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ ได้อย่างรวดเร็ว” จี้ยี่ฉวนกล่าวราวกับรำพึง “ที่แท้พลังแห่งจิตของเจ้าแข็งแกร่งจนถึงขั้นสามารถแบ่งแยกจิตใจเป็นสองทางนี่เอง”

สายตาที่จี้ยี่ฉวนจ้องมองบุตรชายทั้งชื่นชมทั้งตื่นเต้น นี่คือหยกงามไร้ตำหนิที่รอการเจียระไนอย่างแท้จริง

“ข้าใช้เวลาเนิ่นนานในการฝึกปรือกว่าที่จะสามารถเรียนรู้การแบ่งจิตใจเป็นสองทางได้ และเมื่อเวลานั้น วิถีกระบี่ของข้าได้ยึดมั่นกับกระบี่เดี่ยวจนยากที่จะเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่เมื่อเจ้าสามารถทำได้มาตั้งแต่เกิด ก็เท่ากับชะตาได้ลิขิตเอาไว้แล้วว่าเจ้าจะเดินไปในวิถีแห่งกระบี่คู่ ศัตรูของเจ้าจะรู้สึกราวกับว่ากำลังประมือกับมือกระบี่สองคนพร้อมกัน โดยที่มือกระบี่ทั้งสองนั้นประสานเสริมกันโดยปราศจากช่องว่างรอยโหว่!”

“นับจากวันนี้เป็นต้นไป ข้าจะเป็นคนสอนวิชากระบี่ให้เจ้าเอง!”

………..

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น

พลังงานธรรมชาติอันหนาแน่นแผ่กระจายปกคลุมผืนดินผ่านสายหมอกยามเช้า จี้หนิงติดตามบิดาของเขาไปยังสนามฝึกซ้อม

จี้ยี่ฉวนแนะนำบุตรชายต่อชายเคราครึ้มในชุดขนสัตว์

“ลูกหนิง นี่คือ เม่งหยู (มัจฉาโง่งม) ยอดมือเกาทัณฑ์อันดับหนึ่งของตระกูลจี้แห่งเขตปกครองตะวันตก”

“มา! เมิ่งหยู เจ้าจงสำแดงยอดวิชาให้เด็กน้อยผู้นี้ได้เปิดหูเปิดตา”

เม่งหยูรีบรับคำด้วยความเคารพ

จี้ยี่ฉวนเดินไปยังโต๊ะหินสี่ตัวที่เบื้องหน้า แต่ละตัวล้วนมีน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัม* โต๊ะหินตัวแรกถูกเขาขว้างหมุนคว้างออกไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นในชั่วพริบตาโต๊ะหินทั้งสี่ตัวก็กลับกลายเป็นจุดสีดำเล็กๆสี่จุดบนท้องฟ้า

ทันใดนั้นในมือของเมิ่งหยูเพิ่มคันธนูสีดำทะมึนพร้อมลูกศรสี่ดอกขึ้นราวปาฏิหาริย์ พร้อมกับเสียงดังกระหึ่มราวมังกรคำราม ลูกศรทั้งสี่ดอกหายวับไปราวกับไม่เคยปรากฎขึ้นมาก่อน จากนั้นจึงตามมาด้วยเสียงระเบิดจากบนฟากฟ้า จุดสีดำทั้งสี่แตกสลายกลายเป็นผงธุลี

จี้หนิงอ้าปากค้างเนิ่นนาน ตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นจนทำอะไรไม่ถูก

“นายน้อย ในตำนานกล่าวไว้ว่า เทพเกาทัณฑ์ ‘โฮ่วอี้’ เคยสำแดงอานุภาพยิงลูกศรติดต่อกันเก้าดอกสังหารกาทองคำ(ดวงอาทิตย์)ทั้งเก้าในคราเดียว ฝีมือน้อยนิดของข้านับว่าเป็นอย่างไรได้” เมิ่งหยูส่งเสียงหัวเราะดังลั่น

“ท่านอาจารย์เมิ่งหยู เศษหินและลูกศรที่ร่วงหล่นลงมาจะทำให้ใครได้รับบาดเจ็บหรือไม่?” จี้หนิงเพิ่งเรียกสติกลับคืนมาได้

จี้ยี่ฉวนส่ายหน้า “ลูกหนิง อาจารย์เมิ่งหยูของเจ้าเป็นยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติ ด้วยพลังที่บรรจุไว้ในลูกศรเหล่านั้น เมื่อกระทบถูกเป้าหมาย ทุกสิ่งล้วนถูกทำลายจนสูญสิ้น ไหนเลยจะมีเศษเสี้ยวให้ร่วงหล่นได้อีก”

จี้หนิงยอมรับนับถือจนหมดหัวใจ

“นับจากวันนี้เป็นต้นไป ทุกเช้าเจ้าจะต้องมาเรียนรู้วิชาเกาทัณฑ์กับอาจารย์เมิ่งหยูเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง… เมิ่งหยู ต้องรบกวนเจ้าแล้ว”

“ได้รับเลือกให้ถ่ายทอดวิชาแก่นายน้อย นับเป็นความยินดีของเมิ่งหยู” เมิ่งหยูรับคำพร้อมหัวเราะเสียงดัง

จี้ยี่ฉวนผงกศีรษะ หันกายจากไป

ทั่วทั้งบริเวณกลับคืนสู่ความสงบ ลานอันกว้างใหญ่คงมีเพียงเมิ่งหยูกับจี้หนิงยืนอยู่คู่กัน

“นายน้อย สิ่งที่สำคัญที่สุดของมือธนูก็คือคันธนูและลูกศร ลูกศรนั้นแบ่งออกเป็นสามส่วนคือส่วนหัว ส่วนก้าน และส่วนหาง ส่วนคันธนูนั้นประกอบไปด้วยแกนหลักและสาย ลูกธนูนั้นอาจจัดสร้างขึ้นมาเป็นจำนวนมาก คันธนูคือส่วนที่สำคัญอย่างแท้จริง”

“คันธนูมีอยู่สองประเภท ประเภทแรกคือคันธนูที่แกนหลักโค้งงอได้และมีสายที่แข็งตึง เมื่ออกแรงน้าว แกนธนูจะโค้งเข้าหากันก่อให้เกิดแรงดีดส่งลูกศรออกไป นี่คือคันธนูประเภทที่ประดิษฐ์ง่ายดายและใช้กันอย่างแพร่หลาย ประเภทที่สองคือคันธนูที่มีแกนหลักแข็งเกร็งและมีสายที่ยืดหยุ่น เมื่ออกแรงน้าว สายธนูจะถูกเหนี่ยวให้ยืดออกโดยที่แกนหลักยังคงรูปตามเดิม ธนูในมือของข้าก็คือธนูประเภทที่สองนี้”

เมิ่งหยูยื่นส่งคันธนูในมือให้แก่จี้หนิง

จี้หนิงสำรวจคันธนูที่ดูเรียบง่ายนั้นอย่างตั้งใจ เพียงแค่น้ำหนักมหาศาลของมันก็บันดาลให้เขาประหลาดใจ ส่วนแกนของมันเป็นโลหะเงาวาววับสีดำสนิท ส่วนสายที่เป็นสีฟ้านั้นหยาบเท่านิ้วมือ เขารู้สึกได้ว่ามีรังสีอันชั่วร้ายเบาบางแผ่ออกมาจากสายธนูสีฟ้า

“คันธนูนี้ชื่อว่า ‘ธนูมังกรสายฟ้า’ ส่วนแกนของมันหลอมขึ้นจาก ‘โลหะวายุอัสนี’ ที่แข็งแกร่งทนทาน ส่วนสายนั้นยังล้ำค่ายิ่งกว่า มันถูกจัดสร้างขึ้นจากเส้นเอ็นของสัตว์อสูรที่เรียกว่า ‘มังกรอสรพิษ’ ต่อให้ข้ามีเรี่ยวแรงมากกว่านี้อีกสิบเท่า ข้าก็เหนี่ยวมันให้ขาดไม่ได้”

“เชิญนายน้อยทางนี้ เราจะเริ่มฝึกกันตั้งแต่กระบวนท่าพื้นฐาน” ธนูอีกคันหนึ่งปรากฎขึ้นในมือของเมิ่งหยู

“สิ่งที่ข้าจะถ่ายทอดให้นายน้อยในขณะนี้แบ่งเป็นสองส่วน คือการฝึกกระบวนท่าพื้นฐาน ยืนยิง หมอบยิง ยิงกลับหลัง ยิงขณะทิ้งตัว ยิงขณะเคลื่อนตัว ทั้งห้ากระบวนท่า และการฝึกฝนจิตใจ”

“สำหรับกระบวนท่าพื้นฐานทั้งห้า นายน้อยต้องฝึกปรือจนกระทั่ง มือ สายตา และธนู รวมประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน ยิงจู่โจมถูกเป้าหมายทุกครั้งครา จึงจะสามารถผ่านเข้าสู่ขั้นถัดไป”

“สำหรับการฝึกฝนจิตใจ กระบวนท่าใดล้วนไม่สลักสำคัญ ท่านจะต้องผสานจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกับลูกศรจนไม่จำเป็นต้องใช้ดวงตาในการจับเป้าหมาย ในการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดไม่มีคู่ต่อสู้ใดที่ยินยอมให้ท่านตั้งท่าเล็งลูกศร ชั่วพริบตาที่ท่านคิดจะยิงลูกศรควรก็ลั่นเข้าสู่เป้าหมายแล้ว”

จี้หนิงรับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ แล้วเริ่มหัดยิงในกระบวนท่าต่างๆภายใต้การควบคุมของเมิ่งหยู

“ช่วงเอวเหยียดให้ตรง! แขนซ้ายให้เหยียดออก!”

“เยี่ยงนี้ค่อยเข้าท่าอยู่บ้าง ค้างท่วงท่านี้เอาไว้!”

“ท่านยิงไปที่ใด? ตาบอดหรือไร?”

เมิ่งหยูเป็นคนเปิดเผยห้าวหาญ คำพูดที่ใช้มักเป็นถ้อยคำที่หยาบกร้าน จี้หนิงตั้งใจฝึกปรือโดยไม่ปริปากบ่นแม้แต่น้อย เขาเข้าใจดีว่าอาคารที่สูงค้ำฟ้าย่อมต้องเริ่มสร้างจากฐานรากที่แข็งแกร่ง

………………………………………………………………………………………………………………………………

* ตามที่เคยอธิบายครับ ขออนุญาตใช้หน่วยชั่งตวงวัดสากลตามต้นฉบับภาษาอังกฤษ เพราะเดี๋ยวจะมีตามมาอีกหลากหน่วยหลายมาตรา

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

 

 

 

 

Advertisements

ผู้เขียน: thaidesolateera

เพียงขีดเขียนเรื่อยเปื่อย หวังว่าสักวันอิฐที่ปามั่วซั่วจะชักนำหยกออกมาได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s