เล่มที่4 บทที่2: ประมุขคนที่ห้า

Desolate Era เล่ม4: นิเวศน์ใต้วารี

บทที่ 2: ประมุขคนที่ห้า

ในยามคับขันถึงขีดสุดจี้หนิงอาศัยพลังแห่งจิตที่เลอเลิศเหนือคนทั่วไปของเขาสำแดงกระบวนท่าที่มีอานุภาพเทียบเท่ากับยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติหลายพันคนรวมพลังกัน ทั้งนี้หากเขามิได้ครอบครองพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งกายาเทพอสูรอยู่ก่อนเขาคงสิ้นใจหรือกลับกลายเป็นคนพิการไปพร้อมกับการระเบิดของเส้นลมปราณทั่วร่างอันเนื่องจากการใช้พลังจนเกินตัวในครั้งนี้ไปแล้ว

ท่ามกลางลำแสงที่เกิดจากสมบัติวิเศษนับพันชิ้นรวมพลังจู่โจมเข้าใส่ ตัวประหลาดขนดำมิได้มีท่าทีที่จะหลบหลีกหรือป้องกันตนเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามมันอ้าแขนออกและหลับตาลง รอคอยด้วยความคาดหวัง…

เสียงระเบิดจากการปะทะดังสะท้อนสะท้านไปทั่วทางระเบียง ร่างของตัวประหลาดขนดำหงายหลังลงกระแทกพื้นราวขุนเขาถล่ม

“สำเร็จแล้ว?” จี้หนิงไม่อาจแม้แต่จะยกศีรษะขึ้นมอง ร่างของเขายังคงฉีกขาดเป็นรูโหว่ เส้นชีพจรแทบทั้งหมดขาดสะบั้น พลังปราณไม่หลงเหลือติดกายแม้แต่น้อย เขาทำได้แค่พยายามสอดส่ายสายตาไปมา

ร่างที่ล้มลงนอนหงายของตัวประหลาดพับงอขึ้นสู่ท่านั่ง ก้มศีรษะมองดูแผงอกของตนเอง ขนสีดำถูกตัดขาดสะบั้นเผยให้เห็นบาดแผลสีแดงและโลหิตสีเขียวเข้มที่ไหลออกมาเป็นเส้นสายก่อนที่บาดแผลนั้นจะปิดเข้าหากันอีกครั้ง

จี้หนิงเบิ่งตากลมโตจ้องมองด้วยความลิงโลด เขาทำสำเร็จ!

“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ารักษาชีวิตที่พวกท่านให้กำเนิดนี้ไว้ได้แล้ว”

“บาดแผล… เจ้าทำให้เกิดบาดแผลบนร่างข้าจนได้” ตัวประหลาดขนดำกล่าวด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เหลือเชื่อก่อนที่จะแปรเปลี่ยนเป็นลิงโลดแทบคลุ้มคลั่ง มันส่งเสียงกู่ดังยาวนาน ระบายความคับแค้นรันทดและความเศร้าโศกอันลึกล้ำออกมาพร้อมกับเสียงร้องอันทรงพลัง

ตัวประหลาดขนดำพลันผุดลุกขึ้นยืนจ้องมองมาที่จี้หนิง ใช้น้ำเสียงอันแหบแห้งกล่าวก่อนที่ร่างของมันจะจางหายไปในอากาศธาตุ “ขอขอบคุณประมุขคนใหม่ โปรดรีบสร้างพันธะครอบครองนิเวศน์แห่งนี้ และหวังว่าเราจะมีโอกาสได้พบกันอีก”

………

จี้หนิงสามารถรวบรวมพลังลุกขึ้นยืนได้ในที่สุด บาดแผลบนร่างตลอดจนเส้นชีพจรและอวัยวะภายในถูกซ่อมแซมและเสริมสร้างจนกลับสู่สภาวะปกติ เขาส่งพลังออกรวบรวมศัตราวิเศษทั้งปวงกลับเข้าไปในสมบัติวิเศษสำหรับเก็บของ

“นึกไม่ถึงว่าสุดท้ายสมบัติวิเศษไร้อันดับเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่ช่วยให้ข้าผ่านการทดสอบสุดท้ายไปได้” จี้หนิงทอดถอนใจยาวนาน การที่ยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติเพียงคนเดียวสามารถใช้งานสมบัติวิเศษหลายพันชิ้นพร้อมกันเป็นเรื่องที่เขากระทั่งได้ยินยังไม่เคยได้ยินมาก่อน ความเป็นไปได้นี้จึงไม่เคยอยู่ในหัวของเขา

การฝึกฝนเคล็ดวิชาเพ่งจิต ‘ภาพวาดเทพธิดาหนี่วา’ ซึ่งเป็นยอดวิชาเพ่งจิตอันดับหนึ่งแม้ในสวรรคโลกมาตั้งแต่เกิด ส่งผลให้พลังแห่งจิตของเขาอยู่เหนือขอบเขตของยอดฝีมือระดับเดียวกันทั้งมวลในจักรวรรดิเซี่ยแห่งนี้

จี้หนองกวาดตามองซากศพและโครงกระดูกนับไม่ถ้วนที่ทับถมกลื่อนกล่นบนทางระเบียงด้วยความสะทกสะท้อน “ผู้ชนะได้ครอบครองทุกสรรพสิ่ง ผู้พ่ายแพ้หลงเหลือเพียงกระดูกขาว…”

จี้หนิงทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิ เริ่มต้นฟื้นฟูพลังปราณที่เหือดแห้ง

………

จี้หนิงค่อยๆเดินสำรวจทางระเบียงของนิเวศน์ใต้วารีแห่งนี้อย่างละเอียด เขาใช้เวลาเกือบหนึ่งวันในการฟื้นฟูพลังปราณให้กลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์อีกครั้ง และอีกยาวนานจนยากนับคำนวณในการเดินผ่านทางระเบียงที่คดเคี้ยวแห่งนี้

ในที่สุดทางออกก็ปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้าไม่ไกลออกไป จี้หนิงอดมิได้ต้องส่งเสียงอุทานออกมาแล้วรีบเร่งฝีเท้าขึ้น

เมื่อก้าวพ้นจากทางระเบียง จี้หนิงต้องสูดหายใจเข้าไปด้วยความหนาวเหน็บอีกครั้ง สิ่งที่พบเห็นแก่สายตาคือห้องโถงขนาดมหึมาที่กว้างใหญ่ไพศาล เพียงเพดานก็สูงกว่าหลายพันเมตร ยิ่งใหญ่จนทางระเบียงที่เขาเดินผ่านเข้ามาดูเล็กไปถนัดตา บนพื้นห้องส่วนหน้าวางไว้ด้วยอาสนะขนาดยักษ์ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราวสามร้อยเมตร โดยมีอาสนะขนาดเดียวกันอีกหลายร้อยผืนวางเรียงรายอยู่บนพื้นห้องด้านหลัง

“ต้องเป็นผู้ที่มีร่างกายใหญ่โตถึงเพียงไหนจึงจะใช้อาสนะเยี่ยงนี้ ทั้งยังมีจำนวนมากมายถึงเพียงนี้?” ภายในจิตใจของจี้หนิงเต็มไปด้วยคำถาม เขาส่ายหน้าด้วยความงุนงง สาวเท้าเดินสำรวจต่อไป โครงสร้างของสถานที่แห่งนี้เรียบง่ายและเก่าแก่ นอกจากอาสนะยักษ์หลายร้อยผืนแล้วไม่มีเครื่องตกแต่งอื่นใดอีก กระทั่งต้นเสาที่ตั้งค้ำยันเพดานก็เป็นเพียงแท่งหินขนาดยักษ์ที่ปราศจากลวดลายอันใด

ที่สุดปลายแต่ละด้านของห้องโถงมหึมาคือช่องทางระเบียง จี้หนิงทดลองนับดูพบว่าสามช่องมีความสูงเพียงสามร้อยเมตร ในขณะที่อีกสองช่องมีความสูงถึงสามพันเมตร เขายังพบว่าตนเองไม่สามารถย่างเท้าเข้าไปในทางระเบียงแต่ละด้านได้รวมถึงเส้นทางที่เขาเพิ่งเดินออกมา เส้นทางทุกสายดูเสมือนว่าจะมีกำแพงที่ไร้สภาพกั้นขวางเอาไว้

เมื่ออยู่ภายในห้องโถงแห่งนี้จี้หนิงรู้สึกราวกับตนเองเป็นเพียงมดตัวหนึ่ง เขาพาลไม่สนใจมากความอีก เลือกอาสนะขนาดยักษ์ใบหนึ่งแล้วทรุดนั่งลงไป

“นี่กลับนั่งสบายไม่น้อย”

หลังจากที่สงบจิตใจนั่งพัก สติปัญญาความคิดของเขาค่อยเรียบเรียงได้อย่างปลอดโปร่งคล่องแคล่วมากขึ้น “ในเมื่อข้าผ่านด่านทดสอบทั้งสามจนสามารถเข้าสู่ห้องโถงแห่งนี้ เหตุใดจึงยังต้องถูกกักบริเวณเช่นนี้อีก…”

“ประมุขแห่งนิเวศน์แห่งนี้สมควรต้องมีแผนการต้อนรับผู้ที่ผ่านการทดสอบอยู่ก่อนแล้วมิใช่หรือไร?” ความคิดของจี้หนิงไล่เรียงไปตั้งแต่ตอนที่ตัวเขาถูกดึงดูดเข้าสู่ทางระเบียงในช่วงแรกของการทดสอบ ไปจนถึงตัวประหลาดขนดำที่ถูกเคลื่อนย้ายจากไปหลังจากที่เขาผ่านการทดสอบ จะต้องมีใครสักคนที่อยู่เบื้องหลังและคอยควบคุมกลไกของเคหาสน์ใต้วารีแห่งนี้

………

ขณะที่จี้หนิงนั่งสงบสติครุ่นคิดทบทวน โคชราสีดำตัวหนึ่งเดินอย่างเชื่องช้าออกมาจากทางระเบียงที่สูงสามพันเมตร

นี่เป็นโคสีดำที่ยาวหลายเมตร มันใช้ดวงตาโตใหญ่ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและแฝงไว้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นสำรวจร่างของจี้หนิงที่รับรู้ถึงการมาของมันและจ้องมองตอบ

“ท่านผู้อาวุโสสามารถประทานบอกหรือไม่ว่าท่านเป็นผู้ใด?” จี้หนิงสอบถามด้วยความเคารพ เขาทราบดีว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในเคหาสน์แห่งนี้ล้วนแล้วแต่พิเศษพิสดาร

“ข้าหรือ?” โคชราสีดำส่ายหน้า “คำผู้อาวุโสไม่กล้ารับ ตัวข้าเพียงเป็นจิตวิญญาณของสมบัติวิเศษเท่านั้น”

“จิตวิญญาณของสมบัติวิเศษ?” จี้หนิงทวนคำด้วยความสงสัย “สมบัติวิเศษก็มีจิตวิญญาณ?”

“ข้าเป็นสมบัติวิเศษประจำตัวของเซียนอมตะจูหัว…” โคชราเหลือบตาดูสีหน้าของจี้หนิงแล้วทอดถอนใจ “เด็กน้อยอย่าได้ดีดลูกคิดรางแก้วแล้ว ต่อให้ข้าเคลื่อนย้ายร่างสมบัติวิเศษของข้าออกมาที่นี่ ด้วยระดับความสำเร็จของเจ้าในยามนี้ไหนเลยสร้างพันธะครอบครองข้าได้”

จี้หนิงได้แต่พยักหน้ารับโดยมิอาจปฏิเสธ ด้วยความสำเร็จระดับเหนือธรรมชาติของเขา สมบัติวิเศษที่สามารถสร้างพันธะครอบครองได้มีเพียงประเภทไร้อันดับเท่านั้น อันดับของสมบัติวิเศษยิ่งสูงเงื่อนไขและพลังที่ต้องใช้ในการสร้างพันธะครอบครองก็ยิ่งสูงตาม

“เช่นนั้นข้าขอเข้าพบประมุขของสถานที่แห่งนี้ได้หรือไม่?”

“ล้วนเสียชีวิตแล้วทั้งสิ้น” โคชราส่ายหน้า “ล้วนเสียชีวิตไปเนิ่นนานจนแม้แต่ตัวข้าก็จดจำไม่ได้แล้วว่าเนิ่นนานเท่าใด”

จี้หนิงพนักหน้ากับตนเอง นี่ไม่ต่างไปจากที่เขาคาดเดาสักเท่าใด

“ตลอดระยะเวลานานแสนนานที่ผ่านมา ยอดฝีมือกายาเทพอสูรระดับเหนือธรรมชาติและสาวกตำหนักม่วงคนแล้วคนเล่าถูกส่งตัวเข้ายังนิเวศน์แห่งนี้ น่าเสียดายที่ทุกคนล้วนไม่อาจเอาชีวิตรอดผ่านการทดสอบไปได้ ข้าเองก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าเด็กน้อยที่ระดับการฝึกปรือยังอ่อนด้อยเช่นเจ้าจะโชคดีผ่านมาถึงที่นี่ได้”

“ในการทดสอบที่สามนั้นนับว่าเจ้าโชคดีถึงขีดสุด ต่อให้พลังแห่งจิตตานุภาพของเจ้าจะเข้มแข็งเพียงใด วิธีที่เจ้าใช้กลับอ่อนหัดไร้เหตุผลเป็นอย่างยิ่ง” โคชรากล่าวด้วยน้ำเสียงกึ่งเหยียดหยามกึ่งขบขัน “สมบัติวิเศษนับพันชิ้นมุ่งจู่โจมตรงไปยังเป้าหมายเพียงจุดเดียวด้วยสภาวะมีไปไม่มีกลับ หรือคู่ต่อสู้ของเจ้ายังจะไม่รู้จักเบี่ยงตัวหลบหลีก?”

“ถูกแล้ว” จี้หนิงน้อมรับคำสั่งสอนแต่โดยดี

“อย่างไรก็ตาม หุ่นวิญญาณตัวนั้นกลับถูกความเดียวดายคุกคามจนแทบเสียสติ จึงอ้าแขนรับเอาไว้ด้วยความเต็มใจ เจ้าผ่านการทดสอบที่สามมาได้ด้วยลักษณะนี้เอง”

“ตัวประหลาดนั้นคือหุ่นวิญญาณ?” จี้หนิงขึ้นเสียงด้วยความประหลาดใจ

เขามิใช่ไม่เคยสัมผัสกับหุ่นวิญญาณมา หุ่นเหล็กดำที่บิดาเขามอบให้ใช้เป้าซ้อมกระบี่ก็เป็นหุ่นวิญญาณประเภทหนึ่งเช่นกัน ทว่าตัวประหลาดขนดำที่มีเลือดเนื้อทั้งยังมีชีวิตจิตใจจะเป็นหุ่นวิญญาณไปได้อย่างไร?

“เด็กน้อยเจ้ารู้อันใด? หุ่นวิญญาณนั้นมีมากมายหลากหลายประเภท ตัวที่เจ้าต่อสู้ด้วยนั้นเป็นประเภทที่มีวิญญาณฝังเอาไว้” โคชรากล่าวต่อไปว่า “หากวิญญาณที่ฝังลงไปนั้นเข้มแข็งพอ กระทั่งความสามารถเยี่ยง ‘ฟ้ามนุษย์หลอมรวม’ มันก็ใช้ออกได้ ทั้งยังสามารถขยายพลังของกระบวนท่าให้เพิ่มพูนขึ้นจากเดิมอีกหลายเท่าอีกด้วย ทว่าดวงวิญญาณที่ถูกฝังลงในตัวหุ่นจะไม่สามารถกลับสู่วัฏจักรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้อีก นั่นนับเป็นความทรมานอันยิ่งใหญ่ประการหนึ่ง”

“แต่อย่างน้อยความเข้าใจในวิถีแห่งเต๋าของเจ้ากลับไม่เลวอยู่ กลับสามารถคิดค้นบงกชวารีอัคคีขึ้นจากอักขระศักดิ์สิทธิ์แห่งสุริยันจันทราของ ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ เพียงแต่ด้วยระดับพลังที่เจ้าแสดงออก ความสำเร็จคงไม่เกินขั้นที่สี่…”

“ผู้อาวุโสวิจารณ์ได้ถูกต้องแล้ว” จี้หนิงรีบกล่าว

“ประกายชาดเก้าชั้นฟ้านั้นลึกซึ้งยากฝึกปรือ คาดว่าเจ้าคงเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ความสำเร็จในระดับเหนือธรรมชาติได้ไม่นาน ตอนนี้อายุของเจ้าคงแค่สิบกว่าปีกระมัง?”

“สิบเอ็ดปี” จี้หนิงบอกกล่าวตามตรง

“อายุสิบเอ็ดปีก็บรรลุประกายชาดเก้าชั้นฟ้าระดับเหนือธรรมชาติ ซ้ำยังเข้าถึงระดับ ‘รู้แจ้ง’ ในเพลงกระบี่” โคชราสีดำส่ายหน้าเบาๆ “ช่างไม่อาจเข้าใจว่าเหล่ายอดคนในจักรวรรดิเซี่ยปล่อยให้อัจฉริยะเยี่ยงนี้หลุดมาถึงที่นี่ได้อย่างไร”

จี้หนิงเบิ่งตากลมโตตั้งใจรับฟังโคชราพร่ำกล่าวต่อไป

“ต่อให้วิธีที่เจ้าใช้ในการผ่านการทดสอบจะไม่สง่างามนัก แต่ก็แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งจิตอันเข้มแข็ง เมื่อผนวกเข้ากับระดับของพลังแห่งเต๋าที่เจ้าเข้าถึงขอเพียงเจ้าเข้าสู่ขั้นที่หกของประกายชาดเก้าชั้นฟ้า เจ้าคงผ่านการทดสอบทั้งหมดนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น” หยุดเล็กน้อย โคชรายิ้มพลางกล่าว “ข้ากลับหลงลืมไป ขอแสดงความยินดีด้วย เจ้านับเป็นประมุขคนที่ห้าของสถานที่แห่งนี้”

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

Advertisements

ผู้เขียน: thaidesolateera

เพียงขีดเขียนเรื่อยเปื่อย หวังว่าสักวันอิฐที่ขว้างปาไปมั่วซั่วจะชักนำหยกออกมาได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s