เล่มที่4 บทที่13: สาวกตำหนักม่วง

Desolate Era เล่ม4: นิเวศน์ใต้วารี

บทที่ 13: สาวกตำหนักม่วง

“ฆ่าข้าเสียสิ…”

“ต่อให้กลับกลายเป็นผี ข้าก็จะกลับมาหลอกหลอนเจ้า…”

เสียงร่ำร้องคร่ำครวญและเสียงก่นด่าสาปแช่งดังระงมไปทั่วทั้งหุบเขา แม้จะตกอยู่ท่ามกลางความมืดมิดไร้สิ้นสุดของค่ายกลจี้หนิงก็ยังสามารถได้ยินเสียงเหล่านั้นอย่างชัดเจน

“ไม่ว่าจอมบงการที่อยู่เบื้องหลังจะกำลังทำสิ่งใดอยู่ ข้าต้องหาทางออกจากค่ายกลนี้ให้ได้ก่อน”

จี้หนิงสำรวมจิตสมาธิสลัดเรื่องราวปริศนาที่รุมล้อมรบกวนความคิดออกจากหัว ทุ่มเทใช้ท่าร่างวิ่งตะบึงฝ่าหมอกดำไปเบื้องหน้า ทั้งยังทดลองหันเหเปลี่ยนทิศทางหลายครั้งครา แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจหลุดพ้นจากหมอกดำที่เย็นยะเยือกนี้ไปได้

สีหน้าของจี้หนิงแปรเปลี่ยนไป “นี่มิใช่ค่ายกลธรรมดาสามัญ ไม่ว่าข้าจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าใดหรือแปรเปลี่ยนทิศทางกี่ครั้งครา หมอกดำที่รอบกายก็ยังคงหนาแน่นสม่ำเสมอไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงใดๆ ผู้ที่ควบคุมค่ายกลหลังนี้สมควรมีพลังสูงกว่าระดับเหนือธรรมชาติ”

จี้หนิงอาศัยพื้นฐานความรู้ที่ได้รับจากการศึกษา ‘เก้าคัมภีร์ค่ายกล’ วิเคราะห์เหตุการณ์เฉพาะหน้า เขาใช้เวลาในระหว่างที่สะกดติดตามขบวนทาสทำความเข้าใจเพิ่มเติมจนพอจะมีความสำเร็จในศาสตร์แห่งค่ายกลขึ้นมาบ้าง แม้จะยังไม่เพียงพอให้เขาสามารถทะลวงฝ่าค่ายกลหมอกดำนี้ออกไป แต่ก็ช่วยให้เขาคาดคะเนเรื่องราวได้ไม่น้อย

สมบัติวิเศษที่ใช้ก่อตั้งค่ายกลระดับนี้ต้องเป็นสมบัติที่มีระดับขั้น และนั่นหมายความว่าผู้ที่ควบคุมค่ายกลแห่งนี้ต้องมีพลังการฝึกปรือในระดับที่สูงกว่าระดับเหนือธรรมชาติ…

“ปรมาจารย์หมื่นสำแดงย่อมไม่มีความจำเป็นต้องกระทำการลับๆล่อๆในสถานที่อันต่ำต้อยเช่นเทือกเขานางแอ่น คนผู้นี้สมควรเป็นสาวกตำหนักม่วงที่เชี่ยวชาญในการใช้พิษและค่ายกล”

………

“เด็กชาวมนุษย์ ข้ามาหาเจ้าแล้ว” เสียงหัวเราะเสียดหูดังสะท้อนในม่านหมอก

จี้หนิงยืนหยัดอย่างมั่นคง กลีบบงกชวารีและอัคคีหมุนวนอยู่รอบกายอย่างเชื่องช้า

เงาร่างสายหนึ่งพลันปรากฎขึ้นอย่างไร้วี่แววท่ามกลางหมอกดำ ทว่ามันหยุดยั้งสภาวะที่พุ่งโถมเข้าโจมตีอย่างกะทันหันเมื่อเห็นกลีบบงกชที่พิทักษ์อยู่รอบร่างของเขา

จี้หนิงไม่ปล่อยให้โอกาสอันดีผ่านพ้นไป กระบี่ในมือใช้ออกด้วยกระบวนท่า ‘ประกายวิชชุแลบลั่น’ คนและกระบี่ผสานรวมเป็นลำแสงฟาดฟันเงาร่างสายนั้นจนขาดเป็นสองท่อน แต่เงาทั้งสองส่วนนั้นกลับลื่นไหลไปรวมตัวกันขึ้นอีกครั้งเป็นรูปร่างของสัตว์อสูรในจุดที่ห่างออกไปเบื้องหลังม่านหมอก

“ที่แท้ผู้บุกรุกมิเพียงไม่ใช่เด็กมนุษย์ทั่วไป ยังเป็นยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติที่มีฝีมือลึกล้ำ คาดว่ามันคงบรรลุระดับเหนือธรรมชาติตั้งแต่อายุยังน้อย ดังนั้นแม้หลังจากที่ฝึกฝนฝีมืออีกหลายสิบปีก็ยังคงรูปโฉมของเด็กไว้ นอกจากนี้รอบร่างของมันยังห่อหุ้มไว้ด้วยกลีบบงกชที่สมควรเป็นสมบัติวิเศษประเภทหนึ่ง” สัตว์อสูรตนนั้นใข้สุ้มเสียงระคายหูถ่ายทอดวาจาไปยังพื้นที่อันห่างไกล

“หากผู้บุกรุกมิใช่ระดับตำหนักม่วงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด ฆ่ามันซะ” สุ้มเสียงอันเย็นชาตอบกลับมาจากภายในหุบเขา

“ข้าจะจัดการมันเอง” สัตว์อสูรกล่าวตอบ

สีหน้าของจี้หนิงแปรเปลี่ยนอีกครั้ง หากเขามิใช่ระดับสาวกตำหนักม่วงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด? เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้ก่อตั้งค่ายกลย่อมต้องเป็นสาวกตำหนักม่วงแน่นอนแล้ว ส่วนสัตว์อสูรที่เบื้องหน้าก็คงเป็นสัตว์อสูรรับใช้ของคนผู้นั้น

“นายของข้าเคยกล่าวไว้ว่า ยิ่งเผชิญกับคู่ต่อสู้ที่ดูอ่อนเยาว์เท่าใดก็ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้นเท่านั้น ดูท่าคำกล่าวนั้นไม่ผิดแม้แต่น้อย” เสียงกล่าวของสัตว์อสูรภายในหมอกดำนั้นแปลงเปลี่ยนตำแหน่งตลอดเวลา บัดเดี๋ยวดังขึ้นทางซ้าย บัดเดี๋ยวเคลื่อนย้ายมาทางขวา ในขณะที่จี้หนิงยังคงยืนนิ่ง ตระเตรียมรับมือด้วยความเยือกเย็น

หลังจากที่คนผู้หนึ่งฝึกปรือจนถึงระดับเหนือธรรมชาติ ร่างกายของคนผู้นั้นจะไม่ตกอยู่ภายใต้กฎของธรรมชาติอีกต่อไป รูปโฉมและสังขารร่างกายจะแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งช่วงใกล้สิ้นสุดอายุขัยจึงเริ่มแก่ชราลงอีกครั้ง บิดาของจี้หนิงที่สำเร็จวิชาสร้างชื่อเสียงตั้งแต่ยังเยาว์วัยคือตัวอย่างอันเด่นชัด แม้ปัจจุบันจี้ยี่ฉวนจะมีอายุเกือบห้าสิบปีก็ยังคงมีรูปโฉมไม่ต่างไปจากเมื่อครั้งที่ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ทะเลอุดรทมิฬเพื่อฝึกฝนฝีมือ ดังนั้นคำเตือนของเจ้านายสัตว์อสูรตนนี้จึงแฝงความหมายให้มันระวังยอดอัจฉริยะที่บรรลุวิชาฝีมือตั้งแต่อายุยังน้อย

ทันใดนั้นประกายสีดำสามสายสาดพุ่งออกจากส่วนลึกของม่านหมอกเข้าใส่ร่างของจี้หนิงอย่างรวดเร็ว เจาะทะลวงผ่านกลีบบงกชชั้นแรกไปได้แต่ก็ถูกสกัดเอาไว้ในชั้นที่สอง ในขณะที่เงาร่างขนาดใหญ่ปรากฎขึ้นจากหมอกดำอีกด้านหนึ่งใช้กรงเล็บมหึมาตะปบเข้าใส่ ตำแหน่งและความเร็วที่ใช้ออกทั้งรวดเร็วทั้งอำมหิต

จี้หนิงส่งเสียงอุทานออกมา เขายกกระบี่ในมือขึ้นต้านทานกรงเล็บของมันก่อนเคลื่อนร่างถลันหลบออกด้านข้าง จนบัดนี้เขาจึงเห็นร่างของสัตว์อสูรตนนี้อย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก มันเป็นสัตว์อสูรกลายพันธุ์รูปทรงคล้ายเสือดำที่น่าจะสืบเชื้อสายมาจากพยัคฆ์ปี้อ้าน หากมีลำตัวที่ยาวผิดปกติและปลายหางเป็นโครงกระดูกแหลมคมที่แข็งแกร่งราวกับสมบัติวิเศษจำพวกแส้

‘ท่าร่างปีกวายุ’ ถูกใช้ออกพร้อมกับ ‘พิรุณโปรยทะลวงศิลา’ ร่างของจี้หนิงเร่งความเร็วขึ้นพุ่งสวนเข้าใส่กรงเล็บทั้งสองของสัตว์อสูรที่ตะปบปราดเข้ามา

กระแสกระบี่ดุจสายพิรุณจากฟากฟ้าแทงทะลวงเข้าใส่ส่วนหัวของสัตว์อสูรด้วยอานุภาพประดุจอสนียบาตฟาดทลาย ร่างพยัคฆ์ของมันกลิ้งหมุนไปด้านหลังก่อนกระแทกลงแล้วหยุดนิ่งไม่ไหวติง โลหิตและเศษสมองไหลทะลักออกมาจากรูขนาดใหญ่บนศีรษะ

จี้หนิงหยุดร่างหยัดยืนโดยที่ยังกุมกระบี่ในมือทั้งสอง สายตากวาดสำรวจไปรอบด้านก่อนหยุดลงที่ซากของสัตว์อสูรกลายพันธุ์ “ก็เพียงแค่สัตว์อสูรระดับเหนือธรรมชาติชั้นสูงเท่านั้น”

“เฮยเจิน! (เข็มทมิฬ)” เสียงอันเย็นชาจากภายในหุบเขาดังขึ้นอีกครั้ง

“เด็กมนุษย์ผู้นั้นใช่ถูกสังหารลงแล้วหรือไม่?… เฮยเจิน!?”

เจ้าของเสียงนั้นคล้ายรับรู้ได้ถึงความผิดปกติจึงหยุดยั้งคำพูดลงแต่กลางคัน

“ข้าสังหารสัตว์อสูรลงแล้วแต่มันกลับยังไม่ล่วงรู้ นี่แสดงว่าพยัคฆ์ดำตนนี้มิใช่สัตว์อสูรรับใช้ของเจ้าของเสียง…” จี้หนิงพลันครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้อันน่ากลัวประการหนึ่ง ยอดฝีมือระดับสาวกตำหนักม่วงในหุบเขาแห่งนี้อาจไม่ได้มีเพียงแค่บุคคลเดียว

“เรื่องราวครั้งนี้หนักหนาสาหัสยิ่งนัก” เขาไหนเลยคาดคิดมาก่อนว่าดินแดนอันห่างไกลเช่นเขตชายแดนระหว่างตระกูลจี้และตระกูลเที้ยมู่กลับซุ่มซ่อนไว้ด้วยขุมกำลังเยี่ยงนี้

“หากคิดเอาชีวิตรอดก่อนอื่นข้าต้องฝ่าค่ายกลนี้ออกไปให้ได้ก่อน ตราบใดที่ยังถูกกักอยู่ในนี้ข้าคงทำได้ได้แต่งอมือรอรับการจู่โจมจากพวกมัน”

จี้หนิงหลับตาใช้ความคิดภายในค่ายกลโดยมีกลีบบงกชวารีอัคคีหมุนวนพิทักษ์อยู่รอบกาย ในห้วงสมองของเขาขบคิดตีความถึงสิ่งที่จารึกอยู่ใน ‘เก้าคัมภีร์ค่ายกล’ เล่มที่หนึ่งท่ามกลางเสียงกรีดร้องคร่ำครวญและสาปแช่งที่ดังขึ้นเป็นระยะ

………

ตระกูลจี้เขตปกครองตะวันตก ห้องโถงหิมะโปรย

จี้หยงนั่งอยู่ในตำแหน่งประธานโดยมีจี้ยี่ฉวน จี้หลี่ และผู้นำคนอื่นๆนั่งในตำแหน่งที่ลดหลั่นกันลงไป ทุกผู้คนล้วนมีใบหน้าเคร่งเครียดจริงจัง

“เพียงแค่ในช่วงเวลาสิบวันที่ผ่านมา ในห้าเขตปกครองของตระกูลเรามียอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติมากมายที่หายตัวไปอย่างลึกลับ ไม่มีผู้ใดพบเห็นแม้แต่ซากศพของพวกมัน” เสียงแหบห้าวทรงพลังของจี้หลี่ดังกังวาล ดวงตาทั้งคู่แดงฉานด้วยเส้นเลือด

“ฝ่ายตรงข้ามมิทราบมีความเป็นมาอย่างไรกลับกล้าเข้ามาก่อเรื่องถึงถิ่นของพวกเรา…”

“ข้าเองโกรธแค้นจนแทบคลุ้มคลั่ง สหายร่วมสาบานกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่ว่าอย่างไรข้าต้องช่วยเหลือมันกลับมา…”

บรรดาชนชั้นผู้นำที่นั่งอยู่ในห้องโถงต่างพากันส่งเสียงแสดงความคิดเห็น

“บุตรของข้าก็หายตัวไปเช่นกัน” จี้หลี่กล่าวด้วยสีหน้าและน้ำเสียงอันน่ากลัว ดวงตาจ้องเขม็งไปที่จี้หยง “พี่ใหญ่เรื่องราวมาจนถึงขั้นนี้ พวกเราใช่มีข้อมูลร่องรอยของฝ่ายตรงข้ามบ้างหรือไม่?”

“ตามข้อมูลที่ได้รับจากเขตปกครองกลาง จนถึงบัดนี้ฝ่ายเราสูญเสียยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติรวมทั้งสิ้นถึงยี่สิบสามคน” จี้หยงส่ายศีรษะ “ส่วนใหญ่ยังเป็นยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงและมีพลังฝีมือไม่ธรรมดา ในจำนวนนั้นมีถึงห้าคนที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลัง แต่กลับไม่มีผู้ใดพบเห็นร่องรอยของฝ่ายตรงข้ามแม้แต่น้อย”

จี้หยงยิ่งกล่าวยิ่งไม่อาจระงับโทสะ “ผู้ที่สูญหายล้วนมีพลังฝีมือตั้งแต่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นกลางขึ้นไป บางคนเป็นถึงระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงสุด นี่นับเป็นการสบประมาทและประกาศสงครามกับพวกเราอย่างชัดแจ้ง ไม่ว่าอย่างไรพวกเราต้องลากตัวมันออกมาทำลายให้สิ้นซากให้จงได้!”

จี้ยี่ฉวนที่นั่งสงบนิ่งตลอดมาพลันกล่าวขึ้นบ้าง “พวกเราย่อมต้องหาทางกำจัดพวกมันลง แต่ในความเห็นของข้านี่คงมิใช่เรื่องง่ายดาย ฝ่ายตรงข้ามสมควรมียอดฝีมือระดับตำหนักม่วงหนุนหลังอยู่เช่นเดียวกัน”

ทุกผู้คนในห้องโถงรีบสงบเสียง หันมารับฟังคำกล่าวของจี้ยี่ฉวน จะอย่างไรยอดมือกระบี่อันดับหนึ่งของเขตปกครองตะวันตกผู้นี้เคยออกเดินทางสู่ทะเลอุดรทมิฬ มีประสบการณ์และภูมิความรู้ที่กว้างขวางกว่าพวกมันมากมาย

จี้ยี่ฉวนขบคิดแล้วกล่าวสืบต่อ “เรื่องนี้มีความเป็นไปได้สูงสุดสองประการ หนึ่งคือฝ่ายตรงข้ามเป็นชาติตระกูลใหญ่ที่ถูกโจมตีแตกพ่ายหลบหนีมาถึงดินแดนแถบนี้ จึงคิดอาศัยขุมกำลังอันเข้มแข็งที่ยังคงหลงเหลือก่อสงครามแย่งชิงเมืองเขตปกครองเพื่อใช้สั่งสมกำลังอีกครั้ง”

“ประการที่สองคืออีกฝ่ายเป็นพวกลัทธินอกรีตที่ลอบเร้นเข้ามาเพื่อวัตถุประสงค์ในการจับตัวผู้คนไปรีดเค้นพลังวิญญาณและจัดหาซากศพเพื่อฝึกปรือวิชามารแขนงหนึ่ง ยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติพอดีมีเงื่อนไขตรงตามที่พวกมันต้องการคือมีพลังวิญญาณอันสูงส่งและสังขารอันแข็งแกร่ง”

“จากข้อมูลที่ได้รับเรื่องนี้ไม่เพียงมุ่งเป้ามาที่ตระกูลจี้เรา แม้จะยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัดแต่ตระกูลเที้ยมู่และตระกูลเจี้ยงปางก็มียอดฝีมือที่หายสาบสูญไปเช่นเดียวกัน พวกมันเมื่อกล้ากระทำการโดยโอหังบังอาจเยี่ยงนี้ย่อมต้องมีที่ถือดีอันเปี่ยมล้น แน่นอนว่าพวกเราต้องลงมือตามล่าพวกมันเพื่อล้างอัปยศ แต่เรื่องนี้ไม่อาจกระทำโดยไร้ระเบียบแบบแผน สมควรเริ่มต้นสืบหาร่องรอยที่แน่ชัดออกมาก่อนเพื่อลงมือขั้นเด็ดขาดขุดรากถอนโคนพวกมันในคราเดียว!”

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s