เล่มที่3 บทที่9: เผ่าแม่น้ำ

Desolate Era เล่ม3: พินิจเต๋าที่ริมสระ

บทที่ 9: เผ่าแม่น้ำ

เฮยหยากู่ร้องเรียกชื่อของบุตรีโหยหวนยาวนาน ความเจ็บปวดรวดร้าวที่เก็บกดตลอดมาถูกระเบิดออกพร้อมกับเสียงกู่ร้องในครั้งนี้ จี้หนิงที่ด้านข้างเพียงใช้สายตาอันว่างเปล่ามองดูร่างที่สั่นเทาไปด้วยความทรมานนั้น

“ในเมื่อท่านคาดเดาเรื่องทั้งหมดได้แล้ว ข้าก็จะไม่ปิดบังอีกต่อไป นายน้อยได้โปรดตามข้ามา” เฮยหยาผุดลุกขึ้นเดินนำจี้หนิงและชิวเยี่ยออกจากห้องศิลา

ทั้งหมดเดินทางมาถึงแนวรั้วไม้ในส่วนลึกของหมู่บ้าน หลังประตูรั้วไปสามารถมองเห็นป้ายสุสานที่ปักตั้งเรียงราย ไม่ต้องบอกก็ทราบได้ว่านี่คือสุสานของชนเผ่าฟันดำ

“นายน้อย…” ชิวเยี่ยเรียกหาจี้หนิงด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือ

จี้หนิงสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนักหน่วง คาดเดาได้เช่นกันว่าที่รออยู่คือเรื่องราวใด

“ตรงนั้นเอง” เฮยหยาชี้มือไปทางสุสานที่เรียบง่ายหลังหนึ่ง บนป้ายหินที่ปักตั้ง ตัวอักษรที่เพิ่งจารึกลงไปไม่นานยังคงปรากฎชัดเจน ‘มี่หวา* บุตรีอันเป็นที่รัก เฮยหยาผู้บิดาจัดตั้ง’

จี้หนิงยืนสงบนิ่งที่หน้าสุสาน ในใจกลับพร่ำเอ่ยนามของชุนเฉา

ในชาติภพนี้เขาแทบไม่เคยต้องเศร้าโศกเสียใจในเรื่องใด แต่ในยามนี้ที่ต้องยืนอยู่เบื้องหน้าหลุมฝังศพของสตรีที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขามาตั้งแต่เด็ก สตรีที่ใช้เวลาชีวิตอยู่ร่วมกับเขามากกว่าบุพการีของเขาเอง จี้หนิงรู้สึกชาด้านจนไม่อาจแม้กระทั่งจะเปล่งเสียงร่ำร้องใดๆออกมา เขาเพียงรู้สึกเหมือนส่วนหนึ่งของหัวใจถูกผู้คนกรีดเฉือนช่วงชิงไปจากร่าง

“เฮยหยา…” จี้หนิงกล่าวอย่างเชื่องช้า สายตายังคงไม่ละไปจากป้ายสุสาน “จงเล่าเรื่องทุกประการที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่วันที่ชุนเฉาเดินทางออกจากตระกูลจี้”

บิดาของชุนเฉาผงกศีรษะทอดถอนใจ “ระหว่างที่พวกเราเดินทางกลับมายังหมู่บ้านชนเผ่า มี่หวาเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมากที่ต้องแยกจากพวกท่าน จนเมื่อพวกเราเดินทางกลับมาถึงและนางได้พบกับน้องชายทั้งสอง นางจึงเริ่มกลับเป็นปกติทั้งยังมีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ นางมักใช้เวลาร่วมกับน้องชายทั้งสองและเฝ้ารอคอยวันที่นายน้อยจะเดินทางมาเยี่ยมเยือน”

“จนกระทั่ง…” เสียงของมันพลันสั่นพร่า “วันแห่งฝันร้ายนั้น วันที่อสรพิษเหินหาวบุกเข้าโจมตี พี่น้องชาวเผ่าจำนวนมากล้วนถูกมันสังหารรวมถึงบุตรชายคนหนึ่งของข้า การตายของเขาสร้างความเจ็บช้ำให้กับมี่หวาเป็นอย่างยิ่ง”

จี้หนิงหวนระลึกถึงช่วงต้นของจดหมายหนังสัตว์ที่เขาเพิ่งอ่านจบลง แน่นอนว่าชุนเฉาคงรักเอ็นดูน้องชายทั้งสองของนางเป็นอันมาก เขาลอบตกลงใจว่าจะต้องดูแลเด็กชายที่ยังคงรอดชีวิตผู้นั้นให้ดีที่สุดเพื่อเป็นการปลอบประโลมดวงวิญญาณของนางบนสรวงสวรรค์

“การบุกเข้าสังหารผู้คนของอสรพิษเหินหาวในวันนั้นสร้างความเสียหายและความหวาดกลัวให้กับทุกผู้คน สมาชิกชนเผ่าที่เหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งพันคนทยอยอพยพหลบหนีออกจากเผ่า เห็นได้ชัดว่าผ่านไปอีกไม่นานเผ่าของเราคงต้องล่มสลายลง”

“ข้าเองใช้ความพยายามชั่วชีวิตในการสร้างเผ่าฟันดำขึ้นมาอีกครั้ง ย่อมไม่อาจปล่อยให้ทุกสิ่งจบสิ้นลงในลักษณะนี้ ชุนเฉาเองก็ยินยอมละทิ้งความอับอายเขียนจดหมายฉบับหนึ่งใช้ให้คนส่งเข้าไปยังเมืองเขตปกครองตะวันตกเพื่อขอความช่วยเหลือจากท่าน หากทว่าเมื่อไปถึงที่นั่นนายน้อยได้ออกเดินทางจากเมืองไปแล้ว…”

จี้หนิงได้แต่กำหมัดกัดฟันอย่างเงียบงัน

“ในที่สุดที่ประชุมของเผ่าตัดสินใจให้พวกเราหันไปขอความคุ้มครองจาก ‘เผ่าแม่น้ำ’ ”

เสียงของเฮยหยาแผ่วเบาลงไปอีก “หากพวกเราได้รับอนุญาตให้เข้าไปลี้ภัยชั่วคราวภายในเมืองของเผ่าแม่น้ำ พวกเราย่อมมีความหวังรอดชีวิต”

จี้หนิงนึกทบทวนชื่อของเผ่าแม่น้ำ

ภายใต้การปกครองของตระกูลจี้ ทุกชนเผ่าล้วนถูกจำกัดให้มีประชากรได้ไม่เกินห้าหมื่นคนเพื่อเป็นการป้องกันมิให้สามารถแข็งข้อต่อตระกูลจี้ได้ หากแม้นผู้ใดกล้าฝ่าฝืนจะต้องถูกกองกำลังของตระกูลจี้ยกเข้าล้มล้างโดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นชนเผ่าที่เป็นมหาอำนาจประจำท้องถิ่นจึงมีประชากรประมาณห้าหมื่นคนไปโดยปริยาย และเผ่าแม่น้ำก็เป็นหนึ่งในเผ่าระดับประชากรห้าหมื่นคนนั้น

ชนเผ่ามหาอำนาจเหล่านี้ล้วนมีความแข็งแกร่งที่แท้จริงของพวกมัน ไม่ว่าจะเป็นกำแพงเมืองสูงชันที่สร้างจากก้อนหินแกร่ง กองกำลังนักรบอันห้าวหาญชาญศึก และแทบทุกเผ่ายังมียอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติเฝ้าพิทักษ์อีกด้วย!

“เมืองของเผ่าแม่น้ำนั้นมียอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติอยู่ถึงสองคน สัตว์อสูรทั้งหลายจึงไม่กล้าตอแย ขอเพียงพวกเราสามารถเข้าสู่ตัวเมือง ก็จะสามารถอยู่รอดปลอดภัยจนกว่าจะถึงวันที่เรื่องราวสงบลง”

“พวกเราเดินทางไปขอเข้าพบบุคคลผู้มีอำนาจของเผ่าแม่น้ำนาม ‘เจี้ยงหยี’ เพื่อเจรจาจ่ายทรัพย์สินแลกกับการขอลี้ภัยชั่วคราว ทว่าเจี้ยงหยีผู้นี้กลับไม่สนใจในทรัพย์สินเงินทอง มันเพียงต้องการตัวของมี่หวา”

“นายน้อยย่อมรู้จักนิสัยของบุตรีข้าผู้นี้ นางปฏิเสธและเดินทางออกจากเมืองในทันที แต่แล้วคนต่ำช้าผู้นั้นกลับส่งกองกำลังออกไล่ติดตามจับกุม”

“เพียงแต่มี่หวาแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง นางใช้เพลงกระบี่อันเลิศล้ำขับไล่กองกำลังติดตามจนรับบาดเจ็บล่าถอย ทั้งยังฉวยโอกาสประกาศว่านางเป็นหญิงรับใช้ของนายน้อยเพื่อข่มขู่มิให้พวกมันกระทำการเหิมเกริมจนเกินไป”

เฮยหยากัดกรามจนแทบแตกละเอียด “คนต่ำช้าเจี้ยงหยีมิเพียงไม่รับฟัง ยังหัวร่อเยาะว่านายน้อยย่อมลืมเลือนนางแต่แรก มิเช่นนั้นพวกเราไหนเลยต้องบากหน้ามาขอพึ่งพาเผ่าแม่น้ำของมันแทนที่จะไปหาตระกูลจี้ มันกระทั่งยังกล่าววาจาลวนลามเรียกร้องให้มี่หวายอมทอดกายเป็นนางบำเรอของมันเพื่อแลกกับความปลอดภัยของเผ่าฟันดำเรา”

ชิวเยี่ยรับฟังจนโทสะพลุ่งพล่าน “ชุนเฉาไหนเลยยินยอมตามที่มันต้องการ!”

“นางย่อมไม่ทำเช่นนั้น” จี้หนิงสั่นศีรษะกล่าวตัดบทพลางใช้สายตากระตุ้นให้เฮยหยาเล่าต่อไป

“นายน้อยกล่าวถูกแล้ว นางปฏิเสธข้อเสนอนั้นไปในทันที… ทว่า… ทว่า” ใบหน้าที่ประดับด้วยรอยแผลเป็นของมันบิดเบี้ยวไปด้วยความปวดร้าว “ทว่าหลังจากนั้นเป็นเวลาสามวัน หลังจากที่นางเฝ้าดูการใช้ชีวิตท่ามกลางความหวาดกลัวของพี่น้องในเผ่า และความสิ้นหวังของบิดาที่ไร้ความสามารถผู้นี้ นางจึง… จึงยินยอมตอบตกลง”

“ชุนเฉา… เจ้าช่างโง่งมนัก” ชิวเยี่ยยกมือขึ้นปิดหน้า ส่งเสียงร่ำไห้ออกมา

จี้หนิงทอดถอนใจหลับตาลง เขาเข้าใจถึงภาระและความกดดันทางจิตใจที่นางต้องเผชิญ แต่นี่คู่ควรหรือ?

“หลังจากที่มี่หวายินยอมตกเป็นสตรีของเจี้ยงหยีได้ไม่นาน คนต่ำช้าผู้นั้นกลับฉวยโอกาสที่นางไม่ทันระวังฟาดทำร้ายจุดตันเถียน ทำลายพลังปราณของนางไปจนหมดสิ้น ทั้งยังตระบัดสัตย์ไม่รักษาข้อตกลงที่ให้ไว้อีกด้วย”

“ชั่วช้าเลวทราม!” ชิวเยี่ยบันดาลโทสะจนร่างสั่นสะท้าน ส่วนจี้หนิงกัดฟันแน่น ดวงตาแทบมีเปลวเพลิงปะทุออกมา

ชุนเฉาเอยชุนเฉา เหตุใดเจ้าจึงหลงเชื่อคนต่ำทรามเช่นนั้น เหตุใดเจ้าต้องเสียสละตนเองเพื่อผู้อื่นเช่นนี้

“ในตอนนั้นสถานการณ์กลับคลี่คลายลง ยอดฝีมือตระกูลจี้กดดันอสรพิษเหินหาวจนมันต้องกลับไปกบดานในทะเลสาบ เหล่าผู้ที่หลบหนีจากไปทยอยหวนคืนกลับมา ตัวข้าจึงฉวยโอกาสลอบเร้นเข้าไปพบมี่หวา…”

“เมื่อได้พบข้า นางร่ำไห้จนแทบขาดใจ พร่ำพูดแต่ว่าทุกประการล้วนเป็นความผิดของนาง นางถึงกับเป็นฝ่ายพูดปลอบโยนข้ามิให้โทษตนเอง อ้างว่าทุกประการเป็นการตัดสินใจของนางเอง” เมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์ ใบหน้าอันเหี้ยมหาญปรากฎน้ำตาไหลหลั่ง สุ้มเสียงเปลี่ยนเป็นสั่นเครือ “นางยังไม่ต้องการให้นายน้อยต้องเศร้าโศกเสียใจนางไม่ต้องการให้ท่านต้องรับรู้เรื่องนี้ จึงกุเรื่องการแต่งงานขึ้นทั้งยังขอร้องให้ข้าช่วยเล่นละครหากวันใดที่ท่านถามถึง…”

“หลังจากที่นางเขียนจดหมายมอบให้แก่ข้า นางก็ดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย” มันแหงนหน้าขึ้นมองเบื้องบน แต่ประกายตากลับกลายเป็นเลื่อนลอย “ซึ่งความจริง สำหรับกับนาง ความตายนับเป็นการปลดเปลื้องประการหนึ่ง…”

“ก่อนสิ้นใจ นางยังคงเอ่ยนามของท่าน ภาวนาให้ท่านมีความสุข มุ่งหวังให้ท่านไม่รับรู้เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ตลอดไป”

จี้หนิงผงกศีรษะ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าชุนเฉาคิดอย่างไร นางเพียงมุ่งหวังให้เขาจดจำนางที่ร่าเริงสดใส นางไม่ต้องการให้เขารับรู้ว่าร่างกายอันบริสุทธิ์ของนางถูกหยามย่ำยีโดยเดียรัจฉานในคราบมนุษย์ผู้นั้น

‘สตรีทุกนางล้วนเฝ้ารอบุรุษที่ฟ้าลิขิตให้พวกนางได้ครองคู่อยู่ร่วม เมื่อข้าได้พบกับเขา ข้ารู้ในทันทีว่าเขาคือบุรุษผู้นั้นของข้า ยามข้าได้เห็นเขายิ้มแย้มข้ารู้สึกมีความสุข ยามข้าได้เห็นเขามีสีหน้ากลัดกลุ้มข้ารู้สึกทุกข์ใจไปกับเขา เพียงข้าเฝ้ามองดูเขาคร่ำเคร่งฝึกปรือเพลงกระบี่อยู่ด้านข้าง ข้าก็รู้สึกขอบคุณสวรรค์ที่บันดาลให้ข้าได้ถือกำเนิดเกิดมา ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจว่าไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะแต่งงานกับเขา…’

‘…ข้ามีความสุขมากยิ่งนัก ชุนเฉาเพียงเป็นหญิงรับใช้อันต้อยต่ำนางหนึ่ง แต่นายน้อยกลับยินยอมเดินทางมาเยี่ยมเยือนข้าถึงเผ่าฟันดำอันห่างไกล นั่นหมายความว่าอย่างน้อยในซอกหลืบเล็กๆในใจของท่านยังคงจดจำชุนเฉาเอาไว้ ชุนเฉาปราศจากความเสียใจใดๆอีกและจะจดจำนายน้อยเอาไว้ตลอดกาลเช่นกัน’

จี้หนิงลืมตาที่ยังคงมีหยาดน้ำเอ่อล้นพลางสาวเท้าเข้าหาป้ายหินที่เบื้องหน้า ในมือปรากฎจอกสุราไม้ไผ่ เขากล่าวเสียงอ่อนโยน

“ชุนเฉา ในอดีตเจ้ามักคอยรินสุราให้กับข้า ยามนี้ขอให้ข้าได้เป็นฝ่ายรินให้แก่เจ้าบ้าง”

“ข้าเข้าใจดีว่าเจ้าคาดหวังสิ่งใด ข้าจะจดจำชุนเฉาที่ยิ้มแย้มแจ่มใสไว้ในใจตลอดไป”

เขาพลิกฝ่ามือราดรดสุราลงบนพื้นหน้าสุสาน

“ชุนเฉาเอย… เจ้าช่างโง่งมนัก โง่งมจนน่ารักยิ่งนัก”

จี้หนิงส่งเสียงหัวเราะโดยที่ดวงตายังคงมีหยาดน้ำหลั่งไหล

“ข้ารู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับเจ้า แต่ข้าไหนเลยคิดดูแคลนเจ้า…”

“น้องชายผู้หนึ่งไหนเลยคิดเช่นนั้นกับพี่สาวของตนเอง ต่อให้เจ้าโง่งมถึงเพียงไหน เจ้าก็จะเป็นพี่สาวของข้าจี้หนิงตลอดไป…”

ชิวเยี่ยที่รับฟังอยู่ข้างหลังเปล่งเสียงร่ำไห้คร่ำครวญอันน่าเวทนาออกมา

“ชุนเฉา เจ้าเหน็ดเหนื่อยมามากเหลือเกินแล้ว จงหลับพักให้สบายเถิด” น้ำเสียงของจี้หนิงยังคงสงบและอ่อนโยน “บรรดาผู้ที่ทำให้เจ้าต้องเจ็บปวด เหล่าผู้ที่ย่ำยีศักดิ์ศรีของเจ้า จะไม่มีผู้ใดรอดชีวิตไปได้ ไม่มีแม้แต่ผู้เดียว!”

จี้หนิงขว้างจอกไม้ไผ่ลุกขึ้นยืน สำนึกฆ่าฟันสั่นสะท้านทั่วบริเวณ

………………………………………………………………………………………………………………………………

* สำหรับท่านที่อ่านมานานและจำไม่ได้ มี่หวาเป็นชื่อที่แท้จริงก่อนที่จะถูกขายเป็นทาส ชุนเฉาเป็นชื่อที่ตระกูลจี้ตั้งให้ในภายหลัง

ตามค่านิยมของจีนโบราณ นายทาสโดยเฉพาะในตระกูลขนาดใหญ่จะตั้งชื่อใหม่ให้กับให้บรรดาทาสเพื่อละลายกำพืดดั้งเดิม ทั้งยังช่วยให้น่าฟังขึ้นกว่าชื่อพื้นเพของชาวบ้านทั่วไป และสะดวกต่อการจดจำของนายทาสเอง

ในกรณีนี้ ตระกูลจี้ตั้งชื่อให้นางว่า ‘ชุนเฉา’ (หญ้าแห่งฤดูใบไม้ผลิ) ซึ่งคล้องจองกับ ชิวเยี่ย (ใบไม้แห่งฤดูใบไม้ร่วง) และกำหนดทั้งสองให้เป็นหญิงรับใช้ประจำตัวของจี้หนิง

 

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

ผู้เขียน: thaidesolateera

เพียงขีดเขียนเรื่อยเปื่อย หวังว่าสักวันอิฐที่ปามั่วซั่วจะชักนำหยกออกมาได้

2 thoughts on “เล่มที่3 บทที่9: เผ่าแม่น้ำ”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s