เล่มที่3 บทที่6: หวนคืน

Desolate Era เล่ม3: พินิจเต๋าที่ริมสระ

บทที่ 6: หวนคืน

“ท่าร่างปีกวายุ เป็นรากฐานของตระกูลยู้จี่ ห้ามมิให้ถ่ายทอดสู่บุคคลภายนอกตระกูล”

นี่คือข้อความแรกที่ปรากฎแก่สายตา เมื่อจี้หนิงพลิกเปิดแผ่นปกที่จัดสร้างจากใบไม้สีทองของคัมภีร์วิชาฝีมือ

“ที่แท้ท่านแม่เป็นผู้สืบทอดแห่งตระกูลยู้จี่ แต่เหตุใดข้ากลับไม่เคยได้ยินผู้ใดพูดถึงนามของตระกูลยู้จี่มาก่อน ท่านแม่เองก็ไม่เคยเล่าเรื่องในวัยเด็กให้ข้าฟังเลย” จี้หนิงครุ่นคิดในใจ “อีกประการ แม้ว่าข้าจะเป็นลูกของท่านแม่แต่ก็เท่ากับว่าข้าเป็นทายาทของตระกูลยู้จี่เพียงครึ่งหนึ่ง คิดไม่ถึงท่านแม่กลับยินยอมผ่อนปรนให้ข้าฝึกปรือยอดวิชานี้”

ในดินแดนแห่งนี้เหล่าผู้ถือกำเนิดนอกตระกูลใหญ่ซึ่งมีอยู่ไม่มากนัก ทำได้เพียงเลือกนามอันพื้นเพให้แก่ตนเองโดยที่แม้กระทั่งแซ่ก็ยังไม่อาจเอื้อมที่จะใช้ เช่น เฮยหยา (ฟันดำ) หรือ เมิ่งหยู (มัจฉาโง่งม) ดังนั้นนามของชาติตระกูลที่มิได้ถูกบันทึกไว้ในตำรับตำราที่จี้หนิงเคยอ่านผ่านตาจึงสามารถอธิบายได้เพียงประการเดียวว่า ตระกูลดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่อันห่างไกลจากดินแดนเทือกเขานางแอ่น

นั่นกลับมีเหตุผลอยู่บ้าง เขาทราบว่าท่านแม่และท่านพ่อได้พบกันในทะเลอุดรทมิฬอันไกลโพ้น

“การที่ท่านแม่ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องของตระกูล อาจเป็นเพราะท่านแม่ออกจากตระกูลหรือตระกูลยู้จี่ได้สิ้นสูญไปแล้ว… ยังคงแล้วกันไปเถอะ” จี้หนิงหยุดครุ่นคิดคาดเดาและก้มหน้าลงอ่านต่อไป

หน้าต่อมาของคัมภีร์กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของวิชาท่าร่างนี้ ที่แท้บรรพบรุษของตระกูลยู้จี่นั้นเดิมเป็นเพียงบ่าวทาสผู้หนึ่ง ในระหว่างที่เดินทางออกล่าสัตว์เขาได้บังเอิญช่วยชีวิตเด็กหนุ่มที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสเอาไว้ ทั้งยังช่วยดูแลรักษาเป็นเวลากว่าครึ่งปีจนหายเป็นปกติ

เด็กหนุ่มผู้นั้นเรียกตนเองว่า ‘ซูหวน’ และเปิดเผยว่าแท้จริงเขาเป็นเซียนสวรรค์อมตะที่ปลีกวิเวกจากไตรภูมิมาตั้งแต่ยุคแห่งเทพอสูร ซูหวนได้ถ่ายทอดวิชาฝีมือให้แก่บรรพบุรุษของตระกูลยู้จี่เป็นเวลากว่าร้อยปี จนเมื่อเขาถ่ายทอดเทพวิชา ‘ท่าร่างปีกวายุ’ เสร็จสิ้นจึงกล่าวว่า “บัดนี้กรรมที่ผูกพันเราเข้าด้วยกันได้สิ้นสุดลงแล้ว ข้าหวังว่าเจ้าจะกระทำแต่สิ่งอันควร” แล้วเหินบินจากไป

………

“เทพวิชา..? เซียนสวรรค์อมตะ..?” จี้หนิงแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง

เมื่อครั้งที่เขาเข้าสู่ยมโลก เจ้าตำหนักขุยกล่าวแก่เขาว่า ต่อให้เขาไปถือกำเนิดในเทวโลกเป็นขุนพลสวรรค์และฝึกฝน ‘เคล็ดวิชาเพ่งจิต-ภาพวาดเทพธิดาหนี่วา’ เขาก็ยังต้องฝ่าฟันอุปสรรคอีกมากมายนับไม่ถ้วนหากคิดที่จะบรรลุสู่การเป็นเซียนสวรรค์อมตะผู้อยู่เหนือไตรภูมิ ส่วนจักรวรรดิเซี่ยเองในรอบล้านปีก็ใช่ว่าจะมีผู้บรรลุเป็นเซียนสวรรค์อมตะสักผู้หนึ่ง

“คิดมิถึงว่าบรรพบุรุษต้นตระกูลของท่านแม่จะมีตำนานอันน่าทึ่งเยี่ยงนี้ ถึงกับลึกล้ำยิ่งไปกว่าเรื่องราวของตระกูลจี้อีก นอกจากนี้ ‘ท่าร่างปีกวายุ’ ยังเป็นเทพวิชาแขนงหนึ่งอีกด้วย”

ครุ่นคิดถึงตรงนี้ ลมหายใจของจี้หนิงแทบชะงักขาดห้วง

เทพวิชาคืออะไร?

เทพวิชาคือยอดวิชาอันลึกล้ำที่เหล่าเทพอสูรในตำนานคิดค้นขึ้น เช่น ‘กัวฟู่ไล่สุริยัน’ ‘สามเศียรหกกร’ ‘แปลงร่างเจ็ดสิบสองประการ’ ‘โฮ่วอี้ยิงตะวัน’ ซึ่งมีเพียงผู้ฝึกปรือกายาเทพอสูรจนถึงระดับตำหนักม่วงจึงสามารถเรียนรู้ได้

เทพวิชาทุกแขนงล้วนแล้วแต่ทรงคุณค่าสูงส่ง ผู้ที่ฝึกปรือกายาเทพอสูรถึงระดับตำหนักม่วงมากมายที่ไม่อาจไขว่คว้าเทพวิชาแม้แต่แขนงเดียวมาครอบครองและฝึกฝน

“ในเมื่อการเรียนรู้เทพวิชาต้องเริ่มต้นด้วยการบรรลุระดับตำหนักม่วง เหตุใดท่านแม่จึงได้บอกให้ข้าเปิดอ่านเมื่อบรรลุระดับเหนือธรรมชาติเล่า?” จี้หนิงพลิกอ่านคัมภีร์ในมือต่อไปอย่างจดจ่อ

หน้าถัดไปของคัมภีร์ก็ถูกจัดสร้างขึ้นจากใบไม้สีทอง หากทว่าที่แตกต่างคือมันเปล่งประกายแห่งดวงดาราออกมา สิ่งที่ถูกจารึกอยู่ในคัมภีร์หน้านี้ก็คือแผนภาพของพญาปักษาที่กำลังโบยบิน

บางครั้งสยายปีก บางคราถลาร่อน เหินบินสู่เก้าสวรรค์ชั้นฟ้า ดำดิ่งใต้ผืนน้ำมหาสมุทร ทะลวงลงสู่ถ้ำโพรงดินแดนบาดาล…`

จิตวิญญาณของจี้หนิงถูกพลังแห่งแผนภาพแผ่พุ่งเข้าตกกระทบ เขารู้สึกราวกับกำลังเฝ้ามองพญาปักษาด้วยตาของเขาเอง ท่ามกลางท่วงท่าเหินบินอันงดงามทรงพลัง ประกายแสงดาราเป็นจุดแต้มปกคลุมอยู่ทั่วร่างของมัน คอยส่งพลังอันศักดิ์สิทธ์เข้าสู่ร่างผ่านทางปีกทั้งสองข้าง

“พญาปักษาสยายปีกเหินท่องทั่วแดนดิน! คือเคล็ดความที่อาจารย์ซูหวนถ่ายทอดให้แก่ข้า น่าเสียดายที่ข้ายังห่างไกลจากความสำเร็จในขั้นนั้นอีกมากนัก เหล่าทายาทแห่งตระกูลยู้จี่จงหมั่นตีความและฝึกปรือ ‘ท่าร่างปีกวายุ’ ทั้งแปดสิบเอ็ดแผนภาพ จนกว่าจะถึงวันที่มีผู้สามารถบรรลุขั้นสูงสุดแห่งเทพวิชานี้ได้”

“พลังของ ‘ท่าร่างปีกวายุ’ แบ่งออกเป็นหลายขั้น ทว่ามีแต่เมื่อพลังอันศักดิ์สิทธิ์ในร่างแปรเปลี่ยนเป็นมีสภาพ ก่อเกิดเป็นปีกทั้งสองข้างจึงสามารถเรียกได้ว่าบรรลุระดับเทพวิชา”

“แต่ไม่ว่าจะฝึกปรือถึงระดับใดก็ตาม เทพวิชาก็คือเทพวิชา เพื่อเป็นการป้องกันมิให้บรรดาชาติตระกูลอันทรงอิทธิพลเกิดความละโมบนำกำลังบุกเข้ามาช่วงชิงเคล็ดวิชา ลูกหลานตระกูลยู้จี่จะต้องใช้สมบัติวิเศษประเภทปีกควบคู่ไปกับการใช้ท่าร่างปีกวายุ เพื่อเพิ่มพูนความเร็วของท่าร่าง ตลอดจนอำพรางมิให้ผู้อื่นล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของเทพวิชานี้”

จี้หนิงปิดคัมภีร์ลง และใช้เวลาเนิ่นนานหลังจากนั้นเพื่อสงบสติอารมณ์

แม้ว่าจี้หนิงจะผ่านตาแผนภาพพญาปักษาทั้งแปดสิบเอ็ดภาพเป็นครั้งแรก แต่เขาก็รู้สึกได้ถึงพลังอันลึกล้ำสุดหยั่งคาดของแต่ละกระบวนท่า เฉกเช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่เขาสัมผัสได้ถึงพลังของวิถีแห่งเต๋า

“ตระกูลของท่านแม่มีความเป็นมาที่ไม่ธรรมดาจริงๆ ใบไม้สีทองที่ใช้จารึกเคล็ดวิชาก็เป็นวัตถุอันพิเศษเฉพาะ คาดว่าน่าจะตกทอดมาจากเซียนสวรรค์ซูหวนโดยตรง ทั่วทั้งตระกูลยู้จี่สมควรมีอยู่เพียงเล่มเดียว”

“หากว่าเป็นเช่นนั้นจริงการที่คัมภีร์เล่มนี้ตกทอดมาอยู่ในมือของท่านแม่ ใช่เป็นไปได้หรือไม่ว่าตระกูลยู้จี่ถูกล้มล้างไปแล้ว? หรือว่ายังมีเรื่องราวใดซ่อนอยู่เบื้องหลังอีก?”

แม้ว่าจี้หนิงจะกังวลสนใจในชะตากรรมของญาติทางฝ่ายมารดาอยู่บ้าง แต่ด้วยความที่เขาไม่เคยได้รู้จักกับบุคคลเหล่านั้นมาก่อน จี้หนิงจึงสามารถระงับความรู้สึกนี้ลงได้อย่างไม่ยากเย็น

“ข้าสมควรตั้งใจฝึกฝนและทำความเข้าใจในเทพวิชานี้ให้ดีก่อน”

ท่ามกลางเงาจันทร์ที่ตกสะท้อนบนผิวน้ำในสระ จี้หนิงพลิกตำราเริ่มต้นทบทวนแผนภาพพญาปักษาอีกครั้ง

“ที่แท้การจะแปรเปลี่ยนพลังศักดิ์สิทธิ์ในร่างเป็นปีกนั้นต้องมีพลังในระดับตำหนักม่วงก่อน ทว่าแผนภาพทั้งแปดสิบเอ็ดล้วนซ่อนไว้ด้วยกระบวนท่าอันลึกล้ำ ต่อให้มิอาจบรรลุพลังระดับเทพวิชาในขณะนี้ การฝึกปรือก็ยังคงมีประโยชน์ต่อข้าอย่างมหาศาล”

จี้หนิงปลุกปลอบสมาธิ ใช้ความเข้าใจในพลังแห่งเต๋าเป็นที่ตั้งในการตีความและฝึกปรือเทพวิชาในมือ

………

ท่ามกลางทิวาราตรีที่หมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน

จี้หนิงยังคงรั้งอยู่ที่ริมสระ จมอยู่กับการฝึกฝนและตีความ ‘ท่าร่างปีกวายุ’ จนระดับความเร็วของท่าร่าง ระยะทางในการเคลื่อนไหว ความแยบคายในการใช้พลัง ล้วนรุดหน้าขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

“ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้ว” จี้หนิงแหงนหน้ามองดูตะวันบนท้องฟ้า “หากข้ายังมิกลับไป ชิวเยี่ยคงตื่นตระหนกจนส่งข่าวกลับไประดมพลที่เมืองเขตปกครองตะวันตกเป็นแน่”

จี้หนิงเผยรอยยิ้มอ่อนจาง เหลียวมองดูรอบข้างด้วยความอาวรณ์ สระบัวยังคงสงบงดงาม เหล่าพืชน้ำต้นไม้ล้วนพริ้วไหวไปตามครรลองแห่งธรรมชาติ

“ตั้งแต่เดินทางมาถึงที่แห่งนี้ พลังการฝึกปรือของข้ารุดหน้าไปทุกด้าน ทั้งพลังปราณ กายาเทพอสูร พลังแห่งจิต และการได้ครอบครองเทพวิชา…”

ร่างของจี้หนิงลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า คนคล้ายแปรเปลี่ยนเป็นเทพวิหคเหินร่อนท้องนภา ระดับความรวดเร็วยังยิ่งกว่าเที้ยมู่ซานในยามที่ใช้ออกด้วยผนึกแห่งเต๋าทั้งสองม้วน!

………

ท่ามกลางความโหดร้ายของดินแดนอันเปลี่ยวร้าง ชนเผ่ามากหลายบ้างถูกทำลายล้าง บ้างถูกความจำเป็นบีบให้ต้องอพยพโยกย้าย นี่เพียงเป็นหนึ่งในหมู่บ้านหลายแห่งที่ถูกทอดทิ้งให้รกร้างไร้ผู้ครอบครอง

ทว่าที่ส่วนลึกของหมู่บ้านแห่งนี้ บ้านศิลาหลายสิบหลังถูกดูแลจนสะอาดสะอ้าน กองกำลังนักรบเกราะดำของตระกูลจี้ยึดครองสถานที่นี้ใช้เป็นที่พักแรมชั่วคราว

ชิวเยี่ยนั่งอยู่บนม้าหินหน้าบ้าน สายตาจับจ้องรอคอยเช่นทุกวัน

ก่อนหน้านี้ชิวเยี่ยและม่ออู่ติดตามจี้หนิงออกเดินทางจากเผ่าหินเหล็กเพื่อหลีกเลี่ยงการล้างแค้นของอสรพิษเหินหาว หลังจากที่เรื่องของอสรพิษเหินหาวสงบลง ทั้งคู่จึงอาศัยร่วมกับกองกำลังนักรบเกราะดำเหล่านี้

พื้นที่ปกครองของตระกูลจี้นั้นกว้างใหญ่ไพศาลจนมิอาจดูแลได้อย่างทั่วถึง จึงจำเป็นต้องส่งกองกำลังนักรบเหล่านี้ออกลาดตระเวณตามจุดยุทธศาสตร์ โดยที่ทั้งหมดพร้อมที่จะถูกเรียกรวมกำลังเมื่อตระกูลจี้ต้องการ

“นายน้อย!” ชิวเยี่ยสองตาเป็นประกาย รีบผุดลุกขึ้นยืน

ม่ออู่และบรรดานักรบเกราะดำในบริเวณต่างหันหน้าไปตามเสียงเรียก เงาร่างดุจประกายสายฟ้าผ่านวูบเข้ามาในเขตหมู่บ้าน กลับกลายเป็นเด็กหนุ่มผู้งามสง่า เดินเข้าหาพวกมันพร้อมรอยยิ้ม เหล่านักรบรีบน้อมกายทำความเคารพ

ชิวเยี่ยเป็นคนแรกที่รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลง นางสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไปในตัวของนายน้อยที่นางเฝ้าดูแลมาตั้งแต่เล็ก ตลอดทั้งร่างของเขาคล้ายเปล่งประกายเต็มไปด้วยพลังแห่งฟ้าดิน

“เตรียมตัวให้พร้อม พวกเราจะออกเดินทางกลับ” จี้หนิงกล่าวอย่างอารมณ์ดี

“เดินทางกลับ?” ชิวเยี่ยรับความเปลี่ยนแปลงแทบไม่ทัน

“จุดหมายแรกคือทะเลสาบอสรพิษเหินหาว” ประกายตาของจี้หนิงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางเขาก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะกลับไปพิสูจน์ฝีมือกับอสรพิษเหินหาวเมื่อตนเองสามารถบรรลุพลังระดับเหนือธรรมชาติ ยามนี้แม้ว่าอสรพิษเหินหาวเองก็มีระดับฝีมือรุดหน้าเข้มแข็ง เขายังหาได้หวาดหวั่นพรั่นพรึง

“นายน้อย ที่แท้ท่าน…” ใบหน้าของชิวเยี่ยประดับไปด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดี นางจดจำคำกล่าวของจี้หนิงตอนก่อนจะออกเดินทางได้ดีเช่นกัน

“ถูกแล้ว” จี้หนิงส่งยิ้มให้กับนาง

ในฐานะสาวใช้ประจำตัว ชิวเยี่ยถูกอบรมมาเป็นอย่างดีย่อมไม่กล่าวมากความออกไป นางหันกลับไปชักชวนม่ออู่ “ม่ออู่ พวกเรารีบเก็บข้าวของกัน”

ชั่วครู่ให้หลัง จี้หนิงนำผู้ติดตามทั้งสองควบขี่บนหลังสัตว์ร้ายขนสีดำ มุ่งหน้าออกเดินทาง

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s