เล่มที่3 บทที่2: พินิจเต๋าที่ริมสระ

Desolate Era เล่ม3: พินิจเต๋าที่ริมสระ

บทที่ 2: พินิจเต๋าที่ริมสระ

จี้หนิงไม่กล้าดูแคลนคู่ต่อสู้ เร่งเร้าท่าร่างในระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวมโดยไม่หยุดยั้ง ใช้ความรวดเร็วดุจลมพายุหลบหนีออกจากเขตทะเลสาบเข้าสู่พื้นที่ป่าเขาอันรกทึบท่ามกลางแสงสนธยาของดวงอาทิตย์ที่ลับลงบนขอบฟ้าของเทือกเขาตะวันออก

ในที่สุดร่างของเขาก็หยุดยั้งลง จี้หนิงระบายลมหายใจออกมาโดยแรง ปาดเช็ดหยาดเหงื่อบนใบหน้า

“สามพันกิโลเมตรบนผิวน้ำและหนึ่งพันกิโลเมตรบนผิวดินด้วยความเร็วสุดฝีเท้า แม้แต่กายาเทพอสูรก็ยังแทบไม่อาจทานทนได้”

สายตาของเขาเหลือบไปเห็นสระที่เบื้องหน้าซึ่งมีบัวออกดอกบานสะพรั่ง ดอกบัวในสระงอกงามตั้งตรงมิแปดเปื้อนซึ่งโคลนตม กลีบดอกสยายกว้างส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบริเวณ จี้หนิงลากสังขารอันเหนื่อยล้าทรุดตัวลงนั่งริมสระ ชื่นชมความงามของธรรมชาติที่เบื้องหน้า

“หวังว่าข้าจะหลุดพ้นจากวิกฤติเฉพาะหน้ามาได้แล้ว” จี้หนิงเรียกกระบอกน้ำดื่มออกจากหินหยกเขียว ยืดคอดื่มลงไปด้วยความกระหาย

“เพียงไม่ทราบว่าเจ้างูน้อยจะเป็นเช่นไรบ้าง ตอนนั้นต่อให้ข้าสอดมือเข้าไปก็มิอาจช่วยเจ้าได้อยู่ดี” จี้หนิงครุ่นคิดพลางรับรู้ถึงแรงกดดันจากความแตกต่างของตนกับยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติที่แท้จริง เขาอดมิได้ต้องทบทวนข้อความในคัมภีร์ ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ อีกครั้ง ‘ผสมรวมหยินและหยางผสานวารีเข้ากับอัคคี หลอมรวมพลังแห่งสุริยันและจันทราผลักดันให้ก่อเกิดเป็นพลังประกายชาดศักดิ์สิทธิ์’

สายลมราตรีอันอ่อนโยนโชยพัดพริ้ว ดอกบัวภายในสระหมุนวนส่ายไหว จี้หนิงที่ยังคงอยู่ในภาวะฟ้ามนุษย์หลอมรวมจากการใช้ ‘ท่าร่างเงาวายุ’ รับรู้ถึงความรู้สึกของสายลมที่พัดผ่านกลีบของดอกบัว ความคิดชั่วแล่นวาบผ่านห้วงความคิดของเขา

“กลีบที่ขึ้นเป็นวงรอบของดอกบัวบ้างพริ้วไหวไปทางซ้ายบ้างพริ้วไหวไปทางขวาสร้างสมดุลให้กับดอกบัวทั้งดอก แตกต่างจากต้นไม้ใบไม้ทั่วไปที่เมื่อถูกสายลมพัดเอนลู่ ก็เพียงโยกคลอนปลิดปลิวไปในทิศทางเดียวกันกับสายลม”

จี้หนิงแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ยังคงไม่ลับดับแสง ดวงจันทร์ลอยพ้นขอบฟ้าทอประกายอ่อนจาง “กาสุริยันทองคำเคลื่อนคล้อย กระต่ายวิเศษจันทราขึ้นทดแทน…”

“เมื่อมีกลางวันจึงมีกลางคืน มีแต่ในความมืดมิดถึงที่สุดประกายแสงจึงเปล่งประกายเจิดจ้าได้ถึงขีดสุด กลีบดอกเมื่อหมุนวนจึงสามารถสร้างสมดุลย์ให้กับดอกบัวทั้งดอก…”

จี้หนิงหลับตาลง ชักชำสำนึกแห่งฟ้ามนุษย์หลอมรวมผสานเข้ากับสายลมและดอกบัวในสระ โดยไม่รู้ตัวสมาธิจิตใจของเขาตื่นรู้ถึงเศษเสี้ยวแห่งความลับที่คงอยู่ตั้งแต่ก่อนจักรวาลก่อกำเนิด เศษเสี้ยวของพลังแห่งวิถีที่ไพศาลจนมิอาจอรรถาธิบาย ‘พลังแห่งเต๋า’

………

ความตื่นรู้ในวิถีแห่งเต๋านั้นเป็นสิ่งที่สามารถพบพานแต่มิอาจค้นหา มีเพียงชั่วขณะที่ วิญญาณ จิตสำนึก ความคิด และเงื่อนไขแวดล้อมสอดคล้องกันทั้งสิ้น จึงสามารถรับรู้ได้ และหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญนั้นก็คือการบรรลุระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวม เหตุผลที่เหล่าผู้ฝึกตนในวิถีแห่งความเป็นอมตะต่างดิ้นรนฝึกฝีมือก็เพื่อใช้ความสามารถเหล่านั้นเป็นสื่อที่จะนำไปสู่วิถีแห่งเต๋านั่นเอง

ราตรียังคงดำเนินต่อไป เสียงของสายน้ำที่รี่ไหลและสัตว์ขนาดเล็กที่ออกหากินในยามค่ำคืนนั้นยังสร้างความสุขสงบยิ่งกว่าอยู่ท่ามกลางความเงียบสงัด

แสงสีฟ้าที่เปล่งประกายคล้ายสายน้ำค่อยๆบังเกิดขึ้นห่อหุ้มร่างที่ยังคงอยู่ในท่านั่งขัดสมาธิของจี้หนิงเอาไว้ กลีบบงกชวารีขนาดยักษ์ทยอยก่อรูปเบ่งบานพริ้วไหวในสายลมรอบร่างของเขา พร้อมกันนั้นประกายแสงสีแดงที่ร้อนแรงดุจเปลวเพลิงก็ทยอยรวมตัวกันเป็นกลีบบงกชอัคคีขนาดยักษ์ขึ้นซ้อนอยู่เป็นชั้นถัดไป

กลีบบงกชวารีและอัคคีขึ้นซ้อนกันเป็นสองชั้น แต่ละชั้นมีกลีบทั้งสิ้นสามกลีบ สายลมที่ไม่ทราบที่มาม้วนพัดอยู่ระหว่างชั้นของกลีบทั้งสองให้หมุนวนไปในทิศทางตรงข้ามกันอย่างช้าๆ กลีบบงกชวารีที่ชั้นในหมุนวนไปทางซ้าย กลีบบงกชอัคคีที่ชั้นนอกหมุนวนไปทางขวา ร่างของจี้หนิงที่ยังคงนิ่งสงบอยู่ในแกนกลางมิได้ออกแรงใช้กำลังแม้แต่น้อย ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นและเป็นไปตามธรรมชาติ

แว่วเสียงฝีเท้าสวบสาบฝ่าพงหญ้า สุนัขป่าสีเทาตัวเขื่องเหยียบย่างมาทางร่างที่ยังอยู่ในภวังค์ ดวงตาเขียวปัดงุนงงไปเล็กน้อยกับภาพของมนุษย์ที่อยู่ท่ามกลางกลีบบัวเบื้องหน้า หากทว่าสัตว์ร้ายเช่นมันหาได้มีสติปัญญาเทียบเท่าสัตว์อสูร สัญชาติญาณและความหิวโหยเพียงบอกต่อมันว่าวารีและอัคคีเบื้องหน้านั้นคือธาตุธรรมชาติเช่นเดียวกับนภากาศและผืนพสุธาที่รายล้อมเหยื่ออันโอชะของมันอยู่เท่านั้น

สุนัขป่าแสยะเขี้ยวยาวโค้งกระโจนเข้าหาเหยื่อที่ยังคงไม่ไหวติงที่เบื้องหน้า แต่เมื่อร่างที่กลางอากาศของมันอยู่ห่างจากกลีบบงกชอัคคีวารีประมาณสองเมตร สายลมที่พัดระหว่างกลีบของบงกชอัคคีวารีพลันเกิดปฏิกริยาทำลายล้างอันรุนแรง ร่างของสุนัขป่าถูกตัดขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ถูกสายลมหอบทิ้งลงในสระ จมหายไปโดยไร้ร่องรอย

………

วิกาลหนาหนัก

เที้ยมู่ซานและปี้อ้านติดตามหลังแตนน้ำแข็งเข้าสู่เขตป่าเขา แตนน้ำแข็งแม้มิใช่หนอนแมลงสามัญแต่ระดับความเร็วยังนับว่าเชื่องช้ากว่าสัตว์อสูรทั่วไป

“เด็กบัดซบตระกูลจี้ช่างรู้จักหลบหนีเอาชีวิตรอดนัก” เที้ยมู่ซานติดตามจนร้อนรุ่มรำคาญตั้งแต่แรก

“นายท่าน หากเจ้าเด็กผู้นั้นหลบหนีเข้าสู่เขตปกครองของตระกูลจี้เราจะทำเช่นไร?” ปี้อ้านอดมิได้ต้องแสดงความวิตกกังวลออกมา

“นั่นกลับไม่ต้องเป็นห่วง” เที้ยมู่ซานปฏิเสธความเป็นไปได้นั้น “ระยะทางระหว่างทะเลสาบตะวันออกจนถึงเขตปกครองตระกูลจี้ไม่ใช่สั้นๆ ข้าจึงไม่เขื่อว่าร่างกายของมันจะหลอมสร้างจากเหล็กไหล มันจะต้องหยุดพักลงในไม่ช้านี้” เที้ยมู่ซานกล่าวโดยที่ในใจก็ลอบบังเกิดความกังวลเช่นกัน ต่อให้หยิ่งทะนงในฝีมือถึงเพียงไหนมันก็ไม่กล้าบุกไปลูบคมตระกูลจี้ถึงถิ่น

“สะกดรอยตามต่อไป เส้นทางที่น้ำของบุปผชาติน้ำแข็งเคลื่อนผ่านจะทิ้งกลิ่นที่มีแต่แตนน้ำแข็งที่สามารถดมออกไว้ได้ถึงสามวัน ตราบใดที่ยังไม่เข้าสู่เขตปกครองตระกูลจี้ ขอเพียงพวกเราติดตามทัน ข้าจะให้เจ้าเด็กผู้นั้นตกตายอย่างทรมาน มันเมื่อทำลายแผนจับกุมจอมอสรพิษฟ้าครามของข้า ข้าก็จะเลาะเนื้อเถือกระดูกของมันออกมาทีละชิ้น” เที้ยมู่ซานขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ในส่วนลึกของจิตใจกลับหวนระลึกถึงสายตาอาฆาตพยาบาทก่อนที่จะหลบหนีไปของจอมอสรพิษฟ้าคราม

………

กาสุริยันทองคำเหินเริ่มเหินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง เที้ยมู่ซานสองนายบ่าวยังคงไม่ละความพยายามในการสะกดติดตาม หลังจากเดินทางเป็นระยะทางอันยาวไกลทั้งคู่ต่างพากันแช่งชักหักกระดูกเด็กตระกูลจี้ที่รอบคอบเกินตัว ทั้งที่ออกจากเขตทะเลสาบแล้วก็ยังคงเดินทางลึกเข้าไปในป่าโดยไม่ยอมหยุดพัก

“นายท่าน!” น้ำเสียงของปี้อ้านเต็มไปด้วยความตื่นเต้น มันชี้มือไปยังเงาร่างอันรางเลือนของมนุษย์ซึ่งนั่งอยู่ริมสระน้ำในที่ห่างไกลออกไปเบื้องหน้า

เที้ยมู่ซานเหลียวมองตาม แววตาแปรเปลี่ยนเป็นลิงโลดยินดี ส่งข้อความทางจิตไปยังสัตว์อสูรคู่ใจ “ตามข้าเข้าไปชมดู”

หนึ่งมนุษย์หนึ่งสัตว์อสูรย่างก้าวอย่างระมัดระวังไปทางสระน้ำ ซึ่งความจริงต่อให้สร้างความตื่นตัวให้แก่เด็กตระกูลจี้นั้น ด้วยระยะห่างเพียงเท่านี้เที้ยมู่ซานก็มั่นใจว่ามันจะสามารถไล่ติดตามทัน อย่าว่าแต่ในตัวของมันยังพกพาม้วนผนึกแห่งเต๋า ‘ท่าร่างศักดิ์สิทธิ์’ มาด้วย

“ช่างอ่อนหัดนัก พวกข้าเข้ามาใกล้ถึงเพียงนี้กลับยังไม่ระแคะระคายเลยแม้แต่น้อย ซึ่งความจริงหากเป็นไปตามที่คิดไว้ ที่มันฝึกปรือสมควรเป็นกายาเทพอสูรที่ช่วยให้ประสาทสัมผัสว่องไวเหนือปกติ การที่ประสาทรับรู้ของมันย่ำแย่ถึงเพียงนี้คาดว่าคงเหน็ดเหนื่อยจนหลับไป เช่นนี้ก็ดี กลับช่วยให้ข้าไม่ต้องสิ้นเปลืองม้วนผนึกแห่งเต๋าโดยไม่จำเป็น” เที้ยมู่ซานหัวร่อเยาะเย้ยในใจ

หากทว่าเมื่อเข้าใกล้จนเห็นภาพเบื้องหน้าอย่างชัดเจน ทั้งสองล้วนตกตะลึงพรึงเพริด ภายใต้แสงอาทิตย์ที่สาดส่อง กลีบบงกชอัคคีและวารีที่เปล่งรัศมีเรืองรองไม่แพ้แสงตะวันหมุนวนสวนทางกันอย่างเชื่องช้ารอบเงาร่างของเด็กตระกูลจี้ผู้นั้น!

“นี่… สิ่งนี้คืออะไรกัน?” ด้วยประสบการณ์อันช่ำชองของเที้ยมู่ซานยังมิอาจระบุมั่นว่าสิ่งที่ปรากฎแก่สายตานั้นคือสิ่งใดกันแน่ “กลีบบัวนี้คือปรากฎการณ์ของพลังปราณเช่นนั้นหรือ?”

ท่ามกลางเพลิงอำมหิตที่ลุกโหม เที้ยมู่ซานตัดสินใจอย่างแน่วแน่ “ต่อให้มันทะลวงขึ้นสู่ระดับเหนือธรรมชาติได้ บนร่างก็ยังไม่น่าจะมีสมบัติวิเศษอันใดที่จะใช้ต่อกรกับข้า”

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

 

Advertisements

ผู้เขียน: thaidesolateera

เพียงขีดเขียนเรื่อยเปื่อย หวังว่าสักวันอิฐที่ปามั่วซั่วจะชักนำหยกออกมาได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s