เล่มที่3 บทที่17: ขบวนรบเกราะเต๋า

Desolate Era เล่ม3: พินิจเต๋าที่ริมสระ

บทที่ 17: ขบวนรบเกราะเต๋า

จี้หนิงแยกย้ายถือกระบี่อุดรทมิฬไว้ในมือทั้งสองข้าง มุ่งตรงเข้าสู่ทางระเบียงโบราณที่เบื้องหน้า

ทันใดนั้นเมล็ดสีน้ำเงินคล้ำพร้อมกับชุดเกราะสีดำสนิทและกระบองหินปรากฎขึ้นรอบร่างของเขาโดยไร้ที่มา สี่เมล็ดที่ด้านหน้าและอีกห้าเมล็ดที่ด้านหลัง รวมทั้งสิ้นเก้าเมล็ดเก้าชุดรบ

เมล็ดทั้งเก้าเปลี่ยนสถานะเป็นหยดของเหลว ขยายตัวพลางไหลเลื่อนเข้าสู่ภายในชุดเกราะ กลายสภาพเป็นอมนุษย์ผิวสีน้ำเงินคล้ำที่มีร่างกายสูงใหญ่จำนวนเก้าตน บนหน้าผากของทุกตนมีเขางอกเงยสองข้างและมีเขี้ยวยาวโผล่พ้นออกจากริมฝีปาก ทั้งหมดสวมใส่ชุดเกราะควงกระบองหิน ใช้ดวงตาที่ลุกโชนจับจ้องมายังร่างของจี้หนิง

“ผ่านมาเนิ่นนานเท่าใดแล้ว ในที่สุดพวกเราก็ถูกปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง”

“ครั้งนี้เหยื่อของพวกเรากลับเป็นเพียงเด็กชายท่าทางอ่อนแอผู้หนึ่ง อย่าว่าแต่พวกเราทั้งเก้าที่ได้รับพลังจากขบวนเกราะนี้ อาศัยข้าเพียงผู้เดียวก็สมควรบดขยี้เด็กน้อยนี้ได้อย่างง่ายดาย”

“ยังคงจัดตั้งค่ายกลก่อนค่อยว่ากล่าว”

ท่ามกลางหมอกหนาทึบที่ไหลเลื่อนเข้าปิดกั้นทางระเบียงทั้งสองปลาย จี้หนิงรับฟังอมนุษย์ทั้งเก้ากล่าววาจาจนสีหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย เขามิอาจเข้าใจภาษาประหลาดพิกลที่พวกมันเปล่งออกมา หากรูปแบบการสนทนาที่เกิดขึ้นแสดงแน่ชัดว่าพวกมันล้วนมีภูมิปัญญาเป็นของตนเอง สามารถสื่อสารซึ่งกันและกันได้

ยักษาทั้งเก้าส่งเสียงคำรามประหลาดพิกล ชุดเกราะโบราณที่พวกมันสวมใส่ก็เปล่งประกายรัศมีสีดำทะมึนออกมา ลำแสงสีดำลอยสูงขึ้นถักทอเป็นสายใยที่แฝงไว้ด้วยประกายโลหิต เชื่อมต่อพวกมันทั้งเก้าเข้าด้วยกัน

“ขบวนรบเกราะเต๋า!” จี้หนิงโพล่งออกมาด้วยความตระหนก

ขบวนรบเกราะเต๋าเป็นขบวนอาคมที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในจักรวรรดิเซี่ย เหล่า ‘องครักษ์ชาด’ ของตระกูลจี้เองก็เป็นขบวนรบเกราะเต๋าประเภทหนึ่ง ชุดเกราะแต่ละชุดจะถูกสลักไว้ด้วยอักขระอาคมจำนวนมากส่งผลให้ผู้สวมใส่ทั้งหมดสามารถรวมพลังเข้าด้วยกันทั้งในการโจมตีและการป้องกัน

องครักษ์ชาดนั้นเป็นขบวนเกราะระดับล่างที่จำกัดการใช้งานอยู่เพียงแค่นักรบระดับธรรมชาติจำนวนเก้าคน แต่ถึงกระนั้นในยามที่นักรบทุกคนรวมพลังเข้าด้วยกันก็ยังสามารถต่อกรกับยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติทั่วไปได้โดยไม่เพลี่ยงพล้ำ

แต่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับอมนุษย์ที่เบื้องหน้า จี้หนิงต้องสูดลมหายใจเข้าไปด้วยความหนาวเหน็บ ยักษาแต่ละตนล้วนมีความแข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าระดับเหนือธรรมชาติอย่างเด็ดขาด ขบวนรบในระดับนี้คาดว่ามีเพียงกองทัพของจักรวรรดิเซี่ยเท่านั้นที่มีไว้ในครอบครอง

“ฆ่ามัน!” อมนุษย์ทั้งเก้าตวาดว่าพลางโถมเข้าโจมตีจากทั้งสองด้าน เหนือขึ้นไปด้านบนโครงข่ายพลังงานสีดำเชื่อมต่อพวกมันทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน

ร่างของจี้หนิงกลับกลายเป็นควันอันบางเบาพุ่งฝ่าเข้าไปทางฝั่งที่มีอมนุษย์เพียงสี่ตน อาศัยช่องว่างที่แต่ละตนเว้นห่างจากกันเพื่อควงกระบองหิน เลือกเป้าหมายในการจู่โจม

ยักษาตนนั้นรั้งกระบองหินที่หยาบเท่าต้นขาชายฉกรรจ์และมีความยาวกว่าสามเมตรขึ้นแล้วฟาดหวดลง ในขณะที่จี้หนิงถ่ายทอดพลังแห่งกายาเทพอสูรเข้าสู่กระบี่อุดรทมิฬจนเปี่ยมล้นแล้วฟันใส่กระบองหินอย่างสุดแรงเช่นกัน

ร่างที่ชาด้านของจี้หนิงถูกกวาดกระแทกลอยลิ่วขึ้นไปด้านบน มือที่กุมกระบี่ฉีกขาดถึงกระดูกเส้นเอ็น ส่วนยักษาตนนั้นเพียงล่าถอยไปหนึ่งก้าวใหญ่ มันเปล่งเสียงหัวเราะอย่างย่ามใจ “เจ้าเด็กนี่แข็งแกร่งไม่เลว แต่ยังไม่อาจเทียบกับพวกเรา”

จี้หนิงตีลังกาพลิกกายที่กลางอากาศ ขับไล่อาการชาและฟื้นฟูมือข้างที่ฉีกขาดกลับมาอีกครั้ง ผลการทดสอบปรากฎอย่างชัดแจ้ง เขาไม่อาจประลองกำลังกับนักรบเกราะเต๋าเหล่านี้โดยตรง จี้หนิงใช้เท้าถีบยันผนังของระเบียง หยิบยืมกำลังส่งร่างให้เหินร่อนราวพญาปักษาข้ามหัวของอมนุษย์ทั้งเก้านั้นไป

เหล่าอมนุษย์พากันเปล่งเสียงด่าว่าและเย้ยหยัน กระจายกำลังออกเป็นรูปพัด ไล่ติดตาม

“บงกชวารีอัคคี!”

ร่างของจี้หนิงที่กลางอากาศพลันเอี้ยวกลับ บงกชอัคคีและบงกชวารีหกคู่หมุนวนสวนทิศทางกันและกันพุ่งเข้าใส่ร่างของยักษาทั้งเก้า ทว่าบงกชวารีอัคคีที่เขาภาคภูมิใจกลับมิอาจทำอันตรายพวกมันแม้แต่น้อย

อมนุษย์ทั้งเก้าเพียงหยุดยั้งลงชั่วครู่ด้วยความประหลาดใจ จากนั้นก็ยกควงกระบองหินพุ่งเข้าใส่จี้หนิงอีกครั้ง

“กลีบบงกชวารีอัคคี!”

จี้หนิงรับมือด้วยความฉุกละหุก คราวนี้เขาเรียกกลีบบงกชวารีสามกลีบและกลีบบงกชอัคคีสามกลีบขึ้นล้อมรอบตนเองเพื่อหยุดยั้งกระบองหินทั้งเก้าที่ฟาดหวดเข้าหาจากทุกทิศทางเอาไว้

จี้หนิงใช้กระบี่อุดรทมิฬตีโต้เข้าใส่อมนุษย์ตนที่อยู่ใกล้ที่สุด

‘เพลงกระบี่วิชชุอัคคี – ประกายวิชชุแลบลั่น’

จี้หนิงที่ได้รับบทเรียนจากการประมือในครั้งแรกเลือกใช้ความแคล่วคล่องของเพลงกระบี่แทนที่จะใช้กำลังเข้าปะทะ ประกายกระบี่อันร้อนแรงดุจเปลวเพลิงและรวดเร็วปานสายฟ้าพุ่งทะลวงลอดผ่านกระบองหินอันแข็งแกร่งเข้าใส่ศีรษะที่ไร้เกราะของอมนุษย์โดยตรง

หากทว่ากระบี่ของเขากลับถูกสกัดกั้นโดยรัศมีสีดำอันหนาแน่น และเมื่อทะลวงเข้าถึงเป้าหมายก็ทำได้เพียงสร้างบาดแผลบนใบหน้าของมันซึ่งถูกสมานคืนอย่างรวดเร็ว

จี้หนิงแค่นเสียงคำรามด้วยความแค้นโหมจู่โจมอย่างบ้าเลือด บรรจุทั้งพลังแห่งกายาเทพอสูรและพลังปราณเท่าที่มีลงไปในกระบี่ แต่ก็ทำได้เพียงสร้างบาดแผลทางผิวกายไม่กี่แห่งบนร่างของเหล่ายักษาเท่านั้น

การทุ่มเทพลังในการคงสภาพกลีบบงกชวารีอัคคีและจู่โจมกระบี่ในเวลาเดียวเป็นภาระอันหนักหน่วงกินแรง เพียงเวลาชั่วน้ำเดือดพลังของจี้หนิงก็แห้งเหือดไปกว่าครึ่งในขณะที่อมนุษย์ทั้งเก้านั้นแทบมิได้รับบาดเจ็บอันใดเลย

จี้หนิงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ใช้ออกด้วยท่าร่างปีกวายุหลบหลีกการโหมจู่โจมของกระบองหินทั้งเก้าด้วยความสะทกสะท้อน นับตั้งแต่ถือกำเนิดเกิดมา เขาทุ่มเทเวลากว่าครึ่งหนึ่งของชีวิตในการฝึกปรือเพลงกระบี่ หากสุดท้ายกลับเป็นวิชาท่าร่างที่ช่วยรักษาชีวิตของเขาเอาไว้

………

ท่ามกลางเวลาที่พ้นผ่าน จี้หนิงยิ่งมายิ่งหวาดวิตก “อมนุษย์เหล่านี้ควงกระบองหินไล่ล่าข้ามาครึ่งค่อนวันแล้วหากยังไม่มีวี่แววว่าเรี่ยวแรงจะถดถอยลง แต่พลังของข้ากลับคงเหลือไม่ถึงสองส่วน นี่ข้าสมควรทำอย่างไรต่อไป?”

ถึงแม้ว่าการใช้ท่าร่างจะเผาผลาญพลังของประกายชาดเก้าชั้นฟ้าน้อยกว่าการต่อสู้ตะลุมบอน หากทว่าหลังจากที่ทบทวนใช้ออกติดต่อกันอย่างเนิ่นนาน ร่างกายของจี้หนิงก็แทบมิอาจทนทานต่อไป

“การจู่โจมอย่างสุดกำลังของข้าเพียงสามารถสร้างบาดแผลเล็กน้อยให้แก่มัน อย่าว่าแต่พวกมันล้วนเป็นเฉกเช่นเดียวกับนักรบเกราะทองในการทดสอบก่อนหน้านี้ ต่อให้ร่างถูกจู่โจมทำลาย ก็ยังสามารถอาศัยพลังของพวกพ้องที่เหลือคืนสภาพกลับมา”

จี้หนิงขบคิดอย่างร้อนรน แต่ไม่ว่าอย่างไรคำตอบที่ได้รับก็มีเพียงหนึ่งเดียว… สิ้นหวัง!

“ในอดีตที่ผ่านมา เหล่าผู้ฝึกปรือกายาเทพอสูรระดับเหนือธรรมชาติเหล่านั้นก็คงประสบชะตากรรมเดียวกันนี้ ดิ้นรนอย่างสิ้นหวังจนกว่าจะโดนรุมสังหารเมื่อพลังในกายเหือดแห้งหมดสิ้น”

เมื่อครั้งที่เซียนอมตะจูหัวประกาศรับศิษย์ เป้าหมายย่อมเป็นยอดฝีมือกายาเทพอสูรระดับเหนือธรรมชาติขั้นสุดยอด ในขณะที่จี้หนิงเพิ่งบรรลุขั้นที่สี่แห่งประกายชาดเก้าชั้นฟ้าซึ่งถือว่าเป็นขั้นแรกเริ่มแห่งระดับเหนือธรรมชาติเท่านั้น เขายังอยู่ห่างไกลจากขั้นที่หกที่เป็นขั้นสูงสุดของระดับเหนือธรรมชาติมากนัก

“ต่อให้ข้าโชคดีมีโอกาสได้สัมผัสกับพลังแห่งเต๋าจนสามารถใช้บงกชวารีอัคคีผ่านด่านทดสอบแรกมาได้ แต่พลังที่แท้จริงของข้ายังคงอ่อนด้อยนัก อย่าว่าแต่การทดสอบนี้มีถึงสามด่าน…”

“โอ นี่ข้าคิดไปไกลถึงไหนกัน เพียงการทดสอบที่สองนี้…” ขณะครุ่นคิดพลังแห่งประกายชาดเก้าชั้นฟ้าในร่างของเขาหลงเหลือเพียงหนึ่งส่วนเท่านั้น

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s