เล่มที่3 บทที่14: นิเวศน์ใต้วารี

Desolate Era เล่ม3: พินิจเต๋าที่ริมสระ

บทที่ 14: นิเวศน์ใต้วารี

จี้หนิงรู้สึกได้ถึงกระแสแห่งเวลาและห้วงอวกาศที่เปลี่ยนผัน นี่เป็นความรู้สึกเฉกเช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่เขากระโดดเข้าสู่หกสังสารวัฏแห่งการถือกำเนิด

แต่เพียงชั่วเวลาที่ยาวนานเท่ากับการเต้นของหัวใจหนึ่งครั้งทุกอย่างก็พลันหยุดนิ่ง

“ที่แห่งนี้คือ…” เขารีบกวาดตาสำรวจไปรอบกายและพบว่าตนเองเข้ามาอยู่ในทางระเบียงอันกว้างขวาง เพดานที่เบื้องบนอยู่สูงขึ้นไปจากพื้นกว่าสามร้อยเมตร เมื่อเหลียวมองกลับหลัง สิ่งที่ควรเป็นเสมือนปากทางเข้าออกของเส้นทางระเบียงกลับเป็นห้วงน้ำที่ลึกล้ำไร้สิ้นสุด ที่น่าประหลาดใจก็คือมวลน้ำที่ท่วมล้นนั้นไม่มีท่าทีว่าจะทะลักผ่านเข้ามาในทางระเบียง

จี้หนิงเรียกคันธนูลูกศรออกมาแล้วทดลองยิงเข้าใส่กำแพงวารีนั้น ทว่าลูกศรไม่อาจทะลวงฝ่าเข้าไปในห้วงน้ำนั้นได้ ราวกับว่ามันถูกกั้นขวางไว้ด้วยกำแพงที่มองไม่เห็น

“ข้ายังไม่ยอมพียงแค่นี้” จี้หนิงระบายลมหายใจออกอย่างรุนแรง ร่างกายของเขาพลันปกคลุมไปด้วยรัศมีสีชาด สองมือน้าวคันธนูจนสุดล้าก่อนปล่อยลูกเกาทัณฑ์ที่กลับกลายเป็นลำแสงสีแดงพุ่งเข้าใส่กำแพงที่มองไม่เห็นนั้น

ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือลูกเกาทัณฑ์ดอกนั้นแตกระเบิดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยร่วงหล่นลงสู่พื้น

คิ้วของเขาขมวดมุ่นเข้าหากัน จี้หนิงสงบจิตใจจ้องมองผ่านกำแพงไร้สภาพนั้นไปสู่ห้วงน้ำอันลึกล้ำที่ภายนอกและวกกลับเข้าสู่ระเบียงที่เขายืนอยู่

“เพียงระเบียงแห่งนี้ก็กว้างกว่าสามร้อยเมตร สถานที่แห่งนี้สมควรใหญ่โตหลายกิโลเมตร ซ้ำยังถูกก่อสร้างอยู่ใต้วารี… หรือว่าที่นี่จะเป็นก้นบึ้งของทะเลสาบอสรพิษเหินหาว?”

แต่แล้วจี้หนิงก็ส่ายศีรษะขับไล่ความคิดดังกล่าวออกไป ต่อให้ทะเลสาบอสรพิษเหินหาวกว้างใหญ่เพียงใดก็ยังครอบคลุมพื้นที่อันจำกัด หากสถานที่มหึมาแห่งนี้ถูกซ่อนอยู่ภายในทะเลสาบจริงก็คงถูกตระกูลจี้สำรวจพบตั้งแต่แรกแล้ว

“จากความรู้สึกตอนที่ถูกส่งเข้ามายังที่แห่งนี้ ที่นี่สมควรตั้งอยู่ในห้วงมิติที่แตกต่างออกไปมากกว่า”

เรื่องเช่นนี้ความจริงมีบันทึกอยู่ในตำรับตำราบางเล่มที่เขาเคยศึกษามาก่อน เทพอสูรหรือเซียนสวรรค์ที่ทรงอำนาจนั้นสามารถสร้างห้วงมิติขนาดย่อมของตนขึ้นมาได้ แม้แต่เม็ดทรายเม็ดหนึ่งก็อาจสามารถบรรจุโลกทั้งใบเอาไว้ภายใน ทำให้บุคคลทั่วไปไม่อาจค้นพบหรือเข้าสู่ทิพยสถานเหล่านั้นได้ นอกจากจะมีวาสนาหรืออาจบางทีเป็นคราเคราะห์ให้ได้ผ่านพบโดยบังเอิญ

สถานที่เหล่านี้ล้วนซุกซ่อนเอาไว้ด้วยอันตรายนานับประการ ยอดคนผู้วิเศษเหล่านั้นย่อมไม่ละทิ้งที่อยู่ของตนโดยปราศจากมาตรการในการป้องกันผู้บุกรุก ดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจที่ผู้คนส่วนใหญ่ที่เข้าสู่ทิพยสถานล้วนไม่มีโอกาสได้กลับออกไปสู่โลกภายนอกอีก มีน้อยกว่าน้อยที่เอาชีวิตรอดหลบหนีกลับไปถ่ายทอดเรื่องราวที่พบเห็น ส่วนผู้ที่โชคดีได้ครอบครองสถานที่หรือได้รับขุมทรัพย์กลับออกไปนั้นแทบปรากฎอยู่เพียงในตำนานที่เล่าขานกันมาเท่านั้น

“ไม่อาจปล่อยให้ความโลภเข้าครอบงำ ข้าขอตั้งความหวังแค่การเอาชีวิตรอดกลับไปจากนิเวศน์ใต้วารีแห่งนี้เท่านั้น!”

จี้หนิงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ เมื่อไม่อาจล่าถอยออกไป เขาได้แต่ต้องบุกฝ่าไปเบื้องหน้าเท่านั้น

………

บนทางระเบียงอันกว้างขวาง ทั้งกำแพงและพื้นจัดสร้างจากแผ่นศิลาขนาดมหึมาไร้รอยต่อ จี้หนิงทดลองทุกวิถีทางยังมิอาจสร้างแม้รอยขีดข่วนให้กับแผ่นศิลาเหล่านี้

หลังจากที่เขาล่วงลึกเข้าไปตามทางเดินอันคดเคี้ยวได้ระยะหนึ่ง ดวงตาของจี้หนิงก็หรี่เล็กลง บนพื้นเบื้องหน้านั้นกองเกลื่อนไปด้วยกระดูกมนุษย์ขาวโพลน เป็นที่คาดเดาได้ว่าเนื้อหนังของซากเหล่านี้เน่าเปื่อยสูญสลายไปเนิ่นนานแล้ว แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือสมบัติวิเศษที่หลงเหลืออยู่บนกองกระดูกกลับมีอยู่เพียงไม่มากนัก บางซากกระทั่งอาวุธประจำตัวก็ยังไม่มีให้เห็น

จี้หนิงชะงักเท้าใช้พลังจิตตานุภาพกวาดดึงเอาอาวุธ ชุดเกราะ และสมบัติวิเศษที่หลงเหลือเหล่านั้นเข้ามาหา โครงกระดูกที่ถูกกระทบกระเทือนส่วนใหญ่ผุพังลงเป็นฝุ่นผงในทันที

“ผู้คนเหล่านี้สมควรเสียชีวิตไปเนิ่นนานมากแล้ว”

เขาเริ่มทำการสำรวจสิ่งของเหล่านั้น และพบว่าสามารถสร้างพันธะแห่งการครอบครองได้อย่างง่ายดาย ซึ่งแสดงว่าพลังปราณของผู้ครอบครองคนก่อนหน้าได้สูญสลายไปจนหมดแล้ว และก็แสดงว่าสิ่งของเหล่านี้เพียงเป็นสมบัติวิเศษไร้อันดับเช่นกัน

“จากระดับของสมบัติวิเศษพวกนี้ คาดว่าเจ้าของโครงกระดูกทั้งหมดสมควรเป็นยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติทั้งสิ้น อาจบางทีคุณสมบัติของผู้ที่จะถูกส่งเข้ามาในที่แห่งนี้คือต้องเป็นยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติเท่านั้น”

จี้หนิงทำการสำรวจสมบัติที่ตอนนี้กลับกลายเป็นไร้เจ้าของเหล่านั้นต่อไป เขาพบว่าในจำนวนนั้นมีสมบัติประเภทที่ใช้เก็บของปะปนอยู่ด้วย เมื่อตรวจค้นลงไปภายในเขาก็ต้องตื่นตะลึง ภายในสมบัติวิเศษที่เป็นแหวนวงหนึ่งซึ่งพื้นที่เก็บของภายในยังเล็กยิ่งกว่าของเที้ยมู่ซานหลายเท่ากลับมีสมบัติวิเศษและข้าวของอัดอยู่จนเต็มแน่น

“ที่แท้สมบัติที่หายไปจากร่างของซากศพส่วนใหญ่ถูกคนผู้นี้รวบรวมเอาไว้นั่นเอง”

ภายในแหวนบรรจุไว้ด้วยสมบัติวิเศษประเภทเก็บของร้อยกว่าชิ้น ประเภทอาวุธหนึ่งร้อยสามสิบกว่าชิ้น เครื่องป้องกันสามสิบกว่าชิ้น และอีกหลายสิบชิ้นเป็นสมบัติพิเศษเฉพาะด้านรวมไปถึงค่ายกลและผนึกแห่งเต๋า น่าเสียดายที่วันเวลาที่ผ่านไปทำให้ผนึกแห่งเต๋าบางม้วนสูญสิ้นพลังไปแล้ว

หลังจากที่สำรวจเสร็จสิ้น จี้หนิงก็ปลด ‘เสื้อดาราทอง’ ออกแล้วเลือกสวมชุดเกราะที่แข็งแกร่งที่สุดเข้าไปแทนที่ จากนั้นเลือกสมบัติวิเศษประเภทที่ใช้เก็บของที่รูปลักษณ์ภายนอกเพียงเป็นเข็มขัดหนังอันเรียบง่ายเส้นหนึ่งขึ้นมาคาดไว้แล้วเก็บสิ่งของที่เหลือทั้งหมดลงไป

“สิ่งของเหล่านี้มิได้วิเศษไปกว่าสมบัติในคลังของตระกูลจี้ หากทว่าด้วยปริมาณที่มากมายถึงเพียงนี้ สมควรสามารถใช้แลกเปลี่ยนเป็นสมบัติวิเศษระดับล่างชิ้นหนึ่ง”

จี้หนิงมิได้ยินดียินร้ายกับข้าวของเหล่านี้สักเท่าใด เนื่องจากเขารู้ดีว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการเอาชีวิตรอดออกไปจากที่นี่ให้ได้ เจ้าของแหวนผู้นั้นนับเป็นตัวอย่างอันชัดเจน ต่อให้ครอบครองสมบัติวิเศษมากมายก่ายกอง สุดท้ายยังคงทอดร่างเป็นซากศพรอคอยให้ผู้อื่นมาหยิบฉวยต่อไป

หลังจากนั้นเขาเลือกที่จะเรียกกระบี่อุดรทมิฬขึ้นมาถือในมือทั้งสองข้าง เนื่องจากความคมกล้าของกระบี่อุดรทมิฬมีแต่จะสูงส่งยิ่งกว่าสมบัติวิเศษไร้อันดับเหล่านั้น ทั้งยังสามารถใช้งานได้โดยไม่จำเป็นต้องสูญเสียพลังปราณในการควบคุมบังคับอีกด้วย

จี้หนิงที่ตระเตรียมพรักพร้อมใช้ความระมัดระวังจนถึงขึดสุดก้าวเข้าสู่บริเวณที่มีโครงกระดูกสุมซ้อนกันอยู่ ทันใดนั้นเอง หยดของเหลวสีทองที่มีสภาพคล้ายเมล็ดถั่วจำนวนหลายสิบเมล็ดก็ปรากฎขึ้นในอากาศโดยไร้ที่มา ร่วงหล่นลงสู่พื้นก่อเกิดเป็นเสียงคล้ายหยาดฝนที่โหมกระหน่ำ

หยดของเหลวสีทองเมื่อกระทบถูกพื้นดินก็กลับกลายเป็นทหารสวรรค์เกราะทองที่ถืออาวุธพรักพร้อมตรงเข้ามาล้อมร่างของจี้หนิงเอาไว้

“ทหารสวรรค์แต่ละคนมีพลังเทียบเท่ายอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติ ทั้งยังมีถึงแปดสิบเอ็ดคน?” จี้หนิงลอบโอดครวญอยู่ในใจ

“เจ้าผู้บังอาจบุกรุกเข้าสู่นิเวศน์ จงเตรียมตัวรับความตาย!” นักรบทองคำทั้งแปดสิบเอ็ดคนขู่คำรามเป็นเสียงเดียวกัน แล้วลงมือจู่โจมโดยพร้อมเพรียง

จี้หนิงไม่ต้องการเพิ่มจำนวนโครงกระดูกให้แก่สถานที่แห่งนี้อีกหนึ่งซาก เขาสลัดความลังเลไม่มั่นใจออกไปแล้วใช้ออกด้วยเทพวิชา ‘ท่าร่างปีกวายุ’ ร่างกลับกลายคล้ายเป็นพญาปักษาเหินทะยานออกจากวงล้อม พยายามจะมุ่งหน้าต่อไป

“ก่อตั้งค่ายกล!” ทหารทองคำกล่าววาจาโดยพร้อมเพรียงกัน

ทันใดนั้น ที่ปลายทั้งสองด้านของทางระเบียงพลันก่อเกิดสายหมอกขึ้นปกคลุม จี้หนิงยังคงไม่หยุดยั้งรั้งรอโถมร่างเข้าทะลวงฝ่า หากร่างกลับมิอาจผ่านเข้าสู่บริเวณที่สายหมอกขวางกั้น

“จงอย่าได้คิดหลบหนี” แปดสิบเอ็ดทหารทองคำรวมกำลังกลุ้มจู่โจมเข้าใส่อีกครั้ง

จี้หนิงกวาดตาสำรวจรอบด้าน ทราบแน่แก่ใจว่านี่เป็นค่ายกลที่บีบบังคับให้เขาต้องต่อสู้กับกองกำลังนักรบสวรรค์

“หากไม่อาจทำลายแปดสิบเอ็ดนักรบเกราะทอง ข้าคงไม่สามารถออกไปจากที่แห่งนี้”

เขาเหินบินย้อนตลบหลัง กระบี่ในมือทิ่มแทงเข้าใส่เข้าใส่ศีรษะของนักรบเกราะทองผู้หนึ่งจนทะลุ ทว่านักรบผู้นั้นกลับไม่สะทกสะท้าน ใช้หอกยาวในมือแทงสวนกลับเข้าหา จนจี้หนิงต้องรีบถอนกระบี่ล่าถอยด้วยความตื่นตระหนก

“ต่อให้เป็นยอดฝีมือด้านกายาเทพอสูรในระดับเหนือธรรมชาติ เมื่อถูกแทงศีรษะจนทะลุก็ไม่อาจมีชีวิตรอด นักรบเกราะทองผู้นี้กลับไม่เป็นไรเลยหรือ?” จี้หนิงยังค้นพบว่าแม้เพลงหอกของอีกฝ่ายจะเป็นเพียงระดับ ‘เชี่ยวชาญ’ แต่พลังทำลายที่แฝงมากับตัวหอกนั้นแทบไม่ด้อยไปกว่ากระบี่ของเขาเลย

กระบี่ของจี้หนิงคล้ายดั่งยั่วยุโทสะของบรรดาทหารสวรรค์เกราะทองให้ประทุขึ้น พวกมันต่างส่งเสียงร้องตวาดและรวมพลังเข้าจู่โจมใส่

จี้หนิงอาศัยท่าร่างเคลื่อนกายหลบหลีกอยู่ในหมู่นักรบ กระบี่อุดรทมิฬทั้งสองเล่มทิ่มแทงฟาดฟันเข้าใส่จุดชีวิตของพวกมันอย่างดุดัน ทว่ายังไม่อาจทำอันตรายพวกมันแต่อย่างใด

“บงกชวารีอัคคี!” จี้หนิงไม่มีหนทางเลือก ต้องใช้ออกด้วยท่าไม้ตาย

ชั้นของกลีบบงกชอัคคีสามกลีบและชั้นของกลีบบงกชวารีสามกลีบพลันปรากฎโอบล้อมรอบร่างของเขา แต่ละชั้นหมุนทวนซึ่งกันและกันบดขยี้ทหารสวรรค์เกราะทองหกนายที่รายล้อมจนกลับสู่สภาพของหยดของเหลวสีทอง

ทว่าเมื่อหยดของเหลวนั้นกระจายออกนอกรัศมีทำลายล้างของบงกชวารีอัคคี มันก็กลับรวมตัวกันขึ้นเป็นทหารเกราะทองอีกครั้ง

จี้หนิงแทบบังเกิดความสิ้นหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้า

“นี่มิใช่ว่าเจ้าของโครงกระดูกเหล่านั้นไร้ฝีมือ ทว่าแปดสิบเอ็ดนักรบสวรรค์เกราะทองนี้ร้ายกาจจนเกินไปแล้ว”

นักรบเกราะทองทั้งแปดสิบเอ็ดนายคล้ายถูกกระตุ้นโทสะจนถึงขีดสุดเช่นกัน พวกมันจู่โจมโหมรุกเข้าใส่พลางตวาดเป็นเสียงเดียวกัน “ก่อตั้งค่ายกล!”

เหล่านักรบพลันแยกย้ายก่อตั้งวงล้อมขึ้นสองวงซ้อนกัน ยี่สิบเจ็ดนายอยู่ที่วงในและอีกห้าสิบสี่นายที่วงนอก หอกยาวแปดสิบเอ็ดเล่มเงื้อขึ้นเล็งไปที่ร่างของจี้หนิงที่ใจกลางของวงล้อม

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s