เล่มที่3 บทที่13: รังของอสรพิษเหินหาว

Desolate Era เล่ม3: พินิจเต๋าที่ริมสระ

บทที่ 13: รังของอสรพิษเหินหาว

จี้หนิงยืนหยัดบนผิวน้ำ เหลียวมองไปโดยรอบ ทุกทิศทางเต็มไปด้วยความเงียบสงัด มีเพียงเสียงของสายลมที่พัดพาระลอกคลื่นผ่านพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลของทะเลสาบ

“อสรพิษเหินหาวกลับหวาดระแวงและระมัดระวังตัวยิ่งกว่าที่ข้าคาดคิดไว้ กระทั่งเมื่อพบเห็นข้าที่เป็นศัตรูที่มันแสนเกลียดชัง มันยังไม่ยอมออกมาโจมตี”

จี้หนิงขมวดคิ้วทั้งคู่ คิดล่ออสรพิษเหินหาวออกจากท้องน้ำเป็นเรื่องลำบากยากเย็น แม้แต่เมื่อครั้งที่เขตปกครองทั้งห้าของตระกูลจี้รวมกำลังกันเข้าล่าสังหาร ก็ยังไม่อาจทำอย่างไรกันมันได้

ข้อเท็จจริงที่ระดับของจี้หนิงบรรลุสู่ขั้นเหนือธรรมชาติยังคงถูกเก็บเป็นความลับ ในสายตาของอสรพิษเหินหาว เด็กชาวมนุษย์ผู้นี้เพียงเป็นเด็กชายอายุสิบเอ็ดปีที่เชี่ยวชาญในวิชาท่าร่างเท่านั้น แม้เช่นนั้นมันก็ยังไม่ยอมปรากฏกายขึ้นมาเหนือน้ำ

จี้หนิงสังเกตเห็นศีรษะเล็กๆสองหัวโผล่พ้นน้ำขึ้นมา คันธนูแกร่งที่ค้นได้จากร่างของเที้ยมู่ซานปรากฎขึ้นในมือของเขา ลูกศรสองดอกพุ่งทะลวงศีรษะของสัตว์อสูรรับใช้ที่โผล่ขึ้นมาสังเกตการณ์ ครีบหางขนาดใหญ่สะบัดตีผืนน้ำที่กลับกลายเป็นสีแดงฉานจนแตกกระจาย

“อสรพิษเหินหาว” จี้หนิงส่งเสียงตะโกนลงไปสู่ท้องทะเลสาบ “เจ้าทำให้ข้าผิดหวังยิ่งนัก ไม่นึกเลยว่าสัตว์อสูรที่ยิ่งใหญ่เช่นเจ้ากลับรู้จักแต่หดหัว และส่งสัตว์อสูรรับใช้ขึ้นมาตายแทนเช่นนี้”

“จี้หนิง” เสียงคำรามดังกลับขึ้นมาจากห้วงลึกของท้องทะเลสาบ

จี้หนิงซุกซ่อนความลิงโลดยินดีไว้ในใจ เขาสามารถยั่วยุจนอสรพิษเหินหาวยินยอมตอบสนองแล้ว

“อย่าได้คิดว่าข้าโง่งมจนไม่รู้ว่าบิดาของเจ้าและยอดฝีมืออื่นซุ่มซ่อนตัวอยู่ด้านข้าง ข้าจึงไม่เชื่อว่าเด็กบัดซบที่ยังไม่บรรลุระดับเหนือธรรมชาติเช่นเจ้ากลับกล้ามาแส่หาความตายถึงที่”

“ฮาฮา ช่างมีตาแต่หามีแววไม่” ประกายแสงปรากฎขึ้นรอบร่างของจี้หนิงแล้วไหลรวมไปที่นิ้วชี้ พลังกระบี่แผ่พุ่งไปตามนิ้วทะลวงผ่านผิวน้ำลงสู่ก้นทะเลสาบ สั่นสะเทือนพื้นแผ่นดินที่ก้นทะเลสาบจนปั่นป่วนแทบถล่มทลาย

เงาร่างสีดำพลันผุดโผล่ขึ้นจากผิวน้ำอันห่างไกล ดวงตาอสรพิษทั้งคู่ปรากฎริ้วรอยแห่งความตื่นตระหนก “เจ้า… เจ้า… ระดับเหนือธรรมชาติ?”

“เชื่อแล้วกระมัง? อสรพิษเหินหาว ข้าขอท้าทายเจ้าต่อสู้กันตัวต่อตัว หากเจ้าหวาดกลัวว่าข้าจะลอบซุ่มกำลังเอาไว้ เจ้าสามารถเลือกสถานที่ประลองเป็นผิวน้ำ หรือเกาะแก่งที่ห่างไกลออกเท่าใดก็ได้ ขอถามว่าเจ้ากล้าหรือไม่?”

อสรพิษเหินหาวหยุดครุ่นคิดด้วยความลังเล

“ใครจะรู้ได้? พวกเจ้าชาวมนุษย์ล้วนกลอกกลิ้งเจ้าเล่ห์ ต่อให้เจ้าบรรลุระดับเหนือธรรมชาติแล้วจะเป็นไร หรือตระกูลจี้จะยินยอมพร้อมใจส่งเจ้ามาตกตาย?”

“ต้องการต่อสู้กับข้างั้นหรือ? เช่นนั้นจงติดตามข้าลงมา” มันพลันถ่วงร่างจมลงสู่ใต้ผิวน้ำอีกครั้ง “เหนือน้ำงั้นรึ? ขออภัยที่ข้าไม่น้อมสนอง!”

“ขี้ขลาดตาขาว!” จี้หนิงย่อมไม่โง่เขลาจนถึงกับติดตามมันลงไปใต้น้ำ เขาได้แต่ส่งเสียงกู่ร้องด้วยความขัดใจ เหินร่างขึ้นจากผิวน้ำมุ่งสู่เกาะใหญ่ที่กลางทะเลสาบ

………

ที่ก้นทะเลสาบ อสรพิษเหินหาวในร่างชายชุดดำนั่งสงบโทสะอยู่บนแท่นสูง

เหล่าสัตว์อสูรรับใช้พลันรีบรุดเข้ามารายงาน “นายท่าน นายท่าน เด็กมนุษย์ผู้นั้นขึ้นสู่เกาะไปแล้ว”

“ท่านพ่อ ‘ครีบเงิน’ ยังคงอยู่บนเกาะ!” สัตว์อสูรอสรพิษอีกตัวหนึ่งรีบส่งเสียงรายงาน

อสรพิษเหินหาวนั่งไม่ติดอีกต่อไป หลังจากการเจรจาระหว่างห้าเขตปกครองตระกูลจี้กับ ‘สันเขาพิราบพิษ’ ถึงแม้มันยังคงรักษาความระมัดระวังไม่ออกพ้นจากก้นทะเลสาบ แต่บรรดาลูกของมันและเหล่าสัตว์อสูรบริวารทั้งหลายล้วนอดมิได้ลอบกลับขึ้นสู่เกาะกลางทะเลสาบ จะอย่างไรที่แห่งนั้นคือบ้านที่แท้จริงของพวกมัน

“มีผู้ใดอีก ยังมีลูกตนใดของข้าอยู่บนเกาะอีก?”

“น่าจะมีครีบเงินเพียงผู้เดียว นอกจากนี้ยังมีสัตว์อสูรรับใช้อีกนับร้อยอยู่ร่วมกับมัน”

อสรพิษเหินหาวสีหน้าเขียวคล้ำ มันรีบออกคำสั่ง

“ระดมบริวารออกไปแจ้งข่าวให้ทั้งหมดรีบอพยพกลับมาที่นี่โดยเร็วที่สุด”

………

จี้หนิงจะอย่างไรยังเป็นมนุษย์ที่ประกอบจากเลือดเนื้อผู้หนึ่ง เขาไม่สามารถคงสภาพ ‘ฟ้ามนุษย์หลอมรวม’ เดินเหินบนผิวน้ำได้ตลอดกาล เมื่อไม่อาจหาทางล่ออสรพิษเหินหาวออกมาต่อสู้ เขาย่อมต้องมุ่งหน้ากลับเข้าหาพื้นดิน

“เกาะแห่งนี้เคยเป็นรังหลักของอสรพิษเหินหาว ในรอบพันปีที่ผ่านมามันถูกขีดเป็น สถานที่ต้องห้ามของเผ่าพันธุ์มนุษย์ คราครั้งนี้เมื่อไม่อาจลากตัวมันออกมา ข้าคงทำได้แค่ทดลองรื้อค้นที่แห่งนี้ดู”

จี้หนิงค่อยๆเดินสอดส่ายสายตาสำรวจ เกาะแห่งนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่ไม่น้อย ลึกเข้าไปภายในยังประกอบไปด้วยขุนเขาลำธารหลายแห่ง สัตว์ร้ายใหญ่น้อยสามารถพบเห็นได้โดยทั่วไป พวกมันส่วนใหญ่ล้วนดุร้ายหวงถิ่น มีไม่น้อยที่โถมเข้าโจมตีจี้หนิงตามสัญชาติญาณ สุดท้ายล้วนโดนสั่งสอนจนล่าถอยจากไป ทว่าหากที่พบพานเป็นสัตว์อสูรระดับสูง จี้หนิงพบพานหนึ่งตนสังหารหนึ่งตน เข่นฆ่าโดยไม่มีข้อยกเว้น

ทันใดนั้นที่เบื้องหน้าของเขาเห็นเป็นถ้ำขนาดใหญ่ ที่ปากถ้ำปรากฎอสรพิษสีเงินขนาดใหญ่เลื้อยปราดออกมาพร้อมด้วยสัตว์อสูรรับใช้ร่างกายใหญ่โตจำนวนมาก ทุกตัวล้วนเป็นสัตว์อสูรระดับธรรมชาติขั้นสูงสุด

จี้หนิงรีบเหินร่างเข้าไปสกัดขวางทาง

“ระวังไว้ เด็กมนุษย์ผู้นี้เป็นยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติ”

บรรดาสัตว์อสูรได้รับการแจ้งเตือนอยู่ก่อน พวกมันจึงมิได้พุ่งเข้าโจมตีหากพากันกระจายตัวออกหลบหนี มุ่งหน้าสู่ทะเลสาบ

ลูกเกาทัณฑ์จำนวนสี่ดอกพลันถูกส่งออกจากคันธนูในมือจี้หนิง สัตว์อสูรขนาดใหญ่สี่ตัวล้มลงทันที ลูกเกาทัณฑ์อีกสี่ดอกถูกยิงออกอย่างต่อเนื่องชุดแล้วชุดเล่า นอกจากสัตว์อสูรรับใช้ระดับล่างที่จี้หนิงจงใจละเว้นไม่กี่ตัว ที่เหลือล้วนไม่อาจรอดชีวิตไปได้

“จี้หนิง เจ้ากลับสังหารบุตรของข้าอีกตนหนึ่ง ข้าขอสาบานว่าต้องฆ่าเจ้าด้วยมือของข้าเอง!” เสียงคำรามแห่งความโกรธแค้นชิงชังดังขึ้นจากส่วนลึกของทะเลสาบ

จี้หนิงขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย กวาดตามองไปยังซากของสัตว์อสูรหลายสิบตัวที่เรียงรายอยู่รอบกาย ในจำนวนนั้นประกอบไปด้วยอสรพิษขนาดใหญ่ถึงสามตน แต่เขาไหนเลยทราบได้ว่าตนใดบ้างที่เป็นบุตรของอสรพิษเหินหาว?

“อสรพิษเฒ่า หากเจ้าเก่งกล้าก็อย่าได้เอาแต่ใช้วาจาลมปาก มิเช่นนั้นไม่ว่าเจ้าจะมีบุตรอีกกี่ตน ข้าก็จะสังหารให้หมดสิ้น” จี้หนิงตะโกนโต้ตอบก่อนสาวเท้าเข้าสู่ถ้ำใหญ่แห่งนั้น

………

ถ้ำแห่งนี้คือสถานที่ซึ่งอสรพิษเหินหาวใช้พำนักมาตลอดพันปี ภายในทั้งลึกและมืดมิด ทอดเต็มไปด้วยเส้นทางอันคดเคี้ยว

“ถ้ำแห่งนี้กลับลึกลับซับซ้อนยิ่งนัก” จี้หนิงกระชับกระบี่อุดรทมิฬในมือ มุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกของถ้ำ

ทันใดนั้นห้วงอากาศรอบตัวของเขาพลันบิดเบี้ยว ในความมืดมิดที่ล้อมรอบปรากฎศีรษะของหมียักษ์ขนาดมหึมา อ้าปากอันกว้างใหญ่กลืนจี้หนิงลงไปทั้งตัว!

สีหน้าของจี้หนิงแปรเปลี่ยนด้วยความตระหนก เขาพบว่าร่างกายไม่อยู่ในความควบคุมของตนอีกต่อไป ทั้งไม่อาจต่อสู้และไม่อาจหลบหนี

“นี่… นี่คือ…’ทิพยสถาน’” นามแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ผุดขึ้นในห้วงความคิดของเขา

นับตั้งแต่ยุคแห่งเทพอสูรจวบจนปัจจุบัน ท่ามกลางดินแดนอันรกร้างกว้างใหญ่แห่งนี้ มีทิพยสถานและวิมานศักดิ์ิสิทธิ์ของเหล่าเทพอสูรและเซียนสวรรค์อมตะมากมายที่ถูกทอดทิ้งไว้ให้รกร้างปราศจากผู้ครอบครอง ต่อมาเมื่อประชากรมนุษย์เริ่มเพิ่มพูนมากขึ้น มีผู้คนไม่น้อยที่บังเอิญพบพานโบราณสถานศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ บ้างโชคดีรอดกลับออกมาพร้อมยอดวิชาและทรัพย์สมบัติ แต่ส่วนใหญ่ล้วนทิ้งชีวิตไว้ภายใน

“คิดไม่ถึง ข้ากลับเดินเปะปะจนพานพบสถานที่ในคำร่ำลือ ไม่ว่าอย่างไร ข้าต้องเอาชีวิตรอดกลับไปให้ได้” ดวงตาของจี้หนิงทอประกายแห่งความมุ่งมั่นแรงกล้า หากเขาต้องเผชิญหน้ากับกับดักหรือกองกำลังที่เจ้าของสถานที่ทิ้งไว้ เขาย่อมไม่มีโอกาสแม้แต่น้อยที่จะเอาชัยได้ หนึ่งเดียวที่สามารถทำได้คือพลิกแพลงตามสถานการณ์ รักษาชีวิตรอดรอคอยโอกาสหลบหนี

ในช่วงพริบตาแห่งความคิดนั้น ศีรษะโตใหญ่ของหมียักษ์ที่มีจี้หนิงอยู่ภายในพลันหายลับไปโดยไร้ร่องรอย

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

 

ผู้เขียน: thaidesolateera

เพียงขีดเขียนเรื่อยเปื่อย หวังว่าสักวันอิฐที่ปามั่วซั่วจะชักนำหยกออกมาได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s