เล่มที่3 บทที่12: ทะเลสาบอสรพิษเหินหาว

Desolate Era เล่ม3: พินิจเต๋าที่ริมสระ

บทที่ 12: ทะเลสาบอสรพิษเหินหาว

สัตว์ร้ายสีดำสามตัววิ่งตัดผ่านภูมิประเทศอันรกร้างกว้างใหญ่

“นายน้อย” ชิวเยี่ยอดมิได้ ต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นก่อน “บุตรชายของเจี้ยงหยีผู้นั้นแสดงความอาฆาตต่อท่านอย่างชัดเจน หากปล่อยให้มันเติบใหญ่ ข้าเกรงว่ามันจะกลับกลายมาเป็นเสี้ยนหนามของท่าน”

จี้หนิงชายหางตาไปทางม่ออู่ที่อยู่เยื้องไปด้านหลัง

ชิวเยี่ยรีบกล่าวว่า “นี่ไม่เกี่ยวกับมัน ข้ารู้ว่านายน้อยไม่ชื่นชอบความคิดเช่นนี้ แต่ข้าทบทวนในใจหลายรอบแล้วยังคงรู้สึกว่าต้องบอกต่อท่าน”

จี้หนิงทอดถอนใจ “ความแค้นของข้าเพียงจำกัดที่เจี้ยงหยี มิได้รวมถึงบุตรของมัน เมื่อข้าสามารถสังหารมันเพื่อล้างแค้น ไยต้องเพิ่มเด็กอีกผู้หนึ่งเข้าไปในบัญชีฆ่าฟัน”

“แต่ในสงครามระหว่างชนเผ่าที่ผ่านมา ฝ่ายชนะย่อมต้องไล่ล่าสังหารผู้พ่ายแพ้ให้สิ้นซาก” ชิวเยี่ยยังคงไม่อาจเข้าใจ

“เรื่องนั้นข้ารู้ดี” จี้หนิงผงกศีรษะ “เพื่อความอยู่รอดของชนเผ่า ไม่ว่าวิธีการใดๆล้วนคู่ควร แต่เด็กชายผู้หนึ่งสามารถทำอย่างไรกับตระกูลจี้ได้ ตระกูลจี้ปกครองดินแดนแห่งนี้มาเนิ่นนาน จำนวนผู้คนที่ล้มตายเนื่องจากพวกเรามีมากจนนับไม่หมดสิ้น ผู้ที่เกลียดชังตระกูลเรากล่าวได้ว่ามากมายเหลือคณา เหตุผลที่ตระกูลจี้เรายังคงยืนหยัดปกครองดินแดนแห่งนี้อยู่ได้ มิใช่เพราะพวกเราไม่ล่วงเกินผู้คน แต่เป็นเพราะพวกเราแข็งแกร่งเพียงพอ!”

ชิวเยี่ยรับฟังจนคล้ายเข้าใจคล้ายไม่เข้าใจ ได้แต่นิ่งเงียบตั้งใจฟังต่อไป

“ต้นไม้ใหญ่ต้านแรงลม หากพวกเราปราศจากความเข้มแข็งที่แท้จริง ต่อให้พวกเราไม่ล่วงเกินผู้ใด สุดท้ายพวกเรายังคงถูกผู้อื่นกวาดล้างทำลายอยู่ดี” จี้หนิงอธิบายอย่างใจเย็น

“ดังนั้นขอเพียงพวกเรารักษาความแข็งแกร่งนี้เอาไว้ ต่อให้ผู้คนเหล่านั้นเกลียดชังเราถึงเพียงไหนสุดท้ายยังทำได้เพียงเก็บเอาไว้ในใจ มิหนำซ้ำเปลือกนอกยังต้องแสดงถึงความเคารพนบนอบ เมื่อเวลาผ่านไปร้อยปีพันปี กระทั่งลูกหลานของพวกมันก็จะเชื่อถือการแสดงทางเปลือกนอกนั้นและถูกหลอมกลืนเข้าเป็นบริวารอันภักดีของตระกูลจี้เราในที่สุด”

“นอกจากนี้ในเส้นทางแห่งการฝึกปรือ สำนึกและจิตใจมีความสำคัญยิ่ง มีแต่ครอบครองสำนึกที่เที่ยงแท้และจิตใจที่เปิดกว้างจึงสามารถหลอมรวมกับวิถีแห่งฟ้าและรองรับพลังแห่งเต๋าอันยิ่งใหญ่ หากผู้ใดปราศจากความมั่นคงในจิตใจหรือเกิดความขัดแย้งในสำนึก คนผู้นั้นย่อมมิอาจก้าวหน้าไปในวิถีแห่งวิชาฝีมือ จนถึงกับก่อให้เกิดความถดถอยในพลังการฝึกปรือได้…” เขาหยุดสูดลมหายใจ

“หากข้าจี้หนิงต้องการสังหารผู้ใด ข้าก็จะซื่อตรงต่อความรู้สึกของตนและมุ่งมั่นที่จะสังหารมันผู้นั้น ไม่เข่นฆ่าโดยพร่ำเพรื่อเด็ดขาด”

การที่คนผู้หนึ่งต้องอาศัยอยู่ในช่วงเวลาแห่งความโดดเดี่ยวเป็นเวลานาน หากไม่คิดฟุ้งซ่านจนสติวิปลาสก็ย่อมสามารถได้คิดในหลายเรื่องราว ในอดีตชาตินั้นจี้หนิงถูกเคี่ยวกรำด้วยความเจ็บป่วยจนไม่อาจเข้าสู่สังคมภายนอก ช่วงเวลาแห่งการรอคอยความตายท่ามกลางความเปลี่ยวเหงาในโรงพยาบาลช่วยให้เขาได้คิดถึงเรื่องราวอันมากมาย มองลึกลงไปจนเข้าใจซึ้งถึงความต้องการในจิตใจของตนเอง

ม่ออู่และชิวเยี่ยหันไปสบตากันและกัน พวกมันล้วนมิอาจเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความลึกซึ้งในสิ่งที่เพิ่งได้รับฟังเป็นครั้งแรกนี้

“เอาเถอะ…” จี้หนิงมองหน้าที่เต็มไปด้วยความงุนงงของผู้ติดตามทั้งสองแล้วได้แต่ส่ายหน้าด้วยความระอาใจ “เมื่อไม่อาจขบคิดเข้าใจก็อย่าได้เสียเวลาโดยสูญเปล่าแล้ว พวกเรายังคงมุ่งหน้าไปยังทะเลสาบอสรพิษเหินหาวก่อน”

“นายน้อย พวกเราใช่สมควรกลับไปที่เผ่าฟันดำก่อนหรือไม่ ท่านมิใช่บอกว่าต้องการอุปการะน้องชายของชุนเฉาหรอกหรือ?” ชิวเยี่ยเอ่ยถาม

“ไม่ต้องรีบร้อนไป รอจนข้าสังหารอสรพิษเหินหาวแล้วพวกเราค่อยย้อนกลับไปก็ยังไม่สาย จะอย่างไรมันคือต้นเหตุแห่งเรื่องราวทั้งหมดนี้ น้องชายอีกคนหนึ่งของชุนเฉาก็ถูกมันสังหารเช่นกัน ข้าจะเอาหัวของมันกลับไปปลอบประโลมวิญญาณบนสวรรค์ของชุนเฉา แล้วจึงนำตัวน้องชายของนางกลับไปยังตระกูลจี้…”

………

ทั้งหมดใช้เวลาถึงสามวันสามคืน เดินทางข้ามผ่านขุนเขาป่าไม้มาจนถึงทะเลสาบอสรพิษเหินหาว

“น้อมคำนับนายน้อย” นักรบเกราะดำจำนวนสิบคนคุกเข่าลงทำความเคารพต่อจี้หนิง

จี้หนิงยังคงนั่งอยู่บนหลังสัตว์ร้ายออกคำสั่งต่อผู้ติดตามทั้งสอง “ม่ออู่ ชิวเยี่ย พวกเจ้าพำนักร่วมกับเหล่านักรบในที่นี้ ข้าจะเดินทางไปยังทะเลสาบเอง”

ม่ออู่และชิวเยี่ยรับคำอย่างพร้อมเพรียง

จี้หนิงพลันเหินร่างขึ้นดุจวิหคมหึมา ภายในชั่วพริบตาร่างของเขาก็หายลับไปจากสายตาของทั้งหมด

………

ทะเลสาบอสรพิษเหินหาวในปัจจุบันถูกกำหนดให้เป็นเขตหวงห้ามโดยตระกูลจี้ กองกำลังนักรบเกราะดำถูกจัดเป็นกลุ่มย่อยเฝ้าสอดแนมและลาดตระเวณอยู่โดยรอบ

จี้หนิงยืนอยู่ริมฝั่งของทะเลสาบ จ้องมองคลื่นสูงจากส่วนลึกของท้องน้ำที่กว้างใหญ่ไพศาลซัดสาดขึ้นสู่ฝั่ง

“ทะเลสาบอสรพิษเหินหาวกลับลึกล้ำกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ ต่อให้ข้าสามารถควบคุมวารี เมื่อลงสู่ส่วนลึกของทะเลสาบ ร่างกายย่อมมิอาจเคลื่อนไหวได้ดังปกติ”

จี้หนิงเชื่อมั่นว่าเมื่อผสานความสำเร็จในวิชา ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ ขั้นที่สี่ เข้ากับพลังแห่งเต๋าที่เขาค้นพบและ ‘ท่าร่างปีกวายุ’ เขาสามารถต่อสู้แลกชีวิตกับอสรพิษเหินหาวได้โดยไม่เป็นรอง แต่ทว่าห้วงน้ำยิ่งลึกล้ำแรงกดดันยิ่งมากมายมหาศาล ไม่ว่ามนุษย์ผู้หนึ่งจะเชี่ยวชาญวิชาทางน้ำถึงเพียงไหนสุดท้ายยังมิอาจใช้กำลังได้เทียบเท่ากับยามอยู่บนบก ในขณะที่สัตว์อสูรทางน้ำกลับเคลื่อนไหวและใช้พลังได้อย่างเป็นธรรมชาติ อย่างไรก็ตามนั่นไม่ได้ทำให้เขาลังเลเลยแม้แต่น้อย

จี้หนิงเหินร่อนลงบนผิวน้ำ จากนั้นเริ่มต้นออกเดินพลางส่งเสียงร้องท้าทายดังสะท้อนก้องทั่วท้องทะเลสาบ

“อสรพิษเหินหาว! อสรพิษเหินหาว! อสรพิษเหินหาว!”

ชั่วครู่ให้หลัง…

ภายในรังขนาดใหญ่ใต้ความดำมืดของห้วงลึกแห่งทะเลสาบ สัตว์อสูรโบราณอสรพิษเหินหาวอยู่ในห้วงนิทรา ปีกที่ปกคลุมไปด้วยเกล็ดโอบรอบลำตัว

เสียงเรียกที่บรรจุเต็มไปด้วยความท้าทายพลันทะลวงผ่านท้องน้ำเข้าสู่โสตประสาทของมัน

ดวงตาสีแดงของอสรพิษเหินหาวลืมขึ้น ส่งเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว “เกิดเรื่องอันใดขึ้น จงรีบออกไปสำรวจให้แก่ข้า”

สิ้นเสียงประกาศิตของมัน บรรดาสัตว์อสูรที่แวดล้อมรับใช้ต่างรีบลนลานแหวกว่ายขึ้นสู่ผิวทะเลสาบ

………

ห่างออกไป ในพงหญ้าข้างทะเลสาบ นักรบเกราะดำที่ซุ่มซ่อนสอดแนมต่างพากันตื่นตัวด้วยสียงร้องท้าทายนั้น

“ผู้ใดขวัญกล้าบังอาจถึงเพียงนี้ กลับรุดมาท้าทายอสรพิษเหินหาวถึงถิ่นของมัน?”

“ข้าจะเฝ้าสังเกตต่อไป เจ้าจงรีบกลับไปรายงาน”

ขณะเดียวกันหน่วยสอดแนมอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ใกล้กว่ากลับเห็นเหตุการณ์อย่างชัดเจน

“นั่นนายน้อยจี้หนิง”

“นายน้อยจี้หนิงรุดมาท้าทายอสรพิษเหินหาวถึงทะเลสาบของมัน? ดูนั่น เขายืนอยู่เหนือน้ำดุจเดียวกับท่านผู้บัญชาการจี้ยี่ฉวนไม่มีผิด!”

“พวกเจ้าหุบปากได้แล้ว รีบกลับไปรายงานโดยด่วน!”

………

ที่ด้านหลังของจี้หนิงที่เดินเหินอย่างเชื่องช้าไปบนพื้นผิวอันกว้างขวางของทะเลสาบ ศีรษะสองหัวของหนึ่งมัจฉาหนึ่งอสรพิษโผล่ขึ้นมาจากใต้ผิวน้ำจับจ้องมาที่ร่างของเขา

“เด็กหนุ่มชาวมนุษย์?” สัตว์อสูรรับใช้ทั้งสองหันมาสบตากันแล้วดำกลับลงไปใต้น้ำอีกครั้ง เพื่อรายงานต่อผู้เป็นนาย

“นายท่าน นายท่าน ผู้มาเป็นเด็กมนุษย์คนหนึ่ง”

“เด็กมนุษย์?” ปีกของอสรพิษเหินหาวเหยียดกางออก ดวงตาสีแดงฉานจับจ้องจนหัวใจของสัตว์อสูรรับใช้ทั้งสองแทบหยุดเต้น

“แต่เด็กมนุษย์ผู้นี้กลับเก่งกล้าสามารถ มันเดินเหินบนผิวทะเลสาบราวกับเดินบนพื้นราบ”

ดวงตาของอสรพิษเหินหาวหรี่ลงใช้ความคิด อสรพิษนั้นมีนิสัยมากระแวงโดยธรรมชาติอยู่แล้ว อย่าว่าแต่มันถูกไล่ล่าล้อมต้อนจากยอดฝีมือตระกูลจี้นับครั้งไม่ถ้วน จู่ๆมีเด็กมนุษย์ผู้หนึ่งโผล่มาร้องท้าทายมันเช่นนี้ จะมิให้มันไม่ระแวงสงสัยได้อย่างไร?

“พวกเจ้าเคยพบเห็นมันมาก่อนหรือไม่?”

“ไม่เคยมาก่อนเลยนายท่าน พวกเราจดจำยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติของตระกูลจี้ที่เข้าล้อมทะเลสาบได้ทุกคน แต่เด็กหนุ่มผู้นี้กลับแปลกหน้ายิ่งนัก”

อสรพิษเหินหาวผงกศีรษะ “ถ้าเช่นนั้นข้าจะขึ้นไปชมดูเอง”

ร่างมหึมากลับกลายเป็นชายในชุดยาวสีดำแล้วลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำ ในร่างมนุษย์ของมันนี้แม้ไม่ทรงพลังและรวดเร็วเท่าร่างสัตว์อสูร แต่ก็มีขนาดเล็กเหมาะแก่การลอบสอดแนม

ภาพที่มันเห็นคือ ในที่ห่างออกไปบนผิวน้ำ เด็กหนุ่มร่างบางในชุดขนสัตว์สีขาวยืนอยู่เพียงผู้เดียวท่ามกลางผิวน้ำอันเวิ้งว้าง

“เป็นมันนั่นเอง” ดวงตาของชายชุดดำพลันลุกไหม้ไปด้วยเพลิงแห่งความอาฆาตพยาบาท กระทั่งผิวน้ำที่อยู่รอบตัวของมันก็สั่นสะเทือนเกิดเป็นระลอก

จี้หนิงตื่นตัวขึ้นทันที เขารีบหันกลับมายังทิศทางที่ชายชุดดำโผล่ขึ้นมา แม้จี้หนิงจะยังไม่เคยพบเห็นอสรพิษเหินหาวในร่างมนุษย์มาก่อน แต่เขาก็คาดเดาได้ในทันทีว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นใคร

“อสรพิษเหินหาว!” จี้หนิงคำรามด้วยโทสะ

ชายชุดดำเมื่อเห็นดังนั้นกลับรีบถ่วงร่างลงสู่ใต้ผิวน้ำอีกครั้ง

จี้หนิงพุ่งทะยานเข้าไปด้วยความเร็วสูงสุด ตะโกนลงใต้ผิวน้ำ “เจ้ามิใช่สาบานไม่อยู่ร่วมฟ้ากับข้าหรอกหรือ? ไหนเจ้าลั่นวาจาว่าจะต้องสังหารข้าให้ได้อย่างไรเล่า? แล้วเจ้ายังลังเลอะไร จงรีบบุกเข้ามาสังหารข้า”

อสรพิษเหินหาวที่ใต้น้ำยังคงจับจ้องมองจี้หนิงด้วยความเกลียดชัง มันต้องใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อระงับความปรารถนาใคร่จะเหินร่างขึ้นไปกัดกินเด็กหนุ่มคู่อาฆาตผู้นี้ให้สาสมใจ

“ข้าสังหารเจ้างูหนอนสีแดงนั้นไปเจ้าจำได้หรือไม่? ข้าสังหารเจ้าสัตว์ที่น่าสมเพชนั้นลงภายในกระบวนท่าเดียว” จี้หนิงยังคงปล่อยถ้อยคำยั่วยุกระตุ้นโทสะลงสู่ใต้ทะเลสาบโดยไม่หยุดยั้ง

ร่างของชายชุดดำสั่นสะท้าน ข่มกลั้นความต้องการสังหารที่พลุ่งขึ้นมาระลอกแล้วระลอกเล่า “ข้าไม่อาจวู่วาม ไม่อาจวู่วาม นี่ต้องเป็นกับดักของพวกมนุษย์เจ้าเล่ห์ตระกูลจี้อย่างแน่นอน”

“เมื่อครั้งที่สันเขาพิราบพิษยื่นมือเข้ามาช่วยเจรจา เงื่อนไขที่จองจำข้าให้อยู่ในพื้นที่ทะเลสาบตลอดหนึ่งร้อยปีก็คือ ห้ามมิให้เหล่าสาวกตำหนักม่วงของตระกูลจี้ลงมือต่อข้า แต่ในข้อตกลงมิได้ระบุว่าห้ามพวกยอดฝีมือเหนือธรรมชาติรวมกำลังกลุ้มรุมข้า”

มนุษย์และสัตว์อสูรต่อสู้สังหารซึ่งกันและกันมาช้านานแล้ว ทว่าทั้งสองฝ่ายล้วนมีข้อตกลงบางประการที่ยึดถือปฎิบัติมาตลอด เช่นบรรดายอดฝีมือที่แท้จริงของแต่ละฝ่ายจะไม่ลงมือข่มเหงรังแกผู้เยาว์ของอีกฝ่ายโดยพลการ และโดยปกติเหล่าสาวกตำหนักม่วงที่ถือเป็นรากฐานสำคัญแห่งอำนาจของแต่ละฝ่ายจะเพียงแต่เฝ้าดูโดยไม่ลงมือต่อสู้ เนื่องเพราะไม่ว่าฝ่ายใดล้วนไม่ต้องการและไม่อาจแบกรับผลสุดท้ายของการสูญเสียรากฐานเหล่านี้ไปได้

“ถึงแม้จะดูเหมือนรอบกายของจี้หนิงปราศจากผู้ช่วยเหลือ ทว่าพวกมันอาจอาศัยค่ายกลหรือสมบัติวิเศษบางชนิดที่สามารถใช้กลบเกลื่อนร่องรอย หากข้าปรากฎตัวออกไปคงจะถูกล้อมสังหารจากจี้ยี่ฉวนและพรรคพวกของมันอย่างแน่นอน”

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

Advertisements

ผู้เขียน: thaidesolateera

เพียงขีดเขียนเรื่อยเปื่อย หวังว่าสักวันอิฐที่ขว้างปาไปมั่วซั่วจะชักนำหยกออกมาได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s