เล่มที่3 บทที่11: เพื่อชนเผ่า

Desolate Era เล่ม3: พินิจเต๋าที่ริมสระ

บทที่ 11: เพื่อชนเผ่า

“นายน้อย เมื่อเจี้ยงหยีกล้าสร้างความขัดเคืองให้แก่ท่านมันย่อมต้องมีโทษถึงตาย หากทว่ามันยังอายุเยาว์ไม่รู้ความ ไม่ทราบว่ามีทางใดที่จะยกโทษตายให้แก่มันได้หรือไม่?” แม่เฒ่าหิมะที่ผมขาวโพลนยืนหยัดอยู่บนพื้นถนนที่เต็มไปด้วยเศษหิน เอ่ยถามหยั่งเชิง นางยังคงมุ่งหวังว่าจี้หนิงจะเคารพต่อธรรมเนียมของสงครามระหว่างชนเผ่าที่สามารถแลกเปลี่ยนชีวิตเชลยด้วยค่าไถ่

แต่คำตอบที่นางได้รับมีเพียงสายตาที่ชาเย็น แม่เฒ่าหิมะลอบทอดถอนใจ ชะตาของเจี้ยงหยีถูกกำหนดไว้แน่นอนแล้ว!

“เกิดเรื่องอันใดกับเผ่าแม่น้ำ?”

“ประตูเมืองอันแข็งแกร่งนั้นกลับถูกถล่มจนราบเป็นหน้ากลอง?”

“เจ้าดู เด็กหนุ่มผู้ที่ถูกห้อมล้อมโดยกองกำลังนักรบเกราะดำนั้นย่อมต้องเป็นบุคคลสำคัญของตระกูลจี้โดยมิต้องสงสัย”

เหล่าผู้ที่เพิ่งเดินทางมาถึงเผ่าแม่น้ำในภายหลังต่างพากันหยุดเท้าลง จ้องมองดูสถานการณ์ด้วยความสนใจ

แม่เฒ่าหิมะย่อมไม่ต้องการให้เรื่องอื้อฉาวนี้แพร่สะพัดออกไป นางรีบตะโกนสั่งกองกำลังของเผ่าแม่น้ำที่ยังคงอยู่ในบริเวณ

“เรียกพวกมันทั้งมวลให้ไสหัวออกไป!”

เหล่านักรบค่อยเรียกขวัญวิญญาณคืนสู่ร่าง ทยอยแยกย้ายโบกอาวุธขับไล่ผู้ที่มามุงดู

ทว่าผู้ที่เข้ามาสมทบกลับยิ่งมายิ่งมากขึ้น เนื่องเพราะบรรดาแกนนำของชนเผ่าต่างนำพากองกำลังของตนรุดมาตามเสียงระเบิดที่เกิดขึ้น แม่เฒ่าหิมะยังจะทำประการใดได้ นางได้แต่ปล่อยให้พวกมันยืนรอคอยคำสั่งต่อไป

จวบจนกระทั่งเงาร่างสีดำพุ่งลงมาจากฟากฟ้า เหล่าผู้ที่ชุมนุมอยู่จึงส่งเสียงเรียกด้วยความเคารพ “ท่านผู้นำชนเผ่า”

สีหน้าของเจี้ยงซันสีกระด้างราวกับก้อนน้ำแข็ง ใช้มือหิ้วร่างของชายหนุ่มรูปงามเดินฝ่ากลุ่มคนที่ตกตะลึงเข้าไป พวกมันย่อมรู้จักดีว่าชายหนุ่มผู้นี้คือเจี้ยงหยีที่เป็นหลานชายที่เจี้ยงซันสีรักตามใจมากที่สุด

เจี้ยงซันสีพลันทุ่มเหวี่ยงร่างของเจี้ยงหยีลงบนพื้นที่เบื้องหน้าจนใบหน้าของมันกระแทกกับพื้นดินกลิ้งร่างไปหลายตลบ ร่างงามสง่าบัดนี้เต็มไปด้วยบาดแผลและคราบดิน สกปรกมอมแมมจนแทบไม่เหลือราศีที่เคยมี

“นายน้อยจี้หนิง ข้านำตัวมันมามอบต่อท่านแล้ว” เจี้ยงซันสียืนเคียงข้างแม่เฒ่าหิมะ จ้องมองเจี้ยงหยีที่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้น

“เจ้าหรือคือเจี้ยงหยี?” หัวใจของจี้หนิงลุกไหม้ไปด้วยเพลิงอาฆาต เมื่อจ้องมองชายหนุ่มที่เบื้องหน้า เขาอดมิได้ต้องหวนนึกถึงความเศร้าโศกอัปยศที่ชุนเฉาได้รับ

เจี้ยงหยีกวาดตามองรอบกาย ต่อหน้าเด็กหนุ่มที่ดุร้ายทรงอำนาจผู้นี้ ทั้งผู้นำชนเผ่าและแม่เฒ่าหิมะกระทั่งศีรษะยังไม่กล้าเงยสูง มันย่อมไม่กล้าเล่ยลวดลายอันใด

“ข้าเจี้ยงหยี น้อมคำนับนายน้อย”

“เจี้ยงหยี… เจี้ยงหยี…” จี้หนิงกล่าวทบทวนเสียงแผ่วเบา “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าตามหาเจ้าด้วยเหตุใด?”

จี้หนิงกล่าวถามด้วยน้ำเสียงอันเย็นชาราบเรียบ หากหัวใจของเจี้ยงหยีสั่นสะท้าน มันรู้สึกได้ถึงสำนึกฆ่าฟันในน้ำเสียงนั้น

“ข้าไม่อาจทราบได้” เจี้ยงหยีรวบรวมความกล้าเอ่ยถามขึ้น “ท่านมาเพื่อสังหารข้า?”

“ถูกแล้ว” จี้หนิงรับคำ

ทั่วทั้งบริเวณถูกปกคลุมด้วยความเงียบในทันที

ไม่ว่าจะเป็นแม่เฒ่าหิมะ เจี้ยงซันสี หรือเหล่าผู้อาวุโสของเผ่าที่ยืนอยู่โดยรอบล้วนไม่กล้าเอ่ยปากสอดคำ ด้วยประสบการณ์ของพวกมันย่อมสังเกตออกว่า ในยามนี้ไม่ว่าพูดอะไรออกไปก็ล้วนเปล่าประโยชน์ พวกมันทำได้เพียงลอบทอดถอนใจในชะตาที่ผกผันของเจี้ยงหยีผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยโดดเด่นเป็นความหวังแห่งอนาคตของชนเผ่า

“นายน้อยจี้หนิง ในเมื่อท่านต้องการสังหารข้าให้จงได้ ข้าย่อมไม่มีหนทางเลือกอื่นใดนอกจากความตาย” เมื่อตัดสินใจยอมรับชะตากรรม ใบหน้าของมันกลับสงบนิ่งลงอย่างน่าประหลาด “หากท่านสามารถประทานบอกหรือไม่ว่า นี่ที่แท้มีสาเหตุมาจากเรื่องอันใด?”

“นี่ที่แท้มีสาเหตุมาจากเรื่องอันใด?” จี้หนิงจ้องมองหน้าของเจี้ยงหยี กระบี่อุดรทมิฬปรากฎขึ้นโดยปราศจากร่องรอย พลังกระบี่เย็นยะเยียบทิ่มแทงเข้าใส่ร่างของมันอย่างรวดเร็ว

เจี้ยงหยีกลับมิกล้าหลบหลีกแม้แต่น้อย ผู้คนของเผ่าแม่น้ำก็ไม่มีผู้ใดที่มีท่าทีจะเข้ามาขัดขวางเช่นกัน ที่จริงต่อให้จี้หนิงสับสังหารเจี้ยงหยีต่อหน้าต่อตา พวกมันก็ไม่กล้าทักท้วงแม้สักครึ่งคำ

ร่างของเจี้ยงหยีถูกแทงทะลุเป็นรูกลวงหกรู ทุกรูล้วนปรากฎโลหิตพุ่งทะลักออกมาราวสายน้ำ

“นี่…” ใบหน้าของเจี้ยงหยีไม่อาจรักษาความสงบเยือกเย็นอีกต่อไป “นาง… นางเป็น…”

“เจ้าเข้าใจแล้วกระมัง?”

ท่ากระบี่ที่จี้หนิงใช้ออกเมื่อครู่เป็นกระบวนท่าเดียวกับที่ชุนเฉาฝึกปรือ และเป็นกระบวนท่าที่ชุนเฉาใช้เข่นฆ่าสังหารกองกำลังติดตามของเผ่าแม่น้ำจนแตกพ่ายล่าถอย

“เพียงเพราะสตรีนางหนึ่งเท่านั้น… นายน้อยจี้หนิงท่านต้องการสังหารข้า เพียงเพราะสตรีนางหนึ่งเท่านั้น?” เจี้ยงหยีที่มองเห็นการตายโดยไม่หวั่นหวาดกลับไม่อาจยอมรับเหตุผลนี้ได้ มันที่ยึดถือสตรีเป็นเพียงเครื่องเล่นตลอดมากลับต้องมาจบชีวิตลงเพียงเพราะสตรีนางหนึ่ง มันไหนเลยยอมรับได้

“ข้ายินดีชดใช้สตรีให้แก่ท่าน ขอเพียงนายน้อยยินยอมละเว้นชีวิต จะให้ข้าชดใช้สักกี่ร้อยกี่พันนางก็ย่อมได้ อย่าว่าแต่นางเพียงเป็นบ่าวทาสผู้หนึ่งเท่านั้น นายน้อยไยต้องยึดถือจริงจังถึงเพียงนี้”

“ในสายตาของข้า ชีวิตของเจ้ายังเทียบไม่ได้แม้เพียงผมเส้นหนึ่งของนาง” น้ำเสียงของจี้หนิงราบเรียบเย็นชา

ใบหน้าของมันซีดเซียวไร้สีเลือด เจี้ยงหยีพลันชักดึงมีดสั้นขึ้นมา กล่าววาจาพลางปักมีดลงบนขั้วหัวใจ “ในเมื่อข้าล่วงเกินนายน้อยข้าย่อมสมควรตาย ข้าเจี้ยงหยีขอจบชีวิตตนเองโดยมิต้องให้มือของนายน้อยต้องแปดเปื้อน…”

แว่วเสียงโลหะปะทะกันดังสดใส มีดสั้นถูกกระบี่อุดรทมิฬกระแทกร่วงหล่น

“เจ้ากลับคาดหวังว่าจะได้รับความตายอย่างรวบรัดหมดจด?” จี้หนิงยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาจนน่าสะพรึงกลัว “ในวันที่นางจากไป นางจากไปพร้อมกับความทุกข์ทรมานและความอับอายสิ้นหวัง ข้าไหนเลยปล่อยให้เจ้าตกตายอย่างง่ายดายถึงเพียงนั้น!”

จี้หนิงไม่สนใจต่อสายตาที่จับจ้องของเจี้ยงหยีและผู้คนของเผ่าแม่น้ำ เขาหันไปออกคำสั่ง “ม่ออู่!”

“นายน้อย” ม่ออู่ก้าวเท้าออกมาขานรับคำสั่ง

“จัดการมันด้วย ‘ทัณฑ์แขวน’ แขวนร่างของมันไว้ที่จุดสูงสุดของเมืองเผ่าแม่น้ำ”

ใบหน้าที่ขาวซีดของเจี้ยงหยีถึงกับยิ่งขาวซีดลงไปอีก

ทัณฑ์แขวนที่ว่าคือวิธีการลงโทษผู้ประกอบอาชญากรรมร้ายแรงด้วยการมัดมือมัดเท้าแล้วผูกแขวนกลางอากาศ จากนั้นปล่อยทิ้งให้อดน้ำอดอาหารท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผา

เจี้ยงหยีทราบดีว่าต่อให้ตอนนี้บนร่างของมันยังมีรูกลวงถึงหกรู แต่พลังชีวิตและพลังการฝึกปรือของมันกลับจะช่วยประคองมิให้มันเสียชีวิตลงอย่างง่ายดาย และเมื่อเป็นเช่นนั้น เลือดเนื้อของมันจะดึงดูดให้บรรดานกกาให้เข้ามาจิกกินมันทั้งเป็น แต่ที่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของมันจนถึงที่สุดก็คือ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นกับมันท่ามกลางสายตาดูแคลนของผู้ที่เคยมีฐานะต้อยต่ำกว่ามันและท่ามกลางเสียงสาปแช่งประนามของเหล่าผู้ที่มีความแค้นต่อมัน!

ม่ออู่รีบนำโซ่ยาวออกมาล่ามร่างที่ตอนนี้กลับกลายเป็นมนุษย์โลหิตของเจี้ยงหยี โดยที่มันเพียงก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้าแสดงอาการขัดขืนใดๆ

“ท่านพ่อ!” เด็กชายผู้หนึ่งส่งเสียงร่ำร้องคร่ำครวญ พลางวิ่งออกมาจากกลุ่มผู้คน

“ไสหัวไป!” เจี้ยงหยีรีบส่งเสียงร้องตวาด “ไสหัวกลับไปซะ ไสหัวไป!”

“ท่านพ่อ…” เด็กชายส่งเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น ถึงบิดาของมันจะเข้มงวดถึงเพียงไหน มันก็ทราบดีถึงความรักของบิดาที่มีให้กับมัน

สีหน้าของเจี้ยงซันสีก็เปลี่ยนไป รีบออกคำสั่ง “นำตัวทารกไม่รู้ความนั้นออกไป”

นักรบเผ่าแม่น้ำสองนายรีบตรงเข้าไปฉุดลากเด็กชายออกมา แต่เด็กน้อยกลับพยายามดิ้นรนขัดขืนจนสุดแรง สายตาจ้องมองไปที่ใบหน้าของจี้หนิงด้วยความเจ็บแค้นอาฆาต

จี้หนิงเพียงจ้องมองกลับไปอย่างเฉยเมย เมื่อครั้งที่เขายังเด็กก็รับคำสั่งจากบิดาให้ลงมือสังหารนักโทษประหาร เขาคุ้นชินต่อสายตาอันเกลียดชังทุกรูปแบบมานานแล้ว

นักรบเกราะดำสองนายนำตัวเจี้ยงหยีที่ถูกล่ามอย่างแน่นหนาจากไปเพื่อตระเตรียมการลงทัณฑ์แขวน ในสายตาของชาวเผ่าแม่น้ำที่แวดล้อมมีทั้งสมเพชเวทนา มีทั้งดีใจในเคราะห์กรรมของผู้อื่น สร้างความเจ็บปวดอับอายให้แก่เจี้ยงหยีที่เหยียบย่ำผู้คนอยู่ใต้เท้าเสมอมายิ่งกว่าบาดแผลกระบี่บนร่าง

“นายน้อย” ม่ออู่ตรงเข้ามากล่าวกับจี้หนิงด้วยเสียงแผ่วเบา “เมื่อตัดหญ้าควรต้องถอนราก เด็กผู้นั้น…” มันไม่อาจกล่าววาจาจนจบเมื่อพบเห็นสายตาที่จี้หนิงจ้องมองกลับมาที่มัน

“ข้าจะใช้เวลาหลายวันนี้ที่เผ่าแม่น้ำ” จี้หนิงกล่าวต่อเจี้ยงซันสี “แต่จะไม่ขอรบกวนพวกท่าน ข้าจะพักอยู่ในค่ายของนักรบเกราะดำ วันใดที่เจี้ยงหยีสิ้นใจข้าจึงจะจากไป”

ผู้คนที่รุมล้อมล้วนรับฟังจนร่างสั่นสะท้าน พวกมันสามารถรับรู้ถึงความเกลียดชังและความโกรธแค้นภายในน้ำเสียงนั้นอย่างชัดเจน

………

ช่วงแรกของการลงทัณฑ์แทบไม่สร้างปัญหาใดๆให้แก่เจี้ยงหยี ต่อเมื่อผิวหนังที่แตกแห้งจากการถูกแสงแดดแผดเผาของมันถูกนกกาเข้ารุมจิกกินมันจึงเริ่มสัมผัสกับนรกบนดิน พลังปราณที่เป็นแหล่งกำเนิดแห่งความแข็งแกร่งที่มันเคยภาคภูมิใจบัดนี้กลับเป็นเสมือนเครื่องมือลงทัณฑ์ที่ลากถ่วงชีวิตของมันให้ต้องทนทุกข์ทรมานยาวนานยิ่งขึ้นกว่าเดิม

หลังจากที่ชาวเผ่าแม่น้ำต้องทนรับฟังเสียงคร่ำครวญหวนโหยเป็นเวลาสามวันกับสองคืน เจี้ยงหยีจบชีวิตอันเลวร้ายของมันในที่สุด

จี้หนิงจ้องมองซากร่างที่ถูกจิกกินจนไม่เหลือชิ้นดีนั้นอย่างเย็นชาก่อนที่จะนำม่ออู่และชิวเยี่ยควบขี่สัตว์ร้ายสีดำจากไป

………

เจี้ยงซันสีนั่งดื่มสุราอย่างเงียบงัน โดยมีเด็กชายผู้เป็นบุตรของเจี้ยงหยีคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า

“ไค่เอ๋อ” เจี้ยงซันสียกจอกสุราที่จัดสร้างจากกระโหลกสัตว์ร้ายกรอกลงคอ “เจ้าบอกข้าอีกครั้ง ว่ายังคิดสังหารนายน้อยจี้หนิงอยู่หรือไม่?”

“ไม่กล้าแล้ว ไค่เอ๋อไม่กล้าแล้ว” เด็กชายรีบกล่าวตอบ

เจี้ยงซันสีทอดถอนหายใจ กล่าวพึมพำด้วยเสียงอันอ่อนโยน “ความแค้นส่วนตัวของเจ้าจะเป็นต้นเหตุแห่งหายนะของเผ่าแม่น้ำ”

“พวกเรา!” มันพลันส่งเสียงตะโกนเรียกบ่าวไพร่

“นายท่าน” ข้ารับใช้ส่วนตัวของหัวหน้าเผ่าแม่น้ำรีบตรงเข้ามาคุกเข่ารอรับคำสั่ง

“ประหารบริวารของเจี้ยงหยีให้หมดสิ้น ขายสตรีทุกคนของมันออกไปเป็นทาส”

“ท่านผู้นำชนเผ่า!” เด็กชายกรีดร้องออกมา หนึ่งในสตรีที่จะถูกขายไปเป็นทาสคือมารดาของมัน

“ส่วนมัน…” เจี้ยงซันสีใช้สายตาเย็นชาจ้องมองเด็กชาย “เอาไปขายเป็นทาสเช่นกัน!”

“ไม่!” เด็กชายทรุดกายลงโขกศีรษะ “ท่านผู้นำโปรดปรานี! ท่านผู้นำโปรดปรานี!”

“น้อมรับคำสั่ง” ข้ารับใช้ผู้นั้นไม่สนใจต่อการดิ้นรนขัดขืนอันไร้ค่า ใช้กำลังฉุดลากเด็กชายออกจากห้องไปโดยมีเจี้ยงซันสีเพียงเฝ้ามองภาพที่เกิดขึ้นอย่างเงียบงัน

“นายท่าน หรือว่าท่านจะขายภรรยาและบุตรของนายน้อยเจี้ยงหยีไปเป็นทาสจริงๆ?” เงาร่างสายหนึ่งเอ่ยถามจากมุมมืดของห้อง

เจี้ยงซันสีผงกศีรษะ ระหว่างที่เจี้ยงหยีต้องทัณฑ์ทรมาน มันลอบส่งคนไปสอบถามจนทราบว่าเรื่องราวทั้งหมดเกิดจากสตรีนามมี่หวาแห่งเผ่าฟันดำ มันกระทั่งยังส่งคนออกไปสอบถามหัวหน้าเผ่าฟันดำจนแน่ใจในข้อมูลทั้งหมด จึงได้ออกคำสั่งประหารผู้มีส่วนรู้เห็นเรื่องราวนี้ออกไป

“จี้หนิงย่อมไม่ต้องการให้เรื่องราวที่สตรีนางนี้ถูกข่มเหงแพร่กระจายออกไป และไม่มีประโยชน์ที่จะเลี้ยงดูเหล่าสตรีไร้ค่าของเจี้ยงหยีอีกต่อไปเช่นกัน”

“สำหรับไค่เอ๋อ ความเกลียดชังที่มีต่อจี้หนิงของมันชัดแจ้งจนเกินไป ข้าทดลองสอบถามมันหลายครั้ง แม้ว่าทุกครั้งมันจะตอบว่าไม่คิดล้างแค้น แต่ข้าไหนเลยจะถูกหลอกลวงโดยเด็กน้อยเช่นนั้นได้” มันอดมิได้ต้องส่ายหน้าทอดถอนใจ “อายุเพียงเท่านี้กลับเรียนรู้ที่จะซ่อนเร้นความรู้สึกนึกคิด วันใดที่มันก้าวขึ้นสู่อำนาจภายในเผ่า ข้าเกรงว่ามันจะกระทำสิ่งที่เป็นเหตุให้เผ่าแม่น้ำต้องถูกทำลายล้างลง เรื่องทุกสิ่งที่ข้าทำลงไปในวันนี้ก็เพื่อแสดงให้ตระกูลจี้เห็นว่าเผ่าแม่น้ำเราจงรักภักดี”

เงาร่างในความมืดนิ่งสงบรับฟัง

“เจ้าสาม” เจี้ยงซันสีพลันกล่าวด้วยน้ำเสียงออกคำสั่ง

“น้อมรับคำสั่ง” เงาร่างในความมืดรีบรับคำ

“สั่งการต่อเจ้าเก้าให้ลอบนำตัวไค่เอ๋อจากไป มุ่งหน้าสู่ชายแดนแฝงตัวเข้ากับชนเผ่าภายใต้การปกครองของตระกูลเที้ยมู่ หากไค่เอ๋อขยันฝึกฝีมือและมีพรสวรรค์ให้ฝึกปรือมันให้ดี หากมันลืมเลือนความแค้นละเลยการฝึกฝีมือ ให้เจ้าเก้าสังหารมันซะแล้วเดินทางกลับมา”

เงาร่างของเจ้าสามรับคำสั่งและหายตัวไปในความมืด

“ความแค้นก็เป็นแรงขับดันที่ดีชนิดหนึ่ง เพียงแต่เผ่าแม่น้ำเราหากเปรียบเทียบกับตระกูลจี้แล้วลคงต้องยอมรับว่ายังอ่อนแอนัก…” เจี้ยงซันสีสั่นศีรษะทอดถอนใจอีกครั้ง

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

 

Advertisements

ผู้เขียน: thaidesolateera

เพียงขีดเขียนเรื่อยเปื่อย หวังว่าสักวันอิฐที่ขว้างปาไปมั่วซั่วจะชักนำหยกออกมาได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s