เล่มที่2 บทที่9: เครื่องรางเร้นรอย

Desolate Era เล่ม2: ทะเลสาบแห่งเทือกเขาตะวันออก

บทที่ 9: เครื่องรางเร้นรอย

จี้หยงรีบกล่าว “น้องรอง เจ้าฟังข้าก่อน”

“พี่ใหญ่ ท่านไม่ต้องพูดแล้ว” จี้หลี่หลับตาลงทบทวนชั่วขณะก่อนลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาเจิดจ้าไร้ความลังเล “นับแต่นี้ข้าจี้หลี่จะยึดถือจี้หนิงเป็นผู้ดูแลเขตปกครองตะวันตกคนต่อไป ข้ายินดีรับคำสั่ง ภักดี และออกรบเสี่ยงชีวิตเพื่อเขตปกครองตะวันตกเมื่อจี้หนิงเรียกหา แต่สำหรับท่าน… ท่านจะไม่มีวันได้รับการยอมรับนับถือจากข้าตลอดไป!” จี้หลี่สะบัดหน้าจากไปทันทีที่กล่าวจบ

“ท่านพ่อ!” จี้หยูส่งเสียงเรียกพลางรีบติดตามจี้หลี่จากไป

จี้หยงมองดูจี้หลี่จากไป รอยยิ้มฉายชัดบนใบหน้า เขารู้จักน้องชายผู้นี้เป็นอย่างดี จี้หลี่นั้นใจร้อนวู่วามมาตั้งแต่เล็ก เขาเพียงยอมรับผู้ที่แข็งแกร่งกว่าตนและดูถูกผู้ที่อ่อนแอกว่า จี้หลี่เคยลั่นวาจาไว้ว่าเขาจะยอมรับหากจี้ยี่ฉวนขึ้นเป็นผู้ดูแลเขตปกครอง ดังนั้นเมื่อจี้หนิงพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นยอดอัจฉริยะยิ่งกว่าผู้เป็นบิดาด้วยการพิชิตคู่ต่อสู้ทั้งเจ็ดช่วงชิงดาบทองคำด้วยอายุเพียงสิบปี จี้หลี่ย่อมต้องยอมรับโดยไร้ข้อโต้แย้ง

หากเขายอมรับเขาจะยอมรับ หากเขาไม่ยอมรับเขาจะไม่ยอมรับ จี้หลี่เป็นคนเช่นนี้เอง

………

ตะวันลับขอบฟ้า

งานเลี้ยงฉลองการกำหนดตัวว่าที่ผู้ดูแลเขตปกครองตะวันตกถูกจัดขึ้นที่ห้องโถงหิมะโปรย

จี้หนิงนั่งอยู่ในที่นั่งอันทรงเกียรติรับชมบรรดาทาสสตรีแสดงการเต้นรำของชนเผ่า มีนักดนตรีบรรเลงขับกล่อมอยู่สองฟากข้าง เหล่าผู้ทรงอิทธิพลและยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติของตระกูลจี้เขตปกครองตะวันตกต่างกระทบจอกร่ำสุรา บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนานและเสียงหัวเราะ นอกจากจี้ยี่ฉวนที่มีสิทธิ์เข้าร่วมอยู่แล้ว แม้แต่ยู้จี่เซาะและสุนัขวารีพิสุทธิ์พลอยได้รับเชิญให้เข้าร่วมงาน

การที่จี้หนิงถูกวางตัวในตำแหน่งนี้ได้เปลี่ยนแปลงสมดุลย์อำนาจภายในตระกูลจี้ฝ่ายตะวันตกไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ตระกูลจี้เขตปกครองตะวันตกมีผู้อาวุโสทั้งสิ้นสิบคน การตัดสินใจใดที่มีผลต่ออนาคตของตระกูลล้วนต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะผู้อาวุโสนี้ ทั้งนี้หากวันใดที่จี้หยงก้าวลงจากตำแหน่งและจี้หนิงก้าวขึ้นเป็นผู้ดูแลเขตปกครอง จี้หยงจะถูกบรรจุเข้าในคณะผู้อาวุโสของตระกูลจี้ฝ่ายตะวันตกแทนผู้อาวุโสที่ด้อยอำนาจที่สุด เท่ากับว่าจำนวนเสียงในคณะผู้อาวุโสของตระกูลสายจี้หยงมีเสียงมากขึ้นอีกหนึ่งเสียงทันที

………

งานเลี้ยงดำเนินไปจนถึงกลางดึก เหล่านักแสดง นักดนตรี และข้าทาสล้วนถูกขับไล่จากไป แขกผู้ร่วมงานรู้ดีว่าถึงเวลาที่แกนนำของตระกูลจี้จะปรึกษาหารือเรื่องสำคัญจึงรีบพากันกล่าวคำอำลาเช่นกัน

จี้หยงหัวเราะด้วยความสบอารมณ์ “การประลองชิงดาบทองคำในวันนี้จบลงด้วยชัยชนะของจี้หนิงเหนือคู่ต่อสู้ทั้งเจ็ด ตามข้อตกลงที่ทำไว้ เขาจะเป็นผู้ดูแลเขตปกครองคนต่อไป หากทว่าด้วยวัยเพียงสิบปีเขาอาจจะยังเยาว์วัยเกินไป ข้าขอเสนอให้จี้หนิงเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่อไปอีกสักพัก เมื่อเขาอายุครบยี่สิบปี ข้าจะสละตำแหน่งผู้ดูแลเขตปกครองให้ ไม่ทราบทุกท่านมีความเห็นอย่างไร?”

“ตกลง”

“ตกลง”

เหล่าผู้อาวุโสต่างเห็นพ้องต้องกัน แม้แต่ผู้อาวุโสที่สนับสนุนสายของจี้หลี่ก็ไม่มีข้อโต้แย้ง

บนใบหน้าของจี้ยี่ฉวนพลันบังเกิดรอยยิ้มอย่างที่หาได้ยากยิ่ง “ท่านผู้ดูแลเขตปกครอง”

“ยี่ฉวนไม่ต้องเกรงใจไป มีเรื่องใดก็จงว่ามา” จี้หยงอารมณ์ดียิ่ง

“ข้าต้องการขอของสิ่งหนึ่งให้แก่บุตรชาย”

“เป็นของสิ่งใด?” จี้หยงถามด้วยความสงสัย

“เป็น ‘เครื่องรางเร้นรอย’ ” จี้ยี่ฉวนตอบด้วยสีหน้าจริงจัง

ทันทีที่คำพูดสิ้นสุด บรรดาผู้ที่ได้รับฟังต่างนิ่งเงียบ หันมองกันและกัน

“เครื่องรางเร้นรอย? ลูกหนิง เจ้าต้องการเครื่องรางเร้นรอยเช่นนั้นหรือ?” จี้หยงขมวดคิ้วหันมาทางจี้หนิง

จี้หนิงตั้งตัวไม่ทัน แทบสำลักสุราที่ดื่มลงไป รีบเหลือบตามองบิดาพลางกล่าวรับคำคราหนึ่ง

จี้ยี่ฉวนกล่าวเสริมว่า “เมื่อจี้หนิงเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้ดูแลเขตปกครอง เขาย่อมมีสิทธิ์ครอบครองเครื่องรางเร้นรอยใช่หรือไม่?”

“นั่นก็ไม่ผิด” จี้หยงสูดหายใจลึกยาวนาน เครื่องรางที่สร้างจากหยกเรืองแสงชิ้นหนึ่งพลันปรากฎขึ้นบนฝ่ามือ บนตัวเครื่องรางสลักเต็มไปด้วยอักขระอาคมที่เปล่งรัศมีประหลาดออกมาจนดูเสมือนว่าห้วงมิติโดยรอบเครื่องรางนั้นบิดเบี้ยว

จี้หยงมอบเครื่องรางเร้นรอยให้แก่จี้ยี่ฉวนพลางกล่าวกำชับ “ยี่ฉวน เครื่องรางชิ้นนี้เป็นสมบัติพิทักษ์ตระกูลของตระกูลจี้ฝ่ายตะวันตกเรา จงอย่าได้ใช้โดยไม่มีเหตุอันควร”

จี้ยี่ฉวนผงกศีรษะ “ข้าทราบดี”

………

ดึกสงัด บนเส้นทางกลับจากห้องโถงหิมะโปรย จี้หนิงสามพ่อแม่ลูกรวมทั้งท่านลุงขาวเดินพลางสนทนาถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น

“ท่านพ่อท่านแม่” จี้หนิงยังคงสับสนงุนงง “เครื่องรางเร้นรอยคือวัตถุชนิดใด? ท่านพ่อต้องการมันไปไย?”

ยู้จี่เซาะมองดูบุตรชายแล้วหัวเราะ “นี่คืออีกหนึ่งเหตุผลที่บิดาเจ้าสั่งให้เจ้าช่วงชิงชัยชนะในการประลองชิงดาบทองคำก่อนที่จะอนุญาตให้ออกเดินทาง เนื่องเพราะมีแต่เมื่อเจ้าเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้ดูแลเขตปกครองเจ้าจึงสามารถร้องขอของสิ่งนี้”

จี้ยี่ฉวนกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น “เครื่องรางเร้นรอยเป็นของวิเศษล้ำค่า เมื่อสามร้อยปีก่อนบรรพบุรุษของตระกูลจี้ฝ่ายตะวันตกโชคดีอย่างมหาศาลที่ได้ครอบครองโดยบังเอิญถึงสามชิ้น แต่ต่อมาเนื่องด้วยสถานการณ์บีบบังคับจึงใช้ไปสองชิ้น หลงเหลือเพียงชิ้นเดียวที่สืบทอดต่อมาจนกลายเป็นสมบัติพิทักษ์ตระกูลของเขตปกครองตะวันตกเรา”

“ตกลงมันคือสิ่งใดกันแน่?” จี้หนิงยังคงไม่ได้รับคำตอบ

จี้ยี่ฉวนอดมิได้ต้องหัวเราะออกมา “เครื่องรางเร้นรอยสามารถส่งผู้ใช้ไปยังสถานที่ใดก็ได้ในรัศมีหนึ่งหมื่นกิโลเมตร”

จี้หนิงตกตะลึงจนไร้คำพูด

“เครื่องรางชิ้นนี้มิใช่สิ่งที่จะหาซื้อได้ด้วยเงินทอง บรรพบุรุษของเราที่ได้ครอบครองก็ด้วยโชคประการเดียวเท่านั้น” จี้ยี่ฉวนทอดถอนใจ “ไม่รู้ว่าต้องรออีกนานเพียงใดกว่าที่ตระกูลจี้เราจะสามารถได้รับของวิเศษเช่นนี้อีก ดังนั้นมีแต่ต้องเป็นผู้ดูแลเขตปกครองเท่านั้นจึงมีสิทธิ์ร้องขอครอบครอง”

เมื่อกล่าวจบ จี้ยี่ฉวนก็ยื่นส่งกระบี่สั้นที่ทำจากหยกให้แก่บุตรชาย ตัวกระบี่เปล่งประกายโลหิตจางๆ “ข้าใช้เลือดของข้าหล่อเลี้ยงกระบี่หยกเล่มนี้มาเป็นเวลานาน ไม่ว่ามันจะอยู่ห่างไกลถึงเพียงไหนข้าจะสามารถรับรู้ถึงตำแหน่งของมันได้ เมื่อเจ้าออกเดินทางเจ้าจงพกมันไว้ติดตัวตลอดเวลา เมื่อใดที่เจ้าเผชิญพบกับอันตรายจงหักมันเสีย ข้าจะรีบใช้เครื่องรางเร้นรอยเดินทางไปช่วยเจ้าทันที”

ในที่สุดจี้หนิงค่อยทำความเข้าใจกับเรื่องราว

“จดจำไว้เครื่องรางเร้นรอยเพียงสามารถใช้เดินทางภายในระยะทางหนึ่งหมื่นกิโลเมตร หากเมื่อใดที่ข้ารู้สึกว่ากระบี่หยกออกห่างจากตัวเมืองเขตปกครองตะวันตกเกินหนึ่งหมื่นกิโลเมตร ข้าจะติดตามไปลากตัวเจ้ากลับมาขังไว้ในคุกใต้ดินเป็นเวลาสามปี!” จี้ยี่ฉวนออกคำสั่งเคร่งเครียดจริงจัง

จี้หนิงแทบร้องอุทานออกมา คุกใต้ดินของตระกูลจี้เป็นสถานที่มืดมิดไร้แสงส่องถึง มีไว้เพื่อคุมขังอาชญากรและนักโทษประหาร

“ข้าจะปฎิบัติตามที่ท่านพ่อสั่งอย่างเคร่งครัด” จี้หนิงรีบให้คำมั่นสัญญา จะอย่างไรหนึ่งหมื่นกิโลเมตรนับเป็นระยะทางที่มากมายเหลือเฟือ พื้นที่ปกครองของเขตปกครองตะวันตกมิได้ใหญ่โตสักเท่าใด เพียงเขามุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกไม่กี่พันกิโลเมตรเขาก็จะย่างเท้าเข้าสู่ดินแดนใต้ปกครองของชาติตระกูลอื่นแล้ว

“ลูกหนิง” มารดาของเขาเอ่ยขึ้นบ้าง “เจ้ามีแผนจะออกเดินทางเมื่อใด?”

“ข้าคงต้องใช้เวลาในการจัดเตรียมสิ่งของสัมภาระ กว่าจะพร้อมก็คงจะเป็นอีกสามวันหลังจากนี้”

………

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว รุ่งเช้าวันที่สาม แสงอรุณสาดส่องเข้ามาภายในห้องของจี้หนิง

“ลูกหนิง เจ้าจงนำสิ่งเหล่านี้ติดตัวไปด้วย” ยู้จี่เซาะโบกมือคราหนึ่ง ชุดขนสัตว์ที่ตัดเย็บอย่างประณีตสองชุดและข้าวของอีกจำนวนหนึ่งก็ปรากฎขึ้นบนเตียงของจี้หนิง

“ท่านแม่…” จี้หนิงโอดครวญ “ข้าเตรียมเสื้อผ้าและข้าวของต่างๆไว้พร้อมหมดแล้ว”

จี้ยี่ฉวนสอดคำด้วยน้ำเสียงเย็นชา “บอกให้เจ้าเอาไปเจ้าก็เอาไป ทุกฝีเข็มบนเสื้อผ้าสองชุดนี้เป็นมารดาเจ้าลงมือตัดเย็บด้วยตนเองทั้งสิ้น”

หัวใจของจี้หนิงสั่นสะท้าน เมื่อเขาหันไปสบตาผู้เป็นมารดา สิ่งที่พบเห็นคือความรักความห่วงใยอันไร้ที่สิ้นสุด ตั้งแต่เขาถือกำเนิดมารดาของเขาล้วนคิดอ่านกระทำการทุกสิ่งเพื่อเขา ยามนี้เมื่อเขาต้องออกเดินทางไกลความห่วงใยหวั่นพะวงของนางย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้

“ท่านพ่อ” จี้หนิงรั้งสายตากลับมามองบิดา “การเดินทางของข้าครั้งนี้ท่านว่าจี้หลี่ใช่จะลอบ…”

“เขาจะไม่ทำเช่นนั้น” จี้ยี่ฉวนกล่าวอย่างมั่นใจ “สาเหตุที่ตระกูลจี้เรายืนหยัดมาได้อย่างยาวนานก็เนื่องจากความสามัคคีของพวกเรา ผู้ใดที่บังอาจคิดร้ายกับคนภายในตระกูลจะต้องเผชิญกับการล่าสังหารจากทั้งห้าเขตปกครอง”

“อย่าว่าแต่ข้ารู้จักจี้หลี่เป็นอย่างดี แม้เขาจะไม่ยอมรับนับถือท่านผู้ดูแลคนปัจจุบันแต่ความจงรักภักดีต่อตระกูลจี้ของเขานั้นไม่เป็นรองผู้ใด นอกจากนี้ด้วยความหยิ่งผยองในเกียรติของเขา เขาจะไม่ใช้วิธีการอันสกปรกอย่างแน่นอน”

จี้หนิงผงกศีรษะรับฟังคำสั่งสอน

“สิ่งที่เจ้าควรต้องกังวลสนใจคือบรรดาสัตว์อสูร สัตว์อสูรนั้นมีลักษณะเด่นและครอบครองความสามารถพิเศษที่แตกต่างกันออกไปอย่างกว้างขวาง บางครั้งแม้แต่ยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติชั้นสูงก็ยังพลาดพลั้งเสียชีวิต อย่าว่าแต่เจ้าที่ยังไม่สามารถเข้าสู่ขอบเขตเหนือธรรมชาติได้”

“ลูกกำลังจะออกเดินทางอย่าได้กล่าววาจาไม่เป็นมงคลเหล่านั้นแล้ว” ยู้จี่เซาะรีบขัดขึ้น “ลูกหนิง มารดายังมีของที่จะมอบให้เจ้าอีกสิ่งหนึ่ง” นางกล่าวพลางยื่นหนังสือที่จัดสร้างจากใบไม้สีทองเล่มหนึ่งให้แก่บุตรชาย บนหน้าปกมีตัวอักษรโบราณห้าคำ ‘ท่าร่างปีกวายุ’

“นี่เป็นวิชาท่าร่างและเป็นเคล็ดวิชาระดับสูงที่สุดที่ข้าครอบครอง เมื่อเจ้าบรรลุระดับเหนือธรรมชาติแล้วจึงจะอนุญาตให้เปิดอ่านและฝึกปรือได้” ยู้จี่เซาะกำชับจี้หนิงอย่างหนักแน่น “นอกจากนี้เจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายทอดเคล็ดวิชานี้ให้แก่ผู้ใดแม้แต่คนในตระกูลจี้ก็ตาม”

“ทราบแล้วท่านแม่” จี้หนิงรับคำ

“ตอนนี้เจ้าสามารถออกเดินทางได้แล้ว” จี้ยี่ฉวนกล่าว “เมื่อถึงเวลาต้องไปก็จงอย่าได้รีรอลังเล”

“ท่านพ่อท่านแม่โปรดถนอมตัว” จี้หนิงทำความเคารพบิดามารดาก่อนเดินออกมาสมทบกับม่ออู่และชิวเยี่ยที่ภายนอกห้อง ทั้งสามมุ่งหน้าออกจากตัวเมืองเขตปกครองตะวันตก

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

 

 

 

ผู้เขียน: thaidesolateera

เพียงขีดเขียนเรื่อยเปื่อย หวังว่าสักวันอิฐที่ปามั่วซั่วจะชักนำหยกออกมาได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s