เล่มที่2 บทที่6: แผนพิฆาตอสรพิษเหินหาวของจี้หนิง

Desolate Era เล่ม2: ทะเลสาบแห่งเทือกเขาตะวันออก

บทที่ 6: แผนพิฆาตอสรพิษเหินหาวของจี้หนิง

ห้องโถงใหญ่เงียบสงบ เปลวไฟเต้นระริกอยู่บนเทียนไขเล่มหนา

จี้หนิงก้มหน้ารับประทานและดื่มสุราลงไปอย่างรวดเร็ว นี่เป็นการฉลองการกลับมาของจี้ยี่ฉวน จี้หนิงได้รับอนุญาตให้ดื่มสุุราเป็นกรณีพิเศษ

“ท่านพ่อ” จี้หนิงเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น

จี้ยี่ฉวนขมวดคิ้วส่งเสียงตอบรับคราหนึ่ง จี้หนิงทราบดีว่าบิดาของเขาอยู่ในอารมณ์ที่ขุ่นมัวเนื่องจากความล้มเหลวในการตามล่าอสรพิษเหินหาว

ซึ่งความจริงการล่าสังหารสัตว์อสูรระดับเหนือธรรมชาติชั้นสูงทั้งยังเป็นชนิดที่เชี่ยวชาญการต่อสู้ใต้น้ำภายใต้ทะเลสาบที่กว้างใหญ่ไพศาลนับเป็นงานที่แทบเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว หากจะทำให้สำเร็จให้จงได้ตระกูลจี้ต้องทุ่มเทกำลังทั้งหมดออกไปและความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องที่คู่ควร

เพื่อเป็นการกู้หน้าคืนกลับมา ตระกูลจี้ทำการล่าล้างสัตว์อสูรทุกตัวที่พบในพื้นที่ จากนั้นจัดตั้งกองกำลังที่ประกอบไปด้วยยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติขึ้นที่ฝั่งทะเลสาบ ตระเตรียมเข้าสู่การประจันหน้าระยะยาว

“ข้าต้องการออกเดินทางเพื่อหาประสบการณ์” จี้หนิงกล่าวออกไปในที่สุด

“ออกเดินทาง?” จี้ยี่ฉวนทวนคำ หัวคิ้วขมวดแน่นขึ้นกว่าเดิม

ยู้จี่เซาะรีบชิงกล่าวขึ้น “ลูกหนิง เจ้าเพิ่งเอาตัวรอดจากการโจมตีของอสรพิษเหินหาว เจ้าสมควรล่วงรู้ความน่ากลัวของสัตว์อสูรเป็นอย่างดี อีกอย่างเจ้ายังเด็กนัก ยังคงรอคอยอีกสักหลายปีเถิด”

จี้หนิงสั่นศีรษะ “ภายในเมืองเขตปกครองตะวันตก ไม่มีผู้ใดที่จะประมือกับข้าได้อีกแล้ว…”

“ด้วยอายุของเจ้าเพียงเท่านี้? จงรอจนอายุครบสิบหกปีค่อยออกเดินทาง” จี้ยี่ฉวนตัดบทเสียงห้วน

“แต่ว่าท่านพ่อ ตั้งแต่เล็กจนโตข้าไม่เคยย่างเท้าออกนอกเมืองเขตปกครองแห่งนี้เลย ข้าอยากออกไปสัมผัสชีวิตของเหล่าชนเผ่า ข้าอยากเป็นเช่นท่านพ่อที่ออกเดินทางไปทั่วหล้า ใช้ภัยอันตรายและการต่อสู้กับเหล่าสัตว์อสูรเป็นเครื่องฝึกฝนตนเอง”

“ต่อสู้กับเหล่าสัตว์อสูร? ด้วยฝีมือเพียงน้อยนิดที่เจ้ามี…” บิดาของเขายังคงไม่เห็นด้วย

“ข้าไหนเลยย่ำแย่ถึงเพียงนั้น?” จี้หนิงรีบกล่าว “แม้อยู่ภายใต้การจู่โจมอย่างสุดกำลังของอสรพิษเหินหาว ข้ายังเอาตัวรอดมาได้”

จี้ยี่ฉวนค่อยนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ “ถูกแล้ว ข้ากลับลืมสอบถาม เจ้าเอาตัวรอดจากการโจมตีระดับนั้นได้อย่างไร”

ยู้จี่เซาะหัวเราะออกมา “ดูท่านเอาแต่ไล่ล่าอสรพิษเหินหาวจนเห็นบ้านช่องไม่คืนกลับ พวกเราไหนเลยมีโอกาสเล่าให้ท่านฟัง ในวาระแห่งความเป็นตายนั้นลูกหนิงสามารถทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวมของวิชาท่าร่างได้สำเร็จ”

“ฟ้ามนุษย์หลอมรวม?” จี้ยี่ฉวนเหม่อมองจี้หนิงด้วยความประหลาดใจ เขาไหนเลยคาดคิดว่าบุตรชายอายุเพียงสิบปีของเขาจะมีความสำเร็จในวิชาท่าร่างรวดเร็วถึงเพียงนี้

“รับข้าสามกระบี่!” จี้ยี่ฉวนพลิกฝ่ามืออย่างรวดเร็ว เงากระบี่สามสายพลันล้อมจู่โจมเข้าใส่จี้หนิงจากสามทิศทางด้วยความเร็วดุจสายฟ้า

ร่างที่นั่งอยู่ของจี้หนิงเพียงเคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวลราวสายลมที่อ่อนจางก็หลบรอดจากเงากระบี่ทั้งสามสายไปได้อย่างสง่างาม

“ท่านพ่อเห็นว่าเป็นอย่างไร?” เขากล่าวอย่างภาคภูมิใจ

“เป็นท่าร่างระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวมจริงๆ เช่นนี้เพลงกระบี่ของเจ้าก็คงห่างจากระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวมอีกไม่ไกล”

จี้ยี่ฉวนมองดูบุตรชาย ในใจเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี เขาประเมินระดับความสามารถของจี้หนิงใหม่ อัจฉริยะปีศาจที่ทอดตาทั่วเทือกเขานางแอ่นอันกว้างใหญ่ก็ไม่แน่ว่าจะมีคนที่สองย่อมมิอาจใช้หลักการเดียวกับผู้คนทั่วไปในการคาดคำนวณได้ ดูเหมือนว่าเมืองเขตปกครองตะวันตกแห่งนี้คงเล็กเกินไปสำหรับเด็กผู้นี้แล้วจริงๆ

“หากเจ้าคิดจะออกเดินทางให้ได้ เจ้าจะต้องพิสูจน์ตัวเองก่อน…”

“ยี่ฉวน!” ยู้จี่เซาะไม่ยินยอมเป็นอย่างยิ่ง ทว่าจี้ยี่ฉวนโบกมือให้นางสงบคำพูดลงก่อน

“ท่านพ่อโปรดประทานบอก” น้ำเสียงและดวงตาของจี้หนิงเต็มไปด้วยความคาดหวัง

จี้ยี่ฉวนผงกศีรษะ “การประลองชิงดาบทองคำจะมีขึ้นทุกสี่ปี ผู้ที่อายุไม่เกินสิบหกปีล้วนสามารถเข้าร่วมการประลองได้ หากเจ้าสามารถช่วงชิงชัยชนะในการประลองที่จะจัดขึ้นปีนี้ได้ ข้าจะอนุญาตให้เจ้าออกเดินทาง”

จี้หนิงทราบอยู่ก่อนแล้วถึงเงื่อนไขที่ว่า จี้หลี่จะยอมรับการขึ้นเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้ดูแลเขตปกครองของเขาหากว่าเขาสามารถชนะการประลองชิงดาบทองคำได้

“การช่วงชิงดาบทองคำนั้นไม่เป็นปัญหาอย่างแน่นอน ทว่าข้ากลับไม่เข้าใจว่าทำไมท่านพ่อจึงต้องยึดติดกับตำแหน่งผู้ดูแลเขตปกครองถึงเพียงนี้?”

“ข้าไหนเลยเคยยึดติดกับมัน? เจ้าเป็นบุตรที่ข้าจี้ยี่ฉวนภาคภูมิใจที่สุด ความสำเร็จของเจ้าในอนาคตมีแต่จะเหนือล้ำไปกว่าข้า วันหนึ่งเจ้าจะสยายปีกท่องทะยานไปทั่วหล้า ตำแหน่งผู้ดูแลเขตปกครองรังแต่จะเป็นเครื่องถ่วงตัวเจ้าเท่านั้น”

“เมื่อเป็นเช่นนั้นทำไมข้ายังต้องประลองชิงดาบทองคำอีก?”

“ประการแรกข้าต้องการให้จี้หลี่ตัดใจจากความฝันอันไร้สาระเสียที ประการที่สองเจ้าจะได้รู้เมื่อเจ้าชนะการประลองแล้ว แต่หากเจ้าพ่ายแพ้ในการประลอง ทุกอย่างเป็นอันล้มเลิก จงอยู่บ้านอย่างเรียบๆร้อยๆให้กับมารดาของเจ้า”

“ตกลงตามนี้!” จี้หนิงรับคำด้วยรอยยิ้มกว้าง ตรงข้ามกับมารดาของเขาที่ยังคงมีสีหน้าไม่ยินยอม

“เจ้ากลับไปพักผ่อนได้แล้ว” จี้ยี่ฉวนออกปากไล่จี้หนิงที่รีบจากไปด้วยความยินดี ส่วนตนเองเริ่มต้นหว่านล้อมผู้เป็นภรรยา

………

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น

ขณะที่ทั้งหมดร่วมรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน ยู้จี่เซาะก็กล่าวขึ้น “หากเจ้าสามารถช่วงชิงดาบทองคำ ข้าจะไม่ขัดขวางเจ้าออกเดินทางอีก แต่เจ้าจะต้องนำผู้ติดตามไปด้วย”

“แต่หากต้องนำผู้ติดตามมากมายไปด้วย จะนับเป็นการเดินทางฝึกฝนได้อย่างไร?” จี้หนิงรีบกล่าวทักท้วง

“ข้าเพียงต้องการให้เจ้านำผู้ติดตามไปสองคนเท่านั้น” มารดาของเขาหัวเราะ “คนแรกคือชิวเยี่ย นางรู้จักอุปนิสัยและความรักชอบทุกประการของเจ้า นางจะดูแลการใช้ชีวิตและอาหารการกินของเจ้าได้เป็นอย่างดี ส่วนอีกผู้หนึ่งคือ ‘ม่ออู่’ ซึ่งเป็นนักรบเก้าคมเขี้ยวที่เคยติดตามบิดาเจ้ามาเป็นระยะเวลานาน ถึงแม้ฝีมือของเขาจะด้อยกว่าเจ้า แต่เรื่องของประสบการณ์ในการเดินทางและความจงรักภักดีล้วนไม่เป็นปัญหา”

จี้หนิงใช้เวลาครุ่นคิดเพียงชั่วครู่ก็กล่าวตกลง

………

“นายน้อย ท่านจะพาข้าร่วมเดินทางออกจากเมืองเขตปกครองตะวันตกอย่างนั้นหรือ?” น้ำเสียงของชิวเยี่ยเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี ตั้งแต่ถูกขายให้กับตระกูลจี้เมื่อครั้งยังเด็ก นางไม่เคยได้ย่างเท้าออกจากเมืองอีกเลย

“รู้เช่นนั้นแล้วเจ้ายังจะยืนนิ่งเฉยอยู่อีกหรือ? จงรีบไปรวบรวมบันทึกเกี่ยวกับบรรดาสัตว์อสูรและชนเผ่าใหญ่น้อยในเทือกเขานางแอ่นตลอดจนแผนที่จากหอตำราของตระกูลกลับมาให้ข้า” จี้หนิงกล่าวอย่างอารมณ์ดี

ชิวเยี่ยรีบรับคำแล้ววิ่งจากไปอย่างร่าเริง

………

ชั่วครู่ให้หลังชิวเยี่ยก็หอบตั้งหนังสืออันหนาหนักวิ่งกลับมาอย่างคล่องแคล่ว

ตั้งแต่นางถูกกำหนดให้เป็นสาวใช้ส่วนตัวของนายน้อยตระกูลจี้ นางก็ถูกอบรมให้ฝึกปรือเคล็ดวิชาพลังปราณชั้นสูงจนมีความสำเร็จไม่น้อย นอกจากนั้นผู้ที่ถูกกำหนดให้รับศักดิ์ฐานะของผู้รับใช้ส่วนตัวเช่นนี้ล้วนถูกสั่งสอนให้เรียนรู้เคล็ดวิชาลับบางประการเพื่อให้สามารถสละชีวิตเพื่อปกป้องผู้เป็นนายได้ในยามจำเป็น

จี้หนิงรีบรับหนังสือมาพลิกอ่าน ยามนี้เขาจึงค่อยเข้าใจว่ามีสัตว์อสูรมากมายเพียงใดที่เร้นกายในพื้นที่เทือกเขานางแอ่น

แท้ที่จริงในระหว่างสัตว์อสูรชั้นสูงและเหล่าตระกูลใหญ่นั้นมีความเข้าใจที่ไม่ได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือหากสัตว์อสูรควบคุมบริวารไม่ให้ออกอาละวาดเข่นฆ่าล้างชนเผ่าที่อยู่ใต้ปกครองของตระกูลใหญ่โดยไร้เหตุผล เหล่าตระกูลใหญ่ก็จะไม่ส่งกองกำลังออกกวาดล้างสัตว์อสูรเช่นกัน โดยเปลือกนอกจึงดูคล้ายทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข แม้ว่าบางครั้งอาจมีชนเผ่าที่ถูกล้มล้าง บางคราอาจมีสัตว์อสูรจำนวนมากถูกสังหาร แต่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่กล้ากระทำการล้ำเส้นจนเกินไปเพื่อป้องกันมิให้เกิดสงครามอย่างเต็มรูปแบบระหว่างมนุษย์และสัตว์อสูร

“ที่ตั้งของเผ่าฟันดำอยู่ห่างจากเมืองเขตปกครองของเราเพียงหนึ่งพันกิโลเมตร…” จี้หนิงชี้นิ้วลงบนแผนที่

“นายน้อย ได้โปรดพาข้าไปเยี่ยมเยียนชุนเฉา” ชิวเยี่ยรีบร้องขอ

“นั่นย่อมแน่นอน” จี้หนิงให้คำรับรอง “แต่ก่อนอื่นเราจะออกเดินทางตามเส้นทางต่อไปนี้…” เขาลากมือไปตามจุดเครื่องหมายสีดำบนแผนที่

“แต่ว่า ที่เหล่านั้นล้วนถูกระบุว่าเป็นรังของสัตว์อสูร!”

“ถูกต้อง มิเช่นนั้นข้ายังจะออกเดินทางไปไย… แต่เจ้าอย่าได้กังวล สัตว์อสูรเหล่านี้เพียงเพิ่งจะบรรลุระดับเหนือธรรมชาติได้ไม่นาน พวกมันล้วนอ่อนแอกว่าอสรพิษเหินหาว หลังจากที่ข้าสั่งสมประสบการณ์ผ่านการต่อสู้กับพวกมันจนทะลวงเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติ ก็จะถึงเวลาคิดบัญชีกับอสรพิษเหินหาว”

“แต่ว่านายน้อย อสรพิษเหินหาวอยู่ในระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูง…”

“ข้ามั่นใจว่าจะกำราบมันลงได้”

สิ่งที่จี้หนิงถือดีคือ ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ ที่เป็นวิชากายาเทพอสูรอันดับหนึ่ง แม้ว่าตอนนี้ความสำเร็จของเขาจะยังถูกจำกัดอยู่ที่ขั้นที่สาม แต่เขาสมควรมีพลังทัดเทียมกับผู้ที่ฝึกฝนพลังปราณถึงระดับเหนือธรรมชาติขั้นแรกเริ่ม เมื่อใดที่เขาฝึกปรือถึงขั้นที่สี่ เขามั่นใจว่าจะสามารถรับมือกับผู้ฝึกพลังปราณระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงเช่นอสรพิษเหินหาวได้

ดวงตาของจี้หนิงฉายแววแห่งความมุ่งมั่น

“อสรพิษเหินหาว เป้าหมายสูงสุดของการเดินทางฝึกฝนครั้งนี้อยู่ที่เจ้า หวังว่าเจ้าจะไม่ถูกผู้ใดสังหารไปเสียก่อน!”

………

ตระกูลจี้เขตปกครองตะวันตกจัดงานประลองชิงดาบทองคำครั้งนี้อย่างเอิกเกริก บรรดายอดฝีมืออายุเยาว์จากแทบทุกชนเผ่าภายใต้พื้นที่ปกครองของตระกูลจี้ฝ่ายตะวันตกต่างมุ่งมั่นที่จะใช้โอกาสนี้ในการแสดงฝีมือและสร้างชื่อเสียง

“หากครั้งนี้ข้าสามารถเข้าถึงรอบแปดคนสุดท้าย ข้าจะได้รับเลือกให้ร่ำเรียนวิชาระดับสูง นี่เป็นโอกาสเดียวในชีวิตที่ข้าจะได้ก้าวขึ้นสู่ระดับเหนือธรรมชาติ” เด็กหนุ่มผิวดำที่สะพายดาบใหญ่ไว้บนหลังประกาศก้อง เสื้อและรองเท้าหนังสัตว์ของเขาทั้งเก่าและผุขาด

“ข้าจะทำให้นามของ ‘เผ่าพยัคฆ์คำรณ’ เป็นที่รู้จักไปทั่วดินแดน”

“นี่คือโอกาสสุดท้ายที่ข้าจะได้รับเลือกให้เรียนการใช้สมบัติวิเศษ”

เด็กหนุ่มเหล่านี้ล้วนพกนำความฝันและเป้าหมายอันสูงส่งลงชื่อเข้าร่วมการประลองฝีมือ

………

“เจ้าว่ากระไร? จี้หนิงเข้าร่วมการประลองชิงดาบทองคำในปีนี้?” จี้หลี่ระงับความตื่นเต้นสงสัยไว้ไม่อยู่เมื่อได้รับทราบข่าว กระทั่งอสรพิษที่ร้อยผ่านใบหูของเขายังอดมิได้ต้องออกความเห็น “เด็กน้อยนี้มีอายุเพียงแค่สิบปี ไยจึงรีบร้อนจนไม่รอคอยอีกสี่ปีเพื่อเข้าร่วมงานประลองในครั้งถัดไป?”

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

 

 

 

 

ผู้เขียน: thaidesolateera

เพียงขีดเขียนเรื่อยเปื่อย หวังว่าสักวันอิฐที่ปามั่วซั่วจะชักนำหยกออกมาได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s