เล่มที่1 บทที่8: หัตถ์หนึ่งยึดกุมสุริยัน อีกหัตถ์นั้นถือครองซึ่งจันทรา

Desolate Era เล่ม1: ตระกูลจี้แห่งเทือกเขานางแอ่น

บทที่ 8: หัตถ์หนึ่งยึดกุมสุริยัน อีกหัตถ์นั้นถือครองซึ่งจันทรา

จี้หนิงรู้สึกได้ว่าจิตสำนึกของเขาพุ่งทะลวงขึ้นจากพื้นแผ่นดินผ่านสิ่งกีดขวางชั้นแล้วชั้นเล่าจนเข้าสู่ห้วงจักรวาลอันไร้ที่สิ้นสุด ในห้วงแห่งความว่างเปล่านั้น เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานขนาดมหึมาสองแหล่ง

หนึ่งนั้นเป็นลูกกลมที่ถูกปกคลุมด้วยขนนกอัคคีอยู่ทั่วพื้นผิว เพลิงอันร้อนแรงสะบัดเปลวที่แผดจ้าส่องประกายเฉิดฉันในห้วงแห่งความว่างเปล่า

อีกหนึ่งนั้นเป็นลูกกลมที่ถูกปกคลุมด้วยชั้นน้ำแข็งนิรันดร์ ที่กึ่งกลางมีต้นหอมหมื่นลี้ขนาดใหญ่ ใบไม้จำนวนนับไม่ถ้วนเปล่งประกายยะเยือกทั้งลี้ลับทั้งเรืองรอง

ลูกกลมทั้งสองนั้นก็คือดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อันยิ่งใหญ่

“งดงามยิ่งนัก น่าเหลือเชื่อยิ่งนัก” จี้หนิงตกตะลึงในความยิ่งใหญ่ของภาพที่เห็นจากการชักนำของเคล็ดวิชาประกายชาดเก้าชั้นฟ้า

แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ มิใช่ผู้ฝึกปรือทุกคนจะ ‘มองเห็น’ ดวงดาวทั้งสองได้อย่างชัดเจนถึงเพียงนี้ แท้ที่จริงผู้คนส่วนใหญ่นั้นไม่อาจจะรับรู้แม้เพียงเศษเสี้ยวแห่งพลังของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ด้วยซ้ำ

………..

ภายในห้องฝึกฝีมือ

จี้ยี่ฉวนและยู้จี้เซาะก็จ้องมองภาพที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าด้วยความเหลือเชื่อ ลำแสงแห่งดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนแตกระเบิดขึ้นรอบร่างของจี้หนิง ประกายร้อนแรงสีทองและประกายเย็นยะเยือกสีเงินกวาดกราดไปทั่วร่างที่นั่งในท่าคุกเข่า

อย่างเชื่องช้าดวงดาวขนาดเล็กก่อตัวขึ้นบนฝ่ามือข้างซ้ายของจี้หนิง ต้นหอมหมื่นลี้ค่อยๆปรากฏเด่นชัดขึ้นที่ใจกลางของดวงดาว ขณะเดียวกันดวงดาวอันร้อนแรงอีกหนึ่งดวงก็ก่อตัวขึ้นบนฝ่ามือข้างขวา มีนกกาขนทองคำโบยบินอยู่โดยรอบ

ใบหน้าของจี้หนิงภายใต้แสงดาวที่สาดส่องเปล่งประกายอันพิสุทธิ์ งดงามและสงบนิ่ง

“นี่คือ… นี่คือ…” จี้ยี่ฉวนสองสามีภรรยาจ้องมองกันและกัน ตกตะลึงจนแทบมิอาจกล่าววาจาให้จบประโยค

“หัตถ์หนึ่งยึดกุมสุริยัน อีกหัตถ์นั้นถือครองซึ่งจันทรา กาทองคำเหินท่องทั่วนภา หอมหมื่นลี้ตรึงตราทั่วแดนดิน?!” จี้ยี่ฉวนกล่าวด้วยสีหน้าที่มิอาจรักษาความเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์อีกต่อไป ยู้จี่เซาะก็โพล่งประโยคเดียวกันออกมาด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

สองสามีภรรยามิใช่คนธรรมดา ทั้งคู่ต่างก็เคยผ่านตาเนื้อหาเคล็ดวิชาประกายชาดเก้าชั้นฟ้าและรับรู้ถึงบททำนายเรื่องนิมิตแห่งการฝึกฝนมาแล้ว

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับจี้หนิง ‘หัตถ์หนึ่งยึดกุมสุริยัน อีกหัตถ์นั้นถือครองซึ่งจันทรา กาทองคำเหินท่องทั่วนภา หอมหมื่นลี้ตรึงตราทั่วแดนดิน’ นับเป็นนิมิตอันประเสริฐสุด บ่งบอกให้รู้ว่านี่เป็นร่างที่สมบูรณ์แบบในการฝึกฝนวิชาประกายชาดเก้าชั้นฟ้า

แท้ที่จริงนี่มิใช่เรื่องราวประหลาดมห้ศจรรย์แต่อย่างใด จี้หนิงฝึกฝนยอดวิชาเพ่งจิต ‘ภาพวาดเทพธิดาหนี่วา’ มาตั้งแต่เกิด เขามีร่างกายที่สะอาดบริสุทธิ์ราวกับทารกแรกเกิดและมีจิตวิญญาณที่เข้มแข็งแกร่งกร้าว เขามีร่างกายและจิตวิญญาณที่เกือบจะเทียบได้กับสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ เขามีร่างกายและจิตวิญญาณที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการฝึกฝนกายาเทพอสูร

“ลูกเรากลับเป็นผู้มีพรสวรรค์ติดตัวมาตั้งแต่เกิด…” ยู้จี่เซาะหน้าแดงก่ำ ร่างสั่นสะท้านด้วยความตื้นตัน

“ถูกต้องแล้ว…”

จี้ยี่ฉวนรับคำด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ยังไม่สงบลงเช่นกัน เมื่อครั้งที่เขาแผ่พุ่งพลังเข้าสำรวจร่างของบุตรชายตอนแรกเกิด เขารับรู้ได้ว่าเส้นชีพจรในร่างของทารกช่างเปราะบางนัก สัดส่วนโครงกระดูกก็พื้นเพธรรมดา แม้เขาจะรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าบุตรชายได้รับบาดเจ็บตั้งแต่อยู่ในครรภ์ แต่จะมากจะน้อยเขาก็อดรู้สึกผิดหวังมิได้ ในโลกอันรกร้างโหดร้ายที่ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอเช่นนี้ ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ย่อมไม่มีปัญหา หากวันใดที่เขาต้องจากโลกนี้ไปเล่า?

“นี่คือบุตรชายของข้า บุตรชายของจี้ยี่ฉวน!”

สองสามีภรรยากุมมือกันและกัน ดวงตาทั้งสองคู่เต็มไปด้วยประกายแห่งความตื่นเต้นและความคาดหวัง

ขอถามยังมีบิดามารดาใดที่ไม่คาดหวังให้บุตรของตนเป็นพญามังกรที่โบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า?

………..

จี้หนิงยังคงหลับตา ร่างกายนิ่งค้างอยู่ในท่าคุกเข่า แขนยื่นเหยียดไปเบื้องหน้า ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เปล่งประกายอยู่ในมือทั้งสองข้าง ถ่ายทอดพลังงานเข้าสู่ทุกอณูในร่างกาย ทำการผลัดกล้ามเนื้อเปลี่ยนกระดูกของเขาโดยไม่หยุดยั้ง

ทันใดนั้นชั้นน้ำแข็งพลันปรากฏขึ้นพอกคลุมครึ่งร่างซีกซ้ายของจี้หนิง ในขณะที่เปลวเพลิงลุกไหม้ขึ้นบนร่างซีกขวาของเขา ชั้นน้ำแข็งและเปลวเพลิงปะทุขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ชุดขนสัตว์บนร่างของจี้หนิงเริ่มเปื่อยสลาย

จี้ยี่ฉวนขมวดคิ้วคราหนึ่ง ใช้พลังอย่างแคบคายแผ่พุ่งลำแสงสีฟ้าออกจากปลายนิ้วเข้าตัดแยกชุดขนสัตว์ของจี้หนิงจนหลุดออกจากร่างโดยไม่รบกวนให้เขารู้สึกตัวแม้แต่น้อย

ลำแสงสีเงินที่เย็นยะเยียบและสำแสงสีทองที่ร้อนระอุสาดพุ่งออกจากแผ่นหลังที่อ่อนเยาว์และเปล่าเปลือยของจี้หนิง ลากผ่านเป็นรูปอักขระอันงดงามตระการตา

“อักขระศักดิ์สิทธิ์!” ยู้จี่เซาะรำพึงด้วยเสียงแผ่วเบา “ลูกหนิงได้รับอักขระศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่การฝึกครั้งแรก ด้วยอัตราการก่อเกิดของอักขระในลักษณะนี้ไม่เกินสิบวันก็คงจะเสร็จสมบูรณ์ ลูกชายของเราจะสำเร็จวิชาประกายชาดเก้าชั้นฟ้าขั้นแรกภายในสิบวัน”

………..

ตามกาลเวลาที่ผ่านพ้น อักขระศักดิ์สิทธิ์บนร่างของจี้หนิงเริ่มปรากฏเป็นรูปร่างขึ้นเรื่อยๆ บนแผ่นหลังฝั่งซ้ายนั้นเป็นรูปกระต่าย ส่วนทางฝั่งขวานั้นเป็นรูปของนกกา กระต่ายคือกระต่ายวิเศษจันทรา ส่วนนกกาคือกาสุริยันทองคำ

จี้หนิงระบายลมหายใจออกยาวนานแล้วลืมตาขึ้น รอยอักขระบนร่างจางหายไปพร้อมกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ในมือ

“ช่างเป็นพลังที่แข็งแกร่งยิ่งนัก” เขายกมือขึ้นกำเป็นหมัด รู้สึกได้ถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย

“ใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย” เสียงที่เย็นชาหากคุ้นเคยดังขึ้นที่ข้างหู

จี้ยี่ฉวนพลิกฝ่ามือวูบ เสื้อผ้าชุดหนึ่งปรากฏขึ้นโดยไร้ที่มา เขาโยนเสื้อในมือให้จี้หนิงที่รีบรับมาสวมใส่ภายใต้สายตาอันอ่อนโยนและภาคภูมิใจของผู้เป็นมารดา นางทราบดีว่าลูกชายผู้นี้จะไม่ทำให้นางต้องผิดหวัง เขาจะมีอนาคตที่ก้าวไกลไม่สิ้นสุด

“ลูกหนิง…” จี้ยี่ฉวนกล่าวช้าๆ “เจ้ามีพลังซ่อนเร้นและพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ แต่ทว่าการจะรุดหน้าเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติเพื่อไล่ตามเส้นทางสู่ความเป็นอมตะนั้นมิใช่เรื่องที่จะอาศัยเพียงพรสวรรค์ก็กระทำได้ เจ้าจะต้องได้รับการฝึกอย่างถูกต้องด้วย”

“ท่านพ่อได้โปรดสอนสั่ง” จี้หนิงรีบสำรวมกิริยาแล้วกล่าวด้วยความเคารพ

บิดามารดาของจี้หนิงหันไปพยักหน้าให้แก่กัน ยู้จี่เซาะพลิกฝ่ามือคราหนึ่ง ก้อนหินสองก้อนปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ ก้อนหนึ่งเป็นหินหยกสีเขียวขนาดเท่าเล็บนิ้วมือ อีกก้อนหนึ่งมีขนาดเท่ากำปั้นเคลือบด้วยประกายสีรุ้ง

“หินเขียวก้อนนี้คือ ‘หินหยกเขียว’ ที่เป็นของวิเศษตามธรรมชาติ ภายในนี้คือมิติพิเศษที่สามารถใช้เก็บของ เจ้าจะนำมันไปทำเป็นแหวนหรือหัวเข็มขัดก็ได้ สิ่งที่เจ้าต้องทำคือใช้เลือดของตัวเองสร้างพันธะความเป็นเจ้าของขึ้น”

“หินหยกเขียว” จี้หนิงอุทานด้วยความลิงโลด

การฝึกฝนเพื่อมุ่งสู่ความเป็นอมตะนั้นมีเส้นทางหลักสองเส้นทาง ทางสายแรกคือฝึกปรือ ‘กายาเทพอสูร’ ซึ่งมุ่งเน้นเพียงการฝึกฝนร่างกายเท่านั้น ส่วนอีกเส้นทางก็คือการฝึก ‘พลังปราณ’ ซึ่งเมื่อเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติ ผู้ฝึกจะเริ่มสามารถใช้งานของวิเศษระดับล่างผ่านพลังปราณได้ ดังนั้นผู้ฝึกปรือกายาเทพอสูรเองก็มักจะฝึกพลังปราณควบคู่กันไป

หากทว่าสวรรค์ก็มักจะเว้นทางออกให้แก่ผู้คนอยู่เสมอ บางครั้งธรรมชาติก็ให้กำเนิดสิ่งวิเศษที่มนุษย์ธรรมดาสามารถสร้าง ‘พันธะโลหิต’ เพื่อครอบครองและใช้งานได้ หินหยกเขียวคือหนึ่งในสิ่งเหล่านั้น

จี้หนิงรับหินหยกเขียวไว้ จากนั้นใช้มีดสั้นสะกิดปลายนิ้วแล้วหยดเลือดลงบนหิน เลือดหยดนั้นถูกซึมซับเข้าในเนื้อหินอย่างรวดเร็ว หินหยกเขียวเปล่งประกายโลหิตจางๆออกมา

“เข้าไป” มีดสั้นหายวับจากมือของจี้หนิงก่อนจะปรากฎขึ้นอีกครั้งที่มิติภายในของหินหยกเขียว

“ออกมา” มีดสั้นกลับมาอยู่ในมือของเขาอีกครั้ง

จี้หนิงพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง เขาทราบมานานแล้วว่าในธรรมชาติของโลกใบนี้มีของวิเศษเช่นนี้อยู่ แม้ว่าความจุของมันจะเล็กกว่าของวิเศษที่ถูกหลอมสร้างขึ้นก็ตาม

“ท่านแม่ ได้โปรดตัดเย็บเข็มขัดที่บรรจุหินหยกเขียวนี้ให้ข้า”

“ย่อมได้ หินหยกเขียวนั้นอาจเป็นของวิเศษตามธรรมชาติแต่ก็เพียงเป็นสิ่งของทั่วไปในสายตาของตระกูลจี้เรา อย่าว่าแต่ด้วยศักดิ์ฐานะของบิดาเจ้าหินหยกเขียวเพียงแค่นี้ไม่นับเป็นอย่างไรได้ ของชิ้นที่สองนี้ต่างหากที่ทรงคุณค่าอย่างแท้จริง บิดาของเจ้าได้รับมันมาจากการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในอดีต”

ยู้จี่เซาะยื่นหินสีรุ้งในมือให้แก่บุตรชายพร้อมสั่งให้อีกฝ่ายสร้างพันธะโลหิต

จี้หนิงใช้มีดสะกิดปลายนิ้วอีกครั้ง หยดเลือดถูกดูดซึมเข้าไปในหินสีรุ้งและแพร่กระจายไปตามเนื้อหินที่ซับซ้อนราวกับเส้นเลือด ก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นพลันละลายเป็นของเหลวสีรุ้งไหลซึมเข้าไปในร่างที่สั่นสะท้านของจี้หนิง

“เช่นเดียวกับหินหยกเขียว สิ่งนี้เป็นของวิเศษตามธรรมชาติเรียกว่า ‘เสื้อดาราทอง’” ยู้จี่เซาะอธิบายให้จี้หนิงที่มีสีหน้างุนงง “เมื่อเจ้าสร้างพันธะโลหิต มันจะกลับกลายเป็นสิ่งหนึ่งของผิวหนังเจ้า เมื่อได้รับการปกป้องจากเสื้อดาราทอง การโจมตีจากผู้ที่มีระดับต่ำกว่าระดับเหนือธรรมชาติจะไม่สามารถทำอะไรเจ้าได้”

“แข็งแกร่งถึงเพียงนั้น?” เรื่องของเสื้อดาราทองไม่เคยมีบันทึกอยู่ในหนังสือที่จี้หนิงเคยอ่าน

“จักรวรรดิ์เซี่ยนั้นคงอยู่มาตั้งแต่ยุคสมัยแห่งเทพอสูร ความกว้างใหญ่ไพศาลและประวัติศาสตร์อันยาวนานมิอาจวัดคำนวณได้ ตระกูลจี้เราอาจเป็นใหญ่ในเทือกเขานางแอ่น แต่ในดินแดนที่ห่างไกลออกไปยังมีชาติตระกูลและเผ่าพันธุ์ที่ทรงอำนาจยิ่งกว่าอยู่อีกมากมายนัก” จี้ยี่ฉวนกล่าวขึ้นบ้าง “ตระกูลอันยิ่งใหญ่ที่สืบเชื้อสายมายาวนานเหล่านั้น มักมอบเสื้อดาราทองนี้ให้แก่ผู้เยาว์ที่มีพรสวรรค์ของตระกูล”

สัมผัสกับความรักเอ็นดูจากบุพการีทั้งสอง จี้หนิงรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่ก่อตัวขึ้นภายในจิตใจ

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

 

 

 

 

ผู้เขียน: thaidesolateera

เพียงขีดเขียนเรื่อยเปื่อย หวังว่าสักวันอิฐที่ปามั่วซั่วจะชักนำหยกออกมาได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s