เล่มที่1 บทที่7: ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า

Desolate Era เล่ม1: ตระกูลจี้แห่งเทือกเขานางแอ่น

บทที่ 7: ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า

คัมภีร์เล่มบางวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้า ‘อสูรหายนะ’ ‘โลหิตอสูรไม่แตกดับ’ ‘บทเพลงแห่งเพลิงใต้พิภพ’ ‘พุทธวัชรสูตร’ ‘วิญญาณไร้สภาพ’ ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ ‘ปริศนาโลกานิรันดร์’ ‘เคล็ดวิญญาณจิ้งจอก’ ‘สูตรพระศรีอาริย์’…

จี้หนิงสูดลมหายใจลึก นี่เป็นการตัดสินใจที่จะส่งผลกับเขาไปชั่วชีวิต เขาเริ่มหยิบคัมภีร์เล่มแรกขึ้นพลิกอ่าน…

‘อสูรหายนะ’ เป็นวิชาที่สามารถสัมฤทธิ์ผลได้โดยเร็ว ผู้ฝึกจะจารึกอักขระลงทั่วร่าง จากนั้นขอเพียงสามารถทนการถูกเพลิงโลกันตร์หลอมร่างแปดสิบเอ็ดครั้ง ร่างของผู้ฝึกจะเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติ สามารถพ่นเพลิงโลกันตร์ออกทางลมหายใจ แม้แขนขาขาดจากร่างก็สามารถงอกออกได้ใหม่…

‘โลหิตอสูรไม่แตกดับ’ นี่ยังโหดร้ายยิ่งกว่า‘อสูรหายนะ’ ผู้ฝึกจะจารึกอักขระลงบนร่างแล้วรับทัณฑ์นรกทรมานสังขารตลอดระยะเวลาสามปี…

‘บทเพลงแห่งเพลิงใต้พิภพ’ เป็นวิชาที่ต้องฝึกฝนร่างกายในพื้นที่ที่เปลวเพลิงใต้พิภพเผาไหม้ จนกระทั่งสามารถก้าวลงในปล่องภูเขาไฟ หากฝึกปรือถึงระดับเหนือธรรมชาติจะสามารถควบคุมเปลวเพลิงได้ดั่งใจ…

ผ่านไปเพียงสามเล่ม ความมั่นใจของจี้หนิงก็เริ่มสั่นคลอน

“เด็กโง่” ยู้จี่เซาะกล่าวอย่างขบขัน “มีเคล็ดวิชากายาเทพอสูรเพียงห้าเล่มจากทั้งสิบเก้าเล่มนี้ที่ฝึกปรือผ่านการทรมานสังขาร เจ้ากลับหยิบขึ้นมาอ่านเป็นสามเล่มแรก”

จี้หนิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก

จี้ยี่ฉวนกล่าวเสริมขึ้นว่า “กายาเทพอสูรย่อมฝึกปรือได้อย่างยากลำบาก ทว่าวิธีทรมานสังขารนั้นเพียงเป็นแนวทางนอกรีตที่หวังประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น วิชาเหล่านี้ย่อมไม่อาจสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับผู้ฝึก”

จี้หนิงผงกศีรษะแล้วหยิบเล่มถัดไปขึ้นมา

‘พุทธวัชรสูตร’ นี่เป็นการฝึกปรือในแนวทางพุทธ…

‘วิญญาณไร้สภาพ’ นี่เป็นวิชาที่ใช้เวลาฝึกปรืออย่างยาวนาน แต่หากฝึกถึงระดับเหนือธรรมชาติ วิญญาณจะแปรเปลี่ยนเป็นไม่ยึดกับสภาพสังขาร ต่อให้ร่างกายถูกหั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ก็สามารถรวมตัวและฟื้นคืนชีพกลับมาได้ ถือเป็นวิชาที่ใช้พิทักษ์ชีวิตได้ดีที่สุด…

‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ นี่เป็นเคล็ดวิชากายาเทพอสูรอันดับหนึ่งโดยไร้ข้อสงสัย…

“อะไรนะ!?”

ประกายตาของหนิงเต็มไปด้วยความกระหาย เขาเริ่มอ่านต่อไปอย่างตั้งใจ

เคล็ดวิชาประกายชาดเก้าชั้นฟ้ามีทั้งสิ้นเก้าขั้น สามขั้นแรกสำหรับให้สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติฝึกปรือ สามขั้นต่อไปเป็นของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ และสามขั้นสุดท้ายสำหรับสาวกตำหนักม่วง

“นี่ถือว่าโดดเด่นจากเคล็ดวิชาอื่นอย่างแท้จริง เคล็ดวิชาอื่นเพียงส่งเสริมให้ผู้ฝึกบรรลุถึงขั้นเหนือธรรมชาติ แต่ประกายชาดเก้าชั้นฟ้าสามารถช่วยให้ข้ามผ่านขั้นตำหนักม่วงได้”

จี้หนิงรีบอ่านสืบต่อ

เมื่อบรรลุถึงขั้นเหนือธรรมชาติ ผู้ฝึกจะสามารถควบคุมวารีและอัคคีได้ดังใจ ร่างกายแข็งแกร่งว่องไว ประสาทสัมผัสทั้งหกเฉียบคม แม้ร่างกายบางส่วนถูกตัดขาดก็สามารถงอกกลับคืนมาได้

เมื่อถึงขั้นตำหนักม่วง ผู้ฝึกปรือจะสามารถคืนชีพจากหยดโลหิต หากฝึกปรือถึงที่สุดจนบรรลุระดับปรมาจารย์หมื่นสำแดง ร่างกายของผู้ฝึกจะสามารถรองรับการฝึกเทพวิชา เช่น ‘สามเศียรหกกร’ ‘กัวฟู่ไล่อาทิตย์’ ‘เนตรมังกรเพลิง’ หากผู้ฝึกปรือมีโอกาสได้ครอบครองเคล็ดวิชาเหล่านั้น

“ข้าจะฝึกเคล็ดวิชาประกายชาดเก้าชั้นฟ้า”

“เจ้าแน่ใจแล้วหรือ?” จี้ยี่ฉวนถามย้ำ

จี้หนิงตอบรับคำอย่างหนักแน่น

“ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า…” จี้ยี่ฉวนเอ่ยขึ้นช้าๆ “เป็นเคล็ดวิชาที่ทั่วแผ่นดินยกย่องให้เป็นอันดับหนึ่งในบรรดาเคล็ดวิชากายาเทพอสูรทั้งหมด แม้เมื่อฝึกสำเร็จแล้วก็ยังสามารถต่อยอดออกไปได้ไม่สิ้นสุด แต่สาเหตุที่สุดยอดวิชาเช่นนี้ถูกยินยอมให้เผยแพร่ออกไปทั่วแผ่นดิน ก็เพราะว่าแทบไม่มีผู้ใดที่สามารถฝึกปรือได้เลย นี่คือข้อเสียเพียงหนึ่งเดียว และเป็นเรื่องสำคัญที่สุด!”

จี้ยี่ฉวนกวาดตามองบุตรชายแล้วกล่าวสืบต่อ “ทั่วทั้งห้าเขตปกครองของตระกูลจี้ ไม่เคยมีแม้สักผู้เดียวที่สามารถฝึกขั้นที่สี่สำเร็จจนบรรลุถึงระดับเหนือธรรมชาติ”

“ท่านพ่อว่าอย่างไรนะ?” จี้หนิงไม่อาจระงับความตื่นตกใจไว้ได้

หากบอกว่าไม่เคยมีผู้ใดบรรลุถึงระดับตำหนักม่วงเขายังพอทำใจได้ แต่นี่กลับไม่มีสักผู้เดียวที่บรรลุถึงระดับเหนือธรรมชาติ?

“เจ้าได้ยินถูกต้องแล้ว ไม่เคยมีสักผู้เดียว นี่เป็นยอดวิชาที่ลึกลับและทรงพลังที่สุดแม้แต่ในยุคแห่งเทพอสูร แต่ความยากลำบากในการฝึกก็นับเป็นอันดับหนึ่งเช่นเดียวกัน”

“ถึงอย่างไร ข้าก็จะฝึก!”

จี้หนิงปราศจากความลังเลอีกต่อไป เขาถือกำเนิดมาพร้อมกับเคล็ดวิชาเพ่งจิต ‘ภาพวาดเทพธิดาหนี่วา’ ที่สามารถกระทั่งจะส่งเสริมให้เขาเป็นทหารสวรรค์ชั้นแนวหน้าได้ เขากล้าที่จะทดลองฝึก ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ ก็เพราะถือดีในพื้นฐานอันยอดเยี่ยมนี้เอง ซึ่งที่จริงต่อให้ล้มเหลวแล้วจะเป็นไร? อย่างมากเขาก็แค่เลือกฝึกเคล็ดวิชาอันดับถัดไปเท่านั้นเอง

“ประเสริฐ!” เมื่อเห็นบุตรชายตั้งใจจริงถึงเพียงนี้ รอยยิ้มที่หายากยิ่งก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของจี้ยี่ฉวน

“ข้าจะไปขอรับเคล็ดวิชาประกายชาดเก้าชั้นฟ้ามาให้เจ้าเอง”

“ขอบพระคุณท่านพ่อ” จี้หนิงรีบกล่าวด้วยความคาดหวัง

……….

รัตติกาล

ประตูห้องถูกปิดสนิท เทียนไขหยาบใหญ่เท่าท่อนแขนส่องประกายระริก ภายในห้องบรรจุไว้ด้วยครอบครัวจี้ยี่ฉวนสามชีวิต

จี้หนิงใช้สีหน้าเคร่งเครียดพลิกอ่านหนังสือเล่มหนาหนัก บนปกจารึกด้วยอักษรสีแดงชาด ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’

ความยากลำบากของการฝึกเคล็ดวิชานี้เริ่มตั้งแต่การสัมผัสให้ถึง ‘พลังสุดหยาง’ จากดวงอาทิตย์และ ‘พลังสุดหยิน’ จากดวงจันทร์บนท้องฟ้า เคล็ดวิชากายาเทพอสูรอื่นๆเน้นไปที่การดูดซับพลังงานธรรมชาติ เช่น อัคคี วารี อัสนี หาก ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ กลับตั้งเงื่อนไขให้ผู้ฝึกดูดซับพลังจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมมีผู้คนจำนวนมากที่ไม่อาจแม้แต่ที่จะเริ่มฝึกปรือ

เมื่อสามารถดูดซับพลังแห่งสุริยันจันทรา บนร่างของผู้ฝึกจะเริ่มปรากฎอักขระศักดิ์สิทธิ์ขึ้น เมื่ออักขระศักดิ์สิทธิ์ขึ้นครบสมบูรณ์ค่อยนับว่าฝึกปรือขั้นที่หนึ่งสำเร็จ ซึ่งที่จริงเพียงเท่านี้ก็แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างที่เหนือชั้น เคล็ดวิชาอื่นผู้ฝึกจะต้องจารึกอักขระลงบนร่างกายของตนในขณะที่ ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ อักขระจะถูกจารึกลงด้วยพลังแห่งดวงดาว

เมื่อสำเร็จเคล็ดวิชาขั้นที่หนึ่งแล้วก็ไม่เป็นการยากที่จะฝึกฝนต่อไปจนสำเร็จขั้นที่สาม อุปสรรคขั้นถัดไปที่ยากเย็นยิ่งขึ้นเพื่อก้าวเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติในขั้นที่สี่ คือจะต้องฝึกปรือให้ถึงขั้น ‘หยินหยางร่วมประสาน วารีอัคคีไม่แบ่งแยก’

จี้หนิงระบายลมหายใจออกรุนแรงและยาวนานเพื่อสลายความคับข้องในอก พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ใส่ใจกับอุปสรรคอื่นๆที่จะตามมาในขั้นถัดไป

“ท่านพ่อได้โปรดชี้แนะแนวทางในการเริ่มฝึกปรือ”

แม้จี้หนิงมีความทรงจำอันเยี่ยมยอดแต่เขาก็อดมิได้ที่จะขอความช่วยเหลือจากบิดา นี่เป็นหนึ่งในเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิต เขาไม่ต้องการให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ

“นั่นกลับง่ายดาย เจ้าเพียงปฏิบัติตามรูปภาพในคัมภีร์ก็พอ”

จี้หนิงหลับตาลง ยกชูกำปั้นทั้งสองขึ้น จากนั้นโน้มตัวไปทางด้านหน้า นี่คือกระบวนท่าแรกที่จารึกในคัมภีร์ ‘คารวะสุริยันจันทรา’

เขาเคลื่อนไหวต่อไปตามกระบวนท่าที่ปรากฎในคัมภีร์ด้วยท่วงทำนองที่ลื่นไหลราวกับกำลังประกอบพิธีร่ายรำอันศักดิ์สิทธิ์ บนร่างกายเริ่มเปล่งรัศมีเรืองรองออกมา

จี้ยี่ฉวนสองสามีภรรยาใช้สายตาที่เหลือเชื่อจ้องมองบุตรชาย

“ลูกเรากลับประสบความสำเร็จในการทดลองฝึกเป็นครั้งแรก?”

กระบวนท่าในคัมภีร์นั้นยากที่จะเลียนแบบได้ อย่าว่าแต่จะร่ายรำให้พริ้วไหวได้จังหวะ แต่เนื่องจากจี้หนิงฝึกเคล็ดวิชาเพ่งจิต ‘ภาพวาดเทพธิดาหนี่วา’ มาตั้งแต่เกิด ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้เขามีความทรงจำที่ยอดเยี่ยมในแบบของรูปภาพเท่านั้น ยังช่วยให้เขามีจิตใจที่เข้มแข็งและร่างกายที่สะอาดบริสุทธิ์เพียงพอที่จะบังคับการเคลื่อนไหวของร่างกายให้เป็นไปตามคิด

จี้หนิงร่ายรำถึงท่าสุดท้าย ร่างทั้งร่างทรุดลงคุกเข่ากับพื้นอย่างรุนแรง แขนทั้งสองยืดเหยียดออกเบื้องหน้า ราวกับว่ามือข้างหนึ่งกำลังประคองดวงอาทิตย์และอีกข้างหนึ่งกำลังประคองดวงจันทร์เอาไว้

ความเงียบสงบปกคลุมทั่วทั้งห้อง

ลมหายใจของจี้ยี่ฉวนสองสามีภรรยาแทบหยุดนิ่ง ทั้งคู่ทราบดีว่านี่คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด การร่ายรำก่อนหน้านี้เพียงเป็นการชักนำร่างกายของจี้หนิงให้รับรู้ถึงพลังงานของดวงดาวทั้งสอง ซึ่งความจริงเพียงขั้นตอนนี้ก็นำพาความล้มเหลวมาสู่ผู้พยายามฝึก ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ นับคนไม่ถ้วน ความหวังที่บุตรชายวัยสี่ขวบของพวกเขาจะสามารถทำได้สำเร็จนั้นแทบไม่มี แต่ในสายตาของคนเป็นพ่อแม่ ผู้ใดบ้างไม่คิดเห็นบุตรของตนประสบความสำเร็จเหนือผู้อื่น?

แต่ในขณะนี้สิ่งที่ทั้งสองทำได้มีเพียงการรอคอยด้วยความคาดหวัง!

……………………………………………………………………………………………………………………………….

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

ผู้เขียน: thaidesolateera

เพียงขีดเขียนเรื่อยเปื่อย หวังว่าสักวันอิฐที่ปามั่วซั่วจะชักนำหยกออกมาได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s