เล่มที่1 บทที่5: ตระกูลจี้

Desolate Era เล่ม1: ตระกูลจี้แห่งเทือกเขานางแอ่น

บทที่ 5: ตระกูลจี้

แสงแดดของฤดูใบไม้ผลิอาบไล้ทั่วแผ่นดิน บันดาลให้ผู้คนรู้สึกทั้งอบอุ่นทั้งเกียจคร้าน

เด็กชายใบหน้าขาวริมฝีปากแดงยืดเหยียดแขนออกไปให้สาวใช้ช่วยสวมใส่เสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากขนสัตว์ให้ สาวใช้อีกนางยืนรอที่ด้านข้าง ในมือถือชามใส่เกลือหยาบ

“เมื่อชาติก่อนแม้ว่าเราจะป่วยหนักเราก็ยังคงต้องแต่งตัวเอง ไม่คิดเลยว่าในชาตินี้นอกจากเราจะแข็งแรงดีแล้วยังจะมีคนมาช่วยแต่งตัวให้อีก” จี้หนิงได้รับการปรนนิบัติจากบ่าวไพร่มาตั้งแต่เกิด บางคราที่เขาเผลอตัว หยิบเสื้อขึ้นมาสวมใส่เอง สาวใช้ทั้งสอง ชุนเฉา (หญ้าแห่งฤดูใบไม้ผลิ) และ ชิวเยี่ย (ใบไม้แห่งฤดูใบไม้ร่วง) จะคุกเข่าลง หวาดกลัวจนร่างสั่นระริก

“ส่งมาให้ข้า” จี้หนิงที่แต่งกายเรียบร้อยแล้ว รับชามใส่เกลือเดินออกมาที่น้ำพุภายนอกห้อง แล้วลงมือ’แปรงฟัน’

น่าประหลาดที่ร่างกายของจี้หนิงสะอาดหมดจดมาตั้งแต่เกิด ต่อให้ไม่แปรงฟันเลยเขาก็ไม่มีกลิ่นปาก ที่เขาต้องแปรงฟันทุกวันนั้นเป็นเพราะถูกแม่ของเขาบังคับต่างหาก

“ชิวเยี่ย ชนเผ่าของเจ้าก็ใช้เกลือแปรงฟันเช่นกันหรือไม่”

ขณะนี้จี้หนิงอายุสี่ขวบแล้ว เขาใช้เวลาไม่น้อยไปกับการเรียนรู้และการอ่านหนังสือ แต่เขาก็ยังมีความเข้าใจในเรื่องของชนเผ่าต่างๆน้อยเหลือเกิน

“นั่นจะเป็นไปได้อย่างไร? กระทั่งเกลือที่พวกเราหาอย่างยากเย็นมาใช้ปรุงอาหารยังไม่ขาวและสะขาดเท่าเกลือพวกนี้เลย ชาวเผ่าเช่นพวกข้าเพียงใช้น้ำบ้วนปากเท่านั้น บางคนตั้งแต่เกิดจนตายยังไม่เคยได้แปรงฟันเลย”

จี้หนิงทั้งงุนงงทั้งขบขัน เขาหันเดินจากไป สาวใช้ทั้งสองรีบติดตามอยู่ด้านหลัง

…………..

“ท่านพ่อ ท่านแม่” จี้หนิงโค้งคำนับบิดามารดาก่อนเดินเข้าสู่ห้องโถง

บนโต๊ะอาหารที่สร้างจากหินอ่อนสีดำ มีอาหารจานใหญ่ซึ่งประกอบไปด้วยแผ่นแป้งนุ่มหนา เนื้อตุ๋นอันหอมกรุ่น และชามน้ำแกง

ในโลกใบนี้ มนุษย์ทุกคนล้วนรับประทานจุอย่างยิ่ง ปริมาณอาหารของเด็กสี่ขวบตรงหน้านี้สามารถเลี้ยงดูชายฉกรรจ์สี่คนในโลกที่หนิงจากมา

อาหารตรงหน้ามีรสอันโอชะแม้ว่าจี้หนิงจะใช้เกณฑ์รสชาติของโลกเดิมในการเปรียบเทียบก็ตาม เขายังทราบว่าเนื้อที่นำมาปรุงเป็นอาหารให้เขามิใช่เนื้อทั่วไป หากปรุงขึ้นจากเนื้อของสัตว์อสูรที่มากไปด้วยคุณค่าทางอาหาร เนื้อเหล่านี้หาได้อย่างยากเย็นและมีราคาสูงยิ่ง แต่ว่าจี้หนิงสามารถกินมันได้ทุกวัน

“ข้าอิ่มแล้ว พวกเราออกไปข้างนอกกัน” จี้หนิจัดการอาหารคำสุดท้าย กรอกน้ำแกงใส่ปากจนหมดสิ้นแล้วออกวิ่งไปนอกบ้านโดยมีสาวใช้ทั้งสองวิ่งตามออกไป

ยู้จี่เซาะมองตามเงาหลังของบุตรชายพลางหัวเราะด้วยความรักเอ็นดู “แม้ว่าลูกเราจะอ่อนแอไปบ้างเมื่อแรกเกิด แต่เขายังคงมีร่างกายอันประเสริฐ ท่านดูเขารับประทานจุถึงเพียงไหน”

จี้ยี่ฉวนผงกศีรษะรับ สัตว์อสูรสามารถดูดซึมพลังงานแห่งธรรมชาติ เนื้อของพวกมันจึงอุดมไปด้วยพลังงานเช่นกัน เนื้อเหล่านี้สามารถทำให้เด็กทั่วไปอิ่มท้องไปได้ถึงสองวัน แต่จี้หนิงสามารถกินได้ทั้งสามมื้อ ความสามารถในการรองรับพลังงานแห่งธรรมชาติของร่างกายจี้หนิงนับว่าอยู่ในระดับสูง

………….

ตัวเมืองของเขตปกครองตะวันตกมีขนาดใหญ่โต มีชาวเมืองอยู่อาศัยนับแสนคน ในเมืองมีสิ่งปลูกสร้างหลักทั้งหมดสามส่วน ประกอบด้วยตัวเมืองชั้นในซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของคนในตระกูลจี้แห่งเขตปกครองตะวันตก ค่ายทหาร และสนามฝึกซ้อม

สาวใช้ทั้งสองหอบหิ้วหนังสือกองโตเดินตามจี้หนิงมุ่งหน้าสู่สนามฝึกซ้อม ด้านหลังของพวกเขายังติดตามด้วยองครักษ์เกราะแดงอีกสิบแปดคน บนชุดเกราะสีแดงทั้งสิบแปดสลักเต็มไปด้วยอักษรประหลาดที่เปล่งรัศมีอันทรงพลังออกมา

นี่คือหน่วยองครักษ์ชาดซึ่งเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลจี้ ภายในเขตปกครองตะวันตกมีองครักษ์ชาดประจำอยู่เพียงหนึ่งร้อยนาย ทุกนายล้วนขึ้นตรงต่อจี้ยี่ฉวน

เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าขวางทาง

ผู้คนนับพันในสนามฝึกซ้อมต่างจับจ้องมาที่ขบวนของจี้หนิง

“นั่น จี้หนิง!”

“ทายาทคนเดียวของกระบี่พิรุณโปรยผู้นั้นหรือ?”

“ที่ทาสสตรีทั้งสองถือนั่นใช่หนังสือหรือไม่? คราวก่อนที่ขบวนพ่อค้าเร่ร่อนเดินทางมา ข้าได้ยินว่าแต่ละเล่มราคาเทียบได้กับหนังแกะหนึ่งพันผืนทีเดียว”

เด็กหนุ่มหลายคนที่กำลังฝึกฝีมือหลายคนรู้จักคุ้นเคยกับจี้หนิงเป็นอย่างดี จี้หนิงเป็นส่วนน้อยของทายาทตระกูลใหญ่ที่ไม่อวดอำนาจรังแกเด็กชาวบ้านทั่วไป แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาหยอกล้อกับเขา

จี้หนิงเลือกตำแหน่งอันเหมาะสมทรุดตัวลงนั่ง เนื่องจากความเปลี่ยวเหงาที่เขาเคยได้รับในชีวิตเดิม เขาในตอนนี้จึงชื่นชอบอยู่ท่ามกลางผู้คน

“ส่งหนังสือมาให้ข้า” หนิงรับหนังสือเล่มหนามาจากชุนเฉา แม้ว่าหนังสือจะเป็นวัตถุล้ำค่าในโลกแห่งนี้ แต่จี้หนิงมีสิทธิพิเศษที่จะหยิบยืมจากหอสมุดของตระกูลมากเท่าใดก็ได้

ตั้งแต่วันที่เขาเกิดมา มีเรื่องราวสองประการที่เขากระทำเป็นกิจวัตร

ประการแรกคือการฝึกฝนเคล็ดวิชาเพ่งจิตผ่านภาพของเทพธิดาหนี่วา นั่นทำให้จิตวิญญาณของเขาหนักแน่นเข้มแข็ง จี้หนิงในปัจจุบันมีความสามารถในการจดจำสิ่งต่างๆเป็นรูปภาพ และสามารถแบ่งจิตใจออกได้เป็นสองทาง เขาสามารถใช้มือข้างหนึ่งเขียนหนังสือในขณะที่มืออีกข้างหนึ่งกำลังวาดรูปได้โดยไม่สับสน

ซึ่งที่จริงนี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกพิสดารอะไร ตามที่ระบุไว้ในหนังสือ ผู้ที่ฝึกฝนในวิถีแห่งความเป็นอมตะก็สามารถแบ่งจิตใจได้เป็นหลายทางเช่นกัน พวกเขาสามารถควบคุมของวิเศษนานาชนิดเข้าจู่โจมศัตรูพร้อมๆกัน เพียงแต่ภาพของเทพธิดาหนี่วาช่วยให้จี้หนิงสามารถบรรลุถึงความสามารถนี้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี

อีกประการหนึ่งก็คือการอ่านหนังสือ เพียงหกเดือนหลังจากที่ถือกำเนิด เมื่อจี้หนิงเริ่มออกเสียงพูดได้เขาก็เริ่มชี้มือไปยังภาพและตัวอักษรต่างๆในหนังสือพร้อมกับพูดว่า “นี่ นี่” บรรดาสาวใช้ซึ่งต่างก็ถูกฝึกสอนให้รู้หนังสือย่อมมิกล้าไม่ตอบคำ ไม่นานเขาก็เริ่มอ่านหนังสือได้เอง

ดังคำโบราณกล่าวไว้ ‘หากยอมเสียเวลาลับมีดให้แหลมคมย่อมสามารถตัดได้รวดเร็วขึ้น’ จี้หนิงเข้าใจดีว่าต่อให้เขาจดจ่อกับวิถีแห่งความเป็นอมตะถึงเพียงไหน นี่ยังไม่ใช่เวลาที่เขาจะสามารถลงมือฝึกฝนได้ การศึกษาหาข้อมูลย่อมเปรียบได้กับการ‘ลับมีด’ให้กับตัวเขาเองเมื่อเวลานั้นมาถึง อย่าว่าแต่เขาเองก็ต้องการอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆของโลกใบนี้ให้มากขึ้น

สิ่งหนึ่งที่เขาได้เรียนรู้จากการอ่านก็คือ ตระกูลจี้เพียงเป็นผู้ดูแลเขตปกครองเล็กๆภายในอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลของราชวงศ์เซี่ย พื้นที่ปกครองของตระกูลจี้แบ่งออกเป็นเขตปกครองกลาง เหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก ทั้งหมดห้าเขตปกครอง ในขณะที่จักรวรรดิ์เซี่ยปกครองแผ่นดินทั้งหมดมาตั้งแต่ ‘ยุคเทพอสูร’ และเป็นราชวงศ์เดียวที่ปกครองดินแดนทั้งหมดนี้แม้เวลาจะผ่านมาแล้วหลายล้านล้านปี

“ช่างสมกับที่เป็นโลกแห่งเซียนอมตะและเหล่าอสูร” จี้หนิงลอบทอดถอนใจด้วยความเลื่อมใส “อาณาจักรมนุษย์ทั่วไปจะหาราชวงศ์ที่สามารถปกครองต่อเนื่องได้ถึงพันปียังยากลำบาก โลกโบราณแห่งนี้ช่างเป็นสถานที่ที่คาดฝันไม่ถึงจริงๆ”

“ที่จริง ตอนนี้เราน่าจะพร้อมที่จะเริ่มการฝึกฝนเข้าสู่วิถีแห่งความเป็นอมตะได้แล้ว”

…………

ในค่ำคืนนั้น

แสงโคมจากกำแพงทั้งสองด้านสาดส่องให้ห้องโถงใหญ่แลดูสว่างไสว จี่หนิงนั่งรับประทานอาหารอยู่กับครอบครัว บิดาของเขานั่งอยู่บนที่นั่งประจำที่ฝั่งตรงข้ามในขณะที่มารดานั่งอยู่ทางซ้ายมือของเขา

“ท่านพ่อ ท่านแม่”

จี้ยี่ฉวนและยู้จี่เซาะเงยหน้าขึ้นมองบุตรชาย

แม้ว่าที่ผ่านมาความเฉลียวฉลาดของจี้หนิงจะสร้างความปลาบปลื้มยินดีให้แก่ทั้งสอง แต่นั่นก็มิได้สร้างความแตกตื่นอันใดให้แก่พวกเขา ในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลย่อมมากไปด้วยผู้คนที่เปี่ยมล้นไปด้วยสติปัญญา

“ข้าอยากฝึกฝน ข้าอยากฝึกฝนเพื่อเป็นผู้อมตะ!” จี้หนิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

เมื่อได้เห็นสีหน้าของบุตร ยู้จี่เซาะอดหัวเราะมิได้ “ผู้อมตะงั้นหรือ? ยี่ฉวน ลูกของเราอยากเป็นผู้อมตะ”

“ผู้อมตะ? เด็กน้อยเจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับการเป็นผู้อมตะ?” จี้ยี่ฉวนย้อนถาม

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

Advertisements

ผู้เขียน: thaidesolateera

เพียงขีดเขียนเรื่อยเปื่อย หวังว่าสักวันอิฐที่ขว้างปาไปมั่วซั่วจะชักนำหยกออกมาได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s