เล่มที่1 บทที่2: กลับชาติถือกำเนิด

Desolate Era:Desolate Era เล่ม1: ตระกูลจี้แห่งเทือกเขานางแอ่น

บทที่ 2: กลับชาติถือกำเนิด

“ท่านเจ้าตำหนักขุยส่งข้ามาช่วยนำทางเจ้าไปสู่น้ำพุศักดิ์สิทธิ์”

หญิงสาวในชุดม่วงประคองแขนจี้หนิงบินไปในอากาศ

จี้หนิงมองลงไปที่เบื้องล่าง

เมื่อครู่นี้ เขายังอยู่ในวังของเจ้าตำหนักขุย พริบตาต่อมาเขากลับบินอยู่บนท้องฟ้า?

“ขอเรียนถาม ที่แท้ท่านเจ้าตำหนักขุยเป็นผู้ใดกันแน่?” จี้หนิงถามต้องความสงสัย

“ข้าทราบมาว่าก่อนจะไปเกิดใหม่ ข้าจะต้องถูกท่านยมบาลไต่สวนถึงกรรมที่ข้ากระทำในระหว่างที่มีชีวิตอยู่มิใช่หรือ?”

“เจ้าได้เจอกับเขาแล้วไง” หญิงสาวในชุดม่วงหัวเราะ

“เมื่อถือครองบันทึกแห่งชีวิตและความตาย ท่านเจ้าตำหนักขุยย่อมเป็นยมบาลอันดับหนึ่งแห่งยมโลก เมื่อท่านได้ตัดสินเจ้าด้วยตนเองไปแล้ว ยมบาลท่านอื่นก็ไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย”

ที่แท้ผู้มีอำนาจสูงสุดในยมโลกคือพญายมทั้ง10 และผู้ที่มีอำนาจรองลงมาเป็นอันดับแรกก็คือยมบาลอันดับหนึ่ง เจ้าตำหนักขุย ‘ขุยจู’ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งไตรภูมิ

มนุษยโลกกว้างใหญ่ไพศาล ก่อนกลับชาติไปเกิดเหล่าวิญญาณจากดินแดนหลัก3000แห่งและดินแดนย่อยอีกหลายล้านแห่งล้วนต้องถูกไต่สวนโดยยมบาล จำนวนยมบาลในยมโลกจึงมีนับไม่ถ้วนเช่นกัน ขุยจูเมื่อเป็นถึงยมบาลอันดับหนึ่ง อำนาจที่มีย่อมสามารถเปรียบเทียบได้กับพญายมทั้ง10

“เรามาถึงเส้นทางสู่น้ำพุศักดิ์สิทธิ์แล้ว” หญิงสาวชุดม่วงชี้มือไปยังถนนขนาดมหึมาเบื้องหน้าซึ่งมีดวงวิญญาณจำนวนมากเดินเรียงกันไปเป็นแถว “เมื่อเจ้าเดินตามถนนเส้นนี้ไปเรื่อยๆ เจ้าจะได้พบกับสะพานแห่งความสิ้นหวัง เมื่อเจ้าข้ามสะพานไปและได้ดื่มน้ำทิพย์เพื่อลืมเลือนอดีตชาติของเม่งผอ เจ้าก็จะได้ไปเกิดใหม่”

“ไปเถิด” หญิงสาวโบกมือคราหนึ่ง

ลำแสงสีทองเข้าห่อหุ้มร่างของจี้หนิงเอาไว้ แล้วส่งเขาลอยลงไปที่เบื้องหน้าของเหล่าวิญญาณที่ต่อแถวรออยู่

บรรดาปิศาจหัววัวที่ยืนประจำการณ์อยู่นอกจากจะไม่กล้าขัดขวางอะไรแล้ว ยังส่งตัวแทนตนหนึ่งมา’อำนวยความสะดวก’ให้แก่จี้หนิงเป็นพิเศษอีก

……..

เส้นทางสู่น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ปกคลุมไปด้วยหมอกหนาทึบ วิญญาณที่เดินผ่านเข้าไปล้วนถูกกลืนหายไม่ย้อนกลับมาอีก

“เดินเข้าไปสิ ข้างหน้านั้นคือสะพานแห่งความสิ้นหวัง” ปิศาจหัววัวกล่าวอย่างเป็นมิตร

จี้หนิงผงกศีรษะพลางก้าวเข้าไปในดงหมอกโดยปราศจากความลังเล

เขาพลันรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของมิติและเวลา

ท่ามกลางความประหลาดใจ จี้หนิงจ้องมองไปรอบด้าน ที่ด้านหน้าของเขาเป็นถนนสายแคบและคดเคี้ยว มีวิญญาณเพียงไม่กี่ดวงยืนรออยู่ ที่สุดปลายของถนนปรากฏเป็นสะพานทอดข้ามแม่น้ำอันเชี่ยวกราก

“นั่นคงจะเป็นสะพานแห่งความสิ้นหวังและแม่น้ำแห่งการลืมเลือนสินะ” จี้หนิงเดินตรงเข้าไป

“ประหลาดจริง มีวิญญาณเดินเข้ามาก่อนหน้าเราตั้งเยอะ ทำไมเหลืออยู่แค่นิดเดียว”

จี้หนิงไม่มีทางรู้ได้เลยว่าห้วงเวลาของดินแดนแห่งนี้กับโลกภายนอกผ่านพ้นไปด้วยอัตราที่แตกต่างกัน ห้วงเวลาที่สะพานแห่งความสิ้นหวังนี้ไหลผ่านไปด้วยความรวดเร็วมหาศาล หนึ่งวันในยมโลกเทียบได้กับเวลาหลายปีที่สะพานแห่งนี้

ขณะที่จี้หนิงก้าวข้ามสะพานแห่งความสิ้นหวัง เขาสังเกตเห็นว่าด้านหนึ่งของสะพานมีบ่อโลหิตอยู่ ภายในบ่อเต็มไปด้วยแมลงพิษ งูพิษ และสุนัขดุ วิญญาณส่วนมากสามารถเดินผ่านไปได้ แต่ก็มีบ้างที่ตกลงในบ่อ กรีดร้องโหยหวน วิญญาณเหล่านี้คือวิญญาณที่แบกเอาบาปกรรมมหาศาลเอาไว้จนไม่อาจหลีกเลี่ยงจากบ่อโลหิตได้พ้น

“หากทราบว่าต้องมีวันนี้ กาลก่อนไยต้องประพฤติเช่นนั้น?” จี้หนิงส่ายศีรษะทอดถอนใจ ก่อนที่สายตาของเขาจะเหลือบไปเห็นอีกด้านหนึ่งของสะพานที่เต็มไปด้วยดอกไม้อันงดงาม

ไม่ไกลจากปลายสะพานมีอัญมณีเรืองแสงที่สะท้อนภาพอันแตกต่างมากมายออกมา นี่คือ’อัญมณีสามชาติภพ’ ซึ่งประกอบไปด้วย ชาติภพก่อน ชาติภพปัจจุบัน และชาติภพหน้า

ถัดจากอัญมณีสามชาติภพเป็นแท่นหิน ซึ่งก็คือ’แท่นหินส่องบ้าน’ เหล่าวิญญาณจะยืนบนแท่นและมองไปยังบ้านของตนในชาติภพก่อนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเข้าพบกับเม่งผอ

ดูจากภายนอก เม่งผอเป็นเพียงหญิงชราท่านหนึ่ง ท่านถือชามน้ำทิพย์ไว้ในมือ คอยยื่นให้ดวงวิญญาณดื่มลงไป หลังจากที่ดื่มน้ำทิพย์แล้ว ดวงวิญญาณจะเข้าสู่ภวังค์ และก้าวเดินต่อไปยังอุโมงค์ทั้งหกที่เบื้องหน้าโดยมิอาจควบคุมตนเอง

“เทวะ อสูร มนุษย์ เดรัจฉาน เปรต นรก” จี้หนิงครุ่นคิดพลางมองไปยังอุโมงค์ทั้งหกที่เบื้องหลังของเม่งผอ

“ไม่ ข้าไม่ดื่ม ข้าไม่ต้องการลืม ข้าไม่ต้องการลืม…”

วิญญาณมากมายต่างพากันร้องตะโกนขัดขืน

แต่ไม่ว่าพวกเขาจะปฏิเสธหรือขัดขืนอย่างไร สุดท้ายก็จะถูกพลังงานที่มองไม่เห็นผลักดันให้เดินไปข้างหน้าและดื่มน้ำทิพย์ของเม่งผอลงไป

“เราจะได้ไปเกิดยังเทวภูมิ แต่ต่อให้ความทรงจำของเรากลับคืนมาเมื่ออายุครบ16ปี เราจะยังคงเป็นเราได้หรือ หรือว่าความทรงจำ16ปีในเทวภูมินั้นจะครอบงำตัวตนของเราไป?”

“แต่ก็คงทำอะไรไม่ได้แล้ว” จี้หนังเองก็ถูกพลังอันลึกลับผลักดันให้เดินไปข้างหน้าเช่นกัน

เหลือวิญญาณข้างหน้าอีกเพียง6ดวง ก็จะถึงรอบของเขา

ทันใดนั้น เม่งผอเงยหน้าขึ้น จ้องมองไปบนท้องฟ้าพลางตวาดด้วยโทสะ “โอหังบังอาจ!”

ท่ามกลางเสียงครืนครั่นสะท้านฟ้าสะเทือนดิน ท้องฟ้าโดยรอบพลันปรากฏรอยร้าวขึ้น หมอกหนาที่ปกคลุมรอบด้านแยกออกและจางหาย เผยให้เห็นดวงวิญญาณนับไม่ถ้วนที่ยังยืนรออยู่ด้านนอกของสะพาน พลังงานที่ปะทุจากรอยแยกบนท้องฟ้ากระแทกทำลายดวงวิญญาณนับพันนับหมื่นจนกลายเป็นฝุ่นผง เสียงกรีดร้องดังก้องไปทั่วบริเวณ เหล่าวิญญาณที่น่าเวทนาทยอยแตกสลายราวกับฟองน้ำในหม้อที่เดือดพล่าน

ท้องฟ้าเบื้องบนบังเกิดการระเบิดอย่างต่อเนื่อง มังกรยักษ์สีดำทะมึนจำนวนมากมายโผบินอยู่กลางท้องฟ้า แต่ละตัวล้วนมีขนาดใหญ่โตราวกับขุนเขา ในปากมโหฬารของเหล่ามังกรปรากฏสายฟ้าทมิฬจำนวนนับไม่ถ้วนฟาดทำลายลงบนพื้นดิน

“ค่ายกลชีวาอาสัญของเหล่ามังกรวิบัติ? พวกเจ้ากล้าดียังไงจึงมาโจมตี 6สังสารวัฏแห่งการถือกำเนิด? ช่างเป็นบาปมหันต์!” ในเสียงตวาดอันเกรี้ยวกราด ร่างของเม่งผอแปรสภาพเป็นลำแสงพุ่งจู่โจมใส่ฝูงมังกรดำ

แรงสะท้อนจากการต่อสู้อันรุนแรงบนท้องฟ้าส่งผลให้แม่น้ำแห่งการลืมเลือนบังเกิดระลอกคลื่นยักษ์กระแทกทำลายสะพานแห่งความสิ้นหวังจนขาดสะบั้นแล้วซัดโถมเข้าสู่ฝั่ง เหล่าวิญญาณที่ถูกคลื่นซัดใส่ต่างพากันจางหาย ถ้ำลึกทั้งหกสายที่เบื้องหน้าก็บังเกิดการสั่นสะเทือน ในส่วนลึกของถ้ำมีแสงสว่างสาดส่องออกมา

จี้หนิงยืนตกตะลึงกับหายนะที่เกิดขึ้นรอบกาย ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าพลังลึกลับที่ครอบงำร่างของเขาจางหายไป

“คงต้องยอมเสี่ยงดูแล้ว” เมื่อพลังที่ครอบงำร่างของเขาหายไป จี้หนิงทั้งแตกตื่นทั้งดีใจ เขารีบวิ่งหนีไปยังอุโมงค์ ‘มนุษยภูมิ’ ซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด แล้วโดดเข้าไป

วิญญาณทั้งหลายต่างพยายามวิ่งหลบเข้าไปในอุโมงค์ใกล้กับตน วิญญาณบางส่วนทดลองวิ่งไปทางอุโมงค์ ‘เทวภูมิ’ ที่อยู่ห่างออกไป….

ตูม!

สายฟ้าทมิฬผ่าลงมายังเหล่าวิญญาณโลภมากและพวกที่หนีไม่ทันจนสลายกลายเป็นฝุ่นผง

………

เกิดอะไรขึ้นกับยมโลก? กองทัพมังกรดำและสายฟ้าทมิฬสร้างความแตกตื่นและหวาดกลัวให้กับจี้หนิง แต่เขาก็รู้ตัวดีว่าในฐานะของวิญญาณธรรมดาดวงหนึ่ง ต่อให้คิดมากไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา ที่จริงตอนนี้จี้หนิงไม่มีเวลามากังวลกับเรื่องเหล่านั้นแล้วเพราะศีรษะของเขารู้สึกปวดเหลือเกิน

จี้หนิงรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างบีบศีรษะของเขาแล้วดึงออก คอของเขาเจ็บ ร่างกายก็ถูกบีบรัดอย่างรุนแรง

ผลุบ!

ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกโล่งสบาย ตามด้วยความรู้สึกหนาวเย็นเสียดกระดูก ในเวลาเดียวกัน เขารู้สึกได้ถึงอากาศอันสดชื่นที่ไหลผ่านเข้ามาทางปาก นี่นับเป็น’ลมหายใจ’แรกของเขา นับจากวันที่เขาตาย

หลังลมหายใจแรกนั้น จี้หนิงก็ส่งเสียงร้องออกมา

เสียงร้องของเด็กทารก

“เด็กผู้ชาย เป็นเด็กผู้ชาย!” แม้ว่าเสียงที่เขาได้ยินจะเพี้ยนไปบ้าง แต่เขาก็ยังสามารถเข้าใจได้ว่าคำพูดเหล่านั้นหมายความว่าอย่างไร

“เราได้เกิดใหม่แล้ว” จี้หนิงเข้าใจในบัดดล

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

ผู้เขียน: thaidesolateera

เพียงขีดเขียนเรื่อยเปื่อย หวังว่าสักวันอิฐที่ปามั่วซั่วจะชักนำหยกออกมาได้

3 thoughts on “เล่มที่1 บทที่2: กลับชาติถือกำเนิด”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s