เล่มที่1 บทที่10: ท่าร่าง

Desolate Era เล่ม1: ตระกูลจี้แห่งเทือกเขานางแอ่น

บทที่ 10: ท่าร่าง

หนึ่งชั่วโมงเต็มผ่านพ้นไป ดวงตะวันเริ่มทอแสงพ้นขอบฟ้า

อาการปวดปลาบแปลบที่เอวและหลังจากการฝึกวิชาเกาทัณฑ์อย่างหนักหน่วงหายไปอย่างรวดเร็วด้วยพลังแห่ง ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ ร่างกายและจิตใจของจี้หนิงกลับคืนสู่ความมีชีวิตชีวาอีกครั้ง

“ลูกหนิง ข้าจะเป็นคนสอนวิชาท่าร่างให้กับเจ้าเอง” ยู้จี่เซาะในชุดขนสัตว์สีขาวส่งยิ้มให้บุตรชาย

“ในการต่อสู้ระยะประชิดนั้นวิชาท่าร่างมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเพลงกระบี่ ยอดฝีมือที่มีท่าร่างอันสูงส่งไม่เพียงสามารถหลบหลีกการจู่โจมจากศัตรูได้อย่างง่ายดาย ยังเลือกจู่โจมทำร้ายศัตรูได้ตามใจต้องการ”

จี้หนิงผงกศีรษะเห็นพ้อง วิชาท่าร่างมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการต่อสู้ ทั้งช่วยให้เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระในพื้นที่อันจำกัด ใช้หลบหลีกการจู่โจม และใช้หนีเอาชีวิตรอด

“วิชาที่ข้าจะถ่ายทอดให้เรียกว่า ‘ท่าร่างเงาวายุ’ ซึ่งเป็นวิชาที่ทอดตาทั่วเขตปกครองทั้งห้าของตระกูลจี้มีเพียงแต่ข้าที่รู้จัก” ยู้จี่เซาะยื่นส่งตำราปกสีเหลืองเล่มหนาให้จี้หนิง “เจ้าเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจท่วงท่าพื้นฐานทั้งหกประการนี้ก่อน”

จี้หนิงพลิกอ่านด้วยความตั้งใจ การเคลื่อนไหวหกท่วงท่าที่บันทึกในตำราแม้จะเรียกว่า ‘พื้นฐาน’ แต่แท้ที่จริงล้วนซับซ้อนและสง่างาม แต่ละท่วงท่ายังแฝงไว้ด้วยหลักการใช้พลังอันแยบคาย

“อย่าได้เอาแต่อ่านแล้ว เจ้าลองมองไปทางด้านนั้น”

จี้หนิงมองตามนิ้วมือของมารดา เขาเห็นหลักไม้จำนวนนับพันปักเรียงรายอยู่เต็มพื้นที่ แต่ละต้นล้วนมีความสูงและระยะห่างที่แตกต่าง เหนือหลักไม้ห้อยเต็มไปด้วยเชือกและหนังสัตว์

“สิ่งนี้คือ ‘ค่ายกลพันดารา’ ซึ่งจะช่วยให้เจ้าสำเร็จท่าร่างเงาวายุขั้น ‘เชี่ยวชาญ’ ได้ภายในเวลาสิบปี หากปราศจากค่ายกลช่วยส่งเสริม เจ้าอาจต้องใช้เวลามากกว่าเดิมนับสิบนับร้อยเท่า”

“ท่าร่างเงาวายุแบ่งเป็นสามระดับ ระดับพื้นฐาน ระดับเชี่ยวชาญ และระดับ ‘ฟ้ามนุษย์หลอมรวม’ ซึ่งที่จริงระดับทั้งสามนี้ครอบคลุมวิชาฝีมือทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นท่าร่างหรือเพลงกระบี่ ผู้ฝึกกระบี่ถึงระดับ ‘คนกระบี่ร่วมประสาน’ ก็คือผู้ที่อยู่ระดับเชี่ยวชาญนั่นเอง”

“ตอนนี้เจ้าจดจำท่วงท่าพื้นฐานทั้งหกได้แล้วหรือไม่?”

“ได้แล้วท่านแม่”

“ประเสริฐ ถ้าเช่นนั้นจงขึ้นไปยืนบนหลักไม้นี้” ยู้จี่เซาะชี้นิ้วไปที่หลักไม้เตี้ยหลักที่หนึ่ง

จี้หนิงกระโดดขึ้นไปยืนบนหลักไม้ ร่างส่ายโอนเอนเล็กน้อย เขาพบว่าหลักไม้แต่ละหลักมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก เพียงมีที่พอสำหรับหยั่งเท้าลงข้างเดียว เคราะห์ดีที่เขาฝึกเคล็ดวิชาประกายชาดเก้าชั้นฟ้ามาก่อน จี้หนิงยังพอจะทรงกายเอาไว้ได้

“ตั้งใจฟังให้ดี ข้าจะเริ่มเอ่ยนามของท่วงท่าพื้นฐานทั้งหกทีละท่า เจ้าจะต้องปฏิบัติตามให้ถูกต้อง… ‘รุกไล่!’”

จี้หนิงใช้ออกด้วยท่วงท่าที่ระบุไว้ในตำรา โถมร่างไปเบื้องหน้าหมายจะวางเท้าลงบนหลักไม้ต้นถัดไป แต่แล้วเขากลับสะกิดโดนเชือกหนังที่ห้อยดักไว้ ร่างตกวูบลงสู่พื้น

“จดจำไว้ เมื่อเคลื่อนไหวในค่ายกลพันดารา หากส่วนใดในร่างของเจ้ากระทบถูกเชือกหรือหนังสัตว์จะถือว่าล้มเหลว ให้กลับไปเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น”

จี้หนิงขบกรามกรอด ตั้งใจว่าจะไม่ยอมผิดพลาดซ้ำอีก

เขากลับไปที่หลักไม้ต้นแรก จากนั้นใช้ท่วงท่า ‘รุกไล่’ กรีดร่างไปเบื้องหน้าพร้อมหลบหลีกเชือกหนังไปได้ ทว่าครั้งนี้เขาใช้แรงมากเกินไปเล็กน้อย เมื่อไปถึงหลักไม้ต้นที่สองร่างต้องส่ายไปมาอย่างหนักก่อนที่จะทรงกายเอาไว้ได้

“เท้าต้องมั่นคงร่างต้องไม่ไหวเอน เมื่อเท้าแตะลงบนหลักไม้ร่างต้องเป็นดั่งตะปูที่ตอกตรึงลงไปไม่คลอนแคลน แต่ละก้าวทั้งมิอาจยาวเกินไปและมิอาจสั้นเกินไป แต่ละย่างทั้งมิอาจหนักเกินไปและมิอาจเบาเกินไป ท่วงท่า ‘รุกไล่’ ของเจ้าเมื่อครู่ใช้แรงมากเกินไปจึงเสียหลักไปเบื้องหน้า หากเป็นการต่อสู้จริงเพียงศัตรูยกตั้งกระบี่ขึ้น เจ้าก็ถูกแทงร่างทะลุเป็นรู ต่อไป… รุกไล่!””

“รุกไล่!… ย้ายข้าง!… เหินข้าม!… กลับหลัง!… ล่าถอย!… หมุนกาย!…”

ที่จริงวิชาท่าร่างทั้งมวลในแผ่นดินล้วนมีพื้นฐานมาจากท่วงท่าเหล่านี้ เพียงแต่บางวิชาเน้นที่ความรวดเร็วดุจสายฟ้า บางวิชาเน้นที่ความแผ่วพริ้วดุจภูตพราย สิ่งที่สร้างความแตกต่างคือความแยบคายในการใช้พลังตลอดจนรายละเอียดและความต่อเนื่องของกระบวนท่า

“โอย!”

จี้หนิงคำรามด้วยความขัดใจ

ท่วงท่าเหินข้ามเมื่อครู่ของเขาไม่สูงพอ แผ่นหลังเบียดเข้ากับเชือกหนังจนไม่สามารถข้ามไปถึงหลักไม้ถัดไปได้ เขาไม่กล่าวอะไรอีก เดินย้อนกลับไปที่หลักไม้แรก เริ่มต้นฝึกฝนใหม่อีกครั้ง

เสียงคำรามด้วยความขัดใจของจี้หนิงยังคงดังขึ้นเป็นระยะ

……….

ภายในค่ายกลพันดารา จี้หนิงทยอยใช้ออกด้วยท่วงท่าพื้นฐานทั้งหก ร่างกายของเขาถูกบังคับให้บิดเอี้ยวด้วยท่าทางที่แตกต่างกันไปในแต่ละครั้งเพื่อหลบเลี่ยงจากเชือกและแผ่นหนัง แต่ไม่ว่าอย่างไรเมื่อเหยียบย่างลงบนหลักไม้ร่างกายของเขาจะต้องบังคับร่างให้หยุดนิ่งอย่างมั่นคง

“ท่านแม่ ข้าต้องฝึกเช่นนี้ไปอีกนานเท่าใด?” ร่างของจี้หนิงตกลงสู่พื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ในหลักไม้ทั้งหนึ่งพันกับแปดต้นนี้ หากเจ้าสามารถก้าวไปและกลับได้ภายในสิบลมหายใจโดยไม่สัมผัสถูกเชือกหรือหนังสัตว์เลย จึงจะถือว่าเจ้าสำเร็จขั้นพื้นฐาน”

“ว่าอย่างไรนะ?” จี้หนิงแทบหมดเรี่ยวสิ้นแรง ระยะทางระหว่างหลักไม้ทั้งหนึ่งพันแปดนั้นรวมทั้งสิ้นเกือบหนึ่งกิโลเมตร “สิบลมหายใจ? ต่อให้วิ่งบนพื้นราบข้ายังมิอาจกระทำได้ทัน”

“เจ้าต้องอดทนไว้ พร้อมกับวิชาประกายชาดเก้าชั้นฟ้าของเจ้าที่ก้าวหน้าขึ้น ความเร็วของเจ้าก็จะเพิ่มขึ้นเอง” มารดาของหนิงกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

“แต่ว่า…” จี้หนิงพูดไม่ออก

“เมื่อเจ้าสามารถเคลื่อนไหวในค่ายกลพันดาราได้ดุจดั่งเคลื่อนที่บนพื้นราบจึงจะนับว่าเจ้าฝึกท่าร่างเงาวายุขั้นพื้นฐานสำเร็จ”

“ถ้าเช่นนั้น เยี่ยงไรจึงจะนับว่าฝึกขั้นเชี่ยวชาญสำเร็จ?” เขาอดมิได้ต้องถามด้วยความอยากรู้

ยู้จี่เซาะออกแรกผลักเชือกหนังสัตว์ เชือกเส้นนั้นแกว่งไปชนกับเชือกเส้นถัดไปเป็นทอด ยิ่งปะทะชนยิ่งรวดเร็วรุนแรง สุดท้ายเชือกและหนังสัตว์นับพันต่างถูกผลักดันเคลื่อนไหว สภาพภายในค่ายกลพันดาราปั่นป่วนวุ่นวายจนถึงขีดสุด

“การจะสำเร็จระดับเชี่ยวชาญได้นั้น เจ้าก็ต้องก้าวไปและกลับบนหลักไม้ทั้งหมดภายในสิบลมหายใจ โดยไม่สัมผัสถูกเชือกหรือหนังสัตว์เช่นกัน แต่ภายใต้เงื่อนไขที่เชือกและหนังสัตว์เคลื่อนตัวเช่นนี้”

“นี่… นี่… จะเป็นไปได้อย่างไร? ต่อให้สามารถคาดคำนวณการเคลื่อนไหวของเชือกและหนังสัตว์ทั้งหมดได้ ก็ไม่อาจก้าวผ่านหลักไม้ทั้งหมดและหลบหลีกสิ่งกีดขวางไปพร้อมกันได้ภายในเวลาเพียงน้อยนิด…” จี้หนิงไม่มีความมั่นใจโดยสิ้นเชิง

“นั่นคือสาเหตุที่ข้าบอกว่าแม้จะอาศัยค่ายกลพันดาราเจ้าก็ยังต้องใช้เวลาประมาณสิบปีจึงจะฝึกปรือท่าร่างเงาวายุสำเร็จถึงขั้นเชี่ยวชาญ กลับไปฝึกได้แล้ว หลังจากนี้ในแต่ละวันเจ้าจะต้องฝึกฝนภายในค่ายกลพันดาราจนกว่าจะถึงเวลาเที่ยงวัน”

“ถ้าเช่นนั้น ระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวม จะเป็นเช่นไร?” เขาอดมิได้ต้องถามขึ้นอีกครั้ง

มารดาของเขาหัวเราะเสียงดัง “นั่นเป็นระดับที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง กล่าวตอนนี้ยังเร็วกว่าเหตุ เมื่อถึงเวลาเจ้าจะเข้าใจได้เอง”

“ทรงพลังถึงเพียงนั้น? ท่านแม่ได้โปรดเล่าให้ข้าฟัง”

“เช่นนี้ก็แล้วกัน ต่อให้หมื่นเกาทัณฑ์พุ่งลงมาจากฟากฟ้าพร้อมกัน ก็มิอาจทำร้ายผู้ฝึกท่าร่างเงาวายุจนถึงขั้นฟ้ามนุษย์หลอมรวมได้”

จี้หนิงยังคงมิอาจจินตนาการออกได้ ร่างกายมนุษย์จะอย่างไรประกอบด้วยเลือดเนื้อมิใช่หมอกควันไร้สภาพ เกาทัณฑ์หมื่นดอกพุ่งลงมาพร้อมกันมีสภาพหนาแน่นถึงเพียงไหน ต้องทำเช่นไรจึงจะสามารถหลบเลี่ยงได้ทั้งหมด

ยู้จี่เซาะยิ้มให้กำลังใจแก่บุตรชาย “อย่าได้ท้อแท้ สุดยอดฝีมือระดับธรรมชาติโดยมากก็เพียงสามารถสำเร็จวิชาท่าร่างขั้นพื้นฐานเท่านั้น เมื่อขึ้นสู่ระดับเหนือธรรมชาติจึงค่อนเรียนรู้ถึงระดับเชี่ยวชาญ หากมิใช่ผู้มีพรสวรรค์อย่างแท้จริงแล้ว ยอดฝีมือส่วนใหญ่ต้องรอจนบรรลุระดับตำหนักม่วงจึงค่อยเข้าสู่ขอบเขตของฟ้ามนุษย์หลอมรวม… บิดาเจ้าก็เป็นหนึ่งในนั้น”

“ท่านพ่อก็เป็นหนึ่งในนั้น?” ใบหน้าของจี้หนิงกลับคืนสู่ชีวิตชีวา

“ไม่เพียงท่าร่างของบิดาเจ้าที่เข้าสู่ระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวม เพลงกระบี่ซึ่งถือว่าฝึกปรือยากเย็นกว่าท่าร่างมากนักบิดาเจ้าก็บรรลุระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวมแล้วเช่นกัน นั่นคือสาเหตุที่บิดาเจ้าเป็นยอดฝีมือที่ไร้ผู้ต่อต้านแห่งตระกูลจี้เขตปกครองตะวันตก และเป็นสาเหตุที่ชนเผ่าทั้งหลายล้วนครั่นคร้ามต่อนามของบิดาเจ้า”

ในที่สุดขวัญกำลังใจของจี้หนิงก็กลับมาอีกครั้ง เมื่อเขามีผู้ฝึกสอนอันประเสริฐเช่นนี้ ประกอบกับยอดวิชาเพ่งจิตและภูมิความรู้จากชาติภพเดิมช่วยส่งเสริม วันหนึ่งเขาจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

“เริ่มฝึกฝนกันต่อ… รุกไล่!… ย้ายข้าง!… เหินข้าม!… กลับหลัง!… ล่าถอย!… หมุนกาย!…”

………..

ตะวันกระจ่างกลางท้องฟ้า แสงแดดยามบ่ายของฤดูใบไม้ผลิทอแสงอันอ่อนโยน อาหารเที่ยงเพิ่งผ่านพ้นได้เพียงไม่นาน จี้ยี่ฉวนที่สวมใส่ชุดขนสัตว์สีแดงปานโลหิตนำบุตรชายมุ่งหน้าสู่สนามฝึกซ้อมอีกครั้ง

จี้หนิงมองดูใบหน้าที่เย็นชาของบิดาด้วยความยำเกรง ความแข็งแกร่งของจี้ยี่ฉวนนั้นไม่เป็นที่น่าสงสัย ยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติมากมายต่างต้องการกราบบิดาของเขาเป็นอาจารย์

ปัจจุบันจี้ยี่ฉวนมีลูกศิษย์ทั้งสิ้นเก้าคน ในจำนวนนั้นเป็นระดับเหนือธรรมชาติสามคน แต่บิดาของจี้หนิงเพียงชี้แนะลูกศิษย์ทั้งหลายเดือนละครั้งเท่านั้น ไหนเลยเทียบได้กับจี้หนิงที่สามารถร่ำเรียนทุกวัน

“การฝึกกระบี่นั้นแตกต่างจากเกาทัณฑ์และแตกต่างจากท่าร่าง การฝึกเกาทัณฑ์อาศัยความชำนาญจากการฝึกซ้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นเมื่อพละกำลังและความสามารถในการมองเห็นสูงขึ้น วิชาเกาทัณฑ์ก็จะสูงขึ้นตาม ส่วนท่าร่างนั้นแม้จะสำคัญ แต่หากคิดสังหารคู่ต่อสู้ เจ้าต้องพึ่งพาเพลงกระบี่”

“กระบี่นั้นถือเป็นอาวุธสั้น น้ำหนักเบา และมีสองคม ซึ่งทำให้ใช้ออกได้อย่างลึกซึ้งและแม่นยำกว่าดาบ…”

จี้หนิงรู้สึกตื่นเต้นจนอดถามออกมามิได้ “ท่านพ่อ ท่านพ่อจะสอนเพลงกระบี่อะไรให้แก่ข้า?”

“เพลงกระบี่?” จี้ยี่ฉวนทวนคำด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ฝึกปรืออีกสักหลายปีก่อนแล้วค่อยพูดถึงเพลงกระบี่!”

“ฝึกปรืออีกสักหลายปี?” จี้หนิงรู้สึกเหมือนศีรษะจรดปลายเท้าถูกราดรดด้วยน้ำเย็น

“กระบี่นั้นใช้ออกด้วยร่างกาย หากต้องการคุมกระบี่ให้ดีต้องควบคุมร่างกายให้ได้ดีก่อน ดังนั้นที่เจ้าต้องฝึกตอนนี้คือเพลงหมัดมวย เมื่อใดที่ร่างกายและแขนขาของเจ้าคล่องแคล่วดีเพียงพอ บังคับควบคุมการใช้กำลังได้ดีพอ เมื่อนั้นเจ้าจึงมีคุณสมบัติในการเอ่ยถึงเพลงกระบี่”

“แต่การฝึกฝนร่างกายอย่างเดียวก็ยังไม่เพียงพอ คิดร่ำเรียนกระบี่ต้องฝึกฝนจิตใจให้แข็งแกร่งด้วย…”

………………………………………………………………………………………………………………………………

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

Advertisements

ผู้เขียน: thaidesolateera

เพียงขีดเขียนเรื่อยเปื่อย หวังว่าสักวันอิฐที่ปามั่วซั่วจะชักนำหยกออกมาได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s