เล่มที่3 บทที่5: ดอกเหมยแรกผลิบาน สุคนธ์ธารระรื่นชื่นนาสา

Desolate Era เล่ม3: พินิจเต๋าที่ริมสระ

บทที่ 5: ดอกเหมยแรกผลิบาน สุคนธ์ธารระรื่นชื่นนาสา*

เที้ยมู่ซานที่ร่างกลับกลายเป็นลำแสงหลบหนีอย่างสุดกำลังพลันพบว่าต้นไม้ใหญ่ที่เบื้องหน้าหลายต้นล้มลงขวางเส้นทาง บางต้นกระทั่งยังถูกส่งให้ลอยเข้าปะทะตัวของมันโดยตรง

“เหลวไหลบัดซบ!”

มันเรียกแส้เถาไม้ดำขึ้นมาในมือ กวัดแกว่งทำลายบรรดาต้นไม้ที่ลอยเข้าหาจนกลายเป็นเศษชิ้นส่วน ทว่าความรวดเร็วของการหลบหนีก็ไม่อาจเทียบเท่าในตอนแรกแล้ว

สิ่งกีดขวางยิ่งมายิ่งมีจำนวนมากขึ้น ทั้งต้นไม้ กิ่งไม้ ก้อนหิน สิ่งของนานับประการลอยเข้าหามันจากทุกทิศทาง

“นี่หมายความว่าอย่างไรกัน?” ใบหน้าอันชั่วร้ายบัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด สุดยอดฝีมือที่มีพลังปราณสูงส่งอาจสามารถเหินบินบนสมบัติวิเศษ แต่การที่สิ่งของทั่วไปสามารถลอยไปมาในอากาศเช่นนี้ มันกระทั่งได้ยินยังมิเคยได้ยินมาก่อน

ท่ามกลาง กิ่งก้าน ก้อนหิน ที่ล่องลอยเต็มท้องฟ้า บ้างกีดขวางหน้า บ้างพุ่งเข้าใส่ เที้ยมู่ซานมิอาจรักษาระดับความเร็วเอาไว้ได้อีกต่อไป

“เที้ยมู่ซาน เจ้าหนีไม่พ้นแล้ว!” เสียงตะโกนของจี้หนิงดังแว่วออกมาจากลำแสงอีกสายที่ไล่ติดตามมาจากเบื้องหลัง

“นี่ก็เป็นฝีมือของเจ้าอีกรึ?” เที้ยมู่ซานตระโกนกลับไป แส้เถาไม้ดำมือยังคงฟาดฟันสิ่งของที่ลอยเข้าหาอย่างต่อเนื่อง ดิ้นรนที่จะรักษาระดับความเร็วในการเคลื่อนที่เอาไว้

จี้หนิงเพียงเหยียดยิ้มไม่ตอบคำ

ท่ามกลางความสิ้นหวังต่อการไล่ตามเมื่อเห็นอีกฝ่ายใช้ม้วนผนึกแห่งเต๋าม้วนที่สอง จี้หนิงพลันพบว่าจิตที่เต็มไปด้วยโทสะของเขาสามารถสั่นสะเทือนผืนน้ำแผ่นดินที่รอบกาย เขาพบว่าจิตของเขาคล้ายกลับกลายเป็นมีสภาพ สามารถเคลื่อนย้ายสิ่งของได้ดังใจ

“จิตตานุภาพ!” จี้หนิงรับรู้มันด้วยความลิงโลดยินดี พลังแห่งจิตของเขายกระดับขึ้นอีกขั้นหนึ่งแล้ว

โดยปกติ ‘สาวกตำหนักม่วง’ จะมีจิตที่เข้มแข็งจนสามารถ ‘แบ่งใจเป็นสองทาง’ กระทำเรื่องสองประการที่เป็นอิสระจากกันได้โดยพร้อมเพรียง เมื่อฝึกปรือจนถึงระดับ ‘ปรมาจารย์หมื่นสำแดง’ พลังจิตจะกล้าแข็งขึ้นจนสามารถใช้ ‘จิตตานุภาพ’ เคลื่อนย้ายสิ่งของด้วยจิตสำนึก และเมื่อก้าวขึ้นถึงระดับ ‘จักรวาลแรกกำเนิด’ จะสามารถเบิกตาดวงที่สามและสำแดงพลังแห่ง ‘เทพสำนึก’

ในการฝึกฝนพลังแห่งจิตโดยทั่วไปนั้น จะต้องเริ่มจากการฝึกสมาธิ ตีความวิถีแห่งเต๋า เพาะสร้างความแข็งแกร่งทั้งกายและใจตลอดจนจิตวิญญาณไปทีละขั้นละตอน แต่เคล็ดวิชาเพ่งจิตนั้นสมเป็นยอดวิชาลี้ลับในแดนดิน กลับช่วยให้จี้หนิงสามารถฝึกฝนพลังแห่งจิตได้โดยตรง

เมื่อผ่านการหล่อหลอมจากวารีอัคคีแห่งสุริยันจันทราและสำนึกแห่งเต๋า ร่างกายและพลังของจี้หนิงก็แข็งแกร่งรุดหน้าขึ้นจนถึงระดับเหนือธรรมชาติ ผลักดันให้พลังแห่งจิตที่เติบโตพรั่งพร้อมอยู่ก่อนแล้วก้าวกระโดดขึ้นจนบรรลุพลังแห่งจิตตานุภาพได้ในที่สุด

“เจ้าหนีข้าไม่พ้นแล้ว” จี้หนิงไล่กวดพลางเร่งเร้าพลังจิตตานุภาพโดยไม่หยุดยั้ง กวาดสิ่งกีดขวางทั้งมวลเข้าสกัดร่างของเที้ยมู่ซานจากรอบทิศทาง

………

“หรือว่าทั้งหมดนี้จะมิใช่ฝีมือของเจ้าเด็กตระกูลจี้ หากแต่มียอดฝีมือระดับสูงที่ชื่นชมในอัจฉริยภาพของมันแอบทำการช่วยเหลืออยู่?” เที้ยมู่ซานถูกบังคับให้ต้องหยุดร่างลงในที่สุด สมองของมันเริ่มสั่งการให้ดิ้นรนหาทางรอดจากทุกความเป็นไปได้

“บงกชวารีอัคคี!” จี้หนิงที่ติดตามมาเบื้องหลัง กำหนดจิตใช้ออกด้วยท่าสังหารทันที

กลีบบงกชอัคคีอยู่บน กลีบบงกชวารีอยู่ล่าง หมุนวนหนีบกระหนาบร่างของเที้ยมู่ซานไว้ที่กึ่งกลาง

“ไม่ทราบผู้อาวุโสท่านใดเดินทางมาถึง?” เที้ยมู่ซานเปล่งเสียงตะโกนก้อง ในมือเร่งเร้าผนึกแห่งเต๋าอีกม้วนหนึ่งจนปรากฎเป็นเงามายารูปเพชรที่เปล่งแสงเรืองรองแล้วแปรเปลี่ยนเป็นประกายแสงสีทองจางๆห่อหุ้มร่างของมันเอาไว้ “ผู้เยาว์เป็นทายาทรุ่นหลังแห่งตระกูลเที้ยมู่ทั้งยังมีความสัมพันธ์กับภูเขามังกรหิมะ…”

“หยุดการดิ้นรนอันไร้ประโยชน์ได้แล้ว” ในที่สุดร่างของจี้หนิงก็ติดตามมาจนทัน

“เจ้าเด็กบัดซบ” เที้ยมู่ซานอาศัยประกายแสงสีทองต่อต้านพลังแห่งบงกชวารีอัคคีเอาไว้ ถ่ายเทพลังปราณเข้าสู่แส้เถาไม้ดำในมือ อาวุธวิเศษพลันยืดขยายออกจู่โจมเข้าใส่จี้หนิงอย่างรวดเร็วรุนแรง

จี้หนิงเรียกกระบี่อุดรทมิฬขึ้นมาในมือทั้งสอง กระบี่ในมือซ้ายใช้ออกด้วยกระบวนท่า ‘หยาดพิรุณควบแน่น’ เข้าต้านรับแส้ที่ม้วนจู่โจมเข้ามา จี้หนิงปล่อยให้แส้เถาไม้ดำกระหวัดรัดพัน ซ้ำยังจงใจบิดหมุนกระบี่ในมืออย่างรวดเร็วจนแส้ยาวรัดพันตัวกระบี่อย่างแน่นหนา จากนั้นใช้กระบี่ในมือขวาจู่โจมออกด้วยความรวดเร็วสุดจะบรรยาย

“แตกทำลาย!” เที้ยมู่ซานรวบรวมเรี่ยวแรงกระชากดึงแส้เถาไม้ดำในมือหมายจะบดขยี้กระบี่ในมือซ้ายของจี้หนิง ทว่ากลับไม่เป็นผล

“ไม่ ข้าไหนเลยตกตายภายใต้เงื้อมมือของเจ้าเด็กบัดซบผู้นี้ได้” เที้ยมู่ซานยินยอมละทิ้งทุกสิ่งเพื่อเอาชีวิตรอด มันปล่อยมือออกจากแส้วิเศษที่ไม่เคยยินยอมให้ห่างกาย หันหลังกลับ ตระเตรียมหลบหนีอีกครั้ง

ทว่าทุกอย่างล้วนสายเกินไป ประกายแสงสีทองคุ้มกายถูกกลีบบงกชวารีอัคคีบดขยี้จนแตกสลาย ร่างของเที้ยมู่ซานที่ถูกเผาผลาญและแช่แข็งส่งเสียงร้องโหยหวน

กลีบบงกชคู่พลันหายวับ ประกายกระบี่ดั่งหยาดพิรุณปักทะลวงเข้าที่หน้าผากของเที้ยมู่ซาน ปลิดชีวิตอันชั่วร้ายของมันไป

จี้หนิงถอนดึงกระบี่กลับ มองดูร่างที่ยังลุกไหม้ของเที้ยมู่ซาน ผมเผ้าตลอดจนขนคิ้วของมันล้วนถูกอัคคีแผดเผาหมดสิ้น ดวงตาปะทุถลนทิ้งแววอาฆาตและไม่ยินยอมพร้อมใจ มันไม่เพียงเคียดขึ้งต่อเด็กหนุ่มที่ทิ่มแทงสังหารมัน มันยังแค้นเคืองต่อ ‘ผู้อาวุโสลึกลับ’ ที่สกัดกั้นการหลบหนีของมัน

“ผู้ฝึกตนในวิถีแห่งความเป็นอมตะ?” จี้หนิงกล่าวพึมพำกับตนเอง ในหัวใจอดมิได้ต้องบังเกิดระลอกแห่งความตื่นเต้นยินดี แม้แต่เที้ยมู่ซานผู้โด่งดังก็ถูกเขาโค่นล้มลง

ในที่สุดเขาก็กลับมาสู่จุดที่เขาสมควรอยู่ ‘ผู้มีพลังระดับเหนือธรรมชาติ!’

“แม้ว่าข้าจะถูกชะตาที่พลิกผันผลักดันให้ต้องมาถือกำเนิดในมนุษยโลก หากในที่สุดข้าก็ฝ่าฟันจนก้าวเข้าสู่การเป็นผู้มีพลังระดับเหนือธรรมชาติจนได้” จี้หนิงส่งเสียงตะโกนก้องอยู่ในใจ “และนี่จะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น จุดเริ่มต้นของตำนานแห่งตัวข้า จี้หนิง!”

ประสบการณ์ทั้งมวลที่เขาได้พานพบมาในช่วงชีวิตแห่งอดีตชาติบีบคั้นให้จี้หนิงหิวกระหายต่อความแข็งแกร่ง ผู้ที่จะกำหนดเส้นทางชีวิตของเขาได้จะต้องเป็นตัวเขาเองเท่านั้น มิใช่ผู้อื่น มิใช่โชคชะตา!

สายลมที่พัดผ่านกวาดเถ้าถ่านของสิ่งที่เคยเป็นคราบสังขารของเที้ยมู่ซานปลิวหายลับ คงหลงเหลือเพียงแส้เถาไม้ดำและปลอกแขนอยู่บนพื้น

จี้หนิงใช้พลังแห่งจิตดึงดูดวัตถุทั้งสองขึ้นมาสำรวจ “ที่แท้ไม่เพียงแต่แส้เส้นนี้ แม้แต่ปลอกแขนก็เป็นสมบัติวิเศษประเภทที่ใช้เก็บของ” เขาไม่ลืมที่จะเดินย้อนกลับไปที่ริมสระ เก็บรวบรวมธงของค่ายกลหยินหยางสองลักษณ์กลับมา จากนั้นบรรจุสิ่งของทั้งหมดกลับลงไปใน ‘หินหยกเขียว’ ประจำตัว

“สมบัติวิเศษและผนึกแห่งเต๋าล้วนต้องอาศัยพลังปราณระดับเหนือธรรมชาติค่อยสามารถใช้ออก ข้าจำเป็นต้องเร่งฝึกปรือพลังปราณให้บรรลุระดับเหนือธรรมชาติเช่นกัน”

จี้หนิงตัดสินใจทดลองเข้าสู่ภวังค์การฝึกปรือที่ริมสระอีกครั้ง มุ่งหวังจะฉวยโอกาสเร่งเร้าพลังปราณให้ทะลวงขึ้นสู่ระดับเหนือธรรมชาติ

………

รัตติกาลเยือนกราย

จี้หนิงยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ริมสระ ร่างกายปกคลุมไปด้วยกลุ่มหมอกที่โคจรไปรอบๆ เขารู้สึกได้ถึงความสั่นสะเทือนและการเปลี่ยนแปลงของจุดตันเถียน พลังปราณที่ไหลเวียนในเส้นชีพจรหมุนวนและกลั่นตัวเป็นของเหลวแล้วเริ่มต้นก่อตัวเป็นรูปร่าง

จี้หนิงมิอาจระงับความปลื้มปีติที่หลากล้น ในที่สุดเขาก็ประสบความสำเร็จ

นับตั้งแต่เมื่อครั้งที่อยู่ในครรภ์มารดาเส้นชีพจรของเขาก็ถูกทำลาย หากเขาเพียงหวังพึ่งพาการฝึกฝนพลังปราณเพื่อก้าวขึ้นสู่ระดับเหนือธรรมชาติเขาคงไม่มีวันพบกับความสำเร็จ แต่เมื่อร่างกายของเขาถูกหลอมสร้างขึ้นใหม่เป็นกายาเทพอสูรด้วยพลังหยินแท้และหยางแท้ของ ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ เส้นชีพจรของเขาก็ถูกผลัดเปลี่ยนสร้างเสริมขึ้นใหม่เช่นกัน ความแข็งแกร่งสมบูรณ์นั้นยังสูงส่งกว่ายอดฝีมือพลังปราณระดับเหนือธรรมชาติทั่วไปด้วยซ้ำ

จี้หนิงหยิบสมบัติวิเศษที่เป็นปลอกแขนขึ้นมาแล้วบรรจุพลังปราณของตนเข้าไป นี่เป็นกรรมวิธีในการสร้างพันธะแห่งการครอบครองสมบัติวิเศษ

“สมบัติวิเศษนับว่ายอดเยี่ยมสมชื่อ ปลอกแขนนี้มีความจุมากกว่าหินหยกเขียวมากมายนัก” จี้หนิงรีบสำรวจสิ่งของที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปลอกแขน เขาตื่นเต้นยินดีจนแทบโห่ร้องออกมา ภายในมีม้วนผนึกแห่งเต๋าอยู่ถึงแปดม้วน

“คันธนูนี้ก็ไม่เลว” จี้หนิงดึงธนูคันใหญ่ออกมาทดลองเหนี่ยวดู แม้มิใช่สมบัติวิเศษแต่ก็ทรงพลังยิ่ง เขาต้องอาศัยพลังแห่งกายาเทพอสูรจึงสามารถใช้ออก “คาดว่านี่คงเป็นธนูคู่กายของเที้ยมู่ซาน นับว่าได้มาอย่างพอดียิ่ง ข้ากำลังวิตกว่าจะมิอาจหาคันธนูที่เหมาะมือหลังจากที่เข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติแล้ว” เขาพลิกสำรวจคันธนูและพบว่ามีตัวอักษรสลักอยู่ “เจี้ยหยง? นี่สมควรเป็นนามของผู้ที่ประดิษฐ์คันธนูนี้ขึ้นมา”

“เมื่อกลับไปถึงเมืองเขตปกครองตะวันตก ข้าจะนำเอาแส้นี้ไปแลกสมบัติวิเศษชิ้นอื่น”

จี้หนิงชื่นชมกับผลลัพธ์ของการต่อสู้ครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง “หากมิอาจผ่านพ้นหิมะน้ำแข็งอันเหน็บหนาว ไหนเลยสามารถผลิบานส่งกลิ่นหอมอันรื่นรมณ์ได้ ผลแห่งการฝึกฝนอย่างหนักมาโดยมิย่อท้อ ในที่สุดข้าก็ประสบความสำเร็จในการก้าวเข้าสู่ขอบเขตระดับสูงแห่งวิชาฝีมือแล้ว”

จี้หนิงในตอนนี้ไม่เพียงเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติอย่างแท้จริงทั้งในด้านพลังปราณและกายาเทพอสูร หากยังสามารถใช้พลังแห่งจิตตานุภาพและบงกชวารีอัคคีได้อีกด้วย

“ใช่แล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง” จี้หนิงสูดลมหายใจสงบสติอารมณ์อันพลุ่งพล่าน เรียกเอาตำรา ‘ท่าร่างปีกวายุ’ ที่มารดาของเขามอบให้เมื่อตอนก่อนออกเดินทางขึ้นมา ยอดวิชาที่มารดาของเขาเฝ้ากำชับอย่างเข้มงวดว่าห้ามมิให้ถ่ายทอดแก่สมาชิกตระกูลจี้คนอื่นและห้ามมิให้ฝึกปรือก่อนที่จะบรรลุระดับเหนือธรรมชาติ

จี้หนิงพลิกตำราขึ้นเปิดอ่าน

………………………………………………………………………………………………………………………………

* ดอกเหมยเป็นดอกไม้ที่คนจีนเรียกขานเป็น ‘สหายแห่งเหมันต์’ เพราะเบ่งบานได้แม้อยู่ท่ามกลางหิมะน้ำแข็งจนคนจีนมีคำกล่าวว่า ‘กลิ่นหอมของดอกเหมยปรุงกลั่นผ่านความหนาวเย็นและความขมปร่า’ จึงมีการใช้ ‘กลิ่นหอมของดอกเหมย’ เป็นสำนวนอธิบายถึงความเข้มแข็งของบุคคลที่ต้องผ่านความยากลำบากนานับประการกว่าที่จะประสบความสำเร็จ

http://www.theepochtimes.com/n3/1497107-the-plum-blossom-a-symbol-of-strength/

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/Desolate-Era-แปลไทย-152606241836045/?ref=aymt_homepage_panel

Advertisements

ผู้เขียน: thaidesolateera

เพียงขีดเขียนเรื่อยเปื่อย หวังว่าสักวันอิฐที่ขว้างปาไปมั่วซั่วจะชักนำหยกออกมาได้

2 thoughts on “เล่มที่3 บทที่5: ดอกเหมยแรกผลิบาน สุคนธ์ธารระรื่นชื่นนาสา”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s