แนะนำ

บอกกล่าว

de-cover

บอกกล่าว:

– งานแปลเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงส่วนบุคคลและเพื่อแบ่งปันความสุขให้กับเพื่อนนักอ่านคอเดียวกันเท่านั้น เผยแพร่ต่อได้ (ขอแค่ช่วยให้เครดิตกันบ้างก็พอ) แต่ไม่อนุญาตให้นำผลงาน (ที่จริงๆก็แปลมาจากของคนอื่น) นี้ไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเงินใดๆทั้งสิ้น

– งานแปลเรื่องนี้แปลต่อจากงานภาษาอังกฤษที่ลงใน http://www.wuxiaworld.com/desolate-era-index/  ทั้งนี้ผู้แปลเป็นภาษาไทยไม่มีความรู้ภาษาจีนเป็นพื้นฐาน ชื่อบุคคล สิ่งของ สถานที่อาจเพี้ยนไปจากต้นฉบับเดิม หรือแปลให้อ่านลื่นหูผู้แปลเองบ้าง ก็เรียนขออภัยมา ณ ที่นี้

– เรื่องนี้เป็นนิยายที่ถูกแต่งขึ้น อาจมีการอ้างอิงเรื่องเล่าและตำนานบางเรื่องบ้างตามจินตนาการของผู้แต่ง ด้วยความเคารพผมเชื่อว่าผู้แต่งใช้ตำนานเหล่านั้นในลักษณะของจักรวาลคู่ขนานและไม่มีเจตนาจะลบหลู่ความเชื่อความศรัทธาของผู้ใดทั้งสิ้น

ชื่อเรื่อง: Desolate Era (莽荒纪; Mang Huang Ji)

ผู้แต่ง: I Eat Tomatoes (我吃西红柿; Wǒ Chī Xīhóngshì)

ผู้แปลภาษาอังกฤษ: Ren Wo Xing (RWX)

ผู้แปล-เรียบเรียงภาษาไทย: เซียวเปียกลี้/Astraea

อ่านนิยาย:

thaidesolateera.wordpress.com

ติชม พูดคุย:

https://www.facebook.com/desolateera

………………………………………………………………………………

เพื่อเป็นการชี้แจงถึงเรื่องที่หลายๆท่านทยอยสอบถามกันเข้ามา
ผมขอสรุป FAQ ไว้เบื้องต้นดังนี้ครับ

Q: ระดับพลังของ Desolate Era เป็นยังไง?
A: ปัจจุบันยังพูดถึงแค่ 7 ระดับ
– ระดับธรรมชาติ (Houtian stage) คือสิ่งมีชีวิตปกติ มีอายุขัยตามธรรมชาติ
– ระดับเหนือธรรมชาติ (Xiantian stage) เปรียบได้กับสิ่งมีชีวิตวิเศษ (Xiantian lifeform) ที่ถือกำเนิดโดยไม่ผ่านครรภ์มารดา มีอายุขัยประมาณ 200 ปี
– ระดับตำหนักม่วง (Zifu Palace stage) จะสำเร็จเป็นสาวกตำหนักม่วง (Zifu Disciple) มีอายุขัยประมาณ 500 ปี
– ระดับหมื่นดาราร่วมสำแดง (Wanxiang stage) จะสำเร็จเป็นปรมาจารย์หมื่นสำแดง (Wanxiang Adept) มีอายุขัยประมาณ 800 ปี
– ระดับจักรวาลแรกกำเนิด (Primal/Primordial stage) จะสำเร็จเป็นนักพรตจักรวาลแรกกำเนิด (Primal/Primordial Daoist)
– ระดับว่างเปล่า (Void) เมื่อสำเร็จจะถือว่าเริ่มเข้าสู่ระดับเซียนหรือผู้อมตะ (Immortal) ซึ่งในขั้นนี้จะถือเป็นผู้อมตะพสุธา (Land Immortal / Earth Immortal)
– ผู้อมตะสวรรค์/เซียนสวรรค์อมตะ (Celestial Immortal) คือผู้อมตะพสุธาที่ผ่านขั้นตอนที่เรียกว่า พิบัติสวรรค์(Celestial Tribulation) ได้สำเร็จ แต่หากล้มเหลวก็จะกลับกลายเป็นผู้อมตะเสเพล (Loose Immortal) ที่จะต้องเผชิญกับ สามหายนะเก้าภัยพิบัติ (Three Calamities Nine Tribulations) ทุกสามและเก้าร้อยปี จนกว่าจะตาย

Q: ตัวละครใช้แล้วทิ้งเยอะจัง บางตัวปั้นซะเหมือนจะมีบทยาว แล้วก็หายไปซะงั้น
A: อันนี้ต้องทำใจครับ มันเป็นสไตล์ของผู้เขียนท่านนี้ บางตัวเหมือนจะเด่นแต่อยู่ๆก็หายไปราวๆ 500ตอนค่อยกลับมาพูดถึงซักประโยคนึงหรือไม่กลับมาอีกเลย แต่ที่จริงถ้าจะมองให้ลึกซึ้งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร มันก็เหมือนชีวิตจริงของเราท่านนี่แหละครับ… ใครคนหนึ่งคนนั้นในวันหนึ่งวันนั้นเคยผูกพันกันซะมากมาย พอวันที่ห่างเหินมันก็เริ่มห่างไปเพียงแค่เพราะเราไม่เจอะกัน… อุ๊ยแอบเวิ่น!

Q: บทเศร้าก็เศร้าน้ำตาแตก มันจะมีอีกมั้ย ถ้ามีอีกไม่อ่านต่อจริงๆนะฮึ่ม!
A: คือคงต้องโทษว่าผมแปลดีเกินไป เอ๊ย ไม่ใช่ๆ ต้องบอกว่าตามเนื้อเรื่องแล้วสิ่งที่ตัวเอกฝึกฝนไม่ใช่วิทยายุทธอย่างเดียวแต่เป็นวิถีแห่งเซียน การฝึกฝนไม่ใช่แค่เปิดคัมภีร์รำตามแล้วจะเหาะขึ้นสวรรค์ได้ ผู้ฝึกต้องประกอบไปด้วยความรู้แจ้งในวิถีแห่งธรรมชาติ เกิดแก่เจ็บตาย เห็นซึ้งถึงอารมณ์ทั้งเจ็ดและกามคุณทั้งหก ถึงจะก้าวผ่านไปสู่ความสำเร็จได้ ถามว่าจะมีดราม่าอีกมั้ยคงต้องตอบว่ามีครับ รับรองได้แค่ว่าจะไม่มีมุกวนซ้ำซาก ทั้งนี้ผู้อ่านต้องยอมรับและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครครับ

Q: ทำไมกว่าจะเก่งมันช่างยากเย็น… แล้วฮาเร็มล่ะฮาเร็มอยู่ไหน!?
A: บอกก่อนเลยว่าไม่มีฮาเร็มและเลือดตากระเด็นตลอดเวลาครับ คือ สาเหตุที่ผมชื่นชอบและหยิบนิยายเรื่องนี้ขึ้นมาแปลก็เพราะเสน่ห์ของมันซึ่งเป็นนิยาย (light novel) ที่ใกล้เคียงกับนวนิยาย (novel) มาก คือมันมีรสชาติ รายละเอียด และมิติที่หลากหลาย
ที่จริงผมก็ชอบนิยายผู้ใหญ่ (เดี๋ยวๆๆ ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะ) ที่เหมือนกับหยิบโลกแห่งการ์ตูนมาทำเป็นตัวหนังสือ ร่ำดื่มยอดสุรา โอบกอดโฉมสะคราญมากหน้า ควบขี่อาชาพ่วงพี สะบัดกระบี่วิเศษ ชำระบุญคุณความแค้นสมใจ ปลดปล่อยจินตนาการจากความเครียดของโลกแห่งความจริง เพียงแต่ในฐานะคนเริ่มแก่ (เพิ่งเริ่มเองเหรอ?) บางครั้งผมก็รู้สึกว่ากาแฟดำมันน่าดื่มด่ำมากกว่ามัคคิอาโต้ครับ…

หวังว่าจะช่วยคลายข้อข้องใจไปได้บ้างนะครับ

เซียวเปียกลี้ 🙂

เล่มที่6 บทที่ 16: ปรมาจารย์หมื่นสำแดง

Desolate Era เล่ม6: ดักแด้พังทลาย กลับกลายเป็นผีเสื้อ

บทที่ 16: ปรมาจารย์หมื่นสำแดง

เรื่องสุดวิเศษ?” ชายในชุดสีเงินทวนคำด้วยความงุนงง

ต่งฟ่านหยูยิ้มพลางกล่าวว่า ขอบอกศิษย์น้องหวูโดยไม่ปิดบัง ครั้งนี้พวกเรามีโอกาสสร้างความดีความชอบอันยิ่งใหญ่ต่อสาขาหลักแล้ว พวกเราค้นพบแหล่งผลึกธาตุธรรมชาติในพื้นที่เทือกเขานางแอ่นที่ข้าดูแลอยู่ ขนาดของมันกว้างใหญ่ไพศาลถึงกว่าสี่พันกิโลเมตร… ต่งฟ่านหยูต้องการชักชวนอีกฝ่ายจึงฉวยโอกาสบรรยายเรื่องราวจนเพริศแพร้ว

แหล่งผลึกธาตุธรรมชาติ?” เสียงอันเยือกเย็นสดใสดังขึ้น บุรุษหนุ่มในชุดยาวสีดำที่ตัดเย็บอย่างเลิศหรูเดินเข้ามาจากประตูข้างของห้องโถงใหญ่ ดวงตาของมันแคบยาว จมูกโด่งเป็นสัน ดูไปคล้ายอสรพิษร้าย เมื่อถูกสายตาของมันจับจ้องกระทั่งต่งฟ่านหยูยังต้องสยิวกายด้วยความหนาวเหน็บ

ต่งฟ่านหยูรีบลุกขึ้นยืนพร้อมสอบถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ศิษย์น้องหวู ท่านผู้นี้คือ…?”

ชายในชุดสีเงินลุกยืนขึ้นตั้งแต่แรก มันค้อมกายคารวะชายหนุ่มชุดดำด้วยความเคารพระดับสูงสุดพร้อมเปล่งเสียงทักทาย ท่านอาจารย์!”

ท่านอาจารย์?” ต่งฟ่านหยูแตกตื่นตะลึงลาน

ท่านผู้นี้คืออาจารย์ของข้า ปรมาจารย์ซู่ ชายชุดเงินกล่าวแนะนำ

ผู้ฝึกตนในวิถีแห่งความเป็นอมตะนั้นไม่อาจตัดสินได้จากรูปกายภายนอก เนื่องเพราะคนยิ่งดูอ่อนเยาว์ระดับพรสวรรค์ยิ่งลึกล้ำจึงประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย กระทั่งยังมีคำกล่าวว่า หากเผชิญพบกับผู้ฝึกตนที่ลักษณะภายนอกเยาว์วัย จงระมัดระวังให้มากไว้

ซึ่งความจริงตั้งแต่ได้ยินชายชุดเงินเรียกหาอีกฝ่ายเป็นท่านอาจารย์ ต่งฟ่านหยูก็ทราบว่าผู้มาเป็นใคร มันเองก็เป็นศิษย์ของภูเขามังกรหิมะทั้งยังรู้จักคุ้นเคยกับศิษย์น้องผู้นี้ ดังนั้นจึงทราบในทันทีว่าชายชุดดำที่แท้ก็คือ ปรมาจารย์หมื่นสำแดงแห่งสาขาหลักผู้มีนามว่า ซู่หลี่

ภูเขามังกรหิมะแบ่งระดับของศิษย์ในสำนักตามพรสวรรค์และความสามารถ ผู้ที่มีแนวโน้มว่าจะสามารถบรรลุถึงระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงหรือแม้กระทั่งระดับจักรวาลแรกกำเนิด จะได้รับการดูแลและจัดสรรทรัพยากรอย่างเต็มที่ ซู่หลี่ผู้นี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น มันบรรลุเป็นปรมาจารย์หมื่นสำแดงตั้งแต่เมื่อหกสิบปีก่อน

ต่งฟ่านหยูคารวะปรมาจารย์ซู่ ต่งฟ่านหยูรีบค้อมกายทำความเคารพอีกฝ่ายทันที

เมื่อครู่นี้เจ้ากล่าวถึงแหล่งผลึกธาตุธรรมชาติขนาดใหญ่ใช่หรือไม่?” ปรมาจารย์ซู่ยังคงรักษาท่าทีอันสงบเยือกเย็นไว้ เมื่อสาขาเทือกเขานางแอ่นของเจ้าเป็นผู้ค้นพบมัน เหตุใดจึงเดินทางมาแจ้งต่อศิษย์ของข้า?”

ผู้น้อยไม่กล้าปิดบังท่านปรมาจารย์… ต่งฟ่านหยูรีบเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดอย่างละเอียดรอบหนึ่ง

ปรมาจารย์ซู่ผงกศีรษะเล็กน้อยพลางเผยอยิ้มที่มุมปาก ที่แท้เป็นเช่นนี้ ไม่นึกเลยว่าการเดินทางมาเยี่ยมเยียนลูกศิษย์จะทำให้ข้าได้พบกับเรื่องสุดวิเศษ หวูฉี เจ้าร่วมทางกับอาจารย์ไปตรวจสอบแหล่งผลึกธาตุแห่งนี้ด้วยกัน

ต่งฟ่านหยูรีบกล่าวขึ้นด้วยท่าทีอันแตกตื่นยินดี หากท่านปรมาจารย์ยินยอมเดินทางไปด้วยตนเอง เรื่องทุกประการย่อมต้องสำเร็จอย่างแน่นอน

ภายนอกแม้มันแสดงออกเยี่ยงนั้นทว่าภายในใจกลับทอดถอน ควรทราบว่าเหล่านักพรตแห่งจักรวาลแรกกำเนิดล้วนวางตัวอยู่เหนือโลกีย์ เรื่องราวทั้งหลายในภูเขามังกรหิมะล้วนอาศัยปรมาจารย์หมื่นสำแดงเป็นผู้จัดการ การค้นพบแหล่งผลึกธาตุแม้เป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ ทว่าเมื่อมีปรมาจารย์ซู่จากสาขาหลักเข้ามาเกี่ยวข้อง ความชอบที่จะตกมาถึงพวกมันเหล่าสาวกตำหนักม่วงแห่งเทือกเขานางแอ่นย่อมหลงเหลือไม่มากแล้ว

เพียงจัดการกับชาติตระกูลท้องถิ่นแห่งหนึ่ง ไหนเลยต้องให้ปรมาจารย์หมื่นสำแดงลงมือด้วยตนเอง?” ต่งฟ่านหยูได้แต่ลอบโอดครวญอยู่ในใจ

ปรมาจารย์ซู่ชำเลืองมองต่งฟ่านหยูด้วยหางตาพลางกล่าวว่า เช่นนั้นพวกเราออกเดินทางไปเทือกเขานางแอ่นกัน

เรือใบลำหนึ่งพลันปรากฎขึ้นที่ใต้เท้าของคนมัน หวูฉีและต่งฟ่านหยูย่อมไม่กล้าชักช้ารีบขึ้นร่วมโดยสาร

สำหรับต่งฟ่านหยูเมื่อมีปรมาจารย์หมื่นสำแดงออกหน้ามันย่อมไม่จำเป็นต้องเสาะหาเชื้อเชิญสาวกตำหนักม่วงคนอื่นอีกต่อไป ส่วนหวูฉีรีบส่งเสียงถ่ายทอดคำสั่งแก่ผู้คนในตระกูลอยู่หลายคำ

ใบเรือสีขาวสะอาดพลันปรากฎขึ้นบนเสากระโดง ก่อนที่เรือทั้งลำจะแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงสีขาวพุ่งออกไปด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ

ช่างรวดเร็วยิ่งนัก ต่งฟ่านหยูอดมิได้ต้องอุทานอย่างแตกตื่น นี่เป็นครั้งแรกที่มันได้โดยสารบนสมบัติวิเศษที่ถูกขับเคลื่อนโดยปรมาจารย์หมื่นสำแดง

พวกเราจะไปถึงเทือกเขานางแอ่นภายในสองชั่วโมง ปรมาจารย์ซู่กล่าวด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบไร้ความรู้สึก

………

ภายในห้องโถงอันเร้นลับของนครโบราณ แผ่นหยกอันงดงามซึ่งมีขนาดเท่าฝ่ามือจำนวนห้าชิ้นเปล่งแสงสีฟ้าเรืองรอง

ขณะที่เด็กรับใช้สองคนที่มีหน้าที่เฝ้ารักษาห้องกำลังสนทนาคลายความเบื่อหน่าย เสียงวัตถุแตกระเบิดก็ดังขึ้นสองครั้งติดต่อกัน แผ่นหยกสองแผ่นแหลกละเอียดร่วงหล่นลงสู่พื้น

เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”

คาดว่าคงเป็นมุสิกวิ่งเพ่นพ่านวุ่นวาย

ทั้งสองเหลียวมองสำรวจไปรอบห้องด้วยความสงสัยใจ ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะสังเกตพบแผ่นหยกสองแผ่นที่แตกละเอียดอยู่บนพื้น มันแตกตื่นจนหน้าถอดสี ปากกล่าววาจาไม่เป็นภาษา เครื่อง… ชีวิต…

เด็กรับใช้อีกคนหนึ่งเมื่อเห็นสีหน้าอันขาวซีดของผู้เป็นสหายก็อดมิได้ต้องกล่าวตำหนิ เจ้าแตกตื่นอันใด? ภายในเขตที่พักของผู้ดูแลเมืองเขตปกครองนี้ ยังจะมีเรื่องราวอันใดน่าหวั่นกลัว… เครื่องราง… กล่าวถึงตรงนี้มันจึงได้สังเกตเห็นแผ่นหยกที่แตกสลาย สีหน้าและท่าทางของมันเป็นเช่นเดียวกับเด็กรับใช้คนแรกไม่ผิดเพี้ยน

เครื่องรางแห่งชีวิต!”

เครื่องรางแห่งชีวิตแตกสลาย!”

พวกมันทั้งสองจ้องมองกันและกันด้วย ก่อนร้องตะโกนพลางวิ่งออกจากห้องโถงนั้น

เร็วเข้า รีบรายงานเรื่องขึ้นไป

ชั่วครู่ให้หลัง

ลำแสงสีขาวพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ชายชราผู้หนึ่งยืนหยัดบนลำแสงนั้น นัยน์ตาสามเหลี่ยมของมันจ้องมองไปทางเทือกเขานางแอ่นด้วยความโกรธแค้นอาฆาต สาวกตำหนักม่วงกลับเสียชีวิตพร้อมกันถึงสองคน? เกิดเรื่องอันใดขึ้นที่เทือกเขานางแอ่นกันแน่?”

……..

เครื่องรางแห่งชีวิต เครื่องรางแห่งชีวิตแตกสลาย!”

………

เครื่องรางแห่งชีวิต…!”

………

ชั่วขณะที่จี้หนิงสังหารสาวกตำหนักม่วงทั้งแปด ตัวเมืองเขตปกครองหลายแห่งรอบเทือกเขานางแอ่นล้วนตกอยู่ในภาวะแตกตื่นโกลาหลเมื่อเหล่าตระกูลใหญ่พบว่าเครื่องรางแห่งชีวิตของสาวกตำหนักม่วงในสังกัดของตนแตกสลาย

เหล่าผู้อาวุโสของบางตระกูลถึงกับเหินบินมุ่งหน้าไปยังเทือกเขานางแอ่นในทันที

………

ที่ภูเขาหัววัวในเขตเทือกเขานางแอ่น หมอกดำยังคงลอยปกคลุมทั่วบริเวณ

จี้หนิงถือกระบี่หยัดยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มร่างไร้ชีวิตของเหล่าสาวกตำหนักม่วงรวมทั้งต่งซีฉี ถึงแม้ว่าในการโจมตีก่อนหน้านี้เขาจะใช้กระบี่แห่งแสงของพยุหะพันกระบี่จำลองเป็นหลัก แต่กระบี่อุดรทมิฬยังคงถูกกุมไว้ในมือทั้งสองตลอดเวลา

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ว่าพลังอันป่าเถื่อนดุดันจากซากศพเหล่านั้นกำลังหลั่งไหลเข้าสู่กระบี่อุดรทมิฬในมือ

เมื่อผ่านพิธีกรรม โลหิตเทพอสูรหลอมศัสตรา แล้วอาวุธนั้นก็จะสามารถดูดซับพลังงานประเภทต่างๆไม่ว่าจะเป็นพลังวิญญาณ พลังความแค้น หรือพลังอื่นๆได้ ยิ่งสังหารศัตรูมากมายเท่าใด ยิ่งศัตรูที่ถูกสังหารนั้นเข้มแข็งยิ่งขึ้นเท่าใด อาวุธชิ้นนั้นก็จะยิ่งแข็งแกร่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น… จี้หนิงพลันนึกถึงคำพูดที่โคชราสีดำเคยกล่าวไว้

นี่กลับแปลกประหลาดนัก กระบี่อุดรทมิฬเพียงสามารถดูดซับพลังแห่งความตายของผู้ที่ถูกข้าสังหาร แต่ไม่อาจดูดซับพลังจากซากศพอื่น จี้หนิงได้แต่พิศวงกับความลึกล้ำในพิธีกรรมโบราณของเหล่าเทพอสูร

แต่แล้วเขาก็ต้องก้มลงสำรวจตนเอง เมื่อพบว่าพลังแห่งความตายไหลบ่าเข้าสู่ตำหนักม่วงในร่างของตนเช่นกัน

ที่ตำหนักม่วงในร่างของเขาซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาพลังปราณสีม่วงจนดูคล้ายทะเลสาบสีม่วงขนาดใหญ่ เหนือทะเลสาบนั้นล่องลอยไว้ด้วยสมบัติวิเศษซึ่งรวมไปถึงกระบี่อุดรทมิฬเล่มที่สาม

ก่อนหน้าที่จะทำการจัดตั้งตำหนักม่วงนั้น ไม่มีทางที่มนุษย์จะสามารถเก็บสมบัติวิเศษเอาไว้ในร่างได้ และถึงแม้เมื่อจัดตั้งขึ้นแล้ว สมบัติวิเศษที่จะเก็บรักษาไว้ก็มีเพียงแค่สมบัติที่มีอันดับเท่านั้น จะมีก็เพียงอาวุธที่ผ่านพิธีโลหิตเทพอสูรหลอมศัสตราที่เป็นข้อยกเว้น

กระบี่อุดรทมิฬทั้งสามเล่มแบ่งกันดึงดูดพลังแห่งความตายโดยไม่หยุดยั้ง อักษรเทพอสูรคำว่า สังหาร เปล่งประกายเด่นชัดบนตัวกระบี่ทั้งสาม พลังแห่งความตายของสาวกตำหนักม่วงแปดคนยังมากมายกว่าสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาตินับหมื่นนับแสน

ชั่วครู่ให้หลัง กระบี่อุดรทมิฬทั้งสามเล่มจึงดึงดูดพลังจนหมดสิ้นและล่องลอยอยู่ที่เบื้องหน้าของจี้หนิง

เขาใช้พลังแห่งจิตทดลองควบคุมกระบี่ทั้งสามฟาดฟันใส่อากาศ และกรีดเฉือนลงบนฝ่ามือของตนเอง

คมกล้าขึ้นกว่าเดิมมากนัก จี้หนิงยินดีเป็นอย่างยิ่ง ดูท่าการสังหารนั้นจำเป็นสำหรับการพัฒนาอาวุธโลหิตเทพอสูร แม้ว่าจี้หนิงจะไม่ใช่บุคคลที่นิยมการฆ่าฟัน แต่เมื่อถูกกดดันจนหมดหนทางเช่นนี้ เขาก็ปราศจากความลังเลหรือใจอ่อน

ท่านผู้นำตระกูล จี้หนิงส่งเสียงเรียก โปรดช่วยแนะนำว่าข้าจะโจมตีศัตรูอีกกลุ่มหนึ่งได้อย่างไร?”

เสียงของผู้เฒ่าเก้าอัคคีดังขึ้นตอบรับ ศัตรูอีกกลุ่มนั้นประกอบไปด้วยสาวกตำหนักม่วงจำนวนเจ็ดคน และสัตว์อสูรระดับตำหนักม่วงอีกสองตน ผู้ที่มีพลังฝีมือสูงส่งที่สุดคือเทพบุตรหยกและหนงซิเตา ทว่าความถนัดของหนงซิเตานั้นมิได้อยู่ที่การต่อสู้ซึ่งหน้า ส่วนสาวกตำหนักม่วงคนอื่นๆต่อให้รวมพลังกันก็ยังไม่อาจสู้กับเจ้าได้ ปัญหาใหญ่จึงมีเพียงเทพบุตรหยกเท่านั้น

จี้หนิงพยักหน้าเล็กน้อย

เทพบุตรหยกผู้นี้สมควรเป็นยอดฝีมือกายาเทพอสูรอันร้ายกาจ จากการเฝ้าสังเกตของข้า แม้แต่ในยามที่พวกมันรับรู้ข่าวการตายของยอดฝีมือสิบสองคนในอีกกลุ่ม ความเชื่อมั่นที่ว่าเทพบุตรหยกจะปกป้องพวกมันไว้ได้ก็ยังไม่คลอนแคลน นอกจากนี้ข้ายังได้ยินพวกมันกล่าวถึงเทพวิชาอีกด้วย หากข้าคาดเดาไม่ผิดเทพบุตรหยกสมควรเป็นยอดฝีมือระดับตำหนักม่วงขั้นสูงสุดที่ครอบครองเทพวิชา… ซึ่งนั่นจะทำให้พลังของมันแทบไม่เป็นรองปรมาจารย์หมื่นสำแดง ในการประมือกับมันเจ้าต้องระวังให้มากไว้ ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าววาจายาวเหยียด

จี้หนิงพยักหน้าอีกครั้งไม่กล่าววาจาใด ด้วยการสนับสนุนของค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์และเขตแดนกระบี่หยาดพิรุณ พลังของเขาก็อาจเทียบเคียงได้กับปรมาจารย์หมื่นสำแดงเช่นกัน ทว่าเขาใช่จะสามารถโค่นล้มอีกฝ่ายที่เป็นยอดฝีมือกายาเทพอสูรซึ่งฝึกปรือเทพวิชาได้หรือไม่?

หากเจ้าไม่อาจสังหารเทพบุตรหยกก็จงพยายามกำจัดหนงซิเตาให้ได้ ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวต่อไป มันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลเพียงหนึ่งเดียวของฝ่ายศัตรู ขอเพียงกำจัดมันลงได้ ภูเขามังกรหิมะจะหมดหนทางตีฝ่าค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์ พวกเราจะสามารถยื้อเวลาไปจนกระทั่งขบวนทูตตัวแทนจากจักรวรรดิเซี่ยจะเดินทางมาถึงได้อย่างแน่นอน

ข้าทราบแล้ว จี้หนิงกล่าวรับคำ

จี้หนิงกวักมือวูบ สมบัติวิเศษทั้งมวลก็หลุดลอยออกจากซากศพทั้งแปดบนพื้น

ข้าจะค้นหาและครอบครองกระบี่วิเศษมีอันดับของพวกมันก่อน หากโชคเข้าข้างก่อนที่จะเผชิญหน้ากับเทพบุตรหยก พยุหะพันกระบี่จำลองของข้าจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก ดวงตาของจี้หนิงทอประกายเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่6 บทที่15: สังหารให้สิ้นซาก

Desolate Era เล่ม6: ดักแด้พังทลาย กลับกลายเป็นผีเสื้อ

บทที่ 15: สังหารให้สิ้นซาก

“ศิษย์น้องมู่สี่!” เมื่อต่งซีฉีและคนอื่นๆเห็นศีรษะของมู่สี่กระเด็นปลิวไปก็ยิ่งรู้สึกหนาวยะเยือกหวั่นไหว ก่อนหน้านี้สาวกตำหนักม่วงสองคนในกลุ่มก็ถูกจี้หนิงสังหารแม้จะอยู่ในภายในค่ายพยุหะผสานพลังระดับแปดคน ตอนนี้พยุหะผสานพลังระดับหกคนก็ถูกจี้หนิงทลายลง โอกาสที่พวกตนจะถูกสังหารจนหมดสิ้นจึงยิ่งเปิดกว้างขึ้นไปอีก

“ฆ่า”

“ทุ่มเททุกสิ่งที่มีจัดการมันให้ได้”

ชายจมูกเหยี่ยว ชายชราชุดเทา และสตรีชุดดำ… ล้วนโหมจู่โจมราวกับคลุ้มคลั่ง นี่มิใช่ว่าพวกมันไม่ต้องการหลบหนี แต่เมื่อถูกกักไว้ในค่ายกลของตระกูลจี้พวกมันจะหนีไปที่ใดได้? มีแต่ต้องปักหลักสู้อย่างสุดชีวิตจึงพอจะมีโอกาสอยู่รอด

“ดิ้นรนต่อสู้ไปก็เพียงทำให้เจ้าตกตายอย่างเหนื่อยยากเท่านั้น” จี้หนิงสืบเท้าไปเบื้องหน้า เถาวัลย์หยาบหนาที่เคยงอกเงยปกคลุมบัดนี้ปลาสนาการไปหมดสิ้น

หยาดพิรุณยังคงพร่างพรมลงมาราวกับม่านไหม แต่ละเส้นสายแฝงไว้ด้วยรังสีกระบี่แห่งพยุหะพันกระบี่จำลองซึ่งแปรเปลี่ยนมันให้คมกล้าสุดเปรียบปาน

ภายใต้พลังแสงสีทองที่ปกป้องร่าง สตรีชุดดำแผดเสียงร้องโหยหวน ดวงตาของนางเบิกกว้างขณะที่รังสีกระบี่พาดผ่านลำคอส่งศีรษะอันงดงามให้ลอยขึ้นไปในอากาศ

อีกหนึ่งชีวิตได้หลุดลอยไป!

“ตาย!” ผนึกแห่งเต๋าในมือของชายชราชุดเทาพลันเปลี่ยนเป็นหงส์อัคคีอันดุร้าย มันสยายปีกอันกว้างใหญ่โบยบินเข้าหาจี้หนิง แต่กลับถูกม่านพิรุณที่ก่อตัวขึ้นรอบร่างของเขาต้านรับเอาไว้แทน

เสียงของการปะทะดังสนั่นหวั่นไหว ม่านพิรุณถูกอานุภาพของการโจมตีอันเกรี้ยวกราดกระแทกจนแตกระเบิดอย่างรุนแรง แม้แต่กลีบบงกชวารีอัคคีที่ห่อหุ้มร่างของจี้หนิงเอาไว้ยังสั่นสะท้าน

จี้หนิงยังคงสืบเท้าไปเบื้องหน้า

ดวงตาของเขาจ้องมองชายชราชุดเทาที่สีหน้าบัดนี้แปรเปลี่ยนกลับกลาย ธวัชสีเลือดในมือของมันถูกเหวี่ยงไปด้านหลังต้านรับสายพิรุณที่จู่โจมเข้ามาเอาไว้ได้

ทว่าผลลัพธ์ยังคงเป็นเช่นเดิม สายพิรุณอีกเส้นหนึ่งพุ่งทะลวงหน้าผากของมันทะลุผ่านศีรษะออกไป ก่อนที่ร่างในชุดเทาจะร่วงล้มลง ดวงตาของมันยังเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง ตื่นตะลึง และโกรธเกรี้ยว

“เมื่อถูกโจมตีด้วยพลังกระบี่สองสายติดต่อกัน เจ้ายังคิดจะรอดชีวิตไปได้อีกงั้นหรือ?” จี้หนิงคิดพลางบงการพลังกระบี่เข้าจู่โจมศัตรูคนต่อไป

“ศิษย์น้องลู่ ศิษย์พี่อัน ศิษย์น้องมู่สี่”

“ศิษย์น้องลู่!”

ผู้คนที่หลงเหลือคือชายจมูกเหยี่ยว ต่งซีฉี และชายร่างผอม ต่างมีสีหน้าปั้นยาก พวกมันหกคนล้มตายไปถึงสามคนในชั่วพริบตาเดียว! สายพิรุณที่แฝงพลังกระบี่นี้ทรงพลังเกินไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมีพลังของค่ายกลและเขตแดนแห่งกระบี่มาสนับสนุน การโจมตีที่พวกมันต้องเผชิญนั้นแทบไม่แตกต่างอันใดจากการโจมตีของระดับหมื่นดาราร่วมสำแดง ไม่มีทางที่พวกมันจะต้านรับการโจมตีเช่นนี้เอาไว้ได้

“จี้หนิง เจ้าต้องตายแน่นอน” ต่งซีฉีจ้องหน้าของจี้หนิงแล้วหัวร่ออย่างบ้าคลั่ง “เจ้าสังหารศิษย์ของภูเขามังกรหิมะ ภูเขามังกรหิมะจะไม่ยอมให้เรื่องจบลงแค่นี้แน่”

“เจ้าต้องตายแน่นอน”

“ภูเขามังกรหิมะมีศิษย์อีกมากมาย พวกเขาจะล้างแค้นให้กับเรา ทำลายตระกูลจี้ของเจ้าจนหมดสิ้น”

คนทั้งสามต่างระดมวาจาอาฆาตอันคลุ้มคลั่งออกมา

ทันใดนั้นสายพิรุณเก้าสายซึ่งเกิดจากพลังกระบี่พลันแยกย้ายฟาดฟันเข้าใส่ผู้เหลือรอดทั้งสาม ซึ่งความจริงด้วยพลังฝีมือของพวกมันหากต้องเผชิญรังสีกระบี่เพียงเส้นเดียวพวกมันยังอาจต้านรับเอาไว้ได้ แต่เมื่อต้องรับมือกับกระบี่พิรุณถึงสามสาย พวกมันย่อมหมดสิทธิ์ต้านทาน

จวบจนเมื่อศีรษะถูกแทงทะลุไป สิ่งที่พวกมันทำได้ก็เพียงแค่จ้องมองกลับไปด้วยดวงตาอันเลื่อนลอยที่เปี่ยมล้นไปด้วยความพรั่นพรึง กราดเกรี้ยว และไม่เชื่อถือ

“ข้า ต่งซีฉี ยอดยุทธ์อันดับหนึ่งแห่งเทือกเขานางแอ่น กลับต้องมาจบชีวิตลงใต้เงื้อมมือของเด็กน้อยจี้หนิง ข้าไม่ยอมรับ ข้าไม่ยอมรับ!!!”

“น่าชัง น่าชังนัก! หากรู้ล่วงหน้า ข้าจะไม่มีวันเดินทางมาที่นี่เป็นอันขาด”

พวกมันทั้งสองล้วนเป็นผู้เหี้ยมหาญแห่งยุค กล่าวตามความสัตย์หากปราศจากการหนุนเสริมของค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์ ไม่ว่าผู้ใดในทั้งสองล้วนสามารถต่อสู้กับจี้หนิงซึ่งอยู่เพียงระดับตำหนักม่วงขั้นต้นได้อย่างก้ำกึ่ง แต่เนื่องเพราะความแตกต่างนี้เอง พวกมันจึงต้องตายอย่างคับแค้นภายในกระบวนท่าเดียว

ชายร่างผอมนั้นได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ลำคอเช่นกัน แต่ร่างกายของมันกลับฟื้นคืนสภาพอย่างรวดเร็ว

“ผู้ฝึกวิชากายาเทพอสูร?” จี้หนิงเลิกคิ้ว

“จี้หนิง โปรดไว้ชีวิตข้า” ชายร่างผอมก้าวถอยหลังขณะจ้องมองจี้หนิง แม้ว่ามันจะเป็นผู้ฝึกวิชากายาเทพอสูรขั้นกลางแต่หาได้มีความมั่นใจแม้แต่น้อย ความแตกต่างระหว่างพลังของทั้งสองฝ่ายมีมากจนเกินไป… จี้หนิงสามารถสังหารมันได้อย่างไม่ยากเย็น

จี้หนิงหัวเราะแผ่วเบา “เรื่องราวดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว บอกมาสิว่าข้าควรไว้ชีวิตเจ้าหรือไม่?”

ปีกสีดำบนหลังของจี้หนิงโบกกระพือ ร่างของเขาพุ่งเข้าหาชายร่างผอม

“จี้หนิง!” ชายร่างผอมแผดเสียงด้วยโทสะขณะกระชับไม้เท้ายาวสีดำในมือแน่น “จี้หนิง ภูเขามังกรหิมะของพวกเราจะกวาดล้างตระกูลจี้ของเจ้าให้สิ้นซาก!”

รังสีกระบี่สามสายตัดกายาเทพอสูรที่แข็งแกร่งทนทานของมันจนขาดเป็นสี่ท่อน จี้หนิงพุ่งเข้าหาอีกฝ่ายพร้อมกับบงกชวารีอัคคีที่หมุนวนอยู่รอบกายบดร่างที่หลงเหลือของชายร่างผอมจนแหลกเหลว แม้ว่าเศษเนื้อเหล่านั้นจะพยายามรวมตัวกันขึ้นอีกครั้งก็ไม่อาจสู้พลังของบงกชวารีอัคคีได้ ไม่กี่อึดใจก็สลายหายไปจนหมดสิ้น

ตลอดทั่วทั้งบริเวณพลันตกอยู่ในความเงียบสงัด

หยาดฝนยังคงโปรยปราย บงกชวารีอัคคียังคงหมุนวนช้าๆ จี้หนิงยืนอยู่ใจกลางของดอกบัวกวาดตามองไปโดยรอบ ร่างของต่งซีฉีและพวกกระจัดกระจายอยู่บนพื้น ไม่มีร่างใดที่หลงเหลือลมหายใจอยู่อีก ทั้งหมดล้วนตกตายจนหมดสิ้น

“เหลืออีกกลุ่มเดียวเท่านั้น” จี้หนิงกล่าวแผ่วเบา

สาวกตำหนักม่วงจากเทือกเขามังกรหิมะสองกลุ่มพาตัวเข้าสู่ค่ายกล กลุ่มแรกซึ่งมีจำนวนสิบสองคนถูกกำจัดลงอย่างสิ้นเชิง!

ไม่ใช่เพราะพวกมันอ่อนแอ หากแต่จี้หนิงแข็งแกร่งเกินไป

สำหรับตระกูลจี้แล้ว ต่อให้ใช้ค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์เข้าช่วย การจะสังหารยอดฝีมือทั้งสิบสองยังมิใช่เรื่องอันง่ายดาย ก่อนหน้านี้เมื่อจี้หลิวเจินและอาสิงบ่าวเฒ่าได้ทดลองโจมตีดูก็พบว่านอกจากสามารถสังหารผู้คนสี่คนในการลอบโจมตีโดยไม่ให้ตั้งตัวครั้งแรกแล้ว เมื่อต่งซีฉีและพวกแปดคนได้ตั้งรูปขบวนผสานพลังขึ้นก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีก

ในทางกลับกัน จี้หนิงใช้ค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์ชดเชยจุดอ่อนเรื่องพลังปราณอันอ่อนด้อยของตน ใช้ออกด้วยยอดวิชาเช่นพยุหะพันกระบี่จำลองและเขตแดนกระบี่หยาดพิรุณจนทำให้พลังโจมตีพุ่งขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกับปรมาจารย์ร่วมสำแดง และนี่เองเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาสามารถบดขยี้และสังหารศัตรูลงได้จนสิ้นซาก…

กึ่งกลางของภูเขา

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีซึ่งควบคุมค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์เผยสีหน้าแห่งความประหลาดใจออกมา มันตื่นเต้นลิงโลดจนตลอดทั้งร่างสั่นระริก

“ท่านผู้นำตระกูล?” จี้ยี่ฉวนที่อยู่ด้านข้างรีบส่งเสียงสอบถาม

“สำเร็จแล้ว จี้หนิงชนะแล้ว” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีตื่นเต้นยินดีจนไม่อาจเก็บรักษาอาการ “กลุ่มของต่งซีฉีถูกจี้หนิงสังหารสิ้น สาวกตำหนักม่วงจากภูเขามังกรหิมะกลุ่มแรกทั้งสิบสองคนถูกกำจัดไปแล้ว ไม่มีเหลือรอดแม้แต่ผู้เดียว”

จี้ยี่ฉวนได้ยินดังนั้นจิตใจก็ก็ไหวสะท้านเช่นกัน “ล้วนตกตายหมดสิ้นแล้ว?”

“ถูกแล้ว” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีพยักหน้าติดต่อกัน

พวกเขาต่างตื่นเต้นและรู้สึกเหลือเชื่อในเวลาเดียวกัน… ตระกูลอันพื้นเพแห่งหนึ่งในเทือกเขานางแอ่นตั้งเผชิญกับค่ายสำนักขนาดใหญ่เยี่ยงภูเขามังกรหิมะ ทั้งศัตรูยังเป็นกลุ่มสาวกตำหนักม่วงซึ่งสามารถสยบขวัญชาติตระกูลท้องถิ่นทั่วไปได้อย่างเหลือเฟือ แม้แต่ตัวผู้เฒ่าเก้าอัคคีเองยังตั้งความหวังเพียงยื้อเวลาออกไปจนกว่าทูตตัวแทนของจักรวรรดิเซี่ยจะมาถึงเท่านั้น

พวกเขาไหนเลยคาดคิดมาก่อนว่าจะสามารถสังหารสาวกตำหนักม่วงฝ่ายศัตรูติดต่อกันถึงสิบสองคนโดยไม่มีสมาชิกตระกูลจี้เสียชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว!

“ตอนนี้เหลืออยู่เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าว “คือกลุ่มของเทพบุตรหยกและหนงซิเตา”

“ชัยชนะของพวกเราจะแน่นอนก็ต่อเมื่อเราสามารถสังหารพวกมันลงได้” จี้ยี่ฉวนกล่าวอย่างเร่งร้อน “โดยเฉพาะหนงซิเตา หากเราสังหารคนผู้นี้ไป ข้าไม่เชื่อว่าภูเขามังกรหิมะจะสามารถหาผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลเช่นนี้ได้อีกเป็นคนที่สองภายในระยะเวลาอันสั้น”

“เมื่อใดที่กำจัดหนงซิเตาลงได้ ตระกูลจี้ของเราก็จะกุมชัยชนะอย่างมั่นเหมาะ” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีพยักหน้ารับ

สาวกตำหนักม่วงคนอื่นของภูเขามังกรหิมะยังอาจรุดมาอีก

แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลนั้นหาได้ยากยิ่ง หนงซิเตาที่เดินทางมาก็เพียงเพราะเห็นแก่หน้าเทพบุตรหยก ในมลฑลใกล้เคียงกับเทือกเขานางแอ่น นอกจากหนงซิเตาแล้ว ภูเขามังกรหิมะไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลคนอื่นอีก

………

ภายในค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์ รัศมีอันมืดมนล่องลอยปกคลุมทุกแห่งหน

คิ้วของหนงซิเตาขมวดมุ่น ดวงตาปิดสนิท สมาธิจิตใจของมันในขณะนี้จมอยู่ในห้วงแห่งการคิดคำนวณและวิเคราะห์ค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์เพียงประการเดียว

สาวกตำหนักม่วงคนอื่นต่างเฝ้าคุมเชิงอยู่โดยรอบด้วยความระมัดระวัง

เทพบุตรหยกยืนพิทักษ์อยู่ข้างกายของหนงซิเตาด้วยท่าทางราวกับขุนพลสวรรค์ที่พร้อมบดขยี้ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะผ่านเข้ามา

ทันใดนั้น…

“จี้หนิง!”

“ศิษย์น้องมู่สี่รีบหยุดมันเอาไว้!”

เสียงร้องตะโกนโต้ตอบดังก้องมาแต่ไกล

“ทุ่มเททุกสิ่งที่มีจัดการมันให้ได้”

“ศิษย์น้องลู่ ศิษย์พี่อัน ศิษย์น้องมู่สี่”

เสียงร้องตะโกนอันกราดเกรี้ยวดังแว่วมาเป็นระยะ

“เจ้าต้องตายแน่นอน”

“ภูเขามังกรหิมะมีศิษย์อีกมากมาย พวกเขาจะล้างแค้นให้กับเรา ทำลายตระกูลจี้ของเจ้าจนหมดสิ้น”

เสียงสาบแช่งอย่างคลุ้มคลั่งดังขึ้นไม่ขาดสาย ก่อนที่ความเงียบสงัดอย่างแท้จริงจะแผ่เข้าปกคลุม

สรรพเสียงทั้งมวลล้วนเงียบหาย

หนงซิเตาเปิดเปลือกตาขึ้นแล้ว สายตาของเทพบุตรหยกก็เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดจริงจัง สาวกตำหนักม่วงที่หลงเหลือต่างมีสีหน้าบิดเบี้ยวปั้นยาก

“ศิษย์น้องต่ง” เทพบุตรหยกตะโกนออกไป สุ้มเสียงของมันดังสะท้อนก้องไปทั่วทั้งค่ายกล

ไม่มีผู้ใดขานรับ

ไม่มีแม้แต่เสียงเดียว!

“ตายแล้ว” หนงซิเตากล่าวเสียงแหบแห้ง “คงตกตายหมดสิ้นแล้ว”

“เรา… พวกเรา… ศิษย์พี่ซิเตา ศิษย์พี่เทพบุตรหยก…” ชายผู้มีผมสีแดงกล่าวพึมพำอย่างเลื่อนลอย ยอดฝีมือคนอื่นๆ ต่างจ้องมองไปทางเทพบุตรหยกและหนงซิเตา กลุ่มของสาวกตำหนักม่วงที่เดิมมีถึงสิบสองคนกลับถูกสังหารจนหมดสิ้น จะไม่ให้พวกมันกังวลได้อย่างไร? จะไม่ให้พวกมันรู้สึกไม่สบายใจได้อย่างไร?”

เทพบุตรหยกคำราม “ทำตามที่ข้าสั่ง ศิษย์น้องซิเตาวิเคราะห์ค่ายกลต่อไป กระเรียนเทพ มังกรธรณี คุ้มครองอยู่ข้างกายศิษย์น้องซิเตา อีกหกคนที่เหลือช่วยข้าจัดตั้งขบวนพยุหะขึ้นอีกชั้นหนึ่ง”

“รับคำสั่ง”

“พวกเจ้าเพียงตั้งสมาธิกับการตั้งรับก็พอ” ดวงตาของเทพบุตรหยกเปล่งประกายสีทองยามกวาดมองรอบบริเวณ “หากจี้หนิงผู้นั้นกล้ามาจริงๆ ข้าจะรับมือมันเอง”

“ทุกประการล้วนแล้วแต่ศิษย์พี่เทพบุตรหยก” หนงซิเตากล่าว ขณะเดียวกันมันก็จัดวางธงค่ายกลแปดผืนในพื้นที่โดยรอบ ลำแสงสีดำพวยพุ่งขึ้นดุจหอคอยป้องกันชั้นแล้วชั้นเล่า ครอบคลุมร่างของมัน กระเรียนเทพ และมังกรธรณี

“พวกเจ้าวางใจเถิด” ดวงตาของเทพบุตรหยกสงบนิ่ง แต่รังสีอันดุดันอำมหิตพวยพุ่งออกมาจนแทบบรรลุถึงสวรวงสวรรค์

สำหรับผู้ที่บรรลุกายาเทพอสูรระดับตำหนักม่วงขั้นสูงสุดมาตั้งแต่แรก ทั้งยังครอบครองเทพวิชาจนสามารถหักหาญกับปรมาจารย์หมื่นสำแดงเช่นมัน ไหนเลยต้องเกรงกลัวเด็กน้อยเยี่ยงจี้หนิง?

………

อีกาทองคำลอยตัวสูงกลางฟากฟ้า

ภายในตัวตึกของเมืองเขตปกครองอันกว้างใหญ่

หนึ่งในสองผู้อาวุโสตระกูลต่ง ต่งฟ่านหยูนั่งอยู่ที่นั่น ชายหนุ่มที่นั่งถัดจากเขาหัวเราะพลางกล่าว “ผู้อาวุโสต่งโปรดรอสักครู่ ท่านผู้นำตระกูลจะมาถึงในไม่ช้า”

“ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องรีบร้อน” ต่งฟ่านหยูหัวเราะเช่นกัน

สมาชิกสี่คนของภูเขามังกรหิมะสาขาเทือกเขานางแอ่นที่ออกไปเชื้อเชิญผู้คน ได้แก่ สองผู้อาวุโสตระกูลต่ง มู่สี่ และจู้เหนียนซง ในบรรดาคนทั้งสี่ มู่สี่ประสบความสำเร็จในการเชื้อเชิญเทพบุตรหยกและหนงซิเตาซึ่งมันคิดว่าเพียงพอแล้วจึงเดินทางกลับก่อน แม้ว่าตามแผนเดิมจะกำหนดให้แต่ละคนเชื้อเชิญสาวกตำหนักม่วงมาให้ได้อย่างน้อยสิบคนก็ตาม

ผู้อาวุโสตระกูลต่งทั้งสองและจู้เหนียนซงก็วางแผนเชื้อเชิญผู้คนมากมาย ทว่าสาวกตำหนักม่วงบางคนที่พวกมันต้องการเชิญนั้นได้เดินทางกลับไปยังสาขาหลักของภูเขามังกรหิมะแล้ว พวกมันจึงได้แต่ออกเดินทางต่อไปเพื่อเชิญคนมาเพิ่มให้ครบตามแผน โดยที่ยังไม่รู้ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในเทือกเขานางแอ่นแม้แต่น้อย

“ศิษย์พี่ฟ่านหยู” เสียงทุ้มลึกดังขึ้น ชายวัยกลางคนในชุดสีเงินเดินเข้ามา “ครั้งสุดท้ายที่เราพบกันคงเป็นที่เทือกเขานางแอ่น ชั่วพริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายร้อยปีแล้ว”

“ก่อนหน้านี้ศิษย์พี่ได้ให้คนแจ้งต่อข้าว่ามีเรื่องสำคัญต้องการหารือ ไม่ทราบเป็นเรื่องอันใด?”

“ย่อมเป็นเรื่องสุดวิเศษเรื่องหนึ่ง!” ใบหน้าของต่งฟ่านหยูเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่6 บทที่14: บดขยี้

 

Desolate Era เล่ม6: ดักแด้พังทลาย กลับกลายเป็นผีเสื้อ

 

บทที่ 14: บดขยี้

 

เจ้ารู้จักพลังของต่งซีฉีและมู่สี่ดีอยู่แล้ว พวกมันใช้ออกด้วยพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศและหมื่นเถาไม้บรรพกาลอันเป็นไม้ตายประจำตัว นอกเหนือจากนั้น ชายผู้มีจมูกเหยี่ยวจัดตั้งค่ายกลคุ้มกันครอบคลุมทั้งหมดเอาไว้ สตรีชุดดำปลดปล่อยแมลงพิษฝูงใหญ่ออกมา ส่วนชายชราชุดเทาเรียกระดมภูตอสุรกายออกจากธวัชวิเศษสีเลือดของมัน

 

รวมแล้วยังมีเพียงห้าประการเท่านั้น พวกมันมิใช่ยังหลงเหลืออยู่อีกหกคนหรอกหรือ?” จี้หนิงสอบถามอย่างนอบน้อม

 

ในพวกมันยังมีอยู่ผู้หนึ่งที่มิได้ลงมือ ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวตอบ ข้าพูดในสิ่งที่ข้ารู้ออกไปแล้ว เจ้าจงตัดสินใจเองว่าจะลงมือจัดการกับพวกมันอย่างไร แต่จงจดจำไว้ว่าอย่าได้พาตนเองเข้าไปเสี่ยงอันตราย

 

ท่านผู้นำตระกูลโปรดวางใจ จี้หนิงกล่าวพลางหัวเราะออกมาเบาๆ

 

เขาเริ่มต้นทบทวนข้อมูลที่ได้รับและวางแผนการลงมือ

 

ก่อนหน้านี้เขาถูกการโจมตีตอบโต้กระแทกเข้าใส่จนไม่มีโอกาสยึดครองสมบัติวิเศษของศัตรูทั้งสองที่ถูกสังหาร สมบัติเหล่านั้นสมควรยังอยู่ในความครอบครองของต่งซีฉีและพวกของมัน

 

วิชาที่แตกต่างห้าประการเช่นนั้นหรือ?” จี้หนิงแค่นเสียงเย็นชา สองตาทอประกายอำมหิตแวววาว ไม่ว่าพวกมันจะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่อาจรอดพ้นจากความตายไปได้!”

 

ทันใดนั้นเอง…

 

ศิษย์พี่เทพบุตรหยก ศิษย์พี่หนงซิเตา เสียงตะโกนดังสะท้อนสะท้านในความเงียบ พวกเราเพิ่งถูกโจมตีจากส่วนหางของค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์ที่มีจี้หนิงผู้เป็นยอดฝีมือรุ่นใหม่ของตระกูลจี้ชักนำ พลังของมันร้ายกาจรุนแรงจนสังหารศิษย์ร่วมสำนักของพวกเราไปอีกสองคน สิ่งที่พวกเราทั้งหมดทำได้ในตอนนี้คืออยู่นิ่งกับที่เพื่อปักหลักป้องกันตน พวกท่านเองก็จงระวังสายพิรุณให้ดี จดจำไว้… ระวังสายพิรุณ!”

 

พวกเจ้าทั้งหกก็ระวังตนให้ดี พยายามถ่วงเวลาเอาไว้ให้นานที่สุด

 

เสียงตะโกนตอบกลับที่ดังมาจากอีกด้านของค่ายกลทำให้สีหน้าของจี้หนิงเคร่งเครียดขึ้นมา ข้าต้องเร่งลงมือแล้ว

 

หนงซิเตาช่างร้ายกาจนัก มันสามารถจำแนกค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์ออกได้ตั้งแต่ที่มองเห็นเป็นครั้งแรก ถึงแม้จี้หนิงจะมีความเชื่อมั่นในพลังของค่ายกลอย่างเปี่ยมล้น ทว่าเขาก็ไม่อาจแน่ใจว่าหากทอดเวลานานออกไป หนงซิเตาจะค้นพบวิธีทำลายค่ายกลลงได้หรือไม่ หากปราศจากค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์คอยหนุนเสริม ภูเขามังกรหิมะจะแยกย้ายสังหารยอดฝีมือของตระกูลจี้ลงได้อย่างง่ายดาย

 

พวกมันต้องตาย ส่วนหางมหึมาของมังกรโลกันตร์เลื้อยปราดเข้าหากลุ่มยอดฝีมือที่นำโดยต่งซีฉีอีกครั้ง

 

………

 

ฝูงแมลงพิษโบยบินอยู่บนท้องฟ้าเบื้องบน เถาไม้สีเขียวงอกเงยปกคลุมพื้นดินและเหนือม่านพลังรูปสามเหลี่ยมที่ภายในมีมังกรโลหิตทั้งแปดว่ายเวียนปะปนไปกับภูตอสุรกาย รังสีฆ่าฟันอันเข้มข้นแผ่ปกคลุมทั่วบริเวณ

 

ขอเพียงพวกเราตั้งมั่นกับการป้องกัน ไม่ว่าจี้หนิงนั้นจะแข็งแกร่งถึงเพียงใดก็ไม่อาจทำร้ายพวกเราได้ สตรีชุดดำกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

 

ถูกแล้ว ต่งซีฉีผงกศีรษะรับคำ

 

ความหลากหลายของวิชาที่พวกมันใช้ออกนั้นสามารถส่งเสริมและชดเชยข้อบกพร่องของกันและกันได้ จึงไม่น่าประหลาดใจที่พวกมันจะเรียกความมั่นใจกลับมาได้อีกครั้ง

 

ไม่ว่ากายาเทพอสูรหรือเพลงกระบี่ของเด็กผู้นั้นจะร้ายกาจถึงเพียงไหน มันก็ไม่มีทางฝ่าแนวป้องกันนี้เข้ามาได้อย่างแน่นอน…

 

ท้องฟ้าที่เบื้องบนพลันส่งเสียงคำราม หยาดพิรุณโปรยปรายตัดสายหมอกลงมาเป็นเส้นสาย ทั้งอ่อนโยนดั่งสายลมยามรุ่งอรุณและอ่อนละมุนราวกับเส้นไหม แต่ใบหน้าของยอดฝีมือทั้งหกแห่งภูเขามังกรหิมะภายในม่านพลังกลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นกังวล

 

มันมาแล้ว

 

สายพิรุณหวนกลับมาอีกแล้ว

 

คนทั้งหกต่างสะกดกลั้นรอคอย แต่ละคนแทบไม่กล้าผ่อนลมหายใจออกมาโดยแรง

 

ก่อนหน้านี้ไม่นาน ใต้สายพิรุณเบาบางที่พร่างพรมเช่นนี้ ชีวิตสหายสองคนของพวกมันได้หลุดลอยไป

 

ฝูงแมลงพิษเป็นลำดับแรกที่ร่วงหล่นลงจากท้องฟ้า พวกมันตัวแล้วตัวเล่าถูกสายฝนอันบางเบาหากคมกล้าสุดเปรียบปานฟาดฟันขาดเป็นท่อน ฝูงแมลงแม้มีมากมายมหาศาลแต่ภายใต้สายพิรุณที่ถี่ยิบแน่นหนาพวกมันซึ่งอยู่ภายนอกการคุ้มกันของข่ายพลังจึงไม่อาจรอดพ้นจากชะตากรรมถูกสับสังหาร

 

หยาดน้ำแต่ละหยดในสายพิรุณแต่ละเส้นแฝงไว้ด้วยพลังแห่งเต๋าอันล้ำลึก คล้ายคลึงหากทว่ากินพื้นที่กว้างขวางยิ่งกว่าบงกชวารีอัคคีหลายเท่า อาศัยเพียงระดับความรู้แจ้งของจี้หนิงในปัจจุบันสายพิรุณเหล่านี้อาจไม่เพียงพอที่จะใช้ทำร้ายสาวกตำหนักม่วง แต่เมื่อเป้าหมายคือเหล่าแมลงพิษย่อมเหลือเฟือเกินพอ

 

ท่ามกลางสายฝนที่ยังพร่างพรมไม่หยุดยั้ง ฝูงแมลงพิษเริ่มบางตาลงเรื่อยๆจนหมดสิ้นไปในที่สุด

 

สีหน้าของสตรีชุดดำซีดเผือดลงด้วยความเจ็บปวดในจิตใจ ทำไมเจ้าไม่ปล่อยให้แมลงพิษของข้าเข้ามาภายใน นางส่งเสียงร้องอันกราดเกรี้ยวหลังจากความพยายามในการชักนำฝูงแมลงกลับเข้ามาล้มเหลว

 

ปราการสามเหลี่ยมเมื่อถูกจัดตั้งขึ้นแล้วไหนเลยจะเลิกล้มเพียงเพื่อปกป้องแมลงฝูงหนึ่ง ชายจมูกเหยี่ยวตะคอกกลับ อย่าว่าแต่เมื่อสายพิรุณบังเกิด ศัตรูก็อาจปรากฎตัวขึ้นได้ทุกเมื่อ เจ้าจะให้ข้าถอนดึงค่ายกลกลับในเวลานี้ได้อย่างไร?”

 

สตรีชุดดำได้แต่ขบกรามด้วยโทสะแต่ก็มิกล้าโต้แย้งต่อไป

 

ศิษย์น้องลู่อย่าได้มีโทสะ ในเวลานี้พวกเราต้องเห็นแก่ส่วนรวมเป็นหลัก

 

สายพิรุณเหล่านี้ร้ายกาจยิ่งนัก ทุกเส้นสายล้วนแฝงพลังกระบี่อยู่ภายใน

 

หรือนี่จะเป็นเคล็ดวิชาอันใดที่เราคาดไม่ถึงอีก? ทว่าโดยทั่วไปแล้ววิชาในสายวารีธาตุล้วนมุ่งเน้นไปที่การป้องกัน ในขณะที่สายพิรุณนี้ก็เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติจริงๆมิได้ถูกสร้างขึ้นจากพลังปราณ จะมีเคล็ดวิชาใดในโลกที่ลึกล้ำถึงเพียงนี้ได้? ยังมีแมลงพิษพวกนั้น ถึงแม้ว่าพลังที่แท้จริงของมันจะอยู่ที่จำนวนอันมากมายมหาศาล แต่ว่าแต่ละตัวล้วนแข็งแกร่งจนสามารถกัดกินร่างของสาวกตำหนักม่วงได้โดยง่าย การจะฟาดฟันทำลายพวกมันก็มิใช่สิ่งที่พลังกระบี่ทั่วไปจะทำได้เช่นกัน

 

หรือว่าสิ่งนี้จะเป็นเขตแดนแห่งเต๋า?” ชายชราชุดเทาเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า

 

เขตแดนแห่งเต๋า? เขตแดนเต๋าแห่งหยาดพิรุณ?”

 

ในเสียงทวนคำอย่างแผ่วเบา สีหน้าของยอดฝีมือทั้งหกกลับยิ่งมายิ่งบิดเบี้ยวด้วยความแตกตื่น

 

ไร้เหตุผลสิ้นดี! มันจะเป็นไปได้อย่างไร? จี้หนิงผู้นี้มีอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้น อย่าว่าแต่มันยังเป็นเพียงสาวกตำหนักม่วง กระทั่งปรมาจารย์ร่วมสำแดงส่วนใหญ่ก็ยังไม่สามารถสร้างเขตแดนแห่งเต๋าขึ้นมาได้เลย!”

 

ในขณะที่สาวกตำหนักม่วงทั้งหกกำลังโต้เถียงกันอยู่นั้น หมอกดำในที่ห่างออกไปก็ถูกแหวกออก ส่วนหางมหึมาของมังกรโลกันตร์ขยับฝ่าสายหมอกใกล้เข้ามาอย่างเชื่องช้า ร่างในชุดขาวที่ล้อมรอบด้วยกระบี่หลายร้อยเล่มภายในนั้นเผยอยิ้มเล็กน้อยให้กับพวกมัน

 

จี้หนิง!”

 

คนทั้งหกต่างจ้องมองด้วยความสงสัยที่จี้หนิงกล้าเปิดเผยตัวขึ้นต่อหน้าพวกมันเช่นนี้

 

ต่งซีฉีอดมิได้ต้องตวาดด้วยโทสะ จี้หนิง ลอบทำร้ายพวกเราอย่างต่ำช้าเป็นเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อเจ้ากล้าปรากฎกายขึ้นต่อหน้าพวกเราเช่นนี้ ข้าจะให้เจ้าได้ตกตายสมใจ

 

จี้หนิงยังคงเคลื่อนที่เข้าหาพวกมันอย่างเชื่องช้า บงกชวารีอัคคีอันงดงามพลันเบ่งบานขึ้นที่ใต้ร่างของเขา

 

ร่างของจี้หนิงอยู่ในตำแหน่งของเกสรดอกบัวท่ามกลางกลีบดอกที่หมุนวนอย่างเชื่องช้า เหนือขึ้นไปด้านบนคือกระบี่ทั้งเจ็ดร้อยกว่าเล่ม หางดำทมิฬใหญ่โตของมังกรโลกันตร์ และสายพิรุณที่โปรยปราย

 

ชั่วขณะอันน่าอัศจรรย์นั้น ร่างของจี้หนิงดูราวกับเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล แม้แต่ต่งซีฉีและสาวกตำหนักม่วงคนอื่นยังจ้องมองจนจิตวิญญาณบังเกิดความหวั่นไหว

 

ศิษย์น้องมู่สี่รีบหยุดมันเอาไว้!” ต่งซีฉีที่ได้สติขึ้นก่อนรีบตะโกนสั่งการ

 

ข้าจะจัดการมันเอง ใบหน้าอันเย็นชาเป็นเอกลักษณ์ของมู่สี่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวอำมหิต เถาไม้สีเขียวจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งจู่โจมเข้าใส่จี้หนิง นี่มิใช่เถาไม้ที่งอกเงยอย่างฉุกละหุกเช่นที่มันเคยใช้ออกในการประมือกันคราวแรก หากเป็นเถาไม้ที่งอกเงยล่วงหน้าเป็นเวลานานจนความหนาและความทนทานเพิ่มขึ้นถึงระดับสูงสุดแล้ว

 

ใบหน้าของจี้หนิงยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม กลีบบงกชวารีอัคคีที่เข้มแข็งขึ้นตามระดับความรู้แจ้งแห่งเต๋าของเขาหมุนวนรอบกาย

 

เถาไม้ที่มีขนาดเล็กถูกสายพิรุณที่พร่างพรมตัดขาดในทันที ส่วนเส้นที่อวบหนากว่าแม้จะฝ่าไปจนถึงเบื้องหน้าของจี้หนิงได้ก็ถูกกลีบบงกชตัดฟันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างรวดเร็ว

 

บงกชวารีอัคคีเติบโตบานสะพรั่งขึ้นเรื่อยๆ ขยายจำนวนดอกใบออกไปโดยมีร่างของจี้หนิงเป็นศูนย์กลาง ทุกดอกล้วนปรากฎกลีบที่หมุนวน แยกย้ายตัดทำลายเถาไม้ในทุกทิศทางจนหมดสิ้น

 

จี้หนิงจ้องมองไปที่ปราการทรงสามเหลี่ยมที่เปล่งประกายสีขาวก่อนกล่าวด้วยเสียงที่แผ่วเบา แตกสลายไปซะ

 

เสียงมังกรคำรามดังกังวาน ส่วนหางของมังกรโลกันตร์กวาดกระแทกเข้าใส่ปราการทรงสามเหลี่ยมอย่างรุนแรงจนแตกระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว และทันทีที่ปราการสามเหลี่ยมถูกทำลายแตกสลายออกจากกัน ธงค่ายกลทั้งสามก็ถูกสายพิรุณสาดซัดจนหลุดเลื่อนจากตำแหน่ง

 

ชั่วพริบตานั้นการป้องกันสามจากห้าชั้นที่ถูกก่อตั้งไว้ ได้ถูกทำลายหายไปแล้ว

 

จงกัดกินดวงวิญญาณของมันให้หมดสิ้น!” ชายชราชุดเทาโบกธวัชสีเลือดในมือ ธวัชวิเศษของมันนั้นแตกต่างจากของธวัชหมื่นภูตของเป่ยจื้อชาน ในด้านของพลังอาจจะด้อยกว่าธวัชหมื่นภูตขั้นสมบูรณ์อยู่บ้าง เพราะมันเจาะจงเลือกเฉพาะสัตว์อสูรอันแข็งแกร่งเก้าตนมาจัดสร้างเป็นภูตแห่งธวัช มิได้จับตัวผู้คนนับไม่ถ้วนมาสังหารอย่างทารุณ แต่หากเปรียบเทียบกันแล้วบาปกรรมที่มันก่อนับว่าเบาบางกว่าเป่ยจื้อชานมากนัก อย่างไรก็ตามพลังของธวัชสีเลือดนี้ก็ยังเหนือกว่าธวัชที่จัดทำสำเร็จเพียงครึ่งเดียวของเป่ยจื้อชานอยู่หลายขุม

 

สายพิรุณและกลีบบงกชวารีอัคคีไร้ผลต่อภูตอสุรกายทั้งเก้าโดยสิ้นเชิง เพียงพริบตาพวกมันก็เหินบินเข้าจู่โจมร่างของจี้หนิงโดยตรง

 

ใบหน้าของจี้หนิงยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม

 

ภายในจิตวิญญาณของเขา ภาพของเทพธิดาหนี่วาเปล่งประกายงดงามเจิดจ้า เมื่อเหล่าภูตอสุรกายสัมผัสถูกแสงอันอบอุ่นอ่อนโยนนั้น ใบหน้าอันอัปลักษณ์ดุร้ายของพวกมันก็กลับคืนสู่ความสงบสันติ ดวงวิญญาณของพวกมันต่างเผยอรอยยิ้มแห่งความปีติพลางโค้งคารวะต่อจี้หนิงและภาพของเทพธิดา ก่อนที่จะจางหายกลับคืนสู่สังสารวัฏอีกครั้ง

 

……..

 

เป็นไปได้อย่างไร?” ชายชราชุดเทาตะโกนออกมาด้วยความแตกตื่น แสงสีเลือดของธวัชในมือหรี่จางลงจนดับสิ้นในที่สุด ภูตอสุรกายล้วนถูกทำลายสิ้น?”

 

ภายในใจของทุกผู้คนรวมทั้งต่งซีฉีที่เฝ้ารอคอยอย่างมีความหวังล้วนกลับกลายเป็นเย็นเฉียบ

 

จี้หนิงยังคงเคลื่อนที่ใกล้เข้าไปเรื่อยๆ

 

กลีบบงกชวารีอัคคียังคงหมุนวน และสายพิรุณยังคงพร่างพราย

 

พวกเจ้าสมควรตกตายได้แล้ว ที่เบื้องหน้าของจี้หนิง กระบี่แห่งแสงก่อตัวขึ้นและรวมตัวเข้ากับสายพิรุณ แต่ยังมิทันที่สายพิรุณแรกจะซัดจู่โจมไปถึง จี้หนิงก็สร้างกระบี่แห่งแสงเล่มต่อไปขึ้นและรวมมันเข้ากับสายพิรุณอีกครั้ง กระบี่เล่มที่สาม ที่สี่ และเล่มต่อไปถูกสร้างติดตามขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด

 

พลังกระบี่ของจี้หนิงในยามนี้ลึกล้ำรุนแรงสุดที่พยุหะมังกรโลหิตแปดทิศจะต้านทานได้อีก ด้วยการจู่โจมเพียงครั้งเดียวขบวนพยุหะและมังกรทั้งแปดซึ่งเป็นแนวป้องกันชั้นสุดท้ายก็ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง

 

เหล่าศิษย์แห่งภูเขามังกรหิมะทั้งหกเห็นเช่นนั้นก็ทราบว่าวินาทีแห่งความเป็นความตายมาถึงแล้ว พวกมันต่างกู่ร้องตะโกนก้อง สมบัติวิเศษและผนึกแห่งเต๋าเท่าที่มีถูกปลดปล่อยออกมาทั้งสิ้น

 

สายพิรุณหมุนวนรอบบงกชวารีอัคคีก่อเป็นผนังเหล็กกำแพงทองแดงต้านทานการจู่โจมทั้งมวลเอาไว้ จี้หนิงเองก็ทุ่มเททุกประการที่มีไว้ในการโจมตีครั้งนี้เช่นกัน

 

เสียงกรีดร้องอันสิ้นหวังของมู่สี่ดังแทรกขึ้นท่ามกลางเสียงระเบิดจากการปะทะจำนวนนับไม่ถ้วนที่ดังขึ้นคล้ายฟ้าถล่ม ศีรษะของมันหลุดลอยออกจากร่างเป็นคนแรก!

 

……………………………………………………………………………………………………………………………..

 

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

 

https://www.facebook.com/desolateera

 

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

 

https://thaidesolateera.wordpress.com/

 

เล่มที่6 บทที่13: การประหัตประหารอันน่าพรั่นพรึง

 

Desolate Era เล่ม6: ดักแด้พังทลาย กลับกลายเป็นผีเสื้อ

 

บทที่ 13: การประหัตประหารอันน่าพรั่นพรึง

 

หมอกดำสนิทหนาทึบลอยอ้อยอิ่งปกคลุม สาวกตำหนักม่วงของภูเขามังกรหิมะทั้งแปดยังคงเคลื่อนที่ต่อไปโดยรักษารูปขบวนเอาไว้อย่างเข้มงวดรัดกุม

 

ค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์นี้กระทั่งศิษย์พี่หนงซิเตาก็ยังไม่อาจคลี่คลาย แล้วพวกเราจะทำเช่นไรได้? มิสู้ทดลองเสี่ยงดวงเดินหน้าต่อไป พวกเราอาจจะเปะปะไปจนพบพานกับศิษย์พี่ทั้งสองก็เป็นได้ พวกมันอาศัยความหวังที่หลงเหลือเพียงใยหนึ่งผลักดันตนเองให้มุ่งหน้าต่อไป ผนึกแห่งเต๋าจำนวนมากมายถูกกำแน่นอยู่ในมือ พร้อมที่จะใช้ออกได้ทุกขณะ

 

ทันใดนั้น หยาดพิรุณเบาบางพลันพร่างพรมลงมาราวกับเส้นไหมอันอ่อนละมุน แต่ต่งซีฉีและพวกทั้งแปดล้วนแตกตื่นจนเกร็งพลังขึ้นต้านทานจนสุดตัว

 

เพียงสายฝนปกติธรรมดาเท่านั้น ไม่ต้องกังวลไป ชายผู้มีจมูกเหยี่ยวแค่นเสียงอย่างเย็นชา

 

เหตุใดจึงมีฝนตกภายในพื้นที่ของค่ายกลได้ หัวคิ้วของต่งซีฉียังคงขมวดแนบแน่น

 

อาจบางทีคงมีฝนตกที่เบื้องนอก ตัวค่ายกลเพียงมีผลต่อจิตประสาทของผู้คน ไม่อาจขวางกั้นพลังแห่งธรรมชาติจากภายนอกได้ ชายผู้มีผมสีเงินกล่าวขึ้นบ้าง

 

ทั้งหมดผงกศีรษะยอมรับในข้อสรุปนั้น เหล่าผู้ฝึกตนเช่นพวกมันย่อมสามารถจำแนกได้ได้อย่างชัดเจนว่าหยาดพิรุณที่โปรยปรายลงมานั้นเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างแท้จริง มิใช่พิษร้ายหรือสิ่งแปลกปลอมที่เกิดขึ้นจากค่ายกล อย่างไรก็ตามพวกมันย่อมคาดคิดไปไม่ถึงว่าลมฝนที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้เกิดขึ้นจากพลังของเขตแดนแห่งเต๋า!

 

ยังคงระมัดระวังไว้ประเสริฐกว่า อย่างน้อยก็อย่าได้ปล่อยให้ถูกชโลมจนร่างเปียกชุ่มโชก ชายชราชุดเทาออกความเห็นบ้าง

 

ศิษย์น้องอันกล่าวมีเหตุผล เมื่อถูกกักอยู่ภายในค่ายกล ทุกเรื่องราวสมควรต้องระวังให้มากไว้

 

เหล่าสาวกตำหนักม่วงในยามนี้ต่างเต็มไปด้วยความตึงเครียด พวกมันไม่กล้าวางใจในเรื่องราวใดทั้งสิ้น

 

………

 

ท่ามกลางเขตแดนกระบี่หยาดพิรุณที่ถูกตระเตรียมพรักพร้อม

 

วัตถุขนาดใหญ่เคลื่อนแหวกอากาศเป็นทาง ส่วนหางมหึมาของมังกรโลกันตร์เลื้อยปราดอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าสีดำโดยมีร่างของจี้หนิงในชุดขนสัตว์สีขาวอยู่ที่ใจกลาง

 

พลังปราณที่สูงส่งยิ่งกว่าสาวกตำหนักม่วงขั้นสูงสุดถูกถ่ายทอดเข้าสู่พยุหะพันกระบี่จำลองขั้นที่เก้าจนเปี่ยมล้น แกนกลางที่ประกอบขึ้นจากกระบี่วิเศษมีอันดับทั้งเก้าเล่มยิ่งเปล่งประกายเจิดจ้าน่าเกรงขาม

 

ดวงตาของจี้หนิงพลันลุกโชนไปด้วยสำนึกฆ่าฟัน

 

สังหาร!”

 

กระบี่แห่งแสงพาดผ่านท้องนภาเข้าหลอมรวมกับสายพิรุณที่โปรยปราย จี้หนิงใช้ท่าจู่โจมที่เกรี้ยวกราดรุนแรงที่สุดของตนออกด้วยพลังทั้งหมดโดยไม่ออมรั้งยั้งมือ

 

………

 

พวกเรามุ่งหน้าต่อไป กลุ่มสาวกตำหนักม่วงที่นำโดยต่งซีฉียังคงพยายามเดินฝ่าค่ายกลอย่างช้าๆ โดยอาศัยพลังแห่งพยุหะผสานพลังกางกั้นสายพิรุณเอาไว้

 

ทันใดนั้นเอง

 

สีหน้าของชายผู้มีจมูกเหยี่ยวพลันแปรเปลี่ยน จิตใต้สำนึกที่ถูกฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงของมันส่งสัญญาณแจ้งเตือนว่าอันตรายอันร้ายแรงกำลังกล้ำกรายเข้ามา ถึงแม้ว่าลางสังหรณ์เช่นนี้มักจะเกิดขึ้นสายไปบ้างแต่ก็ช่วยให้มันเอาชีวิตรอดมาได้หลายครั้งหลายคราแล้ว

 

ร่มตลบเมฆา!” ชายจมูกเหยี่ยวไม่กล้ารั้งรอ รีบกางร่มวิเศษซึ่งเป็นอาวุธคู่มือออกปกป้องร่างเอาไว้

 

ขณะเดียวกันสายพิรุณที่ดูอ่อนโยนไร้พิษสงเส้นหนึ่งก็สาดซัดเข้าหาชายผู้มีนัยน์ตารูปสามเหลี่ยม มันกำลังจ้องมองชายจมูกเหยี่ยวด้วยความงุนงงก่อนที่มันเองจะสัมผัสได้ถึงอันตรายที่พุ่งตรงเข้ามา

 

แย่แล้วเมื่อสายพิรุณพัดพาเข้ามาใกล้ คลื่นพลังอันแหลมคมก็ฟาดฟันเข้าใส่ร่างของชายตาสามเหลี่ยม มันรีบกรีดกระบี่ยาวในมือเข้าต้านปะทะ หากไม่ทันการณ์แล้ว

 

พลังกระบี่ที่จู่โจมเข้ามานั้นร้ายกาจจนเกินไป ในขณะที่ตัวมันเองก็มิใช่ผู้เชี่ยวชาญในเพลงกระบี่ สายฝนนั้นบิดหมุนอย่างเป็นธรรมชาติคราหนึ่งก็หลบพ้นจากกระบี่ยาวแล้วตรงเข้าบั่นศีรษะของมันหลุดกระเด็นออกจากบ่า ส่งผลให้แสงสีขาวเจิดจ้าของยันตร์แปดเหลี่ยมผสานพลังดับวูบลงในทันที

 

พวกเราถูกศัตรูลอบจู่โจม!” ต่งซีฉีอุทานด้วยความแตกตื่น หนึ่งในพวกมันกลับตกตายโดยแทบไม่ทันรู้ตัว กระทั่งดวงตารูปสามเหลี่ยมบนศีรษะที่หลุดลอยนั้นยังเบิกโพลงด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ!

 

เป็นไปไม่ได้สาวกตำหนักม่วงที่หลงเหลือล้วนแตกตื่นจนขวัญฝ่อ ฝ่ายตรงข้ามกลับปลิดชีพพวกของมันที่อยู่ท่ามกลางพยุหะผสานพลังได้อย่างง่ายดาย

 

ผสานขบวนพยุหะ! ผสานขบวนพยุหะขึ้นมาใหม่!”

 

เสียงร่ำร้องตะโกนด้วยความหวาดกลัวดังขึ้นเซ็งแซ่ แม้กระทั่งขณะที่ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากพยุหะผสานพลังอีกฝ่ายยังสามารถสังหารพวกมันลงได้ หากปราศจากขบวนพยุหะ พวกมันไหนเลยมีความหวังรอดชีวิต?

 

หากทว่าในยามนั้น สายพิรุณที่แม้จะสูญสิ้นพลังส่วนใหญ่ไปในการฟันสังหารชายนัยน์ตาสามเหลี่ยมกำลังม้วนกวาดเข้าหาร่างของสาวกตำหนักม่วงผมสีเงินที่บัดนี้ยังไม่สามารถตั้งขบวนผสานพลังขึ้นมาใหม่

 

ท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความตื่นตระหนกและเสียงของสมบัติวิเศษพิทักษ์ร่างที่แตกสลาย ศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีเงินยวงหลุดลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกับสายพิรุณมรณะที่สูญสิ้นพลังจนสลายไป

 

ถึงตอนนี้ยันตร์แปดเหลี่ยมสีขาวจึงค่อยปรากฎขึ้นผสานพลังของยอดฝีมือที่หลงเหลือทั้งหกเข้าด้วยกันอีกครั้ง แต่ส่วนหางที่ปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำทมิฬของมังกรโลกันตร์ก็กวาดกราดเข้าหาพวกมันอีกครั้งเช่นกัน!

 

ผู้เหลือรอดทั้งหกล้วนถูกบีบคั้นจนแทบเสียสติ เถาไม้เขียว สายฟ้า เปลวเพลิง หงส์อัคคี และการจู่โจมทั้งหมดเท่าที่มีถูกระดมเข้าใส่หางมังกรที่พุ่งเข้าหาอย่างบ้าคลั่งจนแม้แต่จี้หนิงก็ยังต้องตกตะลึง

 

ปีกสีดำบนหลังของจี้หนิงพลันโบกกระพือพาร่างของเขาให้หลบออกจากพื้นที่สังหารด้วยความเร็วสูงสุด ทว่ายังคงมิอาจหลบรอดจากการถูกสายฟ้าและหงส์อัคคีจู่โจมเข้าใส่จนหลุดออกจากหางมังกรกระเด็นหายเข้าไปในกลุ่มหมอกดำ ร่างที่แท้จริงของเขาถูกต่งซีฉีสังเกตและจดจำออกในที่สุด

 

ขณะเดียวกันสาวกตำหนักม่วงทั้งหกต่างส่งเสียงตะโกนปลุกปลอบกำลังขวัญและใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาพิทักษ์ชีวิต

 

รอบกายของต่งซีฉีถูกล้อมไว้ด้วยยันตร์แปดเหลี่ยมสีเลือดและมังกรโลหิตที่เวียนว่าย

 

ชายจมูกเหยี่ยวโยนธงสามผืนออกไปปักรอบขบวนผสานพลัง ธงค่ายกลทั้งสามโบกสะบัดและก่อตัวขึ้นเป็นโครงรูปสามเหลี่ยมเรืองแสงครอบพวกมันทั้งหมดเอาไว้

 

จงเติบโต เถาไม้จำนวนมากงอกเงยขึ้นจากพื้น ถักสานจนเกิดเป็นร่างแหสีเขียวล้อมรอบเป็นชั้นๆ

 

เด็กทั้งหลายจงออกมา แมลงพิษฝูงใหญ่บินวนรอบบริเวณ จำนวนอันมหาศาลบดบังท้องฟ้าจนแสงอาทิตย์แทบไม่อาจสาดลอดลงมา

 

ชายชราชุดเทาก็เรียกเอาธวัชขนาดใหญ่ที่ทอประกายสีเลือดมาถือไว้ในมือ เงาอสุรกายขนาดใหญ่จำนวนเก้าตนบินออกมาจากผืนธงสู่ภายนอก บ้างมีสี่เท้า บ้างมีปีกงอกเงย

 

พวกมันแต่ละคนไม่กล้าเก็บงำสมบัติหรือไม้ตายใดไว้อีก ต่างพากันใช้วิชาที่ร้ายกาจที่สุดของตนออกมาครอบคลุมพื้นที่รอบด้านอย่างแน่นหนา

 

ถึงตอนนี้พวกมันจึงมีเวลาหันมาสบตาและสนทนากันอีกครั้ง

 

เมื่อพวกเราไม่อาจหนีออกไปได้ ก็ต้องเฝ้ารักษาที่นี่เอาไว้

 

พวกเราไม่อาจเดินเปะปะโดยไม่รู้ทิศทางอีก

 

ข้าเห็นด้วยว่าพวกเราสมควรเฝ้ารักษาที่นี่ไว้

 

กล่าวถึงที่สุด วิชาที่พวกมันใช้ออกในยามนี้ล้วนเป็นวิชาที่ใช้ในการปกป้องคุ้มครองเฉพาะพื้นที่ มิใช่วิชาที่จะใช้ออกขณะที่กำลังเคลื่อนย้ายตำแหน่ง

 

ศัตรูที่ลงมือเป็นผู้ใดกันแน่? ดูไปมันยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุน้อยผู้หนึ่ง ชายชราชุดเทากุมธวัชสีเลือดแนบแน่นขณะเอ่ยถามต่งซีฉี

 

ถูกแล้ว มันเป็นใครกัน? เหตุใดจึงมีพลังฝีมือร้ายกาจถึงเพียงนั้น? ส่วนหางมังกรของมันยังร้ายกาจกว่าเศียรมังกรและเล็บมังกรที่พวกเราพบเจอมาก่อนหน้านี้อีก ชายจมูกเหยี่ยวเอ่ยขึ้นบ้าง ผู้คนทั้งหมดล้วนจับจ้องไปยังต่งซีฉีรอคอยให้มันตอบคำถาม

 

ในใจของพวกมันล้วนเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง นี่ที่จริงสมควรเป็นภารกิจอันง่ายดาย แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่าสุดท้ายอาจเป็นพวกมันเองที่ถูกกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก

 

ต่อให้ค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์จะสูงส่งถึงเพียงไหน แต่พลังของมันยังต้องขึ้นอยู่กับผู้ใช้งาน ผู้ที่แฝงร่างในเศียรมังกรและเล็บมังกรทั้งสองทำได้เพียงพึ่งพาพลังของค่ายกลจึงไม่อาจทำอะไรพวกมันที่ผสานพลังเตรียมพร้อมรับมือได้ ทว่าเด็กหนุ่มร่างแบบบางผู้นั้นกลับน่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุด มันสามารถลงมือปลิดชีวิตยอดฝีมือระดับตำหนักม่วงถึงสองคนที่เตรียมพร้อมรับมืออยู่ภายในขบวนพยุหะผสานพลังได้

 

ต่งซีฉีรีบกล่าวว่า ตระกูลจี้มียอดฝีมือระดับสูงทั้งสิ้นเพียงหกคน ได้แก่ ผู้เฒ่าเก้าอัคคี ท่านยายเงา บ่าวชราอาสิง จี้หลิวเจิน จี้ยี่ฉวน และจี้หนิงผู้เป็นอัจฉริยะรุ่นหลังของตระกูล มันคือคนที่ลงมือสังหารศิษย์น้องเป่ยจื้อชานตอนที่มีอายุได้สิบเอ็ดหรือสิบสองปี ตอนนี้มันสมควรอายุประมาณสิบหกปีแล้ว ผู้ที่ลงมือต่อพวกเราเมื่อครู่ก็เป็นมันเอง ทว่าตอนที่ประมือกันครั้งก่อน พลังของมันเพียงเข้มแข็งกว่าผู้เฒ่าเก้าอัคคีเล็กน้อยเท่านั้น ไม่อาจแม้กระทั่งจะทะลวงผ่านพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศได้ นึกไม่ถึงว่าพลังของมันเมื่อได้รับการหนุนเสริมจากค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์จะร้ายกาจมากขึ้นถึงเพียงนี้

 

นั่นไม่สมเหตุสมผลยิ่ง ระดับพลังของมันไม่สมควรแข็งแกร่งขึ้นได้ถึงเพียงนี้

 

หลักเหตุผลทั่วไปไหนเลยใช้กับปิศาจที่ปลิดชีพศิษย์น้องเป่ยจื้อชานได้ตั้งแต่ตอนอายุเพียงสิบเอ็ดสิบสองปี ระดับพลังของมันสมควรทะลวงข้ามขึ้นไปอีกขั้นแล้ว ชายชราชุดเทากล่าวด้วยเสียงอันแหบแห้ง เมื่อเผชิญหน้ากับอสูรร้ายเยี่ยงนี้พวกเราคงได้แต่จัดตั้งปราการป้องกันและพยายามยื้อเวลาเอาไว้ให้นานที่สุด

 

………

 

ร่างของจี้หนิงถูกการโจมตีตอบโต้อย่างสุดชีวิตของเหล่ายอดฝีมือภูเขามังกรหิมะกระแทกลอยลิ่วไปไกลก่อนร่วงลงบนพื้นหินอันรกร้างของเขาหัววัว

 

สวรรค์เป็นพยาน… จี้หนิงฝืนระงับความเจ็บปวดคืบคลานจนลุกขึ้นมายืนได้อีกครั้ง บาดแผลบนร่างทยอยสมานตัวจนไม่หลงเหลือแม้รอยแผลเป็น สาวกตำหนักม่วงเหล่านั้นล้วนเสียสติไปแล้ว กลับใช้ผนึกแห่งเต๋าอันล้ำค่าจำนวนมากมายถึงเพียงนี้ใส่ข้าเพียงผู้เดียว หงส์อัคคีตัวนั้นไม่เพียงมีญาณวิเศษสามารถไล่ติดตามจนกระทั่งซัดถูกร่างข้าในที่สุด พลังทำลายของมันยังรุนแรงจนทะลวงร่างท่อนบนของข้าเป็นโพรงใหญ่

 

วาจาแม้กล่าวเช่นนั้นทว่าใบหน้าของเขากลับเผยรอยยิ้มแห่งความเชื่อมั่น แต่สุดท้ายข้ายังกำจัดพวกมันไปได้ถึงสองคน ขอเพียงลงมือเข่นฆ่าต่อไป อีกหกคนที่หลงเหลือสมควรถูกกวาดล้างหมดสิ้นได้ในที่สุด

 

จี้หนิง!” เสียงเรียกดังก้องในศีรษะของเขา

 

ท่านผู้นำตระกูล จี้หนิงรีบขานรับ

 

เด็กน้อยเจ้ายังร้ายกาจยิ่งกว่าที่ข้าคาดคิดไว้ ฮาฮา ช่างร้ายกาจจนยอดเยี่ยมยิ่งนัก กลับปลิดชีพศัตรูสองคนด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว ทว่าอย่าได้รีบผลีผลามลงมือครั้งต่อไป จงฟังสิ่งที่ข้าจะกล่าวนี้ให้ดีก่อน ผู้เฒ่าเก้าอัคคีรีบกล่าวต่อ ต่งซีฉีและพวกของมันล้วนถูกการประหัตประหารอันน่าพรั่นพรึงของเจ้าข่มขู่จนขวัญกระเจิง พวกมันจึงหยุดการเคลื่อนไหวและหันไปจัดตั้งขบวนตั้งรับอันแน่นหนา ตอนนี้ข้าจะอธิบายวิชาที่พวกมันใช้ออกให้ฟังโดยละเอียดเพื่อให้เจ้าสามารถตัดสินใจเลือกจู่โจม

 

……………………………………………………………………………………………………………………………..

 

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

 

https://www.facebook.com/desolateera

 

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

 

https://thaidesolateera.wordpress.com/

 

เล่มที่6 บทที่12: เพชฌฆาต ‘จี้หนิง’

Desolate Era เล่ม6: ดักแด้พังทลาย กลับกลายเป็นผีเสื้อ

บทที่ 12: เพชฌฆาต ‘จี้หนิง’

จี้หนิงนั่งสงบนิ่งรอคอยอยู่ด้านในส่วนหางของมังกร รอบกายถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดขนาดใหญ่ที่ดูโปร่งใส

ทันใดนั้นเสียงระเบิดและเสียงตวาดด้วยโทสะก็ดังขึ้น

“ก่อตั้งขบวนพยุหะ!” “เชื่อมต่อผสานพลัง!” ใบหูของจี้หนิงขยับรับฟังเสียงร้องอย่างตื่นตระหนกซึ่งดังมาจากที่ห่างไกลก่อนจะหัวเราะออกมา “เริ่มแล้วสินะ”

ตามแผนการที่วางไว้ จี้หนิงซึ่งมีพลังโจมตีกล้าแข็งที่สุดในบรรดายอดยุทธ์ของตระกูลจี้จะลงมือเมื่อห้วงวิกฤติมาถึงเท่านั้น ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะปรากฎกาย

ชั่วครู่ให้หลัง

เงาร่างสายหนึ่งเหินบินใกล้เข้ามา เป็นจี้ยี่ฉวนในชุดขนสัตว์สีขาวเอง

“ท่านพ่อ” จี้หนิงลุกขึ้นยืนรับ

“รับไว้” จี้ยี่ฉวนหงายมือขึ้น กระบี่บินหกเล่มพลันลอยขึ้นเหนือฝ่ามือของเขา “นี่เป็นของที่ท่านลุงจี้หลิวเจินของเจ้าได้มาจากการสังหารสาวกตำหนักม่วงของฝ่ายศัตรู หนึ่งในพวกมันเป็นยอดฝีมือที่ใช้วิชากระบี่บิน เพียงมันผู้เดียวก็พกพากระบี่บินห้าเล่ม พวกเราได้รับกระบี่บินทั้งหมดหกเล่มจากพวกมันสี่คน”

“มาได้ประเสริฐ” จี้หนิงตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างยิ่ง เขารีบรับกระบี่วิเศษเหล่านั้นมาโดยไม่ลังเล ในห้วงวิกฤติของความเป็นความตายเช่นนี้ทุกประการล้วนเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีเวลามาเกรงอกเกรงใจกันอยู่อีก

ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างก็แลกเปลี่ยนสมบัติวิเศษกันมาแล้ว ของบางอย่างอาจไร้ประโยชน์สำหรับคนผู้หนึ่ง แต่กลับสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับอีกผู้หนึ่ง เช่นที่จี้หนิงมอบแมลงพิษของเป่ยจื้อชานแก่ผู้เฒ่าเก้าอัคคี ขณะที่ผู้เฒ่าเก้าอัคคีเมื่อทราบว่าจี้หนิงต้องการกระบี่บินอย่างเร่งด่วนก็รวบรวมมาให้เขาถึงห้าเล่ม

จากเดิมที่ได้รับจากเป่ยจื้อชานมาสองเล่ม เมื่อรวมกับอีกห้าเล่มจากผู้เฒ่าเก้าอัคคี ก็ยังนับได้เพียงเจ็ดเล่ม ไม่เพียงพอจะใช้เป็นแกนพื้นฐานสำหรับพยุหะพันกระบี่จำลอง แต่ตอนนี้เมื่อได้รับเพิ่มเติมขึ้นอีกหกเล่มก็มีเพียงพอแล้ว

“กระบี่บินทั้งหกเล่มนี้ต่างเป็นสมบัติวิเศษมีระดับทั้งสิ้น” จี้ยี่ฉวนกล่าว

“ถูกแล้ว” จี้หนิงพยักหน้า “ด้วยกระบี่บินมีระดับทั้งหกเล่มนี้ พลังของข้าจะเพิ่มขึ้นอีกมากนัก การประมือกับเหล่าสาวกตำหนักม่วงของภูเขามังกรหิมะครั้งต่อไปคงต้องมีเรื่องสนุกสนานให้ชมดู!”

ใบหน้าของจี้ยี่ฉวนมีแววปีติที่หาได้ยากเช่นกัน “นี่ต้องขอบคุณค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์ที่เจ้านำมา การลอบโจมตีครั้งเดียวกลับสามารถสังหารศัตรูระดับตำหนักม่วงได้ถึงสี่คน หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากค่ายกลพวกเราคงต้องมีผู้สละชีวิตในการโจมตีแต่ละครั้งอย่างแน่นอน”

จี้หนิงพยักหน้ารับ

ค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสรรค์นั้นตกทอดมาจากประมุขนิเวศน์ใต้วารีรุ่นก่อน ย่อมต้องมีอานุภาพสูงส่งแน่นอนอยู่แล้ว

“เตรียมตัวให้ดี เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้พลังของเจ้า ท่านผู้นำตระกูลจะส่งกระแสจิตมาบอกต่อเจ้าเอง” จี้ยี่ฉวนย้ำเตือนก่อนร่างจะกลายเป็นแสงสีขาวพุ่งจากไป

จี้หนิงรีบใช้ทุกชั่วขณะให้เป็นประโยชน์ เขาส่งพลังปราณของตนเข้าสร้างพันธะครอบครองกระบี่บินเหล่านั้นทันที แม้ในความจริงจะเป็นเช่นที่จิตวิญญาณแห่งนิเวศน์ใต้วารีกล่าวไว้ กระบี่บินที่ทำหน้าที่เป็นแกนหลักของพยุหะพันกระบี่จำลองสมควรหลอมสร้างมาจากแหล่งเดียวกัน ทว่าจี้หนิงในยามนี้ไหนเลยมีสิทธิ์เลือกได้ แค่ได้ครอบครองกระบี่วิเศษมีอันดับจำนวนเพียงพอก็นับว่าดีมากแล้ว

……

หมอกดำแผ่ปกคลุมทุกแห่งหน

หนงซิเตา เทพบุตรหยก และคนอื่นๆ ต่างรุดหน้าไปด้วยความระมัดระวัง กระเรียนเทพและมังกรธรณีในร่างมนุษย์ติดตามอยู่เคียงข้างผู้เป็นนาย

“ค่ายกลหมอกดำหลอนประสาทนี้ไม่คู่ควรแก่การเอ่ยอ้าง” หนงซิเตากล่าวขึ้นในที่สุด “ข้าอ่านซึ้งถึงความลี้ลับของมันจนปรุโปร่ง ทั้งยังจับสัมผัสทิศทางที่กลุ่มของต่งซีฉีอยู่ได้อย่างชัดเจน ขอเพียงเคลื่อนไหวตามคำของข้า ไม่ช้าพวกเราก็จะไปรวมตัวกับพวกนั้นได้อีกครั้ง”

“พวกเราจะทำตามคำชี้แนะของศิษย์พี่ซิเตา”

“ศิษย์พี่ซิเตาไร้เทียมทานเช่นเคย”

ถึงตอนนี้ใบหน้าที่ปั้นยากของสาวกตำหนักม่วงคนอื่นจึงค่อยดูดีขึ้นมาบ้าง

ก่อนหน้านี้เมื่อแรกเข้าสู่ค่ายกลพวกมันต่างร้องตะโกนสอบถาม และได้ยินคำตอบจากกลุ่มของต่งซีฉีสะท้อนมาจากที่ไกลออกไป จากการพูดคุยพวกมันจึงได้รู้ว่าศิษย์ร่วมสำนักอีกสี่คนเสียชีวิตลงแล้ว เรื่องนี้ทำให้เทพบุตรหยกและหนงซิเตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นแต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้นไปอีก

หนงซิเตากล่าวด้วยน้ำเสียงสดใสกังวาน “ศิษย์น้องซีฉี ตอนนี้พวกเรากำลังมุ่งหน้าใกล้เข้าไปแล้ว อีกไม่นานก็คง…”

ไม่ทันขาดคำเสียงของการปะทะและเสียงร้องคำรามด้วยโทสะก็ดังขึ้นติดต่อกัน

“ฆ่า!”

“สังหารเจ้าเฒ่าบัดซบตระกูลจี้!”

แล้วสุ้มเสียงทั้งมวลก็เงียบหายไปอีกครั้ง สร้างความตื่นตระหนกให้แก่เทพบุตรหยกและหนงซิเตาไม่น้อย

เทพบุตรหยกขมวดคิ้วร้องตะโกน “ต่งซีฉี เจ้าปลอดภัยหรือไม่?”

“พวกเราปลอดภัยดี” เสียงดังสะท้อนฟังดูห่างไกล “พวกเราทั้งแปดก่อตั้งค่ายกลเตรียมพร้อมตลอดเวลาไม่กล้าเลินเล่อแม้แต่น้อย เมื่อครู่กรงเล็บมังกรขนาดใหญ่พุ่งเข้าโจมตีพวกเรา… มันยังทรงพลังยิ่งกว่าการโจมตีในครั้งแรกอีก พวกเราเสียเปรียบอยู่เล็กน้อยแต่เมื่อรวมพลังกันแล้วก็ต้านทานเอาไว้ได้โดยไม่ต้องสังเวยผู้ใดอีก”

“ดี พวกเราจะรีบตามไปสมทบโดยเร็ว” เทพบุตรหยกกล่าว

“รีบไปกันเถอะ” เทพบุตรหยกมองไปยังหนงซิเตาที่อยู่ด้านข้าง “ก่อนหน้านี้เป็นเศียรมังกร คราวนี้เป็นกรงเล็บมังกร ตระกูลจี้อันต้อยต่ำกลับมีเคล็ดวิชาอันล้ำลึกเช่นนี้ได้อย่างไร?”

หนงซิเตากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เป็นไปได้ว่าในประวัติศาสตร์หลายพันปีของพวกมัน ตระกูลจี้คงประสบโชควาสนาได้รับค่ายกลนี้มาโดยบังเอิญ ซ้ำยังเป็นค่ายกลที่ทรงพลังยิ่งใหญ่ไม่น้อย พวกเรายังคงเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเถิด”

ขณะนั้นเอง…

หมอกดำที่รายล้อมพลันเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ความเย็นเยียบเสียดกระดูกแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ

“ตรงไปด้านหน้า หยุด เลี้ยวซ้าย…. หยุด” หนงซิเตาออกคำสั่งนำทางอย่างง่ายดาย แต่แล้วใบหน้าของมันพลันแปรเปลี่ยนก่อนอุทานออกมาเบาๆด้วยความตื่นเต้นสงสัย

“เกิดอะไรขึ้น?” ทุกคนต่างมองไปยังชายหนุ่ม รอคอยให้มันชี้ทางขั้นต่อไป

“มันเปลี่ยนแปลงไปอีก” ใบหน้าของหนงซิเตาบิดเบี้ยวปั้นยาก “นี่เป็นค่ายกลซ้อนค่ายกล มีค่ายกลที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมสกัดพวกเราเอาไว้”

“หรือว่าแม้แต่เจ้าก็ยังทำลายมันไม่ได้?” เทพบุตรหยกมองไปทางอีกฝ่าย

“ได้นั้นย่อมได้อยู่ ทว่าคงไม่ง่ายดายนัก” หนงซิเตาเหลียวมองไปรอบบริเวณ ยกมือขึ้นโบกเล็กน้อยรับสัมผัสของความเย็นเยียบเสียดกระดูกในสายหมอก

“เจ้าต้องใช้เวลาเท่าใดจึงจะทำลายมันได้?” เทพบุตรหยกถามขึ้น

“ยากบอกได้” หนงซิเตาส่ายศีรษะ “อย่างเร็วหนึ่งชั่วโมง อย่างช้าอาจถึงหนึ่งหรือสองวัน”

สาวกตำหนักม่วงที่รายล้อมรอบแตกตื่นจนใบหน้าซีดขาว เทพบุตรหยกกล่าวอย่างตกตะลึง “เนิ่นนานถึงเพียงนั้น?”

……….

จี้หนิงนั่งขัดสมาธิภายในขนดหางขนาดใหญ่โตมโหฬารของมังกรโลกันตร์ ท่ามกลางสมบัติวิเศษประเภทกระบี่มากกว่าเจ็ดร้อยเล่มที่ลอยอยู่รอบกาย มีอยู่เก้าเล่มที่เปล่งประกายอันทรงพลังเหนือกว่าเล่มอื่นอย่างเห็นได้ชัด ประกายแสงสีขาวที่ถ่ายทอดออกมาจากกระบี่ทั้งหมดรวมตัวกันขึ้นเป็นกระบี่แห่งแสงที่เบื้องหน้าของเขา

“ไม่ผิดแล้ว เมื่อใช้กระบี่มีอันดับเก้าเล่มนี้เป็นแกนพื้นฐานของพยุหะพันกระบี่จำลอง ก็จะช่วยหนุนส่งพลังของกระบี่อีกเจ็ดร้อยกว่าเล่มที่เหลือขึ้นอีกมหาศาล” จี้หนิงแทบไม่อาจระงับความลิงโลดยินดี “เพียงแต่กระบีบินมีอันดับก็สร้างภาระกดดันต่อพลังแห่งจิตของข้าเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าเช่นกัน”

ความแตกต่างระหว่างการใช้กระบี่วิเศษมีอันดับและไร้อันดับในพยุหะพันกระบี่จำลองนั้นชัดเจนยิ่ง ความยากลำบากในการควบคุมจะเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย เช่นเดียวกับพลังทำลายที่เพิ่มขึ้นของมัน!

“ดีที่หลังจากบรรลุขั้นเขตแดนแห่งกระบี่พลังแห่งจิตของข้าก็ยกระดับขึ้นมาอีกขั้น ถึงแม้จะเพิ่มกระบี่บินมีอันดับเข้าไปอีกเก้าเล่ม ข้าก็ยังสามารถใช้พยุหะพันกระบี่จำลองขั้นที่เก้าได้อยู่” จี้หนิงรู้สึกได้ว่าหากเพิ่มกระบี่บินมีอันดับขึ้นอีกสักหลายสิบเล่ม จำนวนกระบี่ทั้งหมดในพยุหะที่เขาสามารถควบคุมได้จะลดลงไปอย่างชัดเจน

“จี้หนิง” เสียงอันทรงพลังดังก้องขึ้น

“ท่านผู้นำตระกูล” จี้หนิงส่งเสียงขานรับ

“พวกเราเจอปัญหาแล้ว สาวกตำหนักม่วงกลุ่มที่สองของภูเขามังกรหิมะเพิ่งเข้าสู่ค่ายกล ในหมู่พวกมันมีคนผู้หนึ่งที่แม้แต่ข้ายังเคยได้ยินชื่อมา ผู้เชี่ยวขาญด้านค่ายกล-หนงซิเตา! มันสามารถทำลายค่ายกลหมอกดำหลอนประสาทได้โดยง่ายจนข้าจำเป็นต้องใช้ค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์กักมันไว้ภายใน” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีส่งกระแสจิตแจ้งข่าว

พลังอีกประการหนึ่งของค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์คือผลข้างเคียงในหลอนประสาท แต่พลานุภาพนั้นยังสูงส่งยิ่งกว่าค่ายกลหลอนประสาทของตระกูลจี้ราวฟ้ากับเหว!

“พวกมันยังมีคนอีกผู้หนึ่งเรียกว่าเทพบุตรหยก ข้าไม่เคยได้ยินชื่อมันมาก่อน แต่พลังของมันแข็งแกร่งยิ่งนัก” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีส่งกระแสจิตต่อไป “พลังของเจ้านั้นแข็งแกร่งมากที่สุดในหมู่พวกเราในขณะที่อาสิงนั้นแข็งแกร่งรองลงมา เมื่อครู่ขณะที่อาสิงลอบโจมตีกลุ่มของต่งซีฉีทั้งแปด พวกมันสามารถคงรูปขบวนผสานพลังไว้ได้โดยที่อาสิงไม่อาจทำอย่างไรได้ ต่อมาเมื่อข้าพบว่าเทพบุตรหยกและหนงซิเตายังไม่ได้ตั้งรูปแบบขบวนพยุหะอันใด ข้าจึงสั่งให้อาสิงเข้าโจมตีพวกมันบ้าง… ไม่คิดเลยว่าทั้งที่ได้รับการสนับสนุนจากเล็บมังกรโลกันตร์ อาสิงกลับถูกเทพบุตรหยกเพียงคนเดียวหยุดเอาไว้ได้!”

“เพียงคนเดียวก็หยุดไว้ได้?” จี้หนิงตกตะลึง

“คนผู้นี้แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง อาสิงจำเป็นต้องล่าถอยทันทีหลังจากที่ลอบโจมตีล้มเหลว” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าว “ตอนนี้มีศัตรูทั้งหมดสองกลุ่มอยู่ในค่ายกล กลุ่มที่สองนั้นทรงพลังกว่ากลุ่มแรกอย่างเทียบไม่ติด ดังนั้นพวกเราจำเป็นต้องรีบกำจัดกลุ่มแรกออกไปโดยเร็ว หาไม่แล้วหากพวกมันรวมตัวกันได้พวกเราคงไม่อาจทำอย่างไรต่อพวกมันได้อีก”

จี้หนิงพยักหน้า

“ข้าจะนำทางเจ้าเองไปจัดการกลุ่มของต่งซีฉีก่อน ตระเตรียมรับฟังคำสั่งของข้าให้ดี”

สิ้นเสียงของผู้เฒ่าเก้าอัคคี หมอกดำเบื้องหน้าจี้หนิงพลันแยกออกเป็นเส้นทาง

“วิเศษมาก ข้ารอจนหมดความอดทนมานานแล้ว” จี้หนิงขยับเท้าทั้งสองพุ่งไปด้านหน้าตามเส้นทางอย่างรวดเร็ว

………

ต่งซีฉีและพวกทั้งแปดรุดหน้าไปด้วยความระมัดระวัง พวกมันพยายามรักษารูปขบวนไว้ตลอดเวลา ยันตร์แปดทิศสีขาวที่เกิดจากพยุหะผสานพลังโอบล้อมร่างของทุกคนเอาไว้

“ศิษย์น้องทั้งหลายระวังตัว นี่เป็นค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์!” น้ำเสียงตื่นตระหนกของหนงซิเตาดังมาแต่ไกล

“ค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์?” ต่งซีฉีและพวกมองหน้ากันด้วยความงุนงง

เสียงร้องอันตื่นตระหนกของหนงซิเตาดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง “พวกเราเพิ่งถูกโจมตีจากกรงเล็บมังกรเช่นกัน แต่ศิษย์พี่เทพบุตรหยกผลักดันจนมันล่าถอยกลับไปได้ นี่คือค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์ซึ่งเป็นค่ายกลโบราณที่ทรงพลังอย่างยิ่ง!”

“ตามคำร่ำลือข้าหลวงปกครองมณฑลไร้ระลอกเองมีค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์ที่ซับซ้อนถึงระดับสวรรค์ในครอบครอง ส่วนค่ายกลที่ตระกูลจี้ใช้อยู่นี้แม้เป็นค่ายกลแบบรวบรัดในระดับมนุษย์ แต่ก็ยังมีพลังอันน่าตื่นตระหนก ครั้งนี้พวกเราตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง จงระมัดระวังเอาไว้หาไม่แล้วอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้”

“ศิษย์พี่เทพบุตรหยกและข้าต้องใช้สมาธิในการทำลายค่ายกล จึงไม่อาจแบ่งแยกกำลังไปช่วยเหลือพวกเจ้าได้ชั่วคราว พวกเจ้าทั้งแปดต้องดูแลตัวเองให้ดี” เสียงของหนงซิเตาดังสะท้อนไปมา

ต่งซีฉีและพวกทั้งแปดต่างหันไปมองหน้ากันและพบความอัดอั้นปั้นยากบนใบหน้าของบุคคลอื่น

ค่ายกลที่ถึงกับทำให้หนงซิเตาและเทพบุตรหยกต้องทุ่มเทสมาธิจิตใจทั้งหมดในการทำลาย… ย่อมเป็นที่คาดเดาได้ว่ามันร้ายกาจเพียงใด

“ข้าไม่เคยได้ยินชื่อค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์มาก่อน คาดว่ามีเพียงคนเช่นศิษย์พี่หนงซิเตาที่ศึกษาค่ายกลมากมายมาจากสำนักใหญ่จึงทราบได้ ไม่น่าเชื่อว่าตระกูลจี้จะมีค่ายกลอันทรงพลังเช่นนี้”

ใบหน้าของต่งซีฉีบิดเบี้ยวถึงขีดสุด

“พวกเราต้องทุ่มให้สุดตัว” ต่งซีฉีมองไปยังสหายร่วมรบอีกเจ็ดคน “นี่เป็นการต่อสู้ที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน ไม่พวกมันตกตายก็เป็นพวกเราที่ม้วยมอด! สมบัติวิเศษหรือไม้ตายก้นหีบอันใดจงนำออกมาใช้เดี๋ยวนี้ อย่าได้ซุกงำเอาไว้!”

มุมมองของทั้งหมดเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

เดิมทีทุกคนเพียงถือว่าติดตามมาชมดูความสนุกสนาน แต่การตายอย่างฉับพลันของสหายทั้งสี่ได้สร้างความตื่นตัวให้แก่พวกมัน จากนั้นพวกมันลอบตั้งความหวังไว้ว่าเมื่อสามารถรวมกลุ่มเข้ากับเทพบุตรหยกและหนงซิเตาภยันตรายทั้งหลายก็จะจางหายไปประดุจหมอกควัน แล้วก็เป็นหนงซิเตาเองที่ออกปากว่าคราครั้งนี้เป็นการละเล่นที่ถึงชีวิต

“หากรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องมาเสี่ยงชีวิตเช่นนี้ข้าคงไม่มาที่เทือกเขานางแอ่น” พวกมันต่างรู้สึกขมขื่นในใจ แต่เมื่อเงาทะมึนแห่งความตายซุ่มคอยอยู่เบื้องหน้า ทุกคนต่างปลุกปลอบกำลังขวัญตระเตรียมต่อสู้เสี่ยงชีวิตดูสักครั้ง

ห่างออกไปประมาณสามร้อยเมตร

หางมังกรขนาดใหญ่ขนดซ่อนรออยู่ จี้หนิงและกระบี่บินเจ็ดร้อยกว่าเล่มเตรียมพร้อมอยู่ภายใน

“จี้หนิง จู่โจม!” เสียงของผู้เฒ่าเก้าอัคคีดังก้องผ่านจิตสำนึก

“สังหาร!” ดวงตาของจี้หนิงทอประกายเกรี้ยวกราด

มังกรโลกันตร์สะบัดฟาดหางมหึมาของมันเข้าใส่สาวกตำหนักม่วงที่เตรียมพร้อมรับมือด้วยความตื่นตระหนกทั้งแปด

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่6 บทที่11: มังกรโลกันตร์ในม่านหมอก

Desolate Era เล่ม6: ดักแด้พังทลาย กลับกลายเป็นผีเสื้อ

บทที่ 11: มังกรโลกันตร์ในม่านหมอก

ท่ามกลางหมอกควันหนาทึบที่แผ่ปกคลุม กลุ่มสาวกตำหนักม่วงที่นำโดยต่งซีฉีแทบไม่อาจมองเห็นหนทางที่เบื้องหน้า แต่หากแม้นไม่มีม่านหมอกขวางกั้นเอาไว้ พวกมันจะพบว่ามังกรทมิฬขนาดมหึมาที่ขดตัวรอบเขาหัววัวทั้งลูกกำลังจับจ้องมาทางพวกมันอย่างเงียบงัน และนี่คือสาเหตุที่ผู้เฒ่าเก้าอัคคีจงใจอาศัยค่ายกลหมอกดำปกปิดสายตาของพวกมันเอาไว้

“เข้ามาเถิด… เข้ามา” จี้หลิวเจินซึ่งแฝงร่างอยู่ในเศียรมังกรสีดำสนิทจ้องมองเงาอันรางเลือนสิบสองสายที่ล่วงใกล้เข้ามา มันเองก็ไม่อาจมองเห็นฝ่ายตรงข้ามได้อย่างชัดเจนนัก และจำเป็นต้องอาศัยการแจ้งข้อมูลจากผู้เฒ่าเก้าอัคคีซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งค่ายกลหมอกดำเป็นหลัก

เมื่อค่ายกล ‘มังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์’ ถูกก่อตั้ง พลังปราณของคนทั้งห้าก็รวมตัวกันขึ้นเป็นลักษณ์แห่งมังกร จี้หลิวเจินที่ได้รับการหนุนเสริมจากพลังอันมหาศาลของค่ายกลรู้สึกได้ถึงพลังงานอันมหาศาลที่พลุ่งพล่านอยู่ในร่างจนแทบแตกระเบิดออกมา

“หลิวเจิน อย่าได้ร้อนรุ่มไป จงสะกดกลั้นใจเอาไว้ก่อน” สุ้มเสียงของผู้เฒ่าเก้าอัคคีดังขึ้นในหูของจี้หลิวเจิน

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีแฝงกายอยู่ในส่วนลำตัวมังกรที่กึ่งกลางของภูเขา หมอกดำที่ปกคลุมโดยรอบนั้นมิเพียงไม่เป็นอุปสรรคแต่กลับทำหน้าที่ต่างดวงตาของมัน

ท่ามกลางค่ายกลมากมายหลายชั้นที่ถูกจัดตั้งขึ้น มีเพียงผู้เฒ่าเก้าอัคคีที่ล่วงรู้ความเคลื่อนไหวทั้งมวลภายในนั้น และสามารถสื่อสารทางจิตต่อคนทั้งหมด

“พวกมันทั้งสิบสองคนล้วนเป็นยอดฝีมือระดับตำหนักม่วงจากสำนักเดียวกัน ย่อมต้องฝึกปรือวิชาลับที่ช่วยให้สามารถผนึกกำลังกันได้ ยิ่งตอนนี้พวกมันเคลื่อนไหวด้วยความระมัดระวัง หากซุ่มโจมตีจะมีโอกาสล้มเหลวสูงมาก” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีสังเกตและวิเคราะห์อย่างเยือกเย็น “แต่กลับกัน อีกไม่นานพวกมันจะพบว่าค่ายกลหมอกดำนี้มิได้สูงล้ำแต่อย่างใดและเริ่มประมาทพวกเราอีกครั้ง นั่นจะเป็นเวลาที่พวกมันได้ลิ้มรสความร้ายกาจที่แท้จริงของค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์”

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีมีขันติอันล้ำเลิศ มันเฝ้ารอคอยให้โอกาสที่ดีที่สุดมาถึงจึงจะยอมเปิดเผยเขี้ยวเล็บที่แท้จริงออกไป

ต่งซีฉีและพวกเคลื่อนที่ด้วยความตื่นตัวขั้นสูงสุด ทุกคนล้วนโคจรพลังพรักพร้อมและไม่ยอมแยกตัวออกไปนอกพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศแม้แต่น้อย

“ค่ายกลหมอกดำนี้กลับธรรมดาสามัญยิ่งนัก ข้าเริ่มเข้าใจหลักความเปลี่ยนแปลงของมันขึ้นมาบ้างแล้ว” ชายชราผมดำผู้หนึ่งกล่าวออกมา

“ข้าเองก็เริ่มจับเคล็ดความของมันได้บ้างแล้ว แต่ ‘ศิษย์พี่ซา’ ยังแตกฉานในวิชาค่ายกลยิ่งกว่าข้าหลายเท่า ท่านย่อมสามารถตีความและทำลายค่ายกลหลังนี้ลงได้โดยเร็วอย่างแน่นอน” ชายผมเงินกล่าวพลางหัวเราะออกมา

สำหรับเหล่าผู้ฝึกตนในวิถีแห่งความเป็นอมตะ โดยเฉพาะบรรดาสาวกตำหนักม่วงที่ผ่านช่วงชีวิตอันยาวนานสามถึงสี่ร้อยปีแต่กลับไม่อาจพัฒนาระดับพลังให้รุดหน้าต่อไปได้อีก ย่อมเป็นเรื่องปกติที่พวกมันจะหันเหความสนใจไปในศาสตร์ประเภทอื่นไม่ว่าจะเป็น ค่ายกล ยาพิษ หรือว่าหุ่นวิญญาณ เพราะวิชาเหล่านี้สามารถหนุนเสริมให้พลังของพวกมันกล้าแกร่งขึ้นได้อีกทาง

เหล่าสาวกตำหนักม่วงที่ถูกขับทิ้งออกจากสาขาหลักพวกนี้ก็เช่นกัน เมื่อพวกมันไม่มีพรสวรรค์เพียงพอที่จะก้าวขึ้นสู่ระดับพลังขั้นถัดไป พวกมันก็ได้แต่ใช้เวลาที่มีไปกับการศึกษาศาสตร์สาขาเหล่านี้ บางคนกระทั่งยังเชี่ยวชาญมากกว่าหนึ่งเรื่อง และมีบางคนที่ระดับความเข้าใจในวิชาค่ายกลยังสูงส่งกว่าผู้เฒ่าเก้าอัคคีด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าการจัดตั้งค่ายกลแม้ไม่ง่ายดาย การทำลายค่ายกลยังยากเย็นยิ่งกว่า นอกจากอัจฉริยะเยี่ยงหนงซิเตาที่เป็นข้อยกเว้น พวกมันต้องใช้เวลาอยู่บ้างในการหาวิธีทำลายค่ายกลที่ผู้เฒ่าเก้าอัคคีจัดตั้งไว้

“ข้าเพียงต้องการเวลาอีกหนึ่งชั่วน้ำเดือดในการทำลายมัน” ชายชราผมดำกล่าวอย่างยิ้มแย้ม

“เช่นนั้นพวกเราต้องรบกวนศิษย์พี่ซาแล้ว”

“เพียงแค่พวกเราก็สามารถทำลายค่ายกลหมอกดำนี้ได้แล้ว ค่ายกลอันต่ำต้อยเช่นนี้ไม่ต้องให้ถึงมือศิษย์พี่ซิเตาก็ได้”

แรกเริ่มที่เข้าสู่ค่ายกล ทัศนวิสัยที่หดสั้นลงด้วยความหนาทึบของหมอกดำทำให้พวกมันเป็นกังวลอยู่บ้าง แต่เมื่อพบว่าค่ายกลหลังนี้มิได้มีความพิเศษพิสดารอันใด เหล่าสาวกตำหนักม่วงกลุ่มนี้ก็เริ่มกลับคืนสู่ความมั่นใจและคลายความระมัดระวังลง

ชายชราผมดำผงกศีรษะคราหนึ่ง “ข้าจะรวบรวมสมาธิเพื่อหาทางทำลายค่ายกล พวกเจ้าช่วยคุ้มกันให้ข้าด้วย”

“ศิษย์พี่ซาโปรดอย่าได้กังวล ที่นี่มีพวกเราคอยรับมือเอง” ต่งซีฉีและบุคคลที่เหลือรีบรับคำ

เพียงชั่วครู่ให้หลัง ดวงตาของชายชราผมดำก็ทอประกาย มันกล่าววาจาด้วยความเชื่อมั่น “ตรงหน้านี้เอง ข้ามองเห็นหนทางในการทำลายค่ายกลนี้แล้ว”

“ประเสริฐ” ทุกคนต่างอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น

ต่งซีฉียังคงสภาพของพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศไว้ในขณะที่พวกมันทั้งหมดเคลื่อนขบวนไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็ว หมอกดำที่ขวางทางดูเหมือนจะเริ่มเบาบางลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุดพวกมันก็เห็นผืนธงสีเทาที่ถูกขีดวาดด้วยอักขระสีดำปักตั้งอยู่ไม่ไกลออกไป

“ธงค่ายกล!” แววแห่งความปลาบปลื้มยินดีฉาบทอบนใบหน้าของคนทั้งหมด

………

“หลิวเจิน เตรียมตัวให้พร้อมแล้วรอฟังคำสั่งจากข้า” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีส่งกระแสจิตแจ้งเตือน “ภายในช่วงเวลาสั้นๆข้างหน้านี้ สาวกตำหนักม่วงของภูเขามังกรหิมะจะมาถึงที่เบื้องหน้าของเจ้า เมื่อได้รับสัญญาณจากข้า ให้เจ้าลงมือสังหารได้ทันที”

“ข้ารอคอยฟังคำนี้มานานแล้ว” ดวงตาของจี้หลิวเจินฉายแสงเย็นยะเยียบ

“ดีแล้ว จดจำไว้ รอคอยสัญญาณจากข้า” น้ำเสียงของผู้เฒ่าเก้าอัคคีเองก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นมุ่งหวังเช่นกัน

………

ในขณะที่สมาธิจิตใจของสาวกตำหนักม่วงทั้งสิบสองเพ่งตรงไปที่ธงค่ายกลที่ปักอยู่เบื้องหน้านั้น ห่างออกไปไม่ไกลเศียรมหึมาของมังกรดำพลันโผล่ออกจากพื้นที่ซึ่งมีหมอกดำปกคลุมแน่นหนาพุ่งตรงเข้าหาพวกมัน ปากอันใหญ่โตอ้ากว้างแสยะคมเขี้ยวเข้าใส่ด้วยระดับความเร็วที่แม้แต่สาวกตำหนักม่วงทั่วไปยังมองตามแทบไม่ทัน

“ระวัง!” ต่งซีฉีซึ่งควบคุมพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศเป็นคนแรกที่รับรู้ถึงความผิดปกติและส่งเสียงร้องออกมาด้วยความแตกตื่น

แต่นั่นสายเกินไปแล้ว การจู่โจมที่เกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป

ท่ามกลางหมอกดำที่ยังคงโรยตัวปกคลุมทัศนวิสัยย่อมหดแคบสั้นกว่าปกติ ในขณะที่ความเคลื่อนไหวของเศียรมังกรยักษ์นั้นยังรวดเร็วยิ่งกว่าสาวกตำหนักม่วงทั่วไปนับสิบเท่า

เสียงมังกรคำรณดังสะท้านท่ามกลางเสียงระเบิดและแรงสั่นสะเทือน เศียรมังกรพุ่งทะลวงเข้าไปในพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศและขบคมเขี้ยวลง รอบกายของจี้หลิวเจินที่แฝงร่างอยู่ภายในเศียรมังกรพลันปรากฎสว่านเหล็กเก้าเล่มที่ประจุเต็มไปด้วยพลังมังกรแห่งค่ายกล สว่านทั้งเก้าพุ่งออกจู่โจมใส่สาวกตำหนักม่วงสามคนที่อยู่ใกล้ที่สุดและเป็นกลุ่มแรกที่ถูกบังคับให้ต้านรับการโจมตีของมังกรโลกันตร์อย่างฉุกละหุก

พลังโจมตีของจี้หลิวเจินที่ได้รับการหนุนเสริมจากค่ายกลนั้นยังสูงล้ำกว่าพลังของสาวกตำหนักม่วงขั้นสูงสุดขึ้นไปอีก ทรวงอกของสาวกตำหนักม่วงสองคนถูกทะลวงเป็นรูขนาดใหญ่อย่างรวดเร็ว ซากศพของพวกมันถูกมังกรโลกันตร์กลืนกินหายไป ส่วนคนที่สามนั้นถีบเท้าถอยร่างไปด้านหลังอย่างสุดชีวิตจึงหลบรอดไปได้อย่างหวุดหวิด

การจู่โจมเพียงคราวเดียวก็สังหารสาวกตำหนักม่วงไปถึงสองคน สาเหตุพื้นฐานย่อมมาจากความร้ายกาจของตัวค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์เอง และยิ่งเมื่อได้รับพลังจากสาวกตำหนักม่วงของตระกูลจี้ที่แฝงร่างอยู่ในองค์ประกอบทั้งห้า มังกรโลกันตร์ที่ก่อตัวขึ้นก็ทรงพลังราวกับเป็นพญามังกรที่แท้จริง

“อย่าคิดว่าจะจบเพียงเท่านี้” จี้หลิวเจินเคลื่อนกายไปเบื้องหน้าและจู่โจมเข้าใส่สาวกตำหนักม่วงอีกสองคนที่แตกกลุ่มออกไป

“ตาย!”

สว่านอันแหลมคมและเศียรมังกรที่เปล่งเสียงคำรามดังสะท้านคล้ายเป็นฉากแห่งฝันร้าย

………

“ก่อตั้งขบวนพยุหะ!”

ต่งซีฉีและเหล่าสาวกตำหนักม่วงมิใช่ตัวโง่เขลา ตั้งแต่ที่เสียงคำรามครั้งแรกดังขึ้น พวกมันก็เริ่มก่อตั้งขบวนพยุหะขึ้นแล้ว นอกจากนี้พวกมันยังใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะรักษาระยะระหว่างกันมิให้ห่างจนเกินไป

ทว่าน่าเสียดายที่ปัญหามิได้อยู่ที่พวกมันเคลื่อนกายออกห่างจากกันหรือไม่ แต่พวกมันถูกเศียรมังกรอันทรงพลังกระแทกจนกระเด็นออกไปต่างหาก!

“เชื่อมต่อผสานพลัง!”

แสงสีขาวพลันเปล่งประกายและหมุนวนรอบร่างของพวกมันแต่ละคน ยันตร์แปดเหลี่ยมขนาดใหญ่ก่อตัวขึ้นจากลำแสงสีขาว ขบวนพยุหะนี้ใช้ผู้คนแปดคนก่อตั้งขึ้น แต่ต่อให้ลดลงเหลือเพียงหกคนก็ยังสามารถก่อตั้งขึ้นเช่นกัน

“ศิษย์พี่ฟางอยู่ที่ใด?”

“ศิษย์พี่ซาเล่า?”

ต่งซีฉีกับพวกทั้งหมดเพิ่งมาค้นพบภายหลังจากที่พวกมันจัดตั้งขบวนพยุหะเสร็จสิ้นว่าพวกมันหลงเหลืออยู่เพียงแปดคนเท่านั้น อีกสี่คนที่เหลือสูญหายไปโดยไร้ร่องรอย

ท่ามกลางเสียงตะโกนเรียกหาที่ดังเซ็งแซ่ ต่อให้หลงทางอยู่ภายในค่ายกล หากว่าคนเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่ พวกมันย่อมต้องส่งเสียงตอบรับมาเนิ่นนานแล้ว

“พวกมันทั้งสี่คงตายหมดสิ้นแล้ว” ต่งซีฉีเค้นเสียงลอดไรฟันออกมา

“น่าสะพรึงกลัว… น่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว” ชายผู้มีผมสีเงินกล่าวด้วยสีหน้าที่ไม่อยากเชื่อ “ก่อนหน้านี้ข้าเห็นเศียรมังกรยักษ์ที่ปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีดำ ตระกูลจี้มีของเช่นนี้ในครอบครองได้อย่างไร? หรือว่านั่นจะเป็นมังกรที่แท้จริง?”

“เป็นไปไม่ได้ หากนั่นเป็นมังกรที่แท้จริงพวกเราสมควรพบเห็นมันเนิ่นนานแล้ว และมังกรที่แท้จริงก็ไม่มีทางมีขนาดใหญ่โตถึงเพียงนั้น มันต้องเป็นพลังของค่ายกลอย่างแน่นอน”

“แต่ต้องเป็นค่ายกลประเภทไหนกันจึงจะสร้างมังกรที่ทรงพลังเช่นนั้นขึ้นมาได้?”

ในใจของพวกมันล้วนถูกปกคลุมด้วยเงาทะมึน การจู่โจมเมื่อครู่ร้ายกาจดุดันเกินไปแล้ว ต่อให้พวกมันตื่นเต้นจนหลงลืมการป้องกันตัวไปในชั่วขณะที่ได้เห็นธงค่ายกล แต่พวกมันก็ยังอยู่ในรัศมีการคุ้มครองของพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศ ผู้ใดจะคาดว่าการโจมตีเพียงครั้งเดียวจะสามารถเจาะทะลวงและสร้างความเสียหายให้กับพวกมันได้ถึงเพียงนี้

โจมตีเพียงครั้งเดียวก็สังหารพวกมันไปถึงสี่คน!

ต่งซีฉีกวาดตามองไปโดยรอบพลางกล่าวว่า “การโจมตีเมื่อครู่ผลักดันพวกเราให้ถอยร่นจนธงค่ายกลคลาดสายตาไปแล้ว”

“ค่ายกลไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป มังกรยักษ์นั้นต่างหากที่เป็นหายนะที่แท้จริง”

“พวกเราคงต้องขอความช่วยเหลือจากศิษย์พี่เทพบุตรหยกและศิษย์พี่หนงซิเตา” ชายผมสีเงินดึงเอาเครื่องรางหยกที่หนงซิเตามอบให้ขึ้นมาไว้ในมือแล้วบีบมันจนแตกกระจาย

………

เทพบุตรหยก หนงซิเตา และสาวกตำหนักม่วงอีกห้าคนยังคงรอคอยที่ด้านนอกของค่ายกล พวกมันไม่คิดรีบร้อนบุกเข้าไปภายใน

“ตระกูลต่ำชั้นเยี่ยงนี้ยังจะมีลูกไม้อันใดให้พวกเราต้องกังวลใจ?” เทพบุตรหยกหัวเราะเสียงดัง “ขอเพียงศิษย์น้องทั้งสิบสองคนก่อตั้งขบวนผสานพลังขึ้นก็สามารถกวาดทลายพวกมันไปทั้งรัง”

“ศิษย์พี่กล่าวถูกต้องแล้ว ไม่ว่าพวกมันจะพยายามดิ้นรนอย่างไรก็ล้วนไร้ประโยชน์ นอกจากนี้ในกลุ่มสิบสองคนที่ข้าเลือกให้ล่วงหน้าเข้าไปนั้นก็มีอยู่หลายคนที่เชี่ยวชาญในด้านค่ายคูประตูกล การจะกำจัดตระกูลจี้ให้สิ้นซากสมควรขึ้นอยู่กับเวลาว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น”

ทันใดนั้น…

ใบหน้าของหนงซิเตาพลันสั่นกระตุก

“เกิดเรื่องอันใด?” เทพบุตรหยกเอ่ยถามขึ้นทันที

“หนึ่งในเครื่องรางหยกที่ข้ามอบให้แก่พวกมันถูกทำลาย นี่แสดงว่าพวกมันกำลังตกอยู่ในอันตรายจนต้องร้องขอความช่วยเหลือจากพวกเรา” หนงซิเตากล่าวอย่างเคร่งขรึม

“พวกมันกลับถูกชาติตระกูลท้องถิ่นเยี่ยงนี้กดดันจนต้องร้องขอความช่วยเหลือ?” เทพบุตรหยกแทบไม่อาจทำใจยอมรับความจริง ก่อนหน้านี้ที่หนงซิเตามอบเครื่องรางหยกออกไปก็เพียงกระทำด้วยความเคยชินตามธรรมเนียมของศิษย์ร่วมสำนักเท่านั้น มันไหนเลยคาดคิดว่าเครื่องรางหล่านั้นจะถูกใช้งานจริงๆ

“พวกเราเข้าไปชมดูกัน” หนงซิเตาเอ่ยชักชวน

สาวกตำหนักม่วงอีกห้าคนที่นิ่งรับฟังอยู่ด้านข้างต่างตื่นตะลึงเช่นเดียวกัน ยอดฝีมือระดับตำหนักม่วงถึงสิบสองคนกลับถูกคุกคามให้ต้องส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ?

อย่างไรก็ตามข้างกายของพวกมันยังมีเทพบุตรหยกและหนงซิเตาอยู่ พวกมันจึงยังคงรักษาความมั่นใจเอาไว้ได้

หนงซิเตากวาดมือคราหนึ่ง หุ่นวิญญาณที่สร้างจากไม้ก็ปรากฎขึ้น “เจ้ารอคอยอยู่ที่นี้ หากมีคนจากภูเขามังกรหิมะติดตามมาก็ให้บอกว่าพวกเราเข้าสู่ค่ายกลไปแล้ว”

ดวงตาของหุ่นไม้เปล่งประกายสีเขียวก่อนพยักหน้ารับคำสั่ง “ทราบแล้ว นายท่าน”

เมื่อเตรียมการแล้วเสร็จ เทพบุตรหยกกับหนงซิเตาก็นำกลุ่มสาวกตำหนักม่วงของภูเขามังกรหิมะที่ประกอบไปด้วยยอดฝีมือเจ็ดคนและสัตว์อสูรอีกสองตัวหายเข้าไปในหมอกดำที่ปกคลุมทั่วขุนเขา

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่6 บทที่10: เข้าสู่ค่ายกล

Desolate Era เล่ม6: ดักแด้พังทลาย กลับกลายเป็นผีเสื้อ

บทที่ 10: เข้าสู่ค่ายกล

ต่งซีฉียืนอยู่เหนือพรมจ้องมองไปเบื้องหน้า เขาหัววัวยังคงเงียบสงบเช่นที่มันเคยเป็นเสมอมา

“ศิษย์พี่เทพบุตรหยก ศิษย์พี่หนงซิเตา” ต่งซีฉีส่งเสียงเรียก “เขาหัววัวอยู่เบื้องหน้านี้แล้ว แต่ข้ายังไม่เห็นสิ่งผิดปกติอันใด”

ชั่วพริบตานั้นกลุ่มสาวกตำหนักม่วงซึ่งนำโดยเทพบุตรหยกและหนงซิเตาต่างเคลื่อนกายมาที่ขอบพรมและทอดตามองออกไป หนงซิเตาเปล่งเสียงหัวเราะออกมา “แค่ค่ายกลหลอนประสาทลวงตา ถึงภายนอกจะดูแทบไม่ออก แต่เมื่อสำรวจดูอย่างละเอียดก็จะรู้เอง”

พรมยักษ์ร่อนลงสู่พิ้นที่อันรกร้างซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเขาหัววัวอย่างรวดเร็ว บรรดาสาวกตำหนักม่วงก้าวลงจากพรมพลางเงยหน้ามองเขาหัววัวที่ตั้งตระหง่าน

“ผู้มาเยือนจากภูเขามังกรหิมะ ตระกูลจี้เราน้อมรอทุกท่านอยู่นานแล้ว” สุ้มเสียงโอ่อ่าทรงพลังดังก้องมาจากเขาหัววัว

“พวกมันอยู่บนยอดเขาหัววัวจริงๆ” นัยน์ตาของต่งซีฉีหรี่ลงแล้วกล่าว “นั่นเป็นเสียงของผู้นำตระกูลจี้ ผู้เฒ่าเก้าอัคคี เฒ่าชราผู้นี้เจ้าเล่ห์นัก สิ่งที่มันเชี่ยวชาญคือค่ายกลและยาพิษ”

เทพบุตรหยกกล่าวเสียงเรียบ “ก็แค่เฒ่าชราคนหนึ่ง การจะฆ่ามันนั้นง่ายดายไม่ต่างจากฆ่าไก่”

“แต่ขวัญที่กล้าบังอาจของมันกลับน่าสนใจไม่น้อย” หนงซิเตาหัวเราะออกมา

“เมื่อมีค่ายกลขนาดใหญ่วางไว้เช่นนี้ พวกเราไม่มีทางรู้เลยว่าจะมีกับดักหรืออันตรายใดซุกซ่อนอยู่ข้างในนั้นบ้าง” ชายผู้มีผมเงินกล่าวด้วยน้ำสียงที่เป็นกังวลอยู่บ้าง “พวกเราควรทำอย่างไรต่อไป?”

ชายผู้มีดวงตารูปสามเหลี่ยมแค่นเสียงเย็นชา “นี่ยังจะต้องถาม? หากคิดทำลายค่ายกลก็ต้องเข้าไปทดสอบดูว่ามันมีความลึกล้ำอันใดซ่อนอยู่เสียก่อน”

ขณะที่เหล่าสาวกตำหนักม่วงของภูเขามังกรหิมะเริ่มถกเถียงกันว่าจะทำการทดสอบค่ายกลอย่างไร หนงซิเตาก็หัวเราะออกมาอีกครั้ง

“กับค่ายกลอันตื้นเขินเยี่ยงนี้ ยังไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น เพียงดูจากคลื่นพลังธาตุที่สั่นสะเทือนอยู่รอบเขาหัววัวข้าก็รู้แล้วว่าความลับของค่ายกลหลอนประสาทอยู่เบื้องหน้าของพวกเรานี่เอง ‘กระเรียนเทพ’ เจ้าเข้าไปทำลายค่ายกลนี้ซะ” มันกล่าวพลางส่งกระแสจิตบอกเคล็ดการทำลายค่ายกลต่อกระเรียนเทพ

ร่างของกระเรียนเทพกลับกลายเป็นเงาเลือนรางก่อนจะค่อยชัดเจนขึ้นอีกครั้งในร่างของหญิงสาวชุดขาวอายุราวสิบแปดปีที่ทั้งเยาว์วัยและงดงาม “นายท่านโปรดวางใจ ข้าจะเข้าไปทำลายค่ายกลเอง”

เงาร่างสีขาวของนางกลับกลายเป็นลำแสงสาดพุ่งเข้าไปที่เขาหัววัวก่อนหยุดยั้งลงที่เชิงเขาโดยที่ตัวนางมิได้ย่างกรายเข้าไปในค่ายกลแม้แต่ก้าวเดียว กระเรียนเทพกวัดแกว่งแส้ยาวสีดำในมือให้ชำแรกเข้าไปในค่ายกลด้วยความแม่นยำอย่างยิ่งยวด จากนั้นด้วยการตวัดดึงเพียงครั้งเดียว ธงประจำค่ายกลก็หลุดออกมาอย่างง่ายดาย

“ประเสริฐ”

“สัตว์อสูรรับใช้ของศิษย์พี่ซิเตาไม่ธรรมดาจริงๆ”

“ทำลายได้ดี”

ยอดฝีมือฝ่ายภูเขามังกรหิมะต่างส่งเสียงด้วยความชื่นชมยินดี ที่พวกมันเห็นคือส่วนปลายของแส้ยาวพุ่งหายเข้าไปในค่ายกล และเมื่อตวัดคืนมาอีกครั้งก็ม้วนพันธงค่ายกลติดออกมาด้วยแล้ว การสูญเสียธงค่ายกลแม้เพียงผืนเดียวนี้ส่งผลให้ค่ายกลหลอนประสาททั้งหมดถูกทำลายลง ทันใดนั้นภูเขาหัววัวคล้ายแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย เผยให้เห็นเงาร่างหลายสายที่ยืนอยู่บนยอดเขา

“ตระกูลจี้” มู่สี่จดจำคนทั้งหกรวมทั้งเด็กหนุ่มซึ่งอยู่ท่ามกลางคนเหล่านั้นได้ทันที “จี้หนิงซึ่งป็นยอดอัจฉริยะของตระกูลจี้ก็อยู่ที่นี่ด้วย…”

“เคลื่อนไหวค่ายกลได้!”

เสียงตะโกนของผู้เฒ่าเก้าอัคคีดังก้องกังวานจากยอดเขาหัววัวที่ห่างไกลออกไปฉับพลันนั้นหมอกสีดำอันหนาหนักก็พวยพุ่งออกมาปกคลุมทั่วทั้งภูเขาจนมองไม่เห็นอะไรด้านในอีก

“นายท่าน”หญิงสาวชุดขาวพุ่งตัวกลับมาดุจลำแสงเส้นหนึ่ง “ข้าทำพลาดแล้ว ทันทีที่ดึงธงค่ายกลผืนแรกออกมา ค่ายกลอีกหลังหนึ่งก็เคลื่อนไหวต่อเนื่องจนไม่มีทางที่ข้าจะดึงธงที่เหลือออกมาได้”

“เพียงผืนเดียวก็เพียงพอจะทำลายค่ายกลหลอนประสาทลงได้แล้ว” หนงซิเตากล่าวอย่างใจเย็น “ดูท่าตระกูลจี้คงจัดวางค่ายกลไว้ถึงสองสามชั้น ทว่าน่าเสียดายที่ไม่มีชั้นใดเป็นค่ายกลชั้นสูงเลย”

เทพบุตรหยกที่ยืนอยู่ด้านข้างของมันกล่าวขึ้นว่า “สถานการณ์ตรงหน้าของพวกเรานี้นับเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว สวะเยี่ยงตระกูลจี้ไหนเลยเผยอขึ้นมาเปรียบเทียบกับศิษย์น้องซิเตาได้ หากพวกมันสามารถก่อตั้งค่ายกลที่ทำให้ศิษย์น้องซิเตายอมรับว่าเป็นค่ายกลชั้นสูงได้จึงจะน่าประหลาด”

“แล้วศิษย์พี่ซิเตาเห็นว่าเราควรทำลายค่ายกลนี้อย่างไร?”

“หมอกดำเหล่านี้กลับเป็นอุปสรรคอยู่บ้างจริงๆ”

บรรดาสาวกตำหนักม่วงต่างหันไปทางหนงซิเตา

แต่ครั้งนี้หนงซิเตากลับส่ายศีรษะ “ค่ายกลหลอนประสาทก่อนหน้านี้นั้นง่ายที่จะรื้อทำลาย แต่ค่ายกลที่เบื้องหน้านั้นซับซ้อนยิ่งกว่า ยิ่งไปกว่านั้นข้าคิดว่าตระกูลจี้คงวางค่ายกลซ้อนค่ายกลไว้อีกหลายชั้น หากคิดจะทำลายค่ายกลลักษณะนี้โดยใช้เพียงการมองจากภายนอก ข้าคิดว่ามีเพียงผู้ที่อยู่ในระดับจักรวาลแรกกำเนิดเท่านั้นจึงจะสามารถทำได้”

“เช่นนั้นพวกเรา…” เทพบุตรหยกเหลือบมองหนงซิเตา

“บุกฝ่าเข้าไปสำรวจ!” หนงซิเตากล่าว “ข้าคิดว่าในสาวกตำหนักม่วงทั้งสิบเก้าคนของพวกเราสมควรแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม เราจะส่งกลุ่มแรกที่มีสิบสองคนเข้าไปในค่ายกลก่อน… ทั้งสิบสองคนนี้ห้ามแตกกลุ่มออกจากกันโดยเด็ดขาดมิเช่นนั้นจะประสบชะตากรรมถูกกลุ้มรุมสังหาร แต่หากทุกคนรวมตัวกันไว้ตระกูลจี้ย่อมไม่มีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะต่อกรกับสาวกตำหนักม่วงทั้งสิบสองคนพร้อมกันอย่างแน่นอน ไม่ว่าพวกมันปรารถนาเพียงใดก็ตาม”

หนงซิเตามองไปที่ต่งซีฉี “ศิษย์น้องซีฉี ครั้งนี้เป็นสาขาเทือกเขานางแอ่นของเจ้าที่เชื้อเชิญทุกคนมายังที่นี้ เจ้าจึงควรเป็นผู้นำสหายร่วมสำนักทั้งสิบเอ็ดคนเข้าไป”

“ตกลง” ต่งซีฉีรับคำทันที

จากนั้นหนงซิเตาจึงเริ่มเอ่ยนามที่คัดเลือกไว้ออกมาทีละชื่อจนครบสิบสองคน

จากนั้นหนงซิเตาโบกมือคราหนึ่ง เครื่องรางหยกสามชิ้นก็ลอยไปทางต่งซีฉีและยอดฝีมืออีกสองคน “เครื่องรางหยกทั้งสามนี้เป็นข้าหลอมขึ้นด้วยตนเอง ขอเพียงพวกเราอยู่ไม่ห่างกันเกินไปนัก ข้าจะสามารถรับรู้ตำแหน่งของมันได้ทันที ศิษย์น้องทั้งหลายจงล่วงหน้าเข้าไปในค่ายกลก่อน ข้ากับศิษย์พี่เทพบุตรหยกจะติดตามเข้าไปภายหลัง จากนั้นพวกเราจะแยกย้ายกันทดสอบค่ายกลนี้ เมื่อข้าสามารถล่วงรู้ถึงตำแหน่งของทุกคน การจะรวมตัวกันอีกครั้งย่อมง่ายดายยิ่ง”

ตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ยังไม่มีผู้ใดกล่าววาจาคัดค้านไม่เห็นด้วย พวกมันล้วนมาจากค่ายสำนักเดียวกัน ทุกคนต่างเชี่ยวชาญในการประสานพยุหะเพื่อต่อสู้ร่วมกัน ศิษย์หกคนสามารถรวมตัวกันตั้งขบวนพยุหะหลังหนึ่ง ศิษย์เก้าคน สิบคน หรือสิบสองก็สามารถตั้งค่ายกลได้เช่นกัน… หากสาวกตำหนักม่วงจำนวนนับพันคนในสาขาหลักรวมตัวกัน ขบวนพยุหะที่พวกมันจัดตั้งขึ้นอาจสามารถต่อกรได้แม้แต่กับผู้ฝึกตนระดับจักวาลแรกกำเนิดด้วยซ้ำ!

แต่นั่นยังต้องขึ้นอยู่กับว่าพวกมันทุกคนมีความเข้าใจในความลึกซึ้งของขบวนพยุหะดีพอหรือไม่ ยิ่งขนาดของขบวนใหญ่ขึ้นเท่าไรก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นเท่านั้น การที่สาวกตำหนักม่วงนับพันคนจะตั้งขบวนผสานพลังกันได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นต้องผ่านการฝึกฝนและร่วมมือกันมาอย่างยาวนาน

……..

เขาหัววัว

หมอกดำกระจายตัวอยู่ทุกที่ จี้หนิงและคนอื่นๆ เหินร่างมายังชายขอบของหมอกดำพลางจ้องมองไปด้านนอก

ทุกคนล้วนมีความในใจอันหนักอึ้ง

เมื่อครู่นี้กระเรียนเทพระดับตำหนักม่วงไม่ได้แม้แต่จะเข้ามาในค่ายกล ก็สามารถใช้แส้ถอนดึงธงค่ายกลขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย… ภาพที่เห็นสร้างความกดดันทางจิตใจให้แก่พวกมันไม่น้อย

“ค่ายกลหลอนประสาทที่ข้าตั้งไว้รอบนอกเป็นค่ายกลที่อ่อนแอที่สุด” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าว “ก่อนอื่นพวกเราจะทำให้ศัตรูเข้าใจว่าพวกเราอ่อนแอ และลดความระมัดระวังลง”

“สาวกตำหนักม่วงสิบสองคนของพวกมันแยกตัวมุ่งหน้ามาทางนี้ ดูคล้ายกับว่าพวกมันจะบุกฝ่าเข้ามา” จี้หลิวเจินพลันกล่าวแทรกขึ้น

“พวกมันแยกออกเป็นสองกลุ่ม?” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีพยักหน้าเล็กน้อย “ข้าคาดว่ากลุ่มที่สองคงแข็งแกร่งกว่า ดูจากท่าทางการสนทนาของพวกมันเมื่อครู่แล้ว ผู้นำขบวนสมควรเป็นสาวกตำหนักม่วงสองคนนั้นซึ่งอยู่ในกลุ่มที่สองและยังไม่ได้เข้ามาในค่ายกล”

“พวกเราสมควรเตรียมก่อตั้งค่ายกล ‘มังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์’ ได้แล้ว” ท่านยายเงารีบกล่าว

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีโบกมือคราหนึ่ง ป้ายสัญลักษณ์เรียบๆสองชิ้นก็ปรากฏขึ้น สิ่งเดียวที่ปรากฏอยู่บนนั้นคือตัวอักษร ‘เซี่ย’

“ป้ายพระราชทาน… สองชิ้น?” จี้หนิงจ้องมองป้ายสัญลักษณ์ทั้งสองอย่างประหลาดใจ

“ก่อนหน้านี้เราสังหารสองพี่น้องตระกูลเย่ทำให้ได้ป้ายพระราชทานเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง ซึ่งก็คือป้ายที่ยังปราศจากพันธะครอบครองนี้ ส่วนนี่คือป้ายพระราชทานของนครหมื่นกระบี่ของตระกูลจี้เรา” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีจ้องมองจี้หนิงด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง

มันยื่นส่งป้ายทั้งสองให้แก่จี้หนิงพลางกล่าวว่า “จี้หนิง… ต่อจากนี้ไปป้ายพระราชทานทั้งสองนี้ขอฝากไว้กับเจ้าแล้ว!”

“ข้าหรือ?”

จี้หนิงนิ่งงันไป

“พวกเรากำลังเผชิญหน้ากับมหันตภัยครั้งยิ่งใหญ่ หากข้าโชคดีพอที่จะเอาชีวิตรอดกลับไปได้เจ้าค่อยคืนป้ายพระราชทานของนครหมื่นกระบี่ให้แก่ข้า หากข้าตายไปเจ้าก็เก็บมันเอาไว้” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าว “ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็ไม่อาจยอมให้ภูเขามังกรหิมะได้ป้ายพระราชทานไปเป็นอันขาด หากสถานการณ์เลวร้ายเกินควบคุมเจ้าจงรีบใช้เครื่องรางเร้นรอยจากไปพร้อมกับป้ายพระราชทาน… เมื่อเป็นเช่นนั้นต่อให้พวกมันทำลายค่ายกลลงได้ก็ไม่อาจหาป้ายพระราชทานพบ และเจ้าก็จะเป็นตัวแทนตระกูลจี้ในการลงนามทำสัญญากับจักรวรรดิเซี่ย”

จี้หนิงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วรับป้ายพระราชทานทั้งสองไว้พร้อมกับทำพันธะครอบครองพวกมันอย่างรวดเร็ว

ทันทีที่การสร้างพันธะเสร็จสิ้น จี้หนิงก็เริ่มรู้สึกได้อย่างเลือนลางถึงสถานที่สองแห่งที่กำลัง ‘เพรียกหา’ ตัวเขา นั่นเป็นเสียงเรียกจากนครทั้งสองแห่งนั้นเอง

“ยอดเยี่ยม”

ผู้เฒ่าเก้าอัคคี ท่านยายเงา และคนอื่นๆ ต่างหัวเราะออกมาอย่างปลอดโปร่ง ตอนนี้เรื่องราวทุกประการล้วนถูกตระเตรียมเรียบร้อยสมบูรณ์แล้ว ทั้งหมดสามารถต่อสู้โดยไม่ต้องห่วงพะวงเรื่องใดอีก

“หลิวเจิน” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีออกคำสั่ง “เจ้าจะเป็นผู้รับผิดชอบเศียรมังกรแห่งค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์ ข้าจะมอบพลังในการควบคุมค่ายกลส่วนนี้ให้แก่เจ้า”

“ทราบแล้ว” จี้หลิวเจินรับคำทันที

“จี้ยินหยิ่ง” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีเรียกชื่อเต็มของน้องสาว “เจ้ารับผิดชอบส่วนร่างมังกร”

“ตกลง” ดวงตาของท่านยายเงาเต็มไปด้วยแววมุ่งหวัง

“หลิวสิง” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีเรียกชื่อเต็มของอาสิงบ่าวคนสนิทเช่นกัน “เจ้ารับผิดชอบส่วนเล็บมังกร”

บ่าวชราน้อมกายรับคำสั่งด้วยความเคารพ

“จี้หนิง” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีมองไปที่จี้หนิง “เจ้าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาพวกเรา แม้พลังปราณของเจ้าจะค่อนข้างอ่อนแอ แต่เมื่อเจ้าเข้าเป็นส่วนหนึ่งของค่ายกล… พลังปราณของพวกเราทั้งหมดจะผสานรวมเข้าด้วยกัน และเมื่อนั้นพลังโจมตีของเจ้าจะสูงขึ้นมากที่สุดในบรรดาพวกเราทั้งหมด! ส่วนหางมังกรแห่งค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์นั้นเป็นส่วนที่ลี้ลับที่สุดและคล่องตัวที่สุด เจ้าจะเป็นผู้รับผิดชอบในส่วนนี้ ทั้งยังรับหน้าที่เป็นมือสังหารที่แท้จริงของพวกเราทั้งหมดด้วย”

จี้หนิงพยักหน้า

เมื่อค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์ถูกจัดตั้งขึ้นแล้ว ความเคลื่อนไหวบางประการในส่วนของสี่ค่ายกลย่อยอันประกอบไปด้วย เศียรมังกร เขี้ยวมังกร ร่างมังกร และมุกมังกร จะถูกจำกัดเอาไว้ แต่ส่วนของหางมังกรจะเป็นส่วนที่คล่องตัวที่สุดและสามารถกวาดผ่านพื้นที่ทุกแห่ง

“ข้าจะรักษาการณ์อยู่ที่ใจกลางค่ายกล คอยควบคุมและสนับสนุนทุกคน” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกวาดสายตาต่อไปที่จี้ยี่ฉวน “ยี่ฉวนเจ้าอยู่กับข้า เมื่อไหร่ที่ข้าตาย เจ้าต้องทำหน้าที่แทนข้า”

ตอนนี้ทุกคนรู้แล้วว่าจี้ยี่ฉวนจะสามารถปลดปล่อยพลังระดับตำหนักม่วงได้ก็ต่อเมื่อใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามเท่านั้น

“ทุกคน” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกวาดสายตาผ่านใบหน้าของแต่ละคน “ทุกสิ่งที่เราทำ เราทำเพื่อตระกูลจี้!”

“เพื่อตระกูลจี้!” ท่านยายเงา อาสิง จี้หลิวเจิน จี้ยี่ฉวน และจี้หนิงต่างตะโกนขานรับอย่างเคร่งเครียดจริงจัง

“ไปได้แล้ว ตระเตรียมค่ายกลในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบให้พร้อม” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีออกคำสั่งอย่างเฉียบขาด

พริบตานั้น เงาร่างของสมาชิกตระกูลจี้กระจายกันออกไปด้วยความเร็วสูงสู่ทุกทิศทาง

……….

ขณะเดียวกัน

ต่งซีฉีและสาวกตำหนักม่วงอีกสิบเอ็ดคนของภูเขามังกรหิมะต่างเข้าสู่หมอกดำที่ปกคลุมทั่วเขาหัววัวด้วยความระมัดระวัง ในฐานะที่เป็นผู้เชื้อเชิญทุกคนมาที่นี่ ต่งซีฉีย่อมต้องตั้งพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศเพื่อคุ้มครองพวกมัน พยุหะขนาดใหญ่โอบล้อมสาวกตำหนักม่วงทั้งสิบเอ็ดดั่งปราการป้องกันชั้นนอก

นี่ยังเป็นสิ่งที่ทำให้มั่นใจได้ด้วยว่าคนทั้งสิบสองจะไม่ถูกแยกจากกันได้โดยง่าย

“ค่ายกลหมอกดำหลอนประสาทรึ?” ผู้คนทั้งสิบสองคนที่เข้าสู่เขตหมอกดำเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น

“ทุกคนระวังการลอบทำร้ายของตระกูลจี้ให้ดี” ต่งซีฉีร้องสั่ง

ภายในหมอกดำ บรรยากาศเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนต่างระมัดระวังเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ด้วยเกรงว่าการโจมตีอันรุนแรงจะปรากฏขึ้นจากภายในหมอกดำนี้ พวกมันทุกคนต่างเข้าใจดีว่าถึงแม้จะเผชิญกับศัตรูที่ต่ำชั้นกว่า แต่ในการต่อสู้เสี่ยงชีวิตของเหล่าผู้ฝึกตน ความประมาทศัตรูนั้นเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาด

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/