Featured

บอกกล่าว

de-cover

บอกกล่าว:

– งานแปลเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงส่วนบุคคลและเพื่อแบ่งปันความสุขให้กับเพื่อนนักอ่านคอเดียวกันเท่านั้น เผยแพร่ต่อได้ (ขอแค่ช่วยให้เครดิตกันบ้างก็พอ) แต่ไม่อนุญาตให้นำผลงาน (ที่จริงๆก็แปลมาจากของคนอื่น) นี้ไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเงินใดๆทั้งสิ้น

– งานแปลเรื่องนี้แปลต่อจากงานภาษาอังกฤษที่ลงใน http://www.wuxiaworld.com/desolate-era-index/  ทั้งนี้ผู้แปลเป็นภาษาไทยไม่มีความรู้ภาษาจีนเป็นพื้นฐาน ชื่อบุคคล สิ่งของ สถานที่อาจเพี้ยนไปจากต้นฉบับเดิม หรือแปลให้อ่านลื่นหูผู้แปลเองบ้าง ก็เรียนขออภัยมา ณ ที่นี้

– เรื่องนี้เป็นนิยายที่ถูกแต่งขึ้น อาจมีการอ้างอิงเรื่องเล่าและตำนานบางเรื่องบ้างตามจินตนาการของผู้แต่ง ด้วยความเคารพผมเชื่อว่าผู้แต่งใช้ตำนานเหล่านั้นในลักษณะของจักรวาลคู่ขนานและไม่มีเจตนาจะลบหลู่ความเชื่อความศรัทธาของผู้ใดทั้งสิ้น

ชื่อเรื่อง: Desolate Era (莽荒纪; Mang Huang Ji)

ผู้แต่ง: I Eat Tomatoes (我吃西红柿; Wǒ Chī Xīhóngshì)

ผู้แปลภาษาอังกฤษ: Ren Wo Xing (RWX)

ผู้แปล-เรียบเรียงภาษาไทย: เซียวเปียกลี้/Astraea

อ่านนิยาย:

thaidesolateera.wordpress.com

ติชม พูดคุย:

https://www.facebook.com/desolateera

………………………………………………………………………………

เพื่อเป็นการชี้แจงถึงเรื่องที่หลายๆท่านทยอยสอบถามกันเข้ามา
ผมขอสรุป FAQ ไว้เบื้องต้นดังนี้ครับ

Q: ระดับพลังของ Desolate Era เป็นยังไง?
A: ปัจจุบันยังพูดถึงแค่ 7 ระดับ
– ระดับธรรมชาติ (Houtian stage) คือสิ่งมีชีวิตปกติ มีอายุขัยตามธรรมชาติ
– ระดับเหนือธรรมชาติ (Xiantian stage) เปรียบได้กับสิ่งมีชีวิตวิเศษ (Xiantian lifeform) ที่ถือกำเนิดโดยไม่ผ่านครรภ์มารดา มีอายุขัยประมาณ 200 ปี
– ระดับตำหนักม่วง (Zifu Palace stage) จะสำเร็จเป็นสาวกตำหนักม่วง (Zifu Disciple) มีอายุขัยประมาณ 500 ปี
– ระดับหมื่นดาราร่วมสำแดง (Wanxiang stage) จะสำเร็จเป็นปรมาจารย์หมื่นสำแดง (Wanxiang Adept) มีอายุขัยประมาณ 800 ปี
– ระดับจักรวาลแรกกำเนิด (Primal/Primordial stage) จะสำเร็จเป็นนักพรตจักรวาลแรกกำเนิด (Primal/Primordial Daoist)
– ระดับว่างเปล่า (Void) เมื่อสำเร็จจะถือว่าเริ่มเข้าสู่ระดับเซียนหรือผู้อมตะ (Immortal) ซึ่งในขั้นนี้จะถือเป็นผู้อมตะพสุธา (Land Immortal / Earth Immortal)
– ผู้อมตะสวรรค์/เซียนสวรรค์อมตะ (Celestial Immortal) คือผู้อมตะพสุธาที่ผ่านขั้นตอนที่เรียกว่า พิบัติสวรรค์(Celestial Tribulation) ได้สำเร็จ แต่หากล้มเหลวก็จะกลับกลายเป็นผู้อมตะเสเพล (Loose Immortal) ที่จะต้องเผชิญกับ สามหายนะเก้าภัยพิบัติ (Three Calamities Nine Tribulations) ทุกสามและเก้าร้อยปี จนกว่าจะตาย

Q: ตัวละครใช้แล้วทิ้งเยอะจัง บางตัวปั้นซะเหมือนจะมีบทยาว แล้วก็หายไปซะงั้น
A: อันนี้ต้องทำใจครับ มันเป็นสไตล์ของผู้เขียนท่านนี้ บางตัวเหมือนจะเด่นแต่อยู่ๆก็หายไปราวๆ 500ตอนค่อยกลับมาพูดถึงซักประโยคนึงหรือไม่กลับมาอีกเลย แต่ที่จริงถ้าจะมองให้ลึกซึ้งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร มันก็เหมือนชีวิตจริงของเราท่านนี่แหละครับ… ใครคนหนึ่งคนนั้นในวันหนึ่งวันนั้นเคยผูกพันกันซะมากมาย พอวันที่ห่างเหินมันก็เริ่มห่างไปเพียงแค่เพราะเราไม่เจอะกัน… อุ๊ยแอบเวิ่น!

Q: บทเศร้าก็เศร้าน้ำตาแตก มันจะมีอีกมั้ย ถ้ามีอีกไม่อ่านต่อจริงๆนะฮึ่ม!
A: คือคงต้องโทษว่าผมแปลดีเกินไป เอ๊ย ไม่ใช่ๆ ต้องบอกว่าตามเนื้อเรื่องแล้วสิ่งที่ตัวเอกฝึกฝนไม่ใช่วิทยายุทธอย่างเดียวแต่เป็นวิถีแห่งเซียน การฝึกฝนไม่ใช่แค่เปิดคัมภีร์รำตามแล้วจะเหาะขึ้นสวรรค์ได้ ผู้ฝึกต้องประกอบไปด้วยความรู้แจ้งในวิถีแห่งธรรมชาติ เกิดแก่เจ็บตาย เห็นซึ้งถึงอารมณ์ทั้งเจ็ดและกามคุณทั้งหก ถึงจะก้าวผ่านไปสู่ความสำเร็จได้ ถามว่าจะมีดราม่าอีกมั้ยคงต้องตอบว่ามีครับ รับรองได้แค่ว่าจะไม่มีมุกวนซ้ำซาก ทั้งนี้ผู้อ่านต้องยอมรับและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครครับ

Q: ทำไมกว่าจะเก่งมันช่างยากเย็น… แล้วฮาเร็มล่ะฮาเร็มอยู่ไหน!?
A: บอกก่อนเลยว่าไม่มีฮาเร็มและเลือดตากระเด็นตลอดเวลาครับ คือ สาเหตุที่ผมชื่นชอบและหยิบนิยายเรื่องนี้ขึ้นมาแปลก็เพราะเสน่ห์ของมันซึ่งเป็นนิยาย (light novel) ที่ใกล้เคียงกับนวนิยาย (novel) มาก คือมันมีรสชาติ รายละเอียด และมิติที่หลากหลาย
ที่จริงผมก็ชอบนิยายผู้ใหญ่ (เดี๋ยวๆๆ ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะ) ที่เหมือนกับหยิบโลกแห่งการ์ตูนมาทำเป็นตัวหนังสือ ร่ำดื่มยอดสุรา โอบกอดโฉมสะคราญมากหน้า ควบขี่อาชาพ่วงพี สะบัดกระบี่วิเศษ ชำระบุญคุณความแค้นสมใจ ปลดปล่อยจินตนาการจากความเครียดของโลกแห่งความจริง เพียงแต่ในฐานะคนเริ่มแก่ (เพิ่งเริ่มเองเหรอ?) บางครั้งผมก็รู้สึกว่ากาแฟดำมันน่าดื่มด่ำมากกว่ามัคคิอาโต้ครับ…

หวังว่าจะช่วยคลายข้อข้องใจไปได้บ้างนะครับ

เซียวเปียกลี้ 🙂

เล่มที่7 บทที่23: ผู้อมตะเตี่ยนไช่

Desolate Era เล่ม7: นครไร้ระลอก

บทที่ 23: ผู้อมตะเตี่ยนไช่

ชายชราร่างเตี้ยเล็กจ้องมองความเป็นไปที่เบื้องล่าง น้ำเต้าสุราในมือถูกกำจนแนบแน่นหากหลงลืมที่จะยกดื่มลงไป

สำนึกกระบี่ที่หนักแน่นบริสุทธิ์จากร่างของเด็กหนุ่มในชุดขนสัตว์สีขาวสั่นพ้องและสอดประสานกับสำนึกกระบี่ที่ปะทุออกจากตัวอักษรบนกำแพงศิลาอย่างกลมกลืน

“การถ่ายทอดข้ามห้วงเวลา!”

“เจ้าเด็กผู้นี้สามารถรับเอาสำนึกกระบี่ของผู้อาวุโสพเนจรอุดรได้อย่างสมบูรณ์แบบ แสดงว่ามันเองก็ครอบครองหัวใจแห่งเซียนกระบี่!”

ชายชราสูดลมหายใจอย่างยาวนานเพื่อระงับสติก่อนส่งเสียงตวาดทางกระแสจิตดังปานฟ้าผ่า

“ศิษย์น้องเตี่ยนไช่จงไสหัวออกมาหาข้าเดี๋ยวนี้!”

ไสหัวออกมาหาข้าเดี๋ยวนี้!

ไสหัวออกมาหาข้าเดี๋ยวนี้!

เสียงตวาดดังสะท้อนก้องกังวานผ่านชั้นของค่ายกลและระยะทางอันยาวไกลเข้าสู่ใบหูของบุรุษผมดำในชุดยาวสีดำที่นั่งบำเพ็ญเพียรอยู่เหนือเตียงหยก มันส่งเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจแล้วลืมตาขึ้น “ดูเหมือนว่าศิษย์พี่ ‘ห้าวิปลาส’ จะผ่านพ้นภัยพิบัติแห่งรอบเก้าร้อยปีมาได้แล้ว ทั้งยังอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย”

ชายชุดดำลุกขึ้นยืนและก้าวเท้าออกไปข้างหน้าก่อนที่ร่างทั้งร่างจะสลายหายไปจากห้องอย่างไร้ร่องรอย

ร่างของชายชุดดำตัดผ่านท้องฟ้าแห่งรัตติกาลอย่างรวดเร็วจนแทบไม่มีผู้ใดสามารถสังเกตเห็น พริบตาเดียวก็มาปรากฏขึ้นต่อหน้าของชายชราร่างเตี้ยเล็ก

“ศิษย์พี่ห้าวิปลาส”

ผู้อมตะห้าวิปลาสเหลือบมองชายชุดดำที่ส่งเสียงทักทายแล้วกล่าวขึ้น “เพียงไม่กี่ร้อยปีที่มิได้พบพาน ตัวประหลาดเจ้ากลับทวีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอีกแล้ว ในบรรดาผู้ฝึกตนทั้งหมดที่ข้ารู้จักตั้งแต่เข้าสู่สำนักเซียนขาวดำมา เจ้านับว่ามีโอกาสสูงสุดที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้อมตะสวรรค์คนถัดไป”

“เส้นทางสู่วิถีแห่งความเป็นอมตะนั้นลำบากยากเย็น ที่ข้าทำคือดิ้นรนอย่างสุดความสามารถเพื่อเข้าใกล้มันไปให้ได้มากที่สุดเท่านั้น” ผู้อมตะเตี่ยนไช่หัวเราะออกมา “ผู้น้องยังมิได้แสดงความยินดีกับศิษย์พี่ที่ผ่านพ้นภัยพิบัติในรอบเก้าร้อยปีไปได้อีกครั้ง”

“พอแล้ว ข้าไม่ได้เรียกเจ้ามาเพื่อถกเรื่องวิถีแห่งความเป็นอมตะ” ผู้อมตะห้าวิปลาสชี้นิ้วลงไปเบื้องล่าง “ดูที่ตรงนั้นก่อน”

ผู้อมตะเตี่ยนไช่จ้องมองลงไปและพบกับร่างของเด็กหนุ่มทั้งสองซึ่งหนึ่งนั้นคือมู่จื่อซัวที่กำลังเก็บเกี่ยวผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่จากการตีความแผนภาพขาวดำ ส่วนอีกหนึ่งคือจี้หนิงซึ่งกำลังรับถ่ายทอดสำนึกกระบี่จากตัวอักษรบนกำแพงศิลาที่บัดนี้ส่องแสงเจิดจ้าบาดตาไปทั่วทั้งบริเวณ

“การถ่ายทอดข้ามห้วงเวลาจากผู้อาวุโสพเนจรอุดร…” ผู้อมตะเตี่ยนไช่กล่าวราวกับละเมอ เมื่อครั้งที่มันแรกเข้าสู่สำนักเซียนขาวดำในฐานะยอดอัจฉริยะที่ถูกกล่าวขานว่ามีพรสวรรค์สูงที่สุดในรอบล้านปี มันก็ได้รับการถ่ายทอดข้ามห้วงเวลาจากผู้อมตะพเนจรอุดรเช่นกัน

“ในอดีตเจ้าก็เคยได้รับการถ่ายทอดสำนึกกระบี่จากผู้อาวุโสพเนจรอุดรเช่นกันมิใช่หรือ?” ชายชรากล่าวพลางหัวเราะอย่างมีเลศนัย

ผู้อมตะเตี่ยนไช่รับคำสั้นๆคราหนึ่งสายตายังคงไม่คลาดคลาไปจากการจับจ้องและประเมินค่าเด็กหนุ่มที่เบื้องล่าง

“มันเป็นใครกัน?”

“เจ้าถามข้าแล้วจะให้ข้าถามผู้ใด? ข้าเพิ่งออกจากการเก็บตนฝ่าห้วงภัยพิบัติก็บังเอิญได้พบมันเข้าจึงได้เรียกตัวเจ้ามาที่นี่ ทว่าวันนี้เป็นวันแรกของการรับศิษย์เข้าสำนัก ข้าคาดว่ามันคงเป็นหนึ่งในศิษย์ที่พวกเราเพิ่งรับเอาไว้”

ผู้อมตะเตี่ยนไช่ผงกศีรษะอย่างเชื่องช้า มันเคยประกาศว่าจะไม่รับผู้ใดเป็นศิษย์นอกจากคนผู้นั้นจะถูกยอมรับจากสำนึกกระบี่ของผู้อมตะพเนจรอุดร ซึ่งตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งพันปีที่ผ่านมานั้นถึงแม้จะมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่สามารถรับรู้ถึงพลังกระบี่ในตัวอักษรของผู้อมตะพเนจรอุดร หากไม่เคยมีผู้ใดที่ได้รับถ่ายทอดสำนึกกระบี่เช่นเดียวกับมันมาก่อน

บรรดาชนชั้นผู้นำของสำนักเซียนขาวดำล้วนทราบดีว่านับตั้งแต่ผู้อมตะเตี่ยนไช่ได้รับการถ่ายทอดสำนึกกระบี่ก็ยึดถือตนเองเป็นดั่งศิษย์ผู้สืบทอดของผู้อมตะพเนจรอุดร มันอุทิศเวลาทั้งมวลให้กับการฝึกฝนตลอดจนค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับผู้อาวุโสของสำนักผู้นี้ด้วยความเคารพนับถืออย่างสุดหัวใจ มันถึงขั้นดั้นด้นออกจาริกไปตามเส้นทางที่ผู้อมตะพเนจรอุดรเคยใช้ เพื่อแสวงหาร่องรอยที่อีกฝ่ายอาจหลงเหลือไว้

ขณะเดียวกันผลจากการกระทำเช่นนั้นก็ทำให้ผู้อมตะเตี่ยนไช่ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆจนได้รับขนานนามว่าเป็นผู้อมตะพเนจรอุดรรุ่นที่สอง ผู้คนทั้งสูงต่ำของสำนักเซียนขาวดำล้วนเห็นพ้องต้องกันว่ามันเป็นผู้ที่มีโอกาสสูงสุดในการจะก้าวขึ้นเป็นผู้อมตะสวรรค์

“เจ้าใช่จะรับมันเป็นศิษย์หรือไม่?” ผู้อมตะห้าวิปลาสหัวเราะอย่างสบอารมณ์กับท่าทางที่ยังสับสนของอีกฝ่ายก่อนยกน้ำเต้าขึ้นกรอกสุราใส่ปาก

“เจ้าเด็กผู้นี้นับว่าไม่เลว” มันผงกศีรษะยอมรับ “แต่ข้าคงต้องขอติดตามดูต่อไปอีกสักพัก ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะรับมันเข้าเป็นศิษย์หรือไม่”

“ช่างมากเรื่องยิ่งนัก” ผู้เป็นศิษย์พี่ทำได้เพียงโคลงศีรษะไปมา

ผู้อมตะเตี่ยนไช่ไม่มีอารมณ์จะโต้เถียงด้วย มันเพียงจ้องมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเงียบงัน

ทันใดนั้น…

ตัวอักษรบนกำแพงศิลาพลันทอประกายสุกสว่างแล้วแปรสภาพเป็นลำแสงพุ่งออกมาทีละคำ ‘กวัด’ ‘แกว่ง’ ‘กระบี่’ ‘สาม’ ‘เชียะ’…

อักษรแต่ละตัวเปล่งแสงเจิดจ้ารุนแรงออกมาจนไม่อาจจ้องมองได้โดยตรง ทุกเส้นสายบรรจุเต็มไปด้วยพลังกระบี่อันแหลมคมราวกับว่าตัวอักษรเหล่านั้นถูกสานขึ้นจากประกายกระบี่จำนวนนับไม่ถ้วน

“เพลงกระบี่สามเชียะ… เพลงกระบี่สามเชียะฉบับสมบูรณ์!” ผู้อมตะเตี่ยนไช่ทั้งแตกตื่นทั้งยินดี ดวงตาของมันสะท้อนเป็นประกายแวววาวท่ามกลางความมืด

ผู้อมตะห้าวิปลาสก็ไม่มีเค้าความปลอดโปร่งเฉื่อยชาหลงเหลืออยู่ มันเปล่งเสียงพึมพำแผ่วเบาออกมาอย่างไม่รู้ตัว “เพลงกระบี่ในตำนาน…”

ในชั่วขณะนั้นเอง เงาร่างอีกสามสายก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าราตรีเหนือจัตุรัสที่จัดตั้งแผนภาพโม่หินขาวดำ บุคคลแรกเป็นชายชราเครายาวที่สวมมงกุฎเหนือศีรษะ บุคลิกท่วงท่าที่มันแสดงออกแฝงไว้ด้วยลักษณ์แห่งราชันย์ที่สยบใต้หล้าไว้แทบเท้า บุคคลที่สองเป็นเด็กหนุ่มท่าทางเย็นชาที่ดวงตาทั้งสองลุ่มลึกราวกับบ่อโบราณที่ไร้ก้น ส่วนบุคคลที่สามนั้นเป็นชายร่างสูงใหญ่ที่พันธนาการตนเองไว้ด้วยโซ่จำนวนมากมายนับไม่ถ้วน

“เพลงกระบี่สามเชียะ”

“เพลงกระบี่สามเชียะถือจุติขึ้นอีกครั้งแล้ว”

“สำนักเซียนขาวดำเรารับเอายอดอัจฉริยะอีกผู้หนึ่งเข้ามาแล้ว”

เงาร่างทั้งสามที่เพิ่งมาถึงตลอดจนผู้อมตะเตี่ยนไช่และห้าวิปลาสรวมทั้งสิ้นห้าคนเปล่งเสียงอุทานออกมาแล้วไม่กล่าวอันใดอีก เพียงจับจ้องมองดูจี้หนิงที่เบื้องล่างด้วยความตื่นเต้นยินดี

ไม่นานให้หลังเงาร่างอีกหนึ่งสายก็ปรากฏตามติดขึ้นบนท้องฟ้า เด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาจนแทบกลับกลายเป็นความชั่วร้ายในชุดยาวสีขาวน้อมกายทำความเคารพต่อคนทั้งห้า “คารวะอาจารย์ลุงทั้งหลาย”

“ยังไม่ต้องกล่าวอันใดทั้งสิ้น” ชายชราร่างเตี้ยเล็กโบกมือเป็นเชิงห้ามปราม เด็กหนุ่มชุดขาวหุบปากลงแล้วรีบสำรวมกริยายืนรอคอยอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้าง แม้จะรั้งตำแหน่งเจ้าสำนักของสำนักเซียนขาวดำอันเลื่องชื่อแต่เมื่อเปรียบเทียบลำดับอาวุโสกับคนทั้งห้าแล้วตัวมันยังนับว่าห่างไกลอีกมากนัก

………

ตัวอักษรที่เรืองรองล่องลอยอยู่กลางอากาศก่อนพุ่งเข้าสู่ดวงตาทั้งสองของจี้หนิง

จี้หนิงหลับตาลงพร้อมกับที่ถ้อยจารึกดับแสง กำแพงศิลาอันกว้างใหญ่กลับคืนสู่สภาพเดิมราวกับไม่เคยเกิดเรื่องราวใดขึ้นมาก่อน อาจบางทีคงต้องรอจนกว่าศิษย์ที่มีหัวใจแห่งเต๋าอันเหมาะสมคนต่อไปปรากฏขึ้น กำแพงศิลาจึงจะสำแดงปรากฏการณ์ถ่ายทอดสำนึกกระบี่ข้ามห้วงเวลาขึ้นอีกครั้ง

“สำเร็จแล้ว” ผู้อมตะห้าวิปลาสเปล่งเสียงหัวเราะออกมา “เพลงกระบี่สามเชียะของผู้อาวุโสพเนจรอุดรถูกถ่ายทอดให้แก่เจ้าเด็กผู้นี้อย่างสมบูรณ์แล้ว”

“ช่างเป็นระยะเวลาที่เนิ่นนานนัก” ชายชราเครายาวที่สวมมงกุฎทอดถอนใจกล่าววาจาด้วยความรู้สึกอันลึกซึ้ง “ครั้งสุดท้ายที่เพลงกระบี่ชุดนี้ปรากฏขึ้นต้องย้อนกลับไปจนถึงเมื่อเกือบสามล้านปีก่อน คิดไม่ถึงว่าวันนี้พวกเราจะมีโอกาสได้พบผู้สืบทอดเพลงกระบี่ในตำนานนี้ด้วยตาตนเอง”

“เพลงกระบี่สามเชียะเข่นฆ่าจนฟ้าสิ้นดินดับ กวาดล้างหมู่มารสังหารความอยุติธรรม ทั่วทั้งจักรวรรดิเซี่ยไม่มีผู้ใดที่ไม่ยอมรับนับถือ…” ชายร่างใหญ่ที่พันธนาการตนด้วยโซ่กล่าวด้วยเสียงทุ้มกังวาน ดวงตาของมันสาดประกายเจิดจ้าร้อนแรง

ถึงแม้ต่างเป็นผู้อมตะแต่ระดับพลังของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป ผู้อมตะพเนจรอุดรแม้เป็นเพียงผู้อมตะเสเพลแต่พลังฝีมือกลับเทียบได้กับระดับผู้อมตะสวรรค์ สำหรับยอดฝีมือในระดับนี้การจะเข่นฆ่าผู้อมตะพสุธาหรือผู้อมตะเสเพลโดยทั่วไปนับว่าง่ายดายราวกับเชือดไก่

และด้วยเหตุนี้เองไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด เบื้องสูงเบื้องต่ำของสำนักเซียนขาวดำจึงล้วนเทิดทูนผู้อมตะพเนจรอุดรจนเทียบเท่าหรือแม้แต่สูงส่งยิ่งกว่าผู้อมตะสวรรค์เพียงหนึ่งเดียวที่พวกมันมี

“ตามตำนานที่เล่าขาน…” ผู้อมตะเตี่ยนไช่กล่าวอย่างเชื่องช้า “เพลงกระบี่สามเชียะมีทั้งสิ้นเก้ากระบวนท่า หกกระบวนท่าแรกมีบันทึกอยู่ในคัมภีร์ลับของสำนักเรา แต่สามกระบวนท่าหลังซึ่งเป็นวิชาฝีมือที่ผู้อาวุโสพเนจรอุดรใช้ท่องทะยานไปทั่วหล้าโดยไร้ผู้ต่อต้านนั้นลึกซึ้งจนไม่อาจจารึกลงเป็นตัวอักษรหรือภาพวาดได้ จึงจำเป็นต้องใช้วิธีส่งต่อสำนึกกระบี่ผ่านการถ่ายทอดข้ามห้วงเวลาเท่านั้น”

“เจ้าเด็กผู้นี้ครอบครองหัวใจของเซียนกระบี่ที่แท้จริง ทั้งยังมีหัวใจแห่งเต๋าอันบริสุทธิ์แน่วแน่ และจิตวิญญาณที่ทรงพลัง” ชายชราเครายาวกล่าวสนับสนุน “มีแต่ผู้ที่กอปรด้วยคุณสมบัติทั้งสามประการนี้อย่างครบถ้วนจึงจะสามารถรับการถ่ายทอดเพลงกระบี่ชุดนี้ได้”

เด็กหนุ่มผู้เย็นชาผงกศีรษะเห็นพ้อง “ในแต่ละรุ่นของสำนักเรามีศิษย์จำนวนไม่น้อยที่ประกอบด้วยหัวใจแห่งเต๋าอันมุ่งมั่นและจิตวิญญาณอันเข้มแข็ง เพียงเสียดายที่ไม่มีผู้ใดครอบครองหัวใจแห่งเซียนกระบี่อันแท้จริง”

“หัวใจแห่งเซียนกระบี่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ฝึกกระบี่” ชานชราร่างเตี้ยทอดถอนใจ “สิ่งนี้จะนำพาผู้ฝึกปรือให้ก้าวไปสู่หนึ่งในเต๋าวิถีหลัก ซึ่งก็คือเต๋าแห่งกระบี่”

………

“ศิษย์น้องเตี่ยนไช่ เจ้าจะรับมันเป็นศิษย์หรือไม่? หากเจ้ายังบ่ายเบี่ยงอีก ข้าจะรับมันไว้เอง…” ชายชราเครายาวกล่าวด้วยเสียงหัวเราะ

ดวงตาที่ลุ่มลึกของเด็กหนุ่มผู้เย็นชาฉายแววเรืองโรจน์ “ศิษย์น้องเตี่ยนไช่ ข้าก็คิดจะรับมันไว้เช่นกัน ต่อให้มันยังไม่อาจใช้เพลงกระบี่สามเชียะได้ในตอนนี้ แต่เพลงกระบี่ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ก็ถูกถ่ายทอดสู่จิตวิญญาณของมันแล้ว เมื่อใดที่มันแข็งแกร่งเพียงพอมันจะสามารถใช้ออกได้อย่างแน่นอน ข้าต้องการให้นามถูกจารึกไว้ในฐานะผู้ที่สั่งสอนเซียนกระบี่ขึ้นมาด้วยมือตนเอง…”

คนทั้งสี่ผู้หนึ่งเอ่ยวาจาผู้หนึ่งสอดรับ ว่ากล่าวจนผู้อมตะเตี่ยนไช่อดรนทนไม่ได้ “ชั่วชีวิตนี้ข้าไม่เคยรับศิษย์แม้แต่เพียงผู้เดียว พวกท่านยังจะตัดใจแย่งชิงมันไปจากข้าอีกหรือ?”

คนทั้งหมดระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

“หยกสมุทร” ผู้อมตะเตี่ยนไช่หันไปทางเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่รีบส่งเสียงรับคำ

“เจ้าเด็กผู้นี้มีความเป็นมาอย่างไร?”

นักพรตหยกสมุทรในชุดขาวรีบตอบว่า “มันมีนามว่าจี้หนิง เป็นหนึ่งในสองศิษย์รุ่นใหม่ที่พวกเราเพิ่งรับเอาไว้ คนผู้นี้เป็นทายาทของตระกูลจี้ซึ่งเป็นชนเผ่าขนาดเล็กในเทือกเขานางแอ่น บิดามารดาล้วนเสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนที่มันยังเด็ก”

“เมื่ออายุเพียงสิบเอ็ดปีก็สร้างชื่อลือเลื่องด้วยการสังหารเป่ยจื้อชานซึ่งเป็นสาวกตำหนักม่วงที่ถูกตามล่าจากหน่วยองครักษ์มังกรวรุณ”

“จากนั้นเนื่องจากนักพรตมังกรไฟสร้างค่ายกลหนุนส่งตนเองให้ทะลวงขึ้นเป็นผู้อมตะจึงส่งผลให้เกิดแหล่งผลึกธาตุธรรมชาติขึ้นในพื้นที่ปกครองของตระกูลจี้และนำไปสู่ข้อพิพาทกับภูเขามังกรหิมะ ผลการต่อสู้ในครั้งนั้นฝ่ายภูเขามังกรหิมะประสบความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน ต้องสูญเสียปรมาจารย์หมื่นสำแดงหนึ่งคนและสาวกตำหนักม่วงอีกยี่สิบกว่าคนไปในคราวเดียวภายใต้น้ำมือของจี้หนิงผู้นี้”

“ปัจจุบันมันอายุได้สิบหกปี เดินทางเข้าสู่นครไร้ระลอกตามคำเชิญของเป่ยซานไป่เว่ยซึ่งเป็นทายาทสายหลักของตระกูลข้าหลวงเขตปกครอง และเข้าร่วมต่อสู้ในสังเวียนของถ้ำนิรทุกข์จนเปิดเผยความสำเร็จในการบรรลุเขตแดนแห่งเต๋าออกมา… เด็กหนุ่มชุดขาวที่นั่งอยู่ทางด้านนั้นเป็นศิษย์ที่เพิ่งรับเข้ามาอีกผู้หนึ่งมีนามว่ามู่จื่อซัว ปัจจุบันอายุสิบสี่ปี”

ผู้อมตะทั้งห้าล้วนรับฟังและผงกศีรษะด้วยความพึงพอใจ ถึงแม้ขีดความสามารถในการพัฒนาพลังฝีมือของจี้หนิงจะนับว่าน่าแตกตื่นสะท้านโลกในสายตาของผู้อื่น ทว่าในสำนักเซียนขาวดำซึ่งมีแม้กระทั่งผู้อมตะที่กลับชาติมาเกิด ความสามารถในระดับนี้เพียงจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพึงพอใจเท่านั้น

“ข้าจะรับจี้หนิงผู้นี้เข้าเป็นศิษย์” ผู้อมตะเตี่ยนไช่กวาดตามองศิษย์ผู้พี่ทั้งสี่ “ขอศิษย์ผู้พี่ทั้งหลายโปรดให้ความสนับสนุน”

บุคคลที่หลงเหลือล้วนเปล่งเสียงหัวเราะและกล่าวหยอกเย้าออกมา

“ฮาฮา ไม่คิดเลยว่าเจ้าเองก็มีวันที่ยินยอมรับศิษย์ถ่ายทอดวิชาเช่นกัน”

“ยังจะมีผู้ใดที่ทำความเข้าใจกับเพลงกระบี่ของผู้อาวุโสพเนจรอุดรมากเท่าเจ้าอีก ต่อให้ข้าดื้อรั้นยื้อแย่งชิงมันมา ก็เท่ากับลากถ่วงความเจริญรุดหน้าของมันเท่านั้น”

และแล้วบุคคลผู้จะมาเป็นอาจารย์ของจี้หนิงก็ถูกกำหนดขึ้นท่ามกลางการสนทนาของเหล่าผู้อมตะในลักษณะนี้เอง

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่7 บทที่22: ถ้อยจารึกจากผู้อมตะ

Desolate Era เล่ม7: นครไร้ระลอก

บทที่ 22: ถ้อยจารึกจากผู้อมตะ

ตลอดช่วงระยะเวลาอันยาวนานในประวัติศาสตร์ของสำนักเซียนขาวดำ เมื่อใดก็ตามที่ที่ศิษย์ในสำนักจ้องมองแผนภาพขาวดำเป็นครั้งแรก พวกมันทุกคนล้วนได้ผลลัพธ์อันประเสริฐกลับไป เพียงแต่จะมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานและประสบการณ์ของแต่ละบุคคล

ร่างของจี้หนิงค่อยๆทรุดลงนั่งขัดสมาธิท่ามกลางวงล้อมของกลีบบงกชวารีอัคคีทั้งหกชั้นที่คลี่ออกปกคลุมและหมุนวน

ทันใดนั้นกลีบบงกชที่เบ่งบานทั้งหกชั้นก็พลันสาบสูญและรวมตัวกันขึ้นใหม่โดยหลงเหลือเพียงสี่ชั้น หากทว่างดงามและแจ่มชัดขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า

เวลาอีกหนึ่งชั่วโมงผ่านพ้นไปในชั่วพริบตา กลีบบงกชทั้งสี่ชั้นผสานรวมจนหลงเหลือกลีบสีเขียวและสีแดงที่หมุนวนอย่างเชื่องช้าเพียงสองชั้น ซึ่งหากเพ่งพิศอย่างละเอียดจะพบว่าพวกมันประกอบไปด้วยเส้นใยที่งดงามสมบูรณ์ราวกับเป็นดอกบัวที่ถือกำเนิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างแท้จริง

เนิ่นนานให้หลังจี้หนิงค่อยลืมตาตื่นขึ้นจากห้วงภวังค์และผงกศีรษะอย่างพึงพอใจ “ในที่สุดข้าก็ผสานรวมประสบการณ์แห่งความรู้แจ้งที่ผ่านมาในเต๋าแห่ง อัคคี วารี และวายุ เข้าด้วยกันได้สำเร็จ”

เขาเหลือบมองมู่จื่อซัวที่ด้านข้างและพบว่าอีกฝ่ายยังคงจมอยู่ภายในห้วงแห่งภวังค์ “เมื่อเทียบกับข้าที่เคยอาศัยความล้ำลึกของห้องโถงเทพดาราในการพัฒนาระดับความรู้แจ้งของตนเองมาก่อน แผนภาพขาวดำนี้ย่อมมีประโยชน์ต่อมันมากกว่าต่อข้าหลายเท่านัก” จี้หนิงครุ่นคิดพลางมุ่งหน้าไปยังกำแพงศิลาแผ่นต่อไปซึ่งถูกปกคลุมด้วยตัวอักษรจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนจากเหล่าผู้อมตะรุ่นก่อน

“เส้นทางสู่วิถีแห่งความเป็นอมตะก็คือเต๋าแห่งการต่อสู้ดิ้นรนอันยิ่งใหญ่” ลงนาม ‘ห้าอับอาย’

สำนึกอันทรงพลังที่เปล่งออกมาจากอักษรแต่ละตัวแทบก่อเกิดเป็นภาพอันชัดเจนขึ้นในจิตใจของจี้หนิง เขาสามารถมองเห็นผู้ฝึกตนที่รุดหน้าและล่าถอยไปตลอดเส้นทางแห่งการฝึกฝนตนเอง มันต่อต้านแข็งขืนต่อเจตนาของสวรรค์และพิภพ ต่อสู้ฝ่าฟันกับมนุษย์และอมนุษย์ที่เข้ามากีดขวางเส้นทาง…

“ก่อนลงมือต้องครุ่นคิดใคร่ครวญให้ถ้วนถี่ ยามเคลื่อนไหวต้องรวบรัดอำมหิตไม่อาจลังเล” สำนึกอันเหี้ยมหาญแตกปะทุออกจากถ้อยคำประโยคนี้

“ชั่วชีวิตเพียงกระทำสิ่งที่ไม่ละอายต่อหัวใจแห่งเต๋าของตัวเอง” ความโอหังทระนงที่หยามทุกชีวิตให้สยบยอมแผ่พุ่งออกมาราวกับจะประหารฆ่าผู้ที่กล้าบังอาจไม่เห็นพ้อง

“สรรพสิ่งในโลกหล้าล้วนอนิจจัง ที่ข้าแสวงหามีเพียงคำ ‘อมตะ’ ”

ดุร้ายคุกคาม

ราบเรียบสงบนิ่ง

โดดเด่นอหังการ

ไร้ตัวตน ไร้วิถี

ถ้อยจารึกอันหลากหลายที่ตกทอดจากผู้อมตะเหล่านี้ทำการชำระขัดเกลาหัวใจแห่งเต๋าของจี้หนิงอย่างต่อเนื่อง ทุกประโยคทุกตัวอักษรช่วยโน้มนำสำนึกของเขาให้โลดแล่นอยู่เหนือสายธารแห่งกาลเวลา ภาพของผู้ฝึกตนคนแล้วคนเล่าที่อาศัยหัวใจแห่งเต๋าอันมั่นคงนำพาตัวเองให้ก้าวไปตามวิถีแห่งความเป็นอมตะวาบผ่านห้วงจินตนาการของจี้หนิงอย่างไม่หยุดยั้ง

“ช่างเป็นหัวใจแห่งเต๋าที่มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวและทรงพลังยิ่งนัก” จี้หนิงรำพึงกับตนเอง

เนื่องจากวิถีแห่งความเป็นอมตะนั้นคือเส้นทางแห่งการแข็งขืนต่อลิขิตของฟ้าและคัดง้างต่อชะตาของสวรรค์ เหล่าผู้ฝึกตนที่คิดบรรลุระดับผู้อมตะจึงต้องเข้าใจความต้องการจากส่วนลึกของหัวใจตัวเองให้ชัดเจนก่อน มีแต่ครอบครองหัวใจที่บริสุทธิ์แน่วแน่เท่านั้นจึงจะไม่ลุ่มหลงไปกับสิ่งลวงหรือเตลิดหลุดออกจากวิถีของตนแม้เวลาจะผ่านไปนับหมื่นนับแสนปีก็ตาม

หากเมื่อใดที่หัวใจแห่งเต๋าของผู้ฝึกตนสั่นคลอน ความมั่นใจของมันจะพังทลายลง ทุกประการที่เฝ้าสั่งสมฝึกปรือมาจะสูญเปล่าโดยสิ้นเชิง ในกรณีเลวร้ายที่สุดมันจะสูญเสียความสามารถในการควบคุมพลังปราณปริมาณมหาศาลของตนเองและประสบชะตากรรมลมปราณแตกซ่านเสียชีวิต

“ความปรารถนาเพียงประการเดียวในใจของข้าคือหลุดพ้นจากพันธนาการทั้งปวงและใช้ชีวิตอย่างเสรี ข้าหวังเพียงจะลิขิตชะตาชีวิตด้วยมือของตนเอง” ยิ่งอ่านถ้อยจารึกมากขึ้นเท่าใดจี้หนิงก็ยิ่งมั่นใจในวิถีของตนมากขึ้นเท่านั้น

ความเจ็บปวดทรมานที่เขาประสบในชาติภพที่แล้วทำให้เขาตั้งข้อรังเกียจต่อการปล่อยให้ชะตาของตนต้องตกไปอยู่ในกำมือของผู้อื่น การต้องทนดูบุพการีทั้งสองจากไปโดยไม่อาจทำอย่างไรได้ในชาติภพนี้ยิ่งตอกย้ำความต้องการดิ้นรนให้หลุดพ้นจากบงการสวรรค์ของเขา

ทว่าจี้หนิงก็ทราบอยู่เต็มอกว่าการจะทำเช่นนั้นได้เขาจำเป็นต้องมีพลังที่ยิ่งใหญ่เพียงพอเสียก่อน มีแต่ผู้ที่ครอบครองพลังอำนาจอันเหนือล้ำเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์กระทำตามที่ใจปรารถนา!

………

ท่ามกลางถ้อยจารึกจำนวนมากที่พร่างพรูผ่านสายตาไม่หยุดหย่อน ไม่ว่ายอดฝีมือระดับเขาจะมีความสามารถในการอ่านที่รวดเร็วเพียงใด จี้หนิงก็ยังคงต้องใช้เวลาจนถึงกลางดึกกว่าจะอ่านจารึกบนกำแพงฝั่งนั้นได้หมดสิ้น

แต่แล้วจี้หนิงก็ต้องอุทานด้วยความประหลาดใจเมื่อเขาเหลือบไปเห็นว่ามู่จื่อซัวยังคงนั่งขัดสมาธิเพ่งมองแผนภาพขาวดำไม่เสร็จสิ้น รอบกายของเด็กหนุ่มในตอนนี้กองเต็มไปด้วยชิ้นส่วนจักรกลที่ควบแน่นขึ้นจากพลังธาตุธรรมชาติ ชิ้นส่วนจำนวนนับไม่ถ้วนเหล่านั้นเคลื่อนไหวไม่หยุดยั้ง บางครั้งรวมตัวบางคราแยกออก บัดเดี๋ยวรวมขึ้นเป็นพยัคฆ์ บัดเดี๋ยวก่อร่างเป็นมังกร…

“มันกำลังทะลวงผ่านด่านอุปสรรคของการฝึกฝีมือ… ศิษย์น้องมู่จื่อซัวกลับสั่งสมประสบการณ์แห่งความรู้แจ้งเอาไว้มากมายไม่น้อย” จี้หนิงลอบโห่ร้องชื่นชมอีกฝ่ายขึ้นในใจ ตัวเขาใช้เวลาในห้วงแห่งภวังค์ทั้งสิ้นประมาณสองชั่วโมง แต่มู่จื่อซัวใช้เวลายาวนานกว่าเขามากนัก

จี้หนิงหันเหความสนใจกลับมาที่กำแพงหินด้านที่สามซึ่งเป็นด้านสุดท้าย เขาทราบแล้วว่าบรรดาถ้อยจารึกเหล่านี้เป็นเหล่าผู้อมตะทั้งหลายตกทอดเอาไว้เพื่อช่วยให้ศิษย์รุ่นหลังได้เรียนรู้และพัฒนาหัวใจแห่งเต๋าที่ยังอ่อนด้อยของตน แผนภาพแท่นโม่หินขาวดำอาจเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของสำนักเซียนขาวดำ แต่แผ่นหินที่จารึกถ้อยคำของผู้อมตะจำนวนนับไม่ถ้วนทั้งสองแผ่นก็ล้วนมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันสักเท่าใด

………

ภายใต้ท้องฟ้าราตรี

ชายชราร่างเตี้ยเล็กที่ในมือถือน้ำเต้าสุรากำลังยืดเหยียดร่างกายอย่างสบายอารมณ์อยู่เหนือก้อนเมฆ แม้จะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเก่าขาดทว่าทุกสิ่งรอบข้างกลับคล้ายยึดถือมันเป็นจุดศูนย์กลาง รัศมีอันทรงพลังหากเป็นธรรมชาติที่แผ่ออกจากร่างเตี้ยเล็กนี้มีแต่จะเข้มแข็งกว่าพลังอันดุดันแหลมคมของเป่ยซานเฮยหู่โดยไม่อาจด้อยกว่า และด้วยความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับโลกและธรรมชาติรอบกายของมันนี้เองทำให้ผู้คนที่มิได้อยู่ใกล้ชิดแทบไม่อาจรู้สึกถึงการคงอยู่ของมันได้เลยแม้แต่น้อย

“ในที่สุดข้าก็ผ่านหายนะในรอบเก้าร้อยปีมาได้… ช่างเป็นความรู้สึกสาสมใจอันวิเศษนัก” ชายชรากล่าวพึมพำแล้วโก่งคอกรอกน้ำอมฤตลงไปอย่างมีความสุข “เพียงเท่านี้ข้าก็สามารถใช้ชีวิตอย่างสบายใจต่อไปได้อีกอย่างน้อยเก้าร้อยปี”

ทันใดนั้นชายชราพลันตื่นตัวขึ้น มันก้มหน้ามองลงไปยังพื้นเบื้องล่าง “เด็กหนุ่มแปลกหน้าสองคน?” แต่แล้วมันก็พยักหน้าอย่างนึกขึ้นได้ “ตอนนี้สมควรอยู่ในช่วงแห่งการเปิดรับศิษย์ของสำนักเรา ตาเฒ่าผู้นี้อยากรู้นักว่าพวกมันทั้งสองจะคู่ควรแก่การส่งเสริมหรือไม่?”

“เจ้าเด็กชุดขาวผู้นี้เลือกเดินในวิถีของเต๋าแห่งการประดิษฐ์? ทั้งยังเข้าถึงได้อย่างลึกซึ้งไม่น้อย? ดูท่าแม้ข้าจะเก็บตัวมานานปีแต่มาตรฐานในการรับศิษย์ของสำนักเซียนขาวดำเราก็มิได้อ่อนด้อยลงไปแม้แต่น้อย” ชายชราผงกศีรษะด้วยความพึงพอใจก่อนหันมองต่อไปทางจี้หนิง “ส่วนเจ้าเด็กในชุดขนสัตว์ผู้นี้เริ่มต้นอ่านจารึกบนผนังศิลาแล้ว คาดว่ามันคงพินิจแผนภาพขาวดำเสร็จสิ้นก่อน ช่างน่าสนใจว่ามันใช้เวลาตีความแผนภาพนานเพียงใดและมีพรสวรรค์ซ่อนเร้นถึงระดับใด?”

สำหรับผู้คนทั่วไปแล้วยิ่งสามารถคงอยู่ในห้วงภวังค์ของแผนภาพขาวดำได้ยาวนานเท่าใดผลลัพธ์ที่ได้ก็ยิ่งใหญ่เท่านั้น

………

จี้หนิงยังคงจมอยู่ท่ามกลางตัวอักษรและถ้อยคำของเหล่าผู้อมตะรุ่นก่อน ท่ามกลางยอดคนทั้งหลายเหล่านี้กลับมีผู้อมตะสวรรค์เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ที่หลงเหลือหากมิใช่ผู้อมตะเสเพลก็เป็นผู้อมตะพสุธา เพียงข้อเท็จจริงนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในการดิ้นรนให้หลุดพ้นจากธาตุขันธ์และพันธนาการของสังสารวัฏแห่งไตรภูมิ

“โอ…” ขณะที่สายตาของจี้หนิงไล่เรียงตามตัวอักษรไปถึงข้อความในบรรทัดถัดไป เขาก็ต้องส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตื่นตระหนกเมื่อพลังกระบี่ที่สาดพุ่งออกจากตัวอักษรจ่อจี้เข้าใส่ดวงตาของเขา

“กวัดแกว่งกระบี่สามเชียะกวาดล้างความอยุติธรรมบนโลกหล้า!” ลงนาม ‘พเนจรอุดร’

ขณะที่จี้หนิงจ้องมองถ้อยคำอันรวบรัดที่ถูกจารึกไว้โดยผู้อมตะพเนจรอุดรแล้วเริ่มต้นใคร่ครวญด้วยหัวใจและวิญญาณของตน พลังงานอันมหาศาลก็หลั่งไหลถ่ายเทจากกำแพงศิลาเข้าสู่จิตสำนึกของเขา

ชายชราผมสีเงินยืนถือกระบี่อยู่ในห้วงแห่งความว่างเปล่า ปราณกระบี่ที่แตกปะทุออกมาจากร่างสาดพุ่งขึ้นถึงสรวงสวรรค์ราวกับว่าชายชราผู้นี้แท้จริงเป็นกระบี่ขนาดมหึมาเล่มหนึ่ง

“ปราณกระบี่อันคมกล้ายิ่งนัก” แม้แต่จี้หนิงเองก็ยอมรับว่าชายชราผมเงินผู้นี้ไม่ต่างไปจากกระบี่เล่มหนึ่ง กระบี่ที่เข้มแข็งแกร่งกร้าวจนไร้ผู้ต่อต้านเล่มหนึ่ง!

จี้หนิงฝึกกระบี่ตั้งแต่เล็ก กระบี่ไม่เพียงเป็นศาสตราที่เขาหลงใหลยังเป็นศาสตราคู่มือของจี้ยี่ฉวนผู้เป็นทั้งบิดาและอาจารย์ที่เขาเคารพที่สุดในชีวิต หัวใจที่ผูกพันกับกระบี่อย่างลึกซึ้งของจี้หนิงเองก็นับเป็นหัวใจของมือกระบี่ที่แท้จริงผู้หนึ่ง

ดังนั้นเมื่อภายในใจของเขายอมรับว่าภาพลักษณ์ของชายชราผมเงินนั้นมิได้ผิดเพี้ยนไปจากภาพลักษณ์ของมือกระบี่อันสมบูรณ์แบบที่เขาใฝ่ฝัน พลังกระบี่ที่หลั่งไหลเข้ามาก็เริ่มผสานรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายและวิญญาณของเขา…

………

“เจ้า… เจ้าเด็กในชุดขนสัตว์นั่น…” ชายชราบนก้อนเมฆจ้องมองลงมายังจี้หนิงที่ยืนอยู่หน้ากำแพงศิลาในจัตุรัสเบื้องล่างอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง

ตัวอักษรคำ ‘กวัดแกว่งกระบี่สามเชียะกวาดล้างความอยุติธรรมบนโลกหล้า!’ และ ‘พเนจรอุดร’ บนกำแพงยักษ์ทอประกายเจิดจ้าขึ้นมาอย่างเชื่องช้า สำนึกกระบี่อันทรงพลังทะลักล้นออกมาจากตัวอักษรแต่ละตัว

ร่างของจี้หนิงเองก็เปล่งสำนึกกระบี่ออกมาเช่นกัน ซึ่งแม้ว่าจะยังห่างไกลจากระดับของพลังอันยิ่งใหญ่ที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากตัวอักษรบนกำแพงแต่ก็สอดรับกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน

“มัน… มันกำลังรับถ่ายทอดสำนึกกระบี่ที่ผู้อาวุโสพเนจรอุดรตกทอดเอาไว้?” ชายชราร่างเตี้ยเล็กแตกตื่นจนแทบไม่อาจระงับสติเอาไว้ ถึงแม้ผู้อมตะพเนจรอุดรจะเป็นเพียงผู้อมตะเสเพลแต่เหล่าศิษย์ของสำนักล้วนเคารพเทิดทูนมันจนแทบเทียบเท่ากับผู้อมตะสวรรค์ มันเป็นแรงบันดาลใจของศิษย์จำนวนมากมายตลอดช่วงเวลากว่าหนึ่งล้านปีที่มันดำรงอยู่จวบจนกระทั่งถึงวันที่มันไม่อาจแบกรับสามหายนะเก้าภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรงขึ้นอีกต่อไป

ผู้อมตะเสเพลที่มีชีวิตรอดยาวนานกว่าหนึ่งล้านปีนั้นไม่ต่างจากตำนานบทหนึ่ง เพราะความจริงเพียงดำรงชีวิตอยู่ได้เกินหนึ่งแสนปีก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว เนื่องจากทุกหนึ่งแสนปีที่รอดชีวิตต่อไปหมายความว่ามันได้พัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นจนสามารถก้าวข้ามพิบัติสวรรค์ไปได้อีกรอบหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้ผู้อมตะเสเพลที่มีอายุขัยยืนยาวกว่าหนึ่งล้านปีจึงมีความรู้แจ้งแห่งเต๋าและเคล็ดวิชาต่างๆที่สามารถเทียบได้กับระดับผู้อมตะสวรรค์ ถึงแม้ว่าความหนาแน่นและความบริสุทธิ์ของพลังปราณจะยังด้อยกว่าก็ตาม

“ไม่เพียงเท่านั้น นี่ยังเป็นการถ่ายทอดที่ทรงพลังยิ่งนัก!” ชายชราร่างเตี้ยเล็กเบิกตาจนโปนโตจ้องมองเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

………

ภายในจิตวิญญาณของจี้หนิง สำนึกกระบี่ที่ถ่ายทอดมาจากตัวอักษรและของตัวเขาเองกำลังสั่นสะเทือนสอดรับซึ่งกันและกันอย่างรุนแรง เงาร่างของชายชราผมสีเงินเริ่มต้นเคลื่อนไหว มันร่ายรำเพลงกระบี่พร้อมกับเปล่งเสียงร้องขับขาน

“ถามตนเองมีชีวิตเพื่อเหตุใด

ขอเพียงใจสุขสันต์ไร้กังขา

ไล่กวาดล้างอยุติธรรมทั่วพารา

ประหารผู้ควรฆ่าทั้งแผ่นดิน

เพียงสิ่งนี้ที่ประโลมวิญญาณข้า

ไม่เสียดายแม้ชีวาต้องสุดสิ้น

แม้นไม่อาจอมตะคู่ฟ้าดิน

ก็ขอใช้ชีวินให้สมใจ

เพลงกระบี่ขนานนามว่าสามเชียะ

ใช้ออกอย่างสาสมอารมณ์หมาย

เทิดศักดิ์ศรีแม้วันเดียวที่คงกาย

ไม่ขออยู่อย่างละอายชั่วนิรันดร์!”

น้ำเสียงและท่วงทำนองอันฮึกหาญทะยานฟ้าของชายชราก้องกังวานไปในห้วงสำนึกของจี้หนิง

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่7 บทที่21: ชมแผนภาพยามราตรี

Desolate Era เล่ม7: นครไร้ระลอก

บทที่ 21: ชมแผนภาพยามราตรี

“เหลือให้ท่านเพียงตำแหน่งเดียว?” เป่ยซานไป่เว่ยรีบสั่นศีรษะ “ข้าไหนเลยรับเอาไว้ได้? ต่อให้ตระกูลจี้ของท่านจะมิได้เป็นตระกูลใหญ่แต่ก็ยังมีสาวกตำหนักม่วงอยู่บ้าง พวกมันย่อมต้องการติดตามท่านเข้าสู่สำนักเซียนขาวดำเช่นกัน นอกจากนี้ในอนาคตท่านเองก็อาจได้รับการร้องขอจากเหล่าผู้มีอำนาจเพื่อฝากฝังคนของมันเข้ามา”

“เช่นนี้ก็แล้วกัน… ข้าจะขอด้านหน้ารับเอาไว้ห้าตำแหน่ง ท่านเก็บเอาไว้เองอีกห้าตำแหน่ง และหากว่าภายหน้าท่านถูกผู้อื่นร้องขอไหว้วานในเรื่องนี้ก็จงมาหาข้า ข้าจะคิดหาหนทางส่งสาวกตำหนักม่วงเหล่านั้นเข้าสู่สำนักที่เหมาะสมแห่งอื่นเอง”

“เช่นนั้นก็ได้” จี้หนิงผงกศีรษะแย้มยิ้ม ตัวเขามิได้มีความคิดที่จะใช้ประโยชน์จากตำแหน่งผู้ติดตามเหล่านี้จริงๆ

อันที่จริงในใจของเขาได้ใคร่ครวญถึงเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้ว ผลประโยชน์สูงสุดของการเป็นผู้ติดตามศิษย์สำนักเซียนขาวดำคือโอกาสที่จะได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาลมปราณชั้นสูง แต่ต่อให้ได้รับมาหากคนผู้นั้นมิได้อยู่ในระดับตำหนักม่วงขั้นแรกเริ่มก็เปล่าประโยชน์

สาวกตำหนักม่วงของตระกูลจี้ในปัจจุบันนั้นประกอบไปด้วย ผู้เฒ่าเก้าอัคคี ท่านยายเงา และอาสิงที่ล้วนแล้วแต่เป็นสาวกตำหนักม่วงขั้นสูงสุด ตลอดจนจี้หลิวเจินที่เป็นสาวกตำหนักม่วงขั้นกลาง เส้นทางการฝึกปรือของพวกมันล้วนถลำลึกไปเกินกว่าที่จะสามารถเริ่มต้นใหม่อย่างถูกต้องได้แล้ว

“ต่อให้ตระกูลจี้สามารถอบรมสาวกตำหนักม่วงรุ่นใหม่ขึ้นมา พวกมันก็สมควรค้นหาสำนักที่เหมาะสมจะเข้าร่วมด้วยตนเอง” จี้หนิงครุ่นคิดอยู่ในใจ “หรือต่อให้พวกมันต้องการความช่วยเหลือจริง ภายในไม่กี่ปีข้างหน้านี้ทั้งศักดิ์ฐานะและพลังฝีมือของข้าก็สมควรรุดหน้าขึ้นไปจนถึงระดับที่จะสามารถลงมือจัดการเรื่องราวต่างๆด้วยตนเองได้แล้ว”

จี้หนิงไม่ต้องการป้อนทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่ทายาทของตระกูลจี้โดยตรง อย่างมากเขาก็เพียงช่วยหาทางเพิ่มพูนโอกาสให้แก่พวกมันเท่านั้น สำหรับเขาแล้วคนผู้หนึ่งมีแต่ต้องออกไปเผชิญโลกด้วยตนเองค่อยสามารถแบกรับคลื่นลมทั้งหลายที่จะถาโถมเข้าหามันเอาไว้ได้

“ตกลง” เป่ยซานไป่เว่ยผงกศีรษะ “อีกสองวันข้างหน้าหลังจากที่สำนักเซียนขาวดำสิ้นสุดพิธีรับศิษย์อย่างเป็นทางการ ข้าจะส่งสาวกตำหนักม่วงห้าคนและคนสามัญอีกกลุ่มหนึ่งไปพบท่าน”

“คนสามัญ?” จี้หนิงทวนคำด้วยความงุนงง

เป่ยซานไป่เว่ยยิ้มกว้าง “ด้วยจำนวนศิษย์ที่มีอยู่น้อยนิดของสำนักเซียนขาวดำ พวกท่านแต่ละคนล้วนครอบครองยอดเขากันคนละลูก ส่วนสาวกตำหนักม่วงที่ติดตามท่านถึงแม้จะมีหน้าที่คอยรับใช้แต่ก็ต้องฝึกฝนตนเองเช่นกัน ท่านคงไม่ต้องการเห็นพวกมันก่อไฟต้มน้ำชา รดน้ำต้นไม้ หรือปัดกวาดเช็ดถูตลอดเวลากระมัง? เรื่องราวเหล่านั้นท่านสามารถปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเหล่าผู้รับใช้ที่เป็นคนสามัญ และมอบหมายเฉพาะหน้าที่สำคัญให้แก่เหล่าผู้ติดตาม”

จี้หนิงค่อยพยักหน้าด้วยความเข้าใจในที่สุด

“ข้าไม่รบกวนเวลาของท่านมากไปกว่านี้แล้ว” เป่ยซานไป่เว่ยยิ้มพลางกล่าวอย่างอารมณ์ดี “แผนภาพแท่นโม่หินขาวดำเป็นของวิเศษที่สร้างความอิจฉาเลื่อมใสให้แก่บุคคลภายนอกเสมอมา แม้กระทั่งเชื้อพระวงศ์ของจักรวรรดิเซี่ยก็มีไม่น้อยที่ดั้นด้นเดินทางมาร้องขอเพื่อชมดูสักครา แต่มีเพียงพวกท่านเหล่าศิษย์ของสำนักที่สามารถเข้าไปศึกษาได้ตลอดเวลาที่ต้องการ”

เมื่อกล่าวจบมันก็หันกายมุ่งหน้ากลับขึ้นสู่ราชรถ ทิ้งเพียงเสียงหัวเราะอันโอ่อ่าสง่างามไว้เบื้องหลัง ส่วนจี้หนิงหันไปหาสุนัขวารีพิสุทธิ์ที่รอคอยอยู่ด้านข้างแล้วกล่าวชักชวนขึ้น “ท่านลุงขาว พวกเราไปกันเถอะ”

ร่างของหนึ่งบุรุษหนึ่งสุนัขขึ้นโดยสารบนเรือเหาะก่อนจะเหินบินขึ้นสู่ท้องฟ้าราตรีอันสงบเงียบอย่างรวดเร็ว

“ท่านลุงขาวเองก็เป็นสาวกตำหนักม่วงในขั้นแรกเริ่ม ท่านโปรดอย่าเพิ่งหักโหมเร่งฝึกฝีมือไป” จี้หนิงกล่าวหยอกเย้าพร้อมกับหัวเราะเล็กน้อย “ข้าจะหาทางร้องขอเคล็ดวิชาปราณขั้นสูงให้กับท่านเอง”

“นี่ต้องรบกวนเจ้าแล้ว” สุนัขวารีพิสุทธิ์จ้องมองจี้หนิง เด็กชายที่เคยขี่หลังของมันเดินทางไปฝึกยิงธนูบนภูเขาบัดนี้เติบใหญ่เข้มแข็งยิ่งกว่าพี่ใหญ่ที่มันรักเคารพแล้ว “ท่านพี่ยี่ฉวน ข้าจะเฝ้าดูลูกหนิงเติบโตยิ่งใหญ่เหนือผู้คนในใต้หล้าให้กับท่านเอง”

จี้หนิงย่อมไม่อาจได้ยินความในใจของอีกฝ่าย เขากล่าวต่อไปว่า “เมื่ออยู่ในสำนัก ข้าต้องขอท่านลุงขาวให้ลดตัวลงอยู่ในฐานะสัตว์อสูรของข้า ด้วยศักดิ์ฐานะนี้ท่านจะสามารถติดตามข้าเข้าออกได้แทบทุกพื้นที่รวมถึงการเข้าไปรับฟังนักพรตหรือผู้อมตะของสำนักอรรถาธิบายถึงวิถีแห่งเต๋า ยกเว้นแต่เมื่อใดที่ท่านเคลื่อนไหวตามลำพังท่านจะถูกจำกัดความเคลื่อนไหวมากมาย”

จี้หนิงพลิกเปิดหนังสือที่ได้รับจากนักพรตอู๋ซิวแล้วยื่นส่งให้แก่ท่านลุงขาว “นี่เป็นแผนที่ของสำนักเซียนขาวดำ บริเวณที่ถูกระบุด้วยเส้นสีแดงคือสถานที่ซึ่งท่านลุงขาวสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ”

ชายหนุ่มจ้องมองสุนัขวารีพิสุทธิ์ที่กำลังตั้งใจจดจำแผนที่นั้นเอาไว้ เขาอดมิได้ต้องหวนรำลึกถึงคืนวันแห่งความสุขเมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็ก บัดนี้ท่านพ่อและท่านแม่ได้จากเขาไปแล้ว ท่านลุงขาวเป็นญาติอาวุโสเพียงหนึ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ในโลกนี้ของเขา

………

ศักดิ์ฐานะของสัตว์อสูรรับใช้และผู้ติดตามนั้นแตกต่างกัน ผู้ติดตามที่ต้องการได้รับถ่ายทอดเคล็ดวิชาพลังปราณระดับสูงจะต้องฝึกฝนและสร้างผลงานจนเป็นที่ยอมรับของสำนักจึงจะได้รับอนุญาตให้ฝึกปรือเคล็ดวิชา ทั้งยังถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ไม่กี่รูปแบบ

หากท่านลุงขาวเข้าสู่สำนักเซียนขาวดำในฐานะผู้ติดตามของจี้หนิงก็จะถูกผูกมัดด้วยข้อกำหนดจำนวนมากมาย ทั้งยังจะต้องพึ่งพาความสามารถส่วนตนในการเบียดเสียดแย่งชิงผลงานกับผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งการยอมรับ

แต่สัตว์อสูรรับใช้นั้นต่างออกไป ถึงแม้จะสัตว์อสูรจะไม่สามารถสร้างผลงานเพื่อขอรับเคล็ดวิชาด้วยตนเอง แต่หากจี้หนิงในฐานะเจ้านายยินยอมใช้ผลงานของตนเข้าแลก เขาจะสามารถร้องขอเคล็ดวิชาในลักษณะเดียวกันให้แก่ท่านลุงขาวได้อย่างง่ายดาย

อย่างไรก็ตามถึงแม้การร้องขอเคล็ดวิชาให้กับสัตว์อสูรนั้นจะมิใช่เรื่องยากเย็นอันใด แต่ในความเป็นจริงแล้วจะมียอดอัจฉริยะสักกี่คนที่ยินยอมเสียสละผลงานและโอกาสในการก้าวหน้าของตนเองเพื่อขอแลกเปลี่ยนเคล็ดวิชาให้กับสัตว์อสูรรับใช้?

เมื่อเรือเหาะเหินบินมาถึงที่หมายจี้หนิงก็ชี้มือลงไปและเอ่ยขึ้น “ที่นี่คือยอดเขาอุดรทมิฬซึ่งจะเป็นที่พำนักของพวกเรานับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”

“ในตอนนี้ผู้ที่อาศัยอยู่ที่นี่มีเพียงพวกเราเท่านั้น ท่านลุงขาวโปรดเข้าไปพักผ่อนก่อน ข้าจะขอเข้าสู่พื้นที่หวงห้ามเพื่อชมดูแผนภาพขาวดำสักครั้ง”

“เจ้ารีบไปเถิด” สุนัขวารีพิสุทธิ์ส่งเสียงหัวเราะแล้วกระโดดลงจากลำเรือ ร่างของมันกลับกลายเป็นลำแสงสายหนึ่งพุ่งหายเข้าไปในหมู่ตึกที่เบื้องล่างในขณะที่เรือเหาะบรรทุกร่างของจี้หนิงเหินบินจากไป

………

จี้หนิงทิ้งร่างจากบนท้องฟ้าลงสู่ลานรูปจัตุรัสที่เบื้องล่าง สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ลึกเข้าไปภายในใจกลางของสำนักเซียนขาวดำและจัดเป็นเขตหวงห้ามระดับสูงที่แม้แต่เหล่าเชื้อพระวงศ์และผู้ทรงอิทธิพลทั้งหลายก็ยังจำเป็นต้องวิ่งเต้นผ่านช่องทางอันยากลำบากเพื่อที่จะเข้ามาเยือนสักครั้ง ผู้ติดตามหรือสัตว์อสูรรับใช้ล้วนไม่มีสิทธิ์ย่างกรายเข้ามาในทุกกรณี

“แผนภาพขาวดำ…” จี้หนิงเพ่งมองแท่นหินที่ตั้งอยู่ตรงใจกลางของจัตุรัส เนื้อหินที่ไม่มีผู้ใดทราบที่มานี้เปล่งรัศมีสีดำราวกับหมึกออกมาไม่หยุดยั้ง ลายเส้นสีขาวและสีดำอันหนาแน่นในเนื้อหินไขว้สลับกันจนบังเกิดเป็นรูปแบบที่แตกต่างมากมายนับไม่ถ้วน แต่เมื่อพิเคราะห์เป็นองค์รวมแล้วจะพบว่ามันก่อตัวขึ้นเป็นรูปแท่นโม่หินขนาดยักษ์

นับตั้งแต่เมื่อครั้งที่ผานกู่ให้กำเนิดจักรวาล ทุกสิ่งก็ประกอบไปด้วยด้านที่ตรงข้ามหากหลอมกลืนซึ่งกันและกันทั้งสอง

ขาว… ดำ… เฉกเช่นดังกลางวันและกลางคืน เช่นดังหยางและหยิน เช่นดังอัคคีและวารี เช่นดังแสงสว่างและความมืด…

เส้นสีขาวและดำที่ไขว้ตัดกันไปมานั้นคล้ายแผ่พุ่งพลังงานอันยิ่งใหญ่ออกมากระแทกกระทั้นเข้าใส่ผู้ที่จ้องมองจนจิตวิญญาณของจี้หนิงต้องบังเกิดความอึดอัดทรมาน

“ไม่ถูกต้อง…” จี้หนิงรีบเบือนหน้าหนี “แผนภาพขาวดำประกอบด้วยความซับซ้อนและลึกซึ้งที่ยากจะหยั่งถึงอย่างแท้จริง” จี้หนิงนึกเปรียบเทียบสิ่งที่มองเห็นเบื้องหน้ากับ ‘ห้องโถงเทพดารา’ แห่งนิเวศน์ใต้วารี

“ถึงแม้ในด้านของความลึกล้ำแล้วแผนภาพขาวดำจะด้อยกว่าห้องโถงเทพดาราอยู่บ้าง แต่ในด้านของการเชื่อมต่อระหว่างวิถีแล้วแผนภาพขาวดำกลับเหนือกว่า”

เต๋านั้นเป็นรากเหง้าส่วนกระบวนท่าและเคล็ดวิชาเป็นกิ่งก้านสาขาที่แตกผลิออก ห้องโถงเทพดาราผนึกความลึกล้ำแห่งเต๋าในแต่ละวิถีไว้ในดวงดาวแต่ละดวงจึงช่วยให้ผู้ที่อยู่ภายในสามารถตีความในเชิงลึกเช่นเดียวกับที่จี้หนิงสามารถบรรลุเขตแดนกระบี่หยาดพิรุณเพราะมีความเข้าใจในเต๋าอย่างลึกล้ำเป็นพื้นฐาน ในขณะที่แผนภาพขาวดำโน้มนำวิถีที่หลากหลายให้ผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวดุจดังบงกชวารีอัคคีที่เกิดจากการผสานความรู้แจ้งแห่งเต๋าในแต่ละวิถีเข้าด้วยกัน

………

“ศิษย์พี่จี้หนิง” เงาร่างที่โดยสารเหนือมังกรกลไกเหินร่อนลงมาจากบนท้องฟ้า “คิดไม่ถึงว่าเราจะได้เจอกันอีกที่นี่”

“ศิษย์น้องจื่อซัว” จี้หนิงยิ้มรับแล้วรีบกล่าวเตือนขึ้น “อย่าได้จ้องมองไปที่แผนภาพขาวดำโดยตรง วิถีแห่งเต๋าที่ปรากฏอยู่บนนั้นลึกซึ้งและกว้างใหญ่เกินกว่าที่ระดับจิตวิญญาณของพวกเราจะรับเอาไว้ได้ จงค่อยๆแยกย้ายมองไปทีละส่วน”

น่าเสียดายที่คำเตือนของเขาออกจะสายเกินการณ์…

มู่จื่อซัวก็มิอาจหักห้ามความสนใจของตน ตั้งแต่ตอนที่ทิ้งตัวลงสู่พื้นสองตาของมันก็จับจ้องไปยังแผนภาพขาวดำที่เบื้องหน้า ทว่าด้วยจิตวิญญาณของมันที่ยังอ่อนแอกว่าจี้หนิงอีกหลายขั้น มันพลันรู้สึกว่าโลกทั้งใบเริ่มหมุนวนอย่างรวดเร็วจนมิอาจประคองร่างเอาไว้ได้

จวบจนถึงตอนนี้คำตักเตือนของจี้หนิงค่อยแล่นกระทบโสตประสาทของมัน มู่จื่อซัวรีบสะกดระงับจิตใจและถอนดึงสายตากลับมา “ศิษย์พี่ตักเตือนได้ถูกต้องแล้ว”

“มาเถอะ พวกเราค่อยๆชมดูไปพร้อมกัน” จี้หนิงก้าวเท้าออกเดินเข้าหาแผ่นหินและทำการวิเคราะห์มันในระยะใกล้ ที่ด้านซ้ายและด้านขวาของแผ่นหินที่เป็นแผนภาพยังมีแผ่นหินอีกด้านละหนึ่งแผ่นซึ่งจัดสร้างขึ้นจากวัสดุที่เขาไม่รู้จัก แผ่นหินทั้งสองเปล่งรัศมีสีขาวเจิดจ้าตัดกับสีดำสนิทของแผ่นหินที่กึ่งกลาง เหนือขึ้นไปที่ด้านบนเขาสามารถรู้สึกได้ถึงค่ายกลอันยิ่งใหญ่ที่ปกป้องแผ่นหินทั้งสามเอาไว้

อันที่จริงนี่มิใช่เรื่องน่าประหลาดใจแต่อย่างใด แผนภาพแท่นโม่หินขาวดำเป็นสมบัติที่ส่งผลต่อความรุ่งเรืองหรือตกต่ำของสำนักเซียนขาวดำ บรรดาผู้อมตะและเหล่ายอดคนของสำนักล้วนตั้งใจวางค่ายกลที่แข็งแกร่งที่สุดของตนเพิ่มลงไปในทุกครั้งที่มีโอกาสทำให้มันทวีระดับความเข้มแข็งแกร่งกร้าวขึ้นจนถึงขีดสุด หากค่ายกลทั้งหมดทำงานโดยพร้อมเพรียงกันกระทั่งเซียนสวรรค์อมตะก็ยังยากที่จะรอดชีวิตจากไปได้

“กำแพงหินสามด้าน… หนึ่งนั้นเป็นแผนภาพขาวดำ อีกสองนั้นถูกตกทอดไว้โดยเหล่าผู้อมตะรุ่นก่อน” จี้หนิงไล่สายตาไปตามแผ่นหินที่แต่ละแผ่นมีความกว้างกว่าสามร้อยเมตรนั้น แผ่นหินที่วางไว้ทั้งสองด้านถูกจารึกด้วยตัวอักษรนับหมื่นนับแสนจนเต็มแน่นไปหมดทั้งแผ่น เพียงแค่จำนวนอักษรข้อความเหล่านี้ก็เป็นที่คาดคำนวณได้ว่าสำนักเซียนขาวดำได้เพาะสร้างผู้อมตะขึ้นมามากมายถึงเพียงไหน

สายตาของจี้หนิงหยุดยั้งลงที่มุมเล็กๆมุมหนึ่งบนแผนภาพขาวดำและถูกดึงดูดจนไม่อาจละสายตาออกมาได้

เส้นสีขาวและสีดำแต่ละเส้นที่ไขว้ตัดกันนั้นทั้งดูแตกต่างและละม้ายเหมือน ความมหัศจรรย์อันลึกซึ้งของธรรมชาติเอ่อท้นเข้าปกคลุมส่วนลึกในหัวใจของเขา เช่นเดียวกับมู่จื่อซัวที่ด้านข้างซึ่งตกอยู่ในสภาพที่ไม่แตกต่างกันเท่าใด

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่7 บทที่20: จี้หนิงศิษย์สำนักเซียนขาวดำ

Desolate Era เล่ม7: นครไร้ระลอก

บทที่ 20: จี้หนิงศิษย์สำนักเซียนขาวดำ

ฮาฮาฮาเหล่านักพรตแห่งสำนักเซียนขาวดำที่เฝ้าสังเกตการณ์ต่างพากันระเบิดเสียงหัวเราะออกมา เจ้าเด็กจี้หนิงผู้นี้ช่างยอดเยี่ยมสมกับที่เป็นผู้บรรลุถึงเขตแดนแห่งเต๋า แม้ข้าจะดูไม่ออกว่าเคล็ดวิชาที่มันใช้เป็นพยุหะกระบี่ประเภทใด แต่เมื่อสามารถควบคุมกระบี่บินได้ถึงเจ็ดร้อยกว่าเล่มในคราวเดียวก็ย่อมเป็นเคล็ดวิชาชั้นสูงที่ผู้ใช้ต้องมีพลังแห่งจิตในปริมาณมหาศาล

นักพรตชราร่างอ้วนเตี้ยโคลงศีรษะคราหนึ่ง สาวกตำหนักม่วงด้านพลังปราณขั้นแรกเริ่มกลับรุกไล่จนหยินเซี่ยเหวินเจี่ยนต้องใช้พยุหะกระบี่ออกต้านรับ กระทั่งตัวมันเองยังต้องรีบหลบหนีไปไม่กล้าอยู่สู้หน้าผู้คน

ถูกแล้ว ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง

ทั้งที่ความจริงมันสามารถบุกฝ่าออกไปได้อย่างไม่ยากเย็น แต่กลับยืนหยัดต่อสู้จนได้ชัยเหนือศิษย์สำนักเรา

นักพรตทั้งหกย่อมยินดีเป็นอย่างยิ่ง ศิษย์ที่รับเข้ามายิ่งแข็งแกร่งมากเท่าใดโอกาสที่สำนักเซียนขาวดำจะกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ก็ยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น อาจบางทีในอีกไม่กี่ร้อยปีข้างหน้าสำนักเซียนขาวดำจะให้กำเนิดผู้อมตะอันร้ายกาจขึ้นอีกคนหนึ่ง

พวกเราสมควรต้องดูแลมันให้ดี จี้หนิงผู้นี้มีโอกาสไม่น้อยที่จะก้าวไปถึงระดับผู้อมตะในอนาคต ชายกลางคนผมดำกล่าวขึ้นในขณะที่สตรีชุดขาวพยักหน้าเห็นด้วย ดูแลนั้นย่อมต้องดูแลให้ดีแต่ไม่อาจปล่อยให้มันหลงลำพองจนเดินทางผิดไป หากสุดท้ายแล้วเป็นพวกเราเองที่ทำลายหยกงามที่ยังมิได้เจียระไนชิ้นนี้ นั่นคงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเสียดายยิ่งนัก…

การสั่งสอนศิษย์นับเป็นเรื่องอันละเอียดอ่อนเนื่องจากยอดอัจฉริยะย่อมประกอบไปด้วยความภาคภูมิใจและความเชื่อมั่นในตนเองตามธรรมชาติ นอกจากนี้เส้นทางสู่วิถีแห่งความเป็นอมตะนั้นจะต้องแผ้วถางขึ้นจากการต่อสู้ช่วงชิงทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อตระเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมที่จะรับการทดสอบของ สามหายนะเก้าภัยพิบัติที่จะมาเยือน ความผิดพลาดแม้เพียงน้อยนิดไม่ว่าในขั้นตอนใดล้วนสามารถส่งผลให้ผู้ฝึกตนทอดร่างเป็นซากศพได้อย่างง่ายดาย

………

ขณะที่จี้หนิงบงการลำเรือที่เหินบินอยู่บนท้องฟ้าให้ร่อนลงสู่ยอดบรรพต เขาอดมิได้ต้องคาดคิดขึ้น ในผู้เข้ารับการทดสอบทั้งแปดคน ไม่ทราบจะมีสักกี่คนที่ผ่านมาได้? มู่จื่อซัวใช่เป็นหนึ่งในนั้นด้วยหรือไม่?” ในบรรดาผู้ที่เข้ารับการทดสอบทั้งหมดเขาเพียงมีความรู้สึกที่ดีต่อมัน

ในที่ห่างออกไป ลำแสงสองสายแบ่งเป็นหนึ่งหน้าหนึ่งหลังพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เงาร่างสองสายนั้นจ้องมองมายังจุดที่จี้หนิงยืนอยู่แล้วส่งเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจ กลับมีผู้ที่ผ่านการทดสอบมาได้? เพียงมิทราบว่าถ้ำที่มันฝ่าออกมานั้นมีใครเป็นผู้พิทักษ์?” พวกมันจ้องมองจี้หนิงด้วยความสนใจอยู่อีกครู่หนึ่งแล้วจึงเหินบินจากไป

หลังจากนั้นเพียงไม่นาน ลำแสงอีกสายหนึ่งก็พุ่งทะยานใกล้เข้ามาจนสามารถมองออกได้ว่าเป็นมังกรกลไกสีคราม จี้หนิงชะงักไปชั่วครู่ก่อนปรบมือเสียงดัง ขอแสดงความยินดีต่อมู่จื่อซัวท่าน

เช่นกัน เช่นกัน มู่จื่อซัวทิ้งร่างลงบนยอดเขาแล้วเก็บมังกรกลไกกลับไป ใบหน้าของมันฉายเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความปลาบปลื้มยินดี ที่จริงข้าเองก็เกือบจะเอาตัวไม่รอดแล้วเช่นกัน เพียงกัดฟันอาศัยเรี่ยวแรงอึดสุดท้ายทะลวงฝ่าออกมาได้เท่านั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรผู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือท่านพี่จี้หนิง กลับสามารถฝ่าผู้พิทักษ์ออกมาได้เป็นคนแรก

มู่จื่อซัวไม่มีความคิดปกปิดความตื่นเต้นดีใจของตนเอง ดวงตาของมันเปล่งประกายท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้น หากแม้นท่านแม่ทราบว่าข้าสามารถเข้าเป็นศิษย์ของสำนักเซียนขาวดำได้สำเร็จท่านคงมีความสุขยิ่งนัก

จี้หนิงที่ร่วมยินดีไปกับมันลอบเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ ถูกแล้ว หากท่านแม่ของเขาทราบเรื่องนี้ ท่านก็คงมีความสุขเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน

ท่านพ่อ ท่านแม่ ขอพวกท่านโปรดวางใจ จี้หนิงบุตรชายของท่านจะเติบโตเข้มแข็งขึ้นเหนือผู้ใดในโลกนี้ ข้าจะลากเหล่าฆาตกรแห่งภูเขามังกรหิมะทุกคนออกมาชดใช้หนี้โลหิตด้วยชีวิตของพวกมัน!”

ทันใดนั้นเสียงหัวเราะก็ดังสะท้อนสะท้านลงมาจากบนท้องฟ้า นักพรตแห่งจักรวาลแรกกำเนิดทั้งหกทยอยทิ้งกายลงมายืนหยัดเรียงรายที่เบื้องหน้าของเด็กหนุ่มทั้งสอง

ชายร่างเตี้ยศีรษะล้านกล่าวขึ้นทั้งเสียงหัวเราะ ปีนี้สำนักเซียนขาวดำของเราช่างครึกครื้นไม่น้อย กลับรับศิษย์เอาไว้ถึงสองคน

นี่ยังเป็นเพียงวันแรกเท่านั้น ยังเหลือเวลาอยู่อีกสองวัน ชายกลางคนผมดำกล่าวขัดขึ้น

เฮอะ ผู้ที่จะผ่านการทดสอบของสำนักเราได้มีเพียงสุดยอดอัจฉริยะที่แท้จริงเท่านั้น บุคคลที่เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นในตนเองเช่นนั้นไหนเลยรีรอลังเลจนมาสมัครในวันอื่นนอกจากวันแรก?” ชายร่างเตี้ยส่ายศีรษะอย่างมั่นใจ ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของสำนักเรา ผู้คนจำนวนน้อยนิดเท่านั้นที่สามารถผ่านเข้าสำนักในวันที่สองและสามของการรับสมัคร และทุกคนก็ล้วนมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งยวดจนทำให้มาล่าช้าไปเพียงเล็กน้อยทั้งสิ้น

ชายผมดำไม่ใส่ใจโต้เถียงต่อไป มันหันมาหาเด็กหนุ่มทั้งสองและประกาศขึ้น จี้หนิง มู่จื่อซัว นับจากวันนี้พวกเจ้าถือเป็นศิษย์ของสำนักเซียนขาวดำเรา

จี้หนิงและมู่จื่อซัวพากันรับฟังด้วยหัวใจที่พองโตจนแทบแตกระเบิด

พิธีรับศิษย์อย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในอีกสองวันนับจากนี้ เมื่อการรับสมัครสิ้นสุดลง ชายผมดำโบกมือคราหนึ่ง ป้ายสัญลักษณ์ที่ด้านหนึ่งเป็นสีขาวและอีกด้านหนึ่งเป็นสีดำจำนวนสองใบก็ปรากฏขึ้นในมือ นี่เป็นป้ายประจำตัวของศิษย์สำนักเรา พวกเจ้าจงทำพันธะครอบครองเอาไว้ นอกจากเขตหวงห้ามบางแห่งแล้วพวกเจ้าจะสามารถผ่านเข้าออกภายในเขตสำนักได้อย่างอิสระโดยไม่ถูกจู่โจมจากค่ายกลพิทักษ์สำนัก

ขอบพระคุณผู้อาวุโส เด็กหนุ่มทั้งสองรับป้ายสัญลักษณ์มาด้วยความยินดี

จี้หนิงเหม่อมองป้ายสัญลักษณ์ในมือด้วยความรู้สึกที่ยากบอกกล่าว ไม่ทราบมีผู้คนมากมายเท่าใดที่ปรารถนาจะได้ครอบครองสิ่งนี้ เหล่ายอดอัจฉริยะที่มีความเป็นมาอันสูงส่งหรือแม้แต่ชายหนุ่มชุดดำที่บรรลุประกายชาดเก้าชั้นฟ้าถึงขั้นที่เจ็ดเช่นเดียวกับเขาก็ยังประสบความล้มเหลว สุดท้ายมีเพียงแค่ตัวเขาและมู่จื่อซัวเท่านั้นที่ทำได้สำเร็จ

………

อู๋ซิว เรื่องที่พักอาศัยของพวกมัน เจ้าจัดการตามใจชอบเลยก็แล้วกัน ชายกลางคนที่ไว้เครากล่าวเป็นเชิงสัพยอกแล้วเหินร่างจากไปพร้อมกับนักพรตที่หลงเหลือ

พวกเราก็ไปกันเถอะชายผมดำอู๋ซิวโบกมือคราหนึ่ง ก้อนเมฆขนาดใหญ่ก็ช้อนร่างของมัน จี้หนิง และมู่จื่อซัวให้ลอยขึ้นจากพื้นดินและเหินบินขึ้นสู่ท้องฟ้า

สำนักเซียนขาวดำแบ่งแยกพื้นที่ออกเป็นหลายเขตและมีกฎระเบียบมากมายหลายรูปแบบ อู๋ซิวโยนหนังสือให้แก่จี้หนิงและมู่จื่อซัวคนละเล่ม พวกเจ้าจะต้องจดจำและปฏิบัติตามทุกประการที่ระบุไว้ในหนังสือเล่มนี้อย่างเคร่งครัด

จี้หนิงและมู่จื่อซัวก้มหน้าลงจ้องมองหนังสือในมือของตน บนหน้าปกของหนังสือมีถ้อยคำเพียงสองคำ ขาว และ ดำ

………

จี้หนิงจ้องมองหมู่ตึกอันงดงามตระการบนยอดเขาขนาดย่อมที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทิวเขาอันสลับซับซ้อน

นับจากวันนี้ยอดเขาลูกนี้จะเป็นที่พักกายของข้า

เนื่องจากสำนักเซียนขาวดำมีศิษย์อยู่เพียงไม่กี่คนจึงมีพื้นที่ว่างมากมายภายในสำนักให้ศิษย์แต่ละคนเลือกจับจอง ด้วยเหตุนี้จี้หนิงจึงเป็นหนึ่งเดียวที่พำนักอยู่ท่ามกลางสิ่งปลูกสร้างและห้องหับจำนวนมากมายบนยอดเขาลูกนี้ซึ่งเขาตั้งชื่อให้มันว่า ยอดเขาอุดรทมิฬ

อุดรทมิฬ ไม่เพียงเป็นนามของกระบี่คู่มือแต่ยังเป็นนามของสถานที่ซึ่งบิดามารดาของเขาแรกพบพาน นี่จึงเป็นนามที่จี้หนิงรู้สึกผูกพันจนไม่อาจแยกขาด

ท่านพ่อ ท่านแม่…” จี้หนิงลืมตาขึ้นจากการยืนสงบนิ่งในห้วงแห่งความหวนรำลึกอันยาวนาน เขาเรียกเรือบดคู่ใจออกมาและโดยสารมันเหินบินลับหายไป

………

ชั่วครู่ให้หลังจี้หนิงก็ปรากฏกายขึ้นที่หน้าประตูใหญ่ของสำนักเซียนขาวดำ ร่างสูงใหญ่สีขาวสะอาดของสุนัขวารีพิสุทธิ์ยังคงรอคอยเขาด้วยความห่วงใยอยู่ที่ข้างทะเลสาบแห่งนั้นไม่จากไปไหน

ท่านลุงขาว จี้หนิงส่งเสียงเรียกหา

สุนัขวารีพิสุทธิ์แหงนหน้าขึ้นตามเสียงเรียก ดวงตาอันอ่อนโยนคู่นั้นจ้องมองมาที่เขาเป็นเชิงสอบถาม

สำเร็จแล้วจี้หนิงผงกศีรษะให้กับมัน ข้าผ่านเข้าเป็นศิษย์ของสำนักเซียนขาวดำแล้ว

หากท่านพี่ยี่ฉวนมีญาณรับรู้ เขาคงปลาบปลื้มยินดีนัก สีหน้าของท่านลุงขาวเต็มไปด้วยความปีติยินดี มันที่ติดตามอยู่ข้างกายของจี้หนิงตลอดเวลาย่อมทราบดีว่าสำนักเซียนขาวดำนั้นมีความยิ่งใหญ่เพียงใด

ฮาฮาฮา ท่านพี่จี้หนิงกลับมัวแต่ร่วมยินดีกับสัตว์อสูรของท่านจนหลงลืมข้าไปแล้ว

จี้หนิงรีบหันมองไปตามเสียงหัวเราะหยอกล้อและพบเห็นราชรถที่จอดอยู่หน้าประตูสำนักตลอดจนเป่ยซานไป่เว่ยที่กระโดดลงจากรถมา

ท่านพี่ไป่เว่ย จี้หนิงรีบส่งเสียงทักทาย

เป่ยซานไป่เว่ยกล่าวว่า ข้ามั่นใจว่าท่านจะผ่านการทดสอบได้อย่างแน่นอน จึงเดินทางมารอฟังข่าวดีในช่วงเวลาที่การทดสอบจบสิ้นลง

ข้าต้องขออภัยที่ทำให้ท่านพี่ไป่เว่ยเสียเวลารอคอย

ขออภัยอันใดกัน ท่านทราบหรือไม่ว่าข้าทั้งตื่นเต้นทั้งกังวลถึงเพียงไหน เหล่าผู้ที่ไม่ผ่านการทดสอบและถูกส่งกลับออกมาก่อนมีทั้งฮัวฉงและหลิวชุ่ยเหลียน พวกมันล้วนเป็นยอดอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงของนครไร้ระลอกซึ่งทั้งสำนักกระบี่ผ่าฟ้าและแดนเทพธิดาร้อยบุปผาต่างต้องการตัว แต่สุดท้ายยังคงไม่อาจผ่านเข้าเป็นศิษย์ของสำนักเซียนขาวดำได้ ด้วยความเย่อหยิ่งถือดีของพวกมันการถูกคัดออกในครั้งนี้คงกลับกลายเป็นความอับอายอัปยศในชั่วชีวิต ช่างน่าสงสารพวกมันยิ่งนัก วาจาแม้กล่าวเช่นนั้นแต่เป่ยซานไป่เว่ยไหนเลยมีเค้าความสงสารอันใด มีเพียงรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจเท่านั้นที่ฉาบทอทั่วใบหน้าของมันในยามนี้

ท่านพอจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าปีนี้มีผู้ผ่านเข้าเป็นศิษย์ของสำนักเซียนขาวดำทั้งสิ้นกี่คน?” เป่ยซานไป่เว่ยเอ่ยถามด้วยความอยากรู้

ในวันแรกของการรับสมัครนี้ ผู้ที่ผ่านการทดสอบมีเพียงสองคนก็คือข้าและเด็กหนุ่มที่มีนามว่ามู่จื่อซัว

เป่ยซานไป่เว่ยก้มศีรษะครุ่นคิด มู่จื่อซัว? นี่กลับเป็นชื่อที่ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน ดูท่านอกเหนือจากเหล่าตระกูลใหญ่แล้ว พื้นที่อันห่างไกลภายนอกนครไร้ระลอกเองก็มุ่งมั่นอบรมอัจฉริยะอันยอดเยี่ยมออกมาอย่างไม่ขาดสายเช่นกัน หากภายหน้ามีโอกาสขอให้ท่านพามู่จื่อซัวผู้นี้มาพบปะข้าสักครั้ง จะได้คบหาสนิทสนมกันไว้

นั่นง่ายดายยิ่ง จี้หนิงผงกศีรษะรับคำ

เป่ยซานไป่เว่ยพลันกล่าวขึ้นอย่างเป็นการเป็นงานว่า ที่ข้าเดินทางมาครั้งนี้เพราะมีจุดมุ่งหมายสองประการ ประการแรกย่อมเพื่อแสดงความยินดีกับท่าน ส่วนประการที่สองข้ามาเพื่อร้องขอความช่วยเหลือจากท่านเรื่องหนึ่ง

จี้หนิงเปล่งเสียงหัวเราะออกมา ขอเพียงเป็นเรื่องที่ข้ากระทำได้ข้าย่อมกระทำอย่างสุดความสามารถ

ท่านสมควรทราบแล้วว่าศิษย์ของสำนักเซียนขาวดำจะได้รับอนุญาตให้มีผู้ติดตามได้สิบคน?”

จี้หนิงผงกศีรษะพลางหวนนึกถึงการสนทนาก่อนหน้านี้ ผู้ติดตามของศิษย์สำนักเซียนขาวดำนั้นเป็นตำแหน่งที่น่าภาคภูมิใจยิ่งกว่าการได้เข้าเป็นศิษย์ของค่ายสำนักทั่วไปอีก

ข้าต้องการร้องขอตำแหน่งผู้ติดตามของท่านสามที่ เป่ยซานไป่เว่ยกล่าวโดยไม่อ้อมค้อม ท่านย่อมทราบดีว่าด้วยศักดิ์ฐานะของข้านั้นย่อมมีเครือญาติและมิตรสหายมากมายที่ข้ามิอาจปฏิเสธคำขอของพวกมันได้

จี้หนิงส่งเสียงหัวเราะดังขึ้นกว่าเดิม เช่นนั้นยังเกรงอกเกรงใจไปไย ในสิบตำแหน่งนั้น ข้าขอยกให้ท่านมีสิทธิ์เลือกตามใจชอบทั้งเก้าตำแหน่ง เพียงเหลือไว้ให้ข้าตำแหน่งเดียวก็พอ!”

หนึ่งตำแหน่งที่เหลือ

จี้หนิงคิดสงวนตำแหน่งนี้เอาไว้ให้แก่เมิ่งเหยียนเด็กหนุ่มผู้สัตย์ซื่อที่เขาคบหาในระหว่างที่เดินทางมายังนครไร้ระลอก ตัวมันที่รากฐานพลังฝีมือถูกทำลายจากการใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามไหนเลยจะมีค่ายสำนักใดยินดีรับเอาไว้

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

 

เล่มที่7 บทที่19: ผู้พิทักษ์ด่านสุดท้าย

Desolate Era เล่ม7: นครไร้ระลอก

บทที่ 19: ผู้พิทักษ์ด่านสุดท้าย

เทพธิดาฮัวหยุนเป็นหนึ่งในผู้ควบคุมการทดสอบย่อมทราบดีว่าหนทางข้างหน้านั้นยากเย็นเพียงใด โอกาสที่เด็กหนุ่มจากตระกูลของนางซึ่งมีนามว่าฮัวฉงจะผ่านการทดสอบนั้นเป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง

พวกเจ้าทั้งแปดตามข้ามา ชายกลางคนผมสีดำและกลุ่มนักพรตจักรวาลแรกกำเนิดหันกายเดินนำไปก่อน จี้หนิงและผู้คนที่เหลือทั้งเจ็ดรีบติดตามอยู่ด้านหลัง

จี้หนิงแอบเหลือบมองชายหนุ่มชุดสีดำ ดวงตาของมันทอแววสับสนจนแทบคลุ้มคลั่ง เทพธิดาฮัวหยุนที่เป็นท่านน้าของมันมีศักดิ์ฐานะในตระกูลสูงส่ง แม้นางจะยังเป็นเพียงนักพรตจักรวาลแรกกำเนิดแต่ก็มีพลังเทียบได้กับผู้อมตะคนอื่นของตระกูลฮัว

ตัวมันเองก็เฝ้าใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งจะประสบความสำเร็จเฉกเช่นดังเทพธิดาฮัวหยุน ดังนั้นถึงมันจะรักและเคารพนางเพียงใดมันก็ยังคงดึงดันและเพิกเฉยต่อคำตักเตือนของนาง สวรรค์ย่อมไม่ปิดกั้นหนทางของผู้พากเพียร ชายหนุ่มชุดดำกำหมัดกัดฟันแน่น

………

หลังจากเดินผ่านถ้ำที่มืดอับมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง พวกมันก็มาถึงที่ว่างอันกว้างใหญ่ หนทางด้านหน้าประกอบไปด้วยทางแยกเข้าสู่อุโมงค์ที่แตกต่างกันทั้งสิ้นเก้าสาย

ทั้งหมดหยุดก่อน ชายผมดำออกคำสั่ง เส้นทางทั้งเก้าข้างหน้าล้วนมีสาวกตำหนักม่วงของสำนักเซียนขาวดำเราเฝ้าพิทักษ์อยู่ พวกเจ้าแต่ละคนจะต้องเลือกเส้นทางของตนเองและฝ่าออกไปให้ได้

ผู้เข้ารับการทดสอบทั้งแปดรวมถึงจี้หนิงล้วนมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไป นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น พวกมันทั้งแปดที่เป็นเพียงสาวกตำหนักม่วงขั้นแรกเริ่มไหนเลยจะเป็นคู่มือของศิษย์ระดับตำหนักม่วงของสำนักเซียนขาวดำที่ได้รับถ่ายทอดสุดยอดวิชาหลากหลายแขนงได้?

ชายผมดำคล้ายคาดเดาความคิดในใจของพวกจี้หนิงออก มันยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า ไม่ต้องกังวลไป ผู้พิทักษ์ด่านสุดท้ายเหล่านี้ล้วนได้รับคำสั่งให้ใช้วิชาฝีมือได้เพียงแขนงเดียวในขณะที่พวกเจ้าจะได้รับอนุญาตให้ใช้วิชาฝีมือทุกประการที่มี นอกจากนี้พวกเจ้ายังไม่จำเป็นต้องเอาชัยผู้พิทักษ์ ขอเพียงสามารถบุกผ่านพวกมันออกจากถ้ำไปได้ก็พอ หากว่าทำได้สำเร็จก็ให้ขึ้นไปรวมตัวกันบนยอดเขา

ทราบแล้ว เหล่าผู้ที่เข้ารับการทดสอบพากันรับคำเป็นเสียงเดียว

ไปได้!” ชายผมดำตวาดให้สัญญาณ

คนทั้งแปดรวมทั้งจี้หนิงต่างเลือกเส้นทางของตนเองแล้วบุกเข้าไป เด็กหนุ่มชุดดำลังเลล้าหลังผู้อื่นอยู่เล็กน้อย แต่สุดท้ายมันก็เลือกเส้นทางสายหนึ่งแล้วกัดฟันพุ่งเข้าไปภายใน

อู๋ซิว ชายศีรษะล้านร่างอ้วนฉุกล่าวปนหัวเราะ เจ้าเป็นหัวหน้าผู้ควบคุมในการทดสอบครั้งนี้ทั้งยังลงมือดำเนินการด้วยตนเองตั้งแต่ต้นจนจบ เจ้าคิดว่าในพวกมันทั้งแปดจะมีสักกี่คนที่ผ่านเข้าเป็นศิษย์สำนักเราได้?”

ชายผมดำลังเลเล็กน้อยแล้วจึงกล่าว หากต้องเลือกออกมาคนหนึ่ง ข้าคิดว่าจี้หนิงมีความเป็นไปได้มากที่สุด

ข้าเห็นด้วย

มันสมควรผ่านการทดสอบไปได้

จี้หนิงย่อมสมควรผ่านไปได้อยู่แล้ว ผู้อื่นเล่า? เฒ่าอู๋ซิวท่านคิดว่ายังมีผู้อื่นอีกหรือไม่?” คนทั้งหกต่างสนทนากันด้วยความเบิกบาน

นักพรตอู๋ซิวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า ในคนทั้งแปด นอกจากจี้หนิงที่สมควรผ่านไปได้อย่างไม่มีปัญหาแล้ว ที่หลงเหลือคล้ายไม่มีผู้ใดอีก แต่หากจะบังคับให้ข้าเลือกอีกหนึ่งคน ข้าคิดว่าเด็กน้อยมู่จื่อซัวที่บังคับมังกรกลไกนั้นมีความหวังสูงที่สุด

อืมม์

ข้าก็คิดเช่นนั้น นอกจากจี้หนิงแล้วที่หลงเหลือคล้ายมีความหวังไม่มากนักโดยเฉพาะเด็กน้อยจากตระกูลของเทพธิดาฮัว กระทั่งค่ายกลหมื่นอสนีมันยังแทบไม่อาจพาตัวรอดออกมาได้

ท่านไม่พูดออกมาก็ไม่มีผู้ใดว่าท่านเป็นใบ้ เทพธิดาฮัวหยุนถลึงตาใส่ชายกลางคนที่ไว้เคราอย่างดุดันคราหนึ่ง

………

แม้เปลือกนอกนักพรตทั้งหกจะพูดคุยหยอกล้อกันไม่ขาดปากแต่ในความเป็นจริงแล้วพวกมันล้วนแผ่พุ่งเทพสำนึกของตนออกไป ทุกความเคลื่อนไหวในถ้ำอุโมงค์แต่ละสายล้วนไม่อาจเล็ดลอดจากความรับรู้ของพวกมัน

อา นั่นมิใช่ หยินเซี่ยเหวินเจี่ยนหรอกหรือ?”

เส้นทางที่จี้หนิงเลือกกลับต้องเผชิญกับเด็กน้อยเหวินเจี่ยน? ด้วยความหยิ่งทะนงของมัน จี้หนิงคงต้องเผชิญความยากลำบากไม่น้อย คราครั้งนี้น่าสนุกสนานมากแล้ว

ลึกเข้าไปประมาณหนึ่งร้อยเมตรในทางอุโมงค์ที่จี้หนิงเลือก ชายหนุ่มในชุดสีขาวยืนหยัดอย่างมั่นคง บนอกเสือของมันมีคราบโลหิตสามจุดซึ่งเป็นสัญลักษณ์อันพิเศษเฉพาะของทายาทระดับสูงแห่งตระกูลหยินเซี่ย (ดื่มโลหิต) ชนเผ่าที่ทรงอิทธิพลภายนอกมณฑลปกครองไร้ระลอก

พวกมันกลับกล้าใช้ให้ข้าเฝ้าด่าน…” ข้างกายของหยินเซี่ยเหวินเจี่ยนมีกระบี่บินเล่มหนึ่งล่องลอยอยู่เป็นเพื่อน มันงอนิ้วดีดใส่ตัวกระบี่แล้วหลับตาลงดื่มด่ำกับคลื่นเสียงที่สั่นขวัญสะท้านวิญญาณซึ่งดังกังวานไปทั่วทั้งช่องอุโมงค์นั้น ไม่ว่าผู้มาจะเป็นยอดอัจฉริยะจากสารทิศใด มันจะไม่มีทางผ่านข้าไปได้อย่างแน่นอน

ด้วยนิสัยหยิ่งทะนงถือดีทำให้มันตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไม่มีทางปล่อยให้สาวกตำหนักม่วงขั้นแรกเริ่มคนไหนผ่านมันไปได้เป็นอันขาด

ต่อให้ข้าได้รับอนุญาตให้ใช้กระบี่เพียงเล่มเดียว แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว มันงอนิ้วดีดลงบนตัวกระบี่และรับฟังคลื่นเสียงสะท้อนที่กระบี่ตอบรับกลับมาด้วยความพึงพอใจอีกครั้ง

นับตั้งแต่วันที่มันถือกำเนิด มันก็กุมกระบี่ไม้เข้านอนทุกคืน ตั้งแต่บิดาของมันมอบนามเหวินเจี่ยน (ไถ่ถามกระบี่) ให้ ตลอดสามสิบปีที่ผ่านมามันก็เฝ้าทุ่มเทค้นคว้าหาแก่นแท้ในเชิงกระบี่จนสำเร็จยอดวิชาประจำตระกูลและผ่านเข้าเป็นศิษย์ของสำนักเซียนขาวดำในที่สุด

มาแล้ว ชายหนุ่มชุดขาวรับรู้ได้ถึงคลื่นพลังที่กำลังเคลื่อนใกล้เข้ามา แต่แล้วในตอนนั้นมันก็ได้ยินเสียงแห่งความผิดหวังที่ดังขึ้นไม่ไกล เก้าทางอุโมงค์แปดผู้เข้าทดสอบ ข้ากลับกลายเป็นผู้เดียวที่ไม่มีใครให้ลงไม้ลงมือด้วย ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลายข้าหวังว่าพวกท่านจะไม่ปล่อยให้มีผู้ใดผ่านไปได้แม้แต่ผู้เดียว!”

ศิษย์พี่หนิวโปรดวางใจ

ศิษย์น้องหนิวช่างน่าสงสารนัก กลับเฝ้ารออย่างสูญเปล่าคราหนึ่ง

ศิษย์พี่หนิวโปรดวางใจ ถึงแม้พวกเราจะได้รับอนุญาตให้ใช้งานสมบัติวิเศษได้เพียงชิ้นเดียว แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะส่งเด็กน้อยเหล่านี้กลับไป

เสียงตอบรับและหยอกล้อดังขึ้นไม่ขาดสาย หยินเซี่ยเหวินเจี่ยนเองก็ประกาศออกไปเช่นกัน ศิษย์น้องหนิวรอคอยอีกเพียงครู่เดียวเท่านั้น หลังจากที่ส่งเด็กน้อยนี้กลับไปแล้วข้าจะร่วมเดินทางไปพร้อมกับท่าน

เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา หยินเซี่ยเหวินเจี่ยนรั้งสายตากลับมาด้วยความตื่นตัวและพบเห็นเด็กหนุ่มร่างบางหน้าตาหล่อเหลาในชุดขนสัตว์ที่กุมกระบี่ไว้ในมือทั้งสองข้าง บนใบหน้าของมันประดับไว้ด้วยรอยยิ้ม

เด็กน้อย หยินเซี่ยเหวินเจี่ยนโก่งนิ้วดีดลงบนตัวกระบี่อีกครั้ง จดจำไว้ให้ดีว่าผู้ที่ทำลายความฝันการเข้าเป็นศิษย์สำนักเซียนขาวดำของเจ้าก็คือข้า หยินเซี่ยเหวินเจี่ยน

ข้า…” จี้หนิงอ้าปากคิดเอ่ยวาจาแต่หยินเซี่ยเหวินเจี่ยนกล่าวสอดขึ้น ไม่จำเป็นต้องบอกนามของเจ้า เพราะพวกเราจะไม่มีโอกาสได้พบกันอีกแล้ว

คิ้วของจี้หนิงขมวดลง ชายหนุ่มชุดขาวกลับโอหังลำพองยิ่งนัก แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ประเสริฐ เขาเองก็ต้องการปิดฉากการต่อสู้ครั้งนี้ลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน

อัสนีเอยจงจุติ!” กระบี่วิเศษที่เบื้องหน้าของชายหนุ่มชุดขาวพลันเปล่งเสียงคำรณ สายฟ้าเส้นหนึ่งปรากฏขึ้นและหมุนวนรอบตัวกระบี่ กระบี่บินพุ่งทะลวงเข้าหาร่างของจี้หนิงด้วยอานุภาพอันน่าเกรงขาม

พลังทำลายของกระบี่นี้นับว่าเหนือกว่าทั้งปรมาจารย์ซู่และสัตว์อสูรแรดยักษ์ กระบี่บินหนึ่งเล่มกลับกลายเป็นสายฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วนกระหน่ำทิ่มแทงเข้าใส่ร่างของจี้หนิงด้วยความเร็วอันน่าตระหนก

บงกชเอยจงเบ่งบานทว่าใบหน้าของจี้หนิงยังคงประดับด้วยรอยยิ้มทั้งยังกล่าววาจาเป็นเชิงล้อเลียนอีกฝ่าย บงกชวารีอัคคีพลันปรากฏขึ้นล้อมรอบร่างของเขารวมทั้งสิ้นหกชั้น

กระบี่สายฟ้าตัดทะลวงบงกชชั้นแล้วชั้นเล่าแต่ก็ต้องแลกด้วยพลังอานุภาพที่ลดทอนลงไปตามลำดับจนในที่สุดก็ถูกกระบี่อุดรทมิฬกระแทกกระเด็นออกไป

สมแล้วที่มันเย่อหยิ่งถึงเพียงนี้ แม้มองจากภายนอกจี้หนิงจะปัดป่ายท่าโจมตีออกไปอย่างง่ายดาย หากในความจริงง่ามมือของเขาบังเกิดรอยฉีกเป็นทางยาว

ที่แท้ก็มีฝีมืออยู่บ้าง แต่ถึงอย่างไรก็เปล่าประโยชน์ หยินเซี่ยเหวินเจี่ยนส่งเสียงตวาดก้อง ทัณฑ์เทพอสนี!”

กระบี่วิเศษยังคงล่องลอยอยู่กลางอากาศ วิชชุอัสนีจำนวนนับไม่ถ้วยแลบแปลบปลาบออกมาดุจอสรพิษสีม่วงนับร้อยนับพันตัวร่วมถักสานเป็นร่างแหอันถี่ยิบ

จงภาคภูมิใจเถิดที่พ่ายแพ้ภายใต้กระบวนท่านี้ หยินเซี่ยเหวินเจี่ยนกล่าวเสียงเย็นชา

ทัณฑ์เทพอสนีพุ่งเข้าหาจี้หนิงพร้อมกับเสียงแหวกอากาศที่ดังกึกก้องสะท้านขวัญ เพียงพลังกดดันที่แผ่ออกมาบีบอัดทางอุโมงค์ทั้งสายก็แทบสามารถกดดันผู้คนให้ขาดใจ

ศิษย์ของสำนักเซียนขาวดำร้ายกาจสมคำร่ำลือ กลับใช้กระบี่บินเพียงเล่มเดียวปลดปล่อยพลังธาตุธรรมชาติออกมาได้มากมายถึงเพียงนี้ จี้หนิงลอบชื่นชมอีกฝ่ายอยู่ในใจ ที่รอบกายของเขาพลันปรากฏกระบี่บินจำนวนเจ็ดร้อยยี่สิบเก้าเล่มขึ้นรายล้อม

พยุหะกระบี่!” ใบหน้าของหยินเซี่ยเหวินเจี่ยนบิดเบี้ยวเปลี่ยนแปร ขึ้นชื่อว่า พยุหะแล้วพลังทำลายล้างของมันย่อมไม่ธรรมดา ยิ่งอีกฝ่ายสามารถบงการกระบี่วิเศษได้มากถึงเจ็ดร้อยกว่าเล่ม หากปล่อยให้มันรวบรวมพลังและปลดปล่อยออกมาในคราเดียวย่อมหมายถึงหายนะ! ตัวมันเองถึงแม้ก็ฝึกปรือยอดวิชามาไม่น้อยแต่ทว่าด้วยข้อจำกัดของการทดสอบนี้ทำให้มันไม่อาจนำมาใช้รับมือได้

กระบี่วิเศษเจ็ดร้อยยี่สิบเก้าเล่มล่องลอยอยู่กลางอากาศ ในจำนวนนั้นเป็นกระบี่อันดับมนุษย์จำนวนแปดสิบเอ็ดเล่มซึ่งประกอบไปด้วย เก้ากระบี่พลังหยาง ที่จี้หนิงได้รับจากนิเวศน์ใต้วารีและกระบี่บินมีอันดับอีกเจ็ดสิบสองเล่มที่ได้มาจากการสังหารปรมาจารย์ซู่หลี่

จี้หนิงอาศัยพลังแห่งจิตในระดับเทพสำนึกชักนำเก้ากระบี่พลังหยางและกระบี่วิเศษอันดับมนุษย์อีกเจ็ดสิบสองเล่มที่โคจรอยู่โดยรอบให้ประกอบขึ้นเป็นกระบวนพยุหะพื้นฐาน จากนั้นจึงใช้กระบี่วิเศษมีอันดับทั้งแปดสิบเอ็ดเล่มนี้เป็นแกนกลางคอยชักนำกระบี่วิเศษที่เหลือทั้งหมดให้เคลื่อนไหวตามแนวทางของเคล็ดวิชา

พลังปราณของจี้หนิงถ่ายเทเข้าสู่กระบี่แต่ละเล่มและถูกเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นพลังกระบี่อันร้ายกาจที่รวมตัวกันขึ้นในรูปของกระบี่แห่งแสงที่เบื้องหน้าของเขา

เก้ากระบี่พลังหยางที่ทำหน้าที่เป็นดั่งหัวใจของพยุหะกระบี่เป็นกระบี่วิเศษอันดับมนุษย์ขั้นสูงสุดที่ทัดเทียกับกระบี่อันดับพิภพ ทั้งยังจัดสร้างจากแหล่งเดียวกันด้วยวัสดุและวิธีการเดียวกันทั้งเก้าเล่มส่งผลให้พลังของ พยุหะพันกระบี่จำลองในยามนี้เพิ่มพูนขึ้นจนถึงระดับน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง

จู่โจม!” จี้หนิงกำหนดจิตส่งกระบี่แห่งแสงอันงดงามเจิดจ้าให้พุ่งทะลวงเข้าหาร่างแหของทัณฑ์เทพอัสนีที่กำลังพุ่งเข้ามา

พริบตาที่เกิดการปะทะ ทัณฑ์เทพอสนีก็แตกระเบิดออกจนเกิดเป็นเสียงดังกึกก้องกัมปนาท จี้หนิงไม่รอช้ารีบกำหนดจิตส่งกระบี่แห่งแสงอีกสามเล่มติดตามออกไป

บัดซบ!หยินเซี่ยเหวินเจี่ยนอุทานด้วยโทสะ พลังปราณของจี้หนิงที่ถูกขยายขึ้นผ่านพยุหะพันกระบี่จำลองนั้นเทียบได้กับระดับของปรมาจารย์หมื่นสำแดงในขณะที่พลังของมันถูกจำกัดอยู่ในระดับตำหนักม่วงขั้นสูงสุดเท่านั้น นอกจากนี้ทั้งเคล็ดกระบี่ตลอดจนระดับความรู้แจ้งแห่งเต๋าของจี้หนิงก็ล้วนเหนือล้ำกว่า ดังนั้นเมื่อตกอยู่ใต้การโหมจู่โจมจากพยุหะพันกระบี่จำลองหยินเซี่ยเหวินเจี่ยนจึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบโดยสิ้นเชิง

กระบี่เจ็ดดาว!” หยินเซี่ยเหวินเจี่ยนไม่มีทางเลือกอื่น ได้แต่เรียกอาวุธคู่มือทั้งเจ็ดเล่มออกมา กระบี่วิเศษที่เปล่งประกายสายฟ้าอันเจิดจ้าหมุนวนโคจรในรูปขบวนของกลุ่มดาวทั้งเจ็ดแห่งทิศเหนือ

สลายไปซะ!” หยินเซี่ยเหวินเจี่ยนคำรามออกมาสุดเสียง พลังของกระบี่ทั้งเจ็ดที่หมุนโคจรอย่างลึกซึ้งเชื่องช้าตามลักษณะของกลุ่มดาวทำลายกระบี่แห่งแสงอันดุดันทั้งสามเล่มไปจนหมดสิ้น

หยินเซี่ยเหวินเจี่ยนแค่นเสียงออกมาด้วยความขัดใจ มันเรียกกระบี่ทั้งหมดกลับคืนแล้วหันร่างทะยานจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก เมื่อมันใช้อาวุธวิเศษมากกว่าหนึ่งเล่มก็ย่อมเท่ากับฝ่าฝืนข้อกำหนดของการทดสอบและตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป

ช่างร้ายกาจนัก จี้หนิงทำได้เพียงมองตามเงาหลังของอีกฝ่ายแล้วทอดถอนใจชมเชย เมื่อมันสำแดงพลังที่แท้จริงออกมาก็สามารถทำลายท่าไม้ตายของข้าลงได้อย่างง่ายดายทั้งที่ยังเป็นแค่สาวกตำหนักม่วง ยอดอัจฉริยะนั้นไม่อาจวัดคำนวณได้ด้วยหลักเกณฑ์ทั่วไปจริงๆ

คำพูดแม้กล่าวเช่นนั้นทว่าเขาเองไยมิใช่เป็นเช่นเดียวกัน ผู้ที่เข้ารับการทดสอบเพียงถูกคาดหวังให้บุกทะลวงและหลบหนีออกจากถ้ำไปให้ได้เท่านั้น แต่จี้หนิงกลับบีบบังคับให้ผู้พิทักษ์ต้องลงมืออย่างสุดกำลังจนถูกปรับให้เป็นฝ่ายพ่ายแพ้

สำนักเซียนขาวดำ…” จี้หนิงมุ่งหน้าออกจากถ้ำอย่างไม่เร่งร้อนและโดยสารเรือเหาะขึ้นสู่ท้องฟ้าพลางจ้องมองเทือกเขาอันงดงามที่ลดหลั่นรายล้อมอยู่รอบด้าน นับจากวันนี้เขาจะเป็นศิษย์ของสำนักเซียนขาวดำอย่างเต็มตัว

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

 

เล่มที่7 บทที่18: จี้หนิงและมู่จื่อซัว

Desolate Era เล่ม7: นครไร้ระลอก

บทที่ 18: จี้หนิงและมู่จื่อซัว

หมื่นอสนีบาตที่แลบลั่นลงมาเบื้องล่างไม่ขาดสายฟาดทำลายเหล่าผู้ฝึกตนจำนวนมากที่พยายามฟันฝ่าขึ้นไปให้ร่วงกลับลงสู่พื้นดิน ในขณะที่บรรดายอดฝีมือที่แท้จริงต่างพากันทุ่มเทไม้ตายก้นหีบออกไป ร่างของพวกมันบ้างปรากฏรัศมีสีทองหลายชั้นเข้าครอบคลุม บ้างใช้ออกด้วยพลังแห่งมังกรจนบังเกิดเงามังกรศักดิ์สิทธิ์ขึ้นซ้อนทับกับร่างกาย ท่ามกลางยอดวิชาที่เหล่าอัจฉริยะทยอยใช้ออก บงกชวารีอัคคีกลับกลายเป็นวิชาอันพื้นเพสามัญและถูกข่มจนหม่นหมองไป

เด็กหนุ่มชุดขาวบนมังกรกลไกสีครามก็ส่งเสียงตวาดดังก้อง มังกรครามขดกายแล้วดีดพุ่งติดต่อกัน กรงเล็บอันแข็งแกร่งกวาดกราดออกทุกทิศทางพร้อมกับขนดหางที่สะบัดฟาดไม่หยุดหย่อน สายฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วนที่พุ่งเข้าหาล้วนถูกหลบเลี่ยงและปัดป้องออกไปจนหมดสิ้น

“ครึ่งกำลังค่ายกล” ชายกลางคนผมดำออกคำสั่ง เศียรมังกรครึ่งหนึ่งหันมามุ่งโจมตีผู้ฝึกตนที่รวมกลุ่มกันบุกขึ้นมา

“ยอดเยี่ยม ช่างเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!” ท่ามกลางวิชชุอสนีที่รายรอบ เด็กหนุ่มชุดขาวกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี มังกรกลไกของมันสำแดงพลังซ่อนเร้นออกมาอย่างเต็มที่ สายฟ้าอันหนาแน่นรุนแรงไม่อาจทำอย่างไรหนึ่งคนหนึ่งกลไกคู่นี้ได้

“มังกรครามสะบัดหาง”

“มังกรครามทะยานฟ้า”

เด็กหนุ่มชุดขาวบุกฝ่าสูงขึ้นไปพร้อมกับออกคำสั่งกำกับการเคลื่อนไหวของมังกรคู่ใจอย่างต่อเนื่อง ดวงตาของมันทอประกายร้อนแรงเจิดจ้า สมาธิจิตใจจมดิ่งอยู่ในห้วงแห่งการควบคุมบังคับเครื่องกลไกโดยสิ้นเชิง

ขณะเดียวกันจี้หนิงที่ร่างถูกห่อหุ้มอยู่ภายในกลีบบงกชหลายชั้นก็ไล่ติดตามอยู่ไม่ห่างจากเด็กหนุ่มชุดขาว สายฟ้าที่เล็ดลอดผ่านบงกชวารีอัคคีมาได้ล้วนถูกกระบี่อุดรทมิฬในมือปัดป่ายออกไปจนหมดสิ้นเช่นเดียวกัน

แต่แล้วทันใดนั้นหางมังกรพลันสะบัดฟาดออก สายฟ้าจำนวนสามเส้นถูกปัดป่ายแฉลบออกไปด้านข้างซึ่งเป็นตำแหน่งที่จี้หนิงกำลังบุกฝ่าขึ้นมาพอดี

จี้หนิงส่งเสียงอุทานด้วยสีหน้าที่ไม่อาจรักษาความเยือกเย็นเอาไว้เมื่อเหลือบเห็นสายฟ้าพุ่งเปลี่ยนทิศทางเข้าจู่โจมอย่างกะทันหันโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

“หยาดพิรุณควบแน่น!” เขารีบเปลี่ยนกระบวนท่าบังคับกระบี่ในมือให้ตวัดย้อนกลับมาปิดป้องเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด และอดมิได้ที่จะต้องถลึงตาใส่เด็กหนุ่มชุดขาวที่เป็นต้นเหตุคราหนึ่ง

เด็กหนุ่มชุดขาวค่อยรู้สึกตัวจากภวังค์ ใบหน้าบังเกิดเค้าความละอายขึ้น มันรีบส่งเสียงทางกระแสจิต “ช่างเป็นความผิดพลาดที่น่าอับอายนัก ข้ามิได้ตั้งใจ ขอท่านพี่โปรดให้อภัยด้วย”

จี้หนิงเมื่อเห็นมันยินยอมเสียสมาธิส่งเสียงทางจิตมาขอโทษตนเองท่ามกลางสถานการณ์อันคับขันก็อดมิได้ต้องใจอ่อนลง เขาส่งกระแสจิตกลับไป “แล้วกันไปเถอะ”

“ต่อไปข้าจะระมัดระวังให้มากกว่านี้” เด็กหนุ่มชุดขาวยังคงรู้สึกผิดอยู่ไม่คลาย

“รีบเตรียมรับมือให้ดีเถิด พวกเรากำลังจะเผชิญการโจมตีอย่างสุดกำลังจากค่ายกลแล้ว” จี้หนิงแทบหัวเราะออกมาเมื่อเห็นท่าทางของมัน

การที่ทั้งสองสามารถแบ่งแยกสมาธิมาสนทนากันเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าพวกมันสามารถรับมือกับค่ายกลระดับครึ่งกำลังเอาไว้ได้อย่างไม่ลำบากยากเย็นนัก

จี้หนิง เด็กหนุ่มชุดขาว และยอดฝีมืออีกจำนวนหนึ่งทะยานไต่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนสามารถมองเห็นรูปลักษณะของเศียรมังกรทั้งแปดร้อยสิบหัวได้อย่างชัดเจนในที่สุด

เมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีของสายฟ้าจากเศียรมังกรที่ชุมนุมกันอย่างหนาแน่นในระยะประชิด ผู้ที่มีพลังฝีมืออ่อนด้อยกว่าล้วนบังเกิดอาการมือไม้ปั่นป่วนขึ้นมา ยอดฝีมืออีกสองคนไม่อาจทานทนต่อไปและถูกสายฟ้าฟาดใส่จนร่วงหล่นลงไปเบื้องล่าง ถึงตอนนี้หลงเหลือผู้เข้ารับการทดสอบเพียงแปดคนที่ยังเหินบินมุ่งหน้าต่อไป

“ปลดปล่อยค่ายกลเต็มกำลัง!” ชายกลางคนผมดำออกคำสั่งอีกครั้ง

เสียงระเบิดครืนครั่นด้วยอานุภาพราวกับจะถล่มฟ้าทลายพสุธาดังขึ้นถี่รัว เศียรมังกรทั้งหมดถูกเร่งเร้าจนเปล่งแสงสีครามเจิดจ้า พลังสายฟ้าถูกปลดปล่อยให้แตกระเบิดออกไปที่จุดเดียว ชั่วขณะนั้นทุกหนแห่งรอบด้านล้วนท่วมท้นไปด้วยพลังทำลายล้างของวิชชุอสนี

“บงกชวารีอัคคี!!” ดวงตาทั้งสองของจี้หนิงเปล่งประกายความคลุ้มคลั่ง กระบี่คู่ในมือจู่โจมรังสีกระบี่ออกไปทุกทิศทุกทาง พร้อมกับบงกชวารีและบงกชอัคคีชั้นแล้วชั้นเล่าที่ปรากฏขึ้นห่อหุ้มร่างของเขาไว้อย่างหนาแน่น ยามเมื่อชั้นใดชั้นหนึ่งถูกทำลายกลีบบงกชชั้นใหม่ก็จะรีบก่อตัวขึ้นทดแทนทันทีจนสายฟ้านับพันนับหมื่นนั้นไม่อาจแทรกซึมเข้าถึงตัวของเขาได้

“บุก!” จี้หนิงตวาดก้องเร่งเร้าพลังทั่วร่างแล้วบุกทะลวงต่อไปจนหลุดพ้นจากรัศมีของค่ายกลเศียรมังกรได้ในที่สุด จนถึงบัดนี้เขาค่อยสังเกตเห็นนักพรตทั้งหกที่เฝ้ามองการทดสอบอยู่จากเบื้องบน

ก่อนที่จี้หนิงจะทันมีความเคลื่อนไหวอันใด เสียงระเบิดอันกึกก้องก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังพร้อมกับมังกรครามอันทรงพลังที่ผุดพ้นจากแนวค่ายกลออกมา เด็กหนุ่มชุดขาวบนหลังมังกรส่งยิ้มให้แก่จี้หนิงอย่างเป็นมิตร ทั้งสองสบตากันคราหนึ่งแล้วต่างก็พุ่งกายไปยังถ้ำภูเขาอันเป็นจุดหมายท่ามกลางเสียงระเบิดและเสียงร้องตวาดที่ยังคงดังอยู่อย่างต่อเนื่องก่อนที่เงาร่างอีกกลุ่มหนึ่งจะทะลวงฝ่าแนวป้องกันสุดท้ายของค่ายกลออกมาได้ในเวลาไล่เลี่ยกัน

เมื่อมาถึงหน้าปากถ้ำซึ่งกว้างประมาณสิบเมตรเด็กหนุ่มชุดขาวก็เก็บมังกรกลไกของตนแล้วยืนหยัดเคียงคู่กับจี้หนิง “ข้ามู่จื่อซัว ต้องขออภัยสหายทางพรตท่านนี้ที่ฝีมือการบังคับเครื่องกลไกของข้ายังอ่อนด้อยจนเกือบสร้างความลำบากให้กับท่าน”

“ข้ามีนามว่าจี้หนิง” จี้หนิงส่งยิ้มกลับให้แก่มัน “เรื่องนี้ไม่อาจโทษท่านได้ ทุกผู้คนต่างมุ่งมั่นที่จะผ่านการทดสอบ ย่อมไม่อาจแบ่งแยกสมาธิจากเหตุการณ์ตรงหน้า”

เด็กหนุ่มชุดขาวมู่จื่อซัวรับฟังจนรีบผงกศีรษะ

จี้หนิงบังเกิดความรู้สึกที่ดีต่อเด็กหนุ่มที่สัตย์ซื่ออ่อนต่อโลกผู้นี้ ดูจากภายนอกเด็กหนุ่มผู้นี้ยังอ่อนวัยยิ่งกว่าตัวเขา คาดว่ามันคงบรรลุระดับเหนือธรรมชาติได้ก่อนเขาอีก

“ท่านพี่มู่ ปีนี้ข้าอายุครบสิบหกปี ไม่ทราบว่าท่านอายุเท่าใด?” จี้หนิงกล่าวถามออกไป

“สิบสี่ปี” มู่จื่อซัวตอบคำถามตามความสัตย์จริง

เหล่าผู้ที่ติดตามมาถึงในภายหลังต่างรับฟังจนบังเกิดความปั่นป่วนขึ้น พวกมันล้วนไม่อาจซ่อนสีหน้าท่าทางเอาไว้… สัตว์ประหลาด สองคนนี้ล้วนเป็นสัตว์ประหลาดอย่างแท้จริง ผู้หนึ่งอายุสิบหกปี อีกผู้หนึ่งอายุสิบสี่ปี และมันทั้งสองยังเป็นผู้ที่ฝ่าค่ายกลออกมาได้ก่อนคนทั้งหมดอีกด้วย!

ชายหนุ่มชุดดำที่ยังคงมีริ้วรอยของอาการบาดเจ็บบนร่างจ้องมองจี้หนิงไม่วางตา “จี้หนิงผู้นี้มีอายุเพียงแค่สิบหกปีแต่กลับมีความสำเร็จในประกายชาดเก้าชั้นฟ้าเทียบเท่ากับข้าทั้งยังบุกฝ่าค่ายกลออกมาได้โดยไร้บาดแผล ส่วนข้ากลับต้องใช้ความพยายามถึงสองครั้งครา…”

มันเป็นบุคคลแรกที่บุกฝ่าขึ้นไปถึงจุดสูงสุดและถูกสายฟ้าฟาดทำร้ายจนร่วงหล่นลงมาครึ่งทาง หลังจากนั้นเมื่อพวกของจี้หนิงและมู่จื่อซัวทยอยเหินร่างบุกขึ้นไปบ้าง มันจึงรีบพลิกร่างและติดตามคนทั้งหมดขึ้นไปอีกครั้ง

ถึงแม้พลังสายฟ้าจะถักทอเป็นตาข่ายที่ครอบคลุมทั่วทั้งบริเวณแต่เมื่อคนทั้งหมดบุกทะลวงขึ้นไปอย่างพร้อมเพรียงก็เท่ากับว่าแต่ละคนช่วยต้านทานสายฟ้าบางส่วนให้แก่กันและกัน ชายหนุ่มชุดดำเองก็ใช้โอกาสนี้ในการทะลวงฝ่าออกมาได้สำเร็จเช่นกันแม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บตามร่างกายบ้างก็ตาม

มู่จื่อซัวเหลือบมองการทดสอบที่ด้านล่างซึ่งยังคงดำเนินต่อไปแล้วทอดถอนใจออกมา “ค่ายกลที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกชั้นสูงมากมายถึงเพียงนี้นับว่าร้ายกาจยิ่งนัก การทดสอบเข้าสู่สำนักเซียนขาวดำนับว่ายากเย็นสมคำร่ำลือ”

จี้หนิงเองก็จ้องมองเหล่าผู้ฝึกตนที่เบื้องล่างซึ่งยังคงพยายามบุกฝ่าขึ้นมาเช่นกัน “ถูกต้องแล้ว” จี้หนิงเห็นด้วยกับมัน “แต่อย่างไรก็ตามแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ก็ยังมียอดอัจฉริยะอยู่ไม่น้อย”

คำพูดไม่ทันสิ้นสุด เงาร่างอีกสายหนึ่งก็ทะลวงออกจากแนวค่ายกลขึ้นสู่ท้องฟ้าลากเป็นวงโค้งอันงดงามเข้าหาหน้าปากถ้ำ เจ้าของเงาร่างนั้นคือสตรีในชุดสีม่วงที่มีใบหน้าเย็นชาราวเคลือบคลุมด้วยหิมะน้ำแข็ง ทว่าดวงตาคู่งามนั้นกลับเต็มไปด้วยความร้อนแรงเจ้าอารมณ์ของยอดอัจฉริยะที่ถูกผู้คนตามใจมาตั้งแต่เล็ก

ไม่นานหลังจากนั้นชายผมดำก็ประกาศขึ้น “เวลาหมดลงแล้ว”

เศียรมังกรทั้งแปดร้อยสิบหัวต่างหยุดการโจมตีลง ในขณะที่ยอดฝีมือบางคนยังคงบุกฝ่าขึ้นมาไม่หยุดยั้ง…

“ล้วนไสหัวกลับลงไปให้หมดสิ้น!” ชายผมดำพลันส่งเสียงคำราม ดวงตาของมันเปล่งประกายแข็งกร้าวน่าสะพรึงกลัว พลังแห่งเทพสำนึกกดกระแทกลงสู่เบื้องล่างส่งผลให้เหล่ายอดฝีมือที่กลางอากาศทั้งหมดร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน

“การจู่โจมด้วยเทพสำนึก!” ดวงตาของจี้หนิงเปล่งประกาย เขาสามารถสังเกตเห็นเหล่าผู้ฝึกตนที่จิตวิญญาณถูกจู่โจมใส่โดยตรงจนสิ้นสติลงในทันทีที่ถูกเทพสำนึกกระแทกเข้าใส่

“ที่แท้ในโลกนี้กลับมีเคล็ดวิชาที่ใช้เทพสำนึกจู่โจมออกโดยตรงเช่นนี้ด้วย?” จี้หนิงรู้สึกคันที่หัวใจจนยากจะเกา หนึ่งในจุดเด่นของเขาคือพลังแห่งจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งเทียบเท่ากับนักพรตแห่งจักรวาลแรกกำเนิด อีกทั้งเคล็ดวิชาเพ่งจิตภาพวาดเทพธิดาหนี่วาก็ยังช่วยสร้างเสริมจิตวิญญาณของเขาเข้มแข็งขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง จี้หนิงตัดสินใจในทันทีว่าเขาจะต้องหาทางร่ำเรียนเคล็ดวิชาใช้เทพสำนึกจู่โจมให้จงได้ นั่นจะเป็นยอดวิชาประจำตัวของเขาอีกแขนงหนึ่ง!

………

ชายกลางคนผมสีดำและนักพรตอีกห้าคนเหินบินขึ้นมาที่หน้าปากถ้ำ พวกมันทุกคนล้วนมีลักษณะอันพิเศษเฉพาะ บ้างสง่างาม บ้างอ้วนฉุ แต่ทุกผู้คนล้วนเปล่งรัศมีแห่งพลังอันสูงส่งออกมา

“คารวะผู้อาวุโส” จี้หนิงและผู้ที่ผ่านการทดสอบทั้งหมดเก้าคนต่างรีบเปล่งเสียงทักทายและทำความเคารพ นักพรตทั้งหกกวาดตามองดูพวกมันโดยเฉพาะจี้หนิงถูกจ้องมองนานเป็นพิเศษ

“เจ้า” ดวงตาของชายผมดำทอประกายดุดัน มันชี้นิ้วไปที่ชายหนุ่มชุดสีฟ้าที่สวมมงกุฎ ชายหนุ่มชุดสีฟ้ารีบส่งเสียงขึ้น “เรียนผู้อาวุโส ข้ามีนามว่า ตงเหอชิงฉง”

จี้หนิงและคนที่เหลือต่างลอบส่งสายตาเหลือบมอง ตระกูลตงเหอ? นั่นไยมิใช่หนึ่งในแปดหน่วยงานทรงอิทธิพล?

แต่ชายผมดำเพียงแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา “ข้าไม่สนใจว่าเจ้าจะมีชาติตระกูลยิ่งใหญ่มาจากไหน ต่อให้เป็นทายาทตระกูลเป่ยซานหรือเชื้อพระวงศ์ของจักรวรรดิเซี่ยหากคิดเข้าสู่สำนักเซียนขาวดำก็ต้องปฏิบัติตามกฎของสำนัก เจ้าเมื่อใช้ผนึกแห่งเต๋าก็ต้องถือว่าไม่ผ่านการทดสอบ รีบไสหัวไปซะ”

ก่อนหน้าที่จะเข้าสู่การทดสอบทุกผู้คนล้วนได้ผ่านตากฎข้อบังคับตั้งแต่ที่ประตูใหญ่ และการห้ามใช้งานผนึกแห่งเต๋าก็ถูกระบุเอาไว้อย่างชัดเจน ชายหนุ่มชุดสีฟ้าขบฟันแนบแน่น ร่างของมันพลันกลับกลายเป็นประกายแสงเหินบินออกจากถ้ำไปอย่างรวดเร็ว

“เจ้าคือมู่จื่อซัว?” ชายผมดำหันมาส่งยิ้มให้แก่เด็กหนุ่มชุดขาวแล้วผงกศีรษะให้ “อายุเพียงสิบสี่ปีก็มีความสำเร็จถึงเพียงนี้ต้องนับว่าไม่เลว ขอให้ข้าชมดูมังกรกลไกของเจ้า”

“ทราบแล้ว” มู่จื่อซัวทราบดีว่าผู้ควบคุมการทดสอบมีสิทธิ์ที่จะขอตรวจเครื่องกลไกที่ถูกใช้งานเพื่อยืนยันว่าเครื่องกลไกนั้นมิได้มีจิตวิญญาณแฝงเร้นหรือมีแหล่งพลังงานพิเศษที่จะช่วยให้เจ้าของผ่านการทดสอบโดยมิได้ใช้ฝีมือและพลังปราณของตนเองในการบังคับควบคุม

ซึ่งความจริงคนทั้งหกเพียงชมดูจากการทดสอบก็สามารถบอกได้แล้ว ที่ว่าขอตรวจสอบนั้นเพียงกระทำไปตามระเบียบเท่านั้น ชายผมดำก้มลงมองดูคราหนึ่งแล้วจึงประกาศรับรอง “เป็นไปตามข้อบังคับ”

เมื่อมู่จื่อซัวเก็บมังกรกลไกกลับไปชายผมดำจึงกล่าวต่อ “พวกเจ้าทั้งแปดคนผ่านการทดสอบในรอบแรก การทดสอบในรอบที่สองนี้จะเป็นรอบสุดท้าย ขอเพียงเจ้าผ่านไปได้ก็จะถูกรับเข้าเป็นศิษย์ของสำนักเรา”

จี้หนิงสะท้านขึ้นภายในใจ การทดสอบในรอบแรกยังยากเย็นถึงเพียงนี้ กระทั่งเด็กหนุ่มชุดดำที่สำเร็จประกายชาดเก้าชั้นฟ้าขึ้นที่เจ็ดก็ยังเกือบเอาตัวไม่รอดแล้วยังจะมีการทดสอบรอบต่อไปอีก?

“ฉงเอ๋อ” สตรีชุดขาวซึ่งเป็นหนึ่งในหกนักพรตที่ควบคุมการทดสอบพลันส่งเสียงขึ้น ในขณะที่เด็กหนุ่มชุดดำขานรับด้วยความเคารพ “ท่านอา”

“เมื่อใดที่เจ้าสำเร็จประกายชาดเก้าชั้นฟ้าถึงขั้นที่เก้าเจ้าย่อมสามารถเข้าเป็นศิษย์ของสำนักเซียนขาวดำเราได้อย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ความสำเร็จของเจ้าเพียงอยู่ในขั้นที่เจ็ด…” นางได้แต่ส่ายหน้า ไม่อาจหักใจกล่าวต่อไป

“ข้าไม่อาจรอต่อไปแล้ว อาจต้องใช้เวลาอีกสิบหรือยี่สิบปีกว่าที่ข้าจะบรรลุถึงขั้นที่เก้า” เด็กหนุ่มชุดดำกล่าวอย่างร้อนรน

“เจ้าไม่อาจผ่านการทดสอบสุดท้ายนี้ไปได้หรอก” สุดท้ายสตรีชุดขาวยังคงต้องกล่าวออกไป

“ท่านอา ข้าขอลองดูสักครั้ง” เด็กหนุ่มชุดดำกล่าวอย่างดื้อรั้น มันไหนเลยยอมจากไปในลักษณะนี้ได้?

สตรีชุดขาวทำได้เพียงส่ายหน้าและไม่กล่าวอันใดอีก

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่7 บทที่17: หมื่นอสนีแลบลั่น

Desolate Era เล่ม7: นครไร้ระลอก

บทที่ 17: หมื่นอสนีแลบลั่น

ชั่วพริบตาดวงตะวันก็โคจรลงแตะขอบฟ้า แสงสายัณห์ทาบทอปฐพีลากเงายาวเหยียดจากวัตถุธาตุเมื่อดวงอาทิตย์ครึ่งดวงเริ่มลับหายจากสายตา

“การทดสอบของวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว ผู้ที่ยังประสงค์จะเข้ารับการทดสอบจงกลับมาใหม่อีกครั้งในเช้าวันรุ่งขึ้น” ชายกลางคนผมดำบนลำเรือโบกมือคราหนึ่ง กระจกทองแดงที่เหนือศีรษะก็หดตัวและลอยลงบนฝ่ามือของมันในขณะที่เรือน้อยล่องลอยกลับเข้าสู่ฟากฝั่ง

ชายผมดำเก็บเรือโดยสารเข้าสู่สมบัติวิเศษ มันกวาดตามองผู้ที่ผ่านการทดสอบพื้นฐานที่เบื้องหน้าแล้วจึงพยักหน้าเล็กน้อย “มีแต่ผู้ที่มั่นใจในตนเองอย่างเปี่ยมล้นจึงกล้าเดินทางมาสมัครในวันแรก ศิษย์ที่สำนักเซียนขาวดำรับไว้ส่วนมากก็ล้วนมาจากการทดสอบในวันแรก”

“พวกเจ้าทั้งหมดเก้าร้อยหกสิบสองคนผ่านการทดสอบในชั้นแรกนี้มาได้ แต่สุดท้ายผู้ที่จะได้เข้าเป็นศิษย์ของสำนักจะมีไม่เกินจำนวนนิ้วบนมือข้างหนึ่งเท่านั้น หากคิดผ่านการทดสอบพวกเจ้าจะต้องพยายามให้ถึงที่สุด ห้ามออมมือแม้แต่น้อย”

“ทราบแล้ว” ผู้ผ่านการทดสอบชั้นแรกทั้งหมดต่างรับคำเป็นเสียงเดียว

ชายผมดำผงกศีรษะด้วยความพึงพอใจ “ตามข้ามา”

ขณะที่กลุ่มผู้ฝึกตนซึ่งผ่านการทดสอบทยอยเดินติดตามชายผมดำไป จี้หนิงเหลียวมองกลับไปยังอีกด้านของทะเลสาบอีกครั้ง เหล่าญาติมิตรและผู้ติดตามของกลุ่มคนเหล่านี้รวมถึงท่านลุงขาวต่างยืนชะเง้อรอคอยอย่างเงียบงัน

………

สำนักเซียนขาวดำที่ตั้งอยู่ในนครไร้ระลอกกินพื้นที่กว่าเก้าร้อยกิโลเมตรซึ่งนับเป็นขนาดอันเล็กน้อยยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับค่ายสำนักแห่งอื่น ทว่าสำหรับจี้หนิงแล้วพื้นที่ขนาดนี้สามารถเทียบได้กับประเทศทั้งประเทศในโลกที่เขาจากมาซึ่งเป็นหนึ่งในดินแดนย่อยนับหลายล้านแห่งในห้วงจักรวาลนี้ จึงมิใช่เรื่องแปลกที่อาณาเขตของสำนักจะครอบคลุมถึงแนวเทือกเขาขนาดย่อมแห่งหนึ่ง

“หยุด” จี้หนิงและบุคคลอีกเก้าร้อยกว่าคนที่ติดตามชายผมดำเข้าไปถึงหน้าช่องเขาขนาดใหญ่ต่างพากันชะงักเท้าตามคำสั่ง

“จงตื่นขึ้น” ชายผมดำเปล่งเสียงตวาดดังสะท้าน

ช่องเขาอันกว้างใหญ่หลายกิโลเมตรพลันปรากฏม่านน้ำจำนวนนับไม่ถ้วนที่ก่อตัวขึ้นเป็นอาณาเขตผนึกขนาดมหึมาครอบคลุมยอดเขาหลายลูกและคนทั้งหมดเอาไว้

ขณะเดียวกันที่รอบด้านก็บังเกิดเสียงการทำงานของกลไกดังระงม เงาร่างขนาดยักษ์จำนวนแปดร้อยสิบสายพุ่งทะยานออกจากถ้ำภูเขาลอยตัวอยู่กลางอากาศล้อมพวกมันเอาไว้ที่กึ่งกลาง เมื่อเห็นชัดตาค่อยทราบว่านั่นเป็นเครื่องกลไกในรูปของเศียรมังกรจำนวนแปดร้อยสิบหัวที่แสยะปากอ้ากว้างจ้องมองลงมา

“ค่ายกล!”

“ค่ายกลจากเครื่องกลไกชั้นยอดกว่าแปดร้อยเครื่อง!”

ในกลุ่มของผู้ที่ผ่านการทดสอบมีอยู่จำนวนไม่น้อยที่มีภูมิรอบรู้ด้ายค่ายกลและเครื่องกลไก พวกมันต่างร้องอุทานด้วยความแตกตื่น ในจำนวนนั้นมีบ้างบางคนที่สีหน้าเผือดซีดลงในทันทีที่เห็นค่ายกลเหล่านี้

ชายผมดำเหินร่างขึ้นกลางหาวท่ามกลางหมู่เศียรมังกรกลไกพร้อมกับเงาร่างอีกห้าสายที่พุ่งทะยานออกจากถ้ำมาสมทบ ร่างของคนทั้งหกที่ประกอบด้วยห้าบุรุษหนึ่งสตรีล้วนเปล่งรัศมีอันทรงพลังออกมา

“ฟังให้ดี” ชายผมดำประกาศก้อง “หลังจากนี้เศียรมังกรทั้งหมดจะเริ่มทำการโจมตี สิ่งที่พวกเจ้าจะต้องทำก็คือทนทานรับการจู่โจมทั้งหมดเอาไว้แล้วเหินบินเข้าสู่ถ้ำที่อยู่ด้านข้างนี้ก่อนชั่วธูปเผาไหม้หมดดอก ผู้ที่ไม่สามารถกระทำได้ล้วนถูกคัดออกทั้งสิ้น!”

ก่อนกลุ่มผู้ฝึกตนที่เบื้องล่างจะทันมีความเคลื่อนไหวใด ธูปขนาดใหญ่หนึ่งดอกก็ปรากฏขึ้นในมือของชายผมดำ และทันทีที่ธูปเริ่มต้นเผาไหม้เศียรมังกรทั้งหมดก็เปล่งแสงสีครามสว่างเจิดจ้า วิชชุอสนีจำนวนนับหมื่นสายฟาดผ่าลงมาจากปากที่อ้ากว้างเหล่านั้นพร้อมกับเสียงระเบิดดังสะเทือนเลื่อนลั่น

“เริ่มได้!”

………

“การจะขึ้นไปให้ถึงถ้ำแห่งนั้นนับว่าไม่ง่ายดาย” จี้หนิงแหงนหน้าเพ่งมองพลางครุ่นคิด เศียรมังกรเหล่าทั้งหมดไม่เพียงลอยอยู่สูงจากพื้นดิน ยังกระจุกตัวอยู่บริเวณหน้าปากถ้ำอีกด้วย ช่องเขาที่พวกเขายืนอยู่นี้กว้างขวางเป็นอย่างยิ่งทั้งยังทอดระยะจากปากมังกรพอสมควรแต่ละคนจึงเพียงเผชิญหน้ากับสายฟ้าไม่กี่สายเท่านั้น แต่การจะบุกไปให้ถึงถ้ำภูเขาหมายความว่าเขาจะต้องทะลวงฝ่าเศียรมังกรที่หนาแน่นและพายุสายฟ้าเกือบทั้งหมดเข้าไปโดยตรง

จี้หนิงถ่ายทอดพลังปราณเข้าสู่กระบี่อุดรทมิฬทั้งคู่จนเปี่ยมล้นและทดลองใช้มันฟันเข้าใส่สายฟ้าเส้นหนึ่งอย่างสุดแรง

“ช่างทรงพลังยิ่งนัก!” จี้หนิงเปล่งเสียงอุทานออกมา มือที่กุมกระบี่สั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม

ในขณะเดียวกันผู้คนที่รอบด้านก็เริ่มทยอยเรียกสมบัติวิเศษของตนออกมาพร้อมกับเหินบินขึ้นสู่ท้องฟ้า แต่ยิ่งขึ้นสูงมากขึ้นเท่าใดสายฟ้าที่ฟาดจู่โจมก็ยิ่งหนาแน่นรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ในที่สุดผู้คนส่วนใหญ่ก็ไม่อาจต้านทานและร่วงหล่นลงบนพื้นช่องเขาอีกครั้ง

………

นักพรตจักรวาลแรกกำเนิดทั้งหกของสำนักเซียนขาวดำที่ลอยตัวอยู่เหนือค่ายกลเศียรมังกรต่างพากันสนทนาดื่มกินกันอย่างปรอดโปร่ง

“พวกท่านคิดว่าในเด็กน้อยเหล่านี้จะมีสักกี่คนที่สามารถผ่านเข้าไปในถ้ำได้?” ชายกลางคนที่ไว้เครายาวกล่าวถามขึ้นท่ามกลางเสียงหัวเราะ

ชายศีรษะล้านที่รูปร่างอ้วนเตี้ยยักไหล่คราหนึ่ง “อาจไม่มีแม้แต่ผู้เดียว”

“สมควรไม่แย่ถึงเพียงนั้นกระมัง?” สตรีในชุดยาวสีขาวแย้มยิ้มพลางกล่าวขึ้นบ้าง “อย่างน้อยสมควรมีสามถึงสี่คนที่สามารถกระทำได้ เด็กหญิงที่กำลังบุกขึ้นมานางนั้นก็ดูท่าทางไม่เลว”

สายตาของพวกมันทั้งหกต่างจ้องจับไปที่ร่างของสตรีชุดดำที่กำลังเหินบินขึ้นมา รอบกายของนางรายล้อมไว้ด้วยเถาไม้เลื้อยจำนวนมาก เมื่อใดที่สายฟ้าฟาดเข้าใส่ เถาไม้เหล่านั้นก็จะช่วยดูดซับและปกป้องร่างของนางเอาไว้

แต่เมื่อสตรีชุดดำบุกทะลวงขึ้นมาจนถึงกึ่งกลางทางและเคลื่อนใกล้ระดับของเศียรมังกรเข้าไปชายผมดำก็พลันตวาดขึ้น “ครึ่งกำลังค่ายกล”

ทันใดนั้นเศียรมังกรจำนวนสี่ร้อยห้าจากแปดร้อยสิบหัวพลันหันเข้าหาร่างของสตรีชุดดำและปลดปล่อยอสนีบาตหลายพันเส้นสายเข้าใส่ แม้นางจะพยายามใช้เถาไม้เลื้อยเหล่านั้นเข้าต้านทานอย่างสุดกำลังทว่ากลับไร้ผลโดยสิ้นเชิง หลังจากเสียงระเบิดดังกึกก้องร่างของสตรีชุดดำก็ร่วงหล่นลงกระแทกพื้นเบื้องล่าง

“นางไม่อาจต้านทานแม้ครึ่งกำลังค่ายกล…” ชายผมดำส่ายหน้าในขณะที่สตรีชุดขาวผงกศีรษะกล่าวอย่างเห็นพ้อง “นางยังมิใช่ยอดอัจฉริยะที่แท้จริง”

……..

จี้หนิงมิได้รีบร้อนลงมือหากเฝ้าสังเกตการณ์อย่างเยือกเย็น เขาเห็นเด็กหนุ่มชุดดำที่ฝึกฝนประกายชาดเก้าชั้นฟ้าถึงขั้นที่เจ็ดผู้นั้นเหินร่างขึ้นไปจนถึงจุดที่เศียรมังกรกลไกชุมนุมอยู่และถูกอสนีบาตทั้งหมดกลุ้มกระหน่ำเข้าใส่จนร่วงหล่นลงมา

“ยิ่งขึ้นสูงจำนวนสายฟ้าก็ยิ่งมากมายและยิ่งรุนแรง ที่ครึ่งทางเศียรมังกรครึ่งหนึ่งจะหันมาจู่โจมใส่ และก่อนจะฝ่าออกไปได้สำเร็จเศียรมังกรทั้งหมดจะรวมพลังจู่โจมเป็นจุดเดียว…” จี้หนิงขบคิดทบทวนสิ่งที่พบเห็นอีกรอบหนึ่ง

“ไม่ว่าอย่างไรหากคิดผ่านเข้าสู่ภายในถ้ำจะต้องต้านทานสายฟ้าทั้งหมดให้ได้” จี้หนิงทำความเข้าใจกับค่ายกลหลังนี้ในที่สุด ด้วยความคับแคบของปากถ้ำ ต่อให้จำนวนผู้บุกฝ่ามีมากกว่าหนึ่งคน ร่างแหวิชชุอสนีนับหมื่นสายที่ถักทอขึ้นก็ยังเพียงพอที่จะฟาดทำลายทุกผู้คนที่บุกฝ่าเข้าไปโดยไร้ข้อยกเว้น ทำให้ไม่มีหนทางอื่นใดอีกนอกจากบุกฝ่าเข้าไปอย่างซึ่งหน้าด้วยพลังฝีมือที่แท้จริง!

“ไป!” เมื่อทราบแล้วว่าไม่มีหนทางลัดอื่นใด ร่างของเขาก็ลอยขึ้นจากพื้นพร้อมกับที่กระบี่บินเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นที่ใต้เท้า จี้หนิงเหยียบกระบี่เหินบินขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยมีบงกชวารีอัคคีจำนวนหกชั้นเต็มหมุนวนอยู่รอบร่าง

“บุกขึ้นไป!” แทบจะเป็นเวลาเดียวกันเงาร่างอีกแปดสายซึ่งเฝ้ามองเหตุการณ์ที่เด็กหนุ่มชุดดำถูกกลุ้มจู่โจมจนร่างร่วงหล่นสามารถคาดเดาสภาพการณ์ได้ไม่ต่างจากจี้หนิงและตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวพากันบุกทะลวงขึ้นไปเช่นกัน

เด็กหนุ่มชุดดำเองก็ไม่ยอมแพ้ หลังจากที่ร่วงลงมาถึงกลางทางมันก็กัดฟันพลิกร่างกลับและบุกทะลวงขึ้นไปอีกครั้ง

………

นักพรตจักรวาลแรกกำเนิดทั้งหกต่างพากันจับจ้องมองลงมาด้วยความสนใจ ถึงตอนนี้เศียรมังกรทั้งแปดร้อยสิบหัวล้วนบีบกระชับตีวงเข้ารวมกลุ่มกัน จุดศูนย์กลางการจู่โจมของพวกมันทั้งหมดคือบริเวณหน้าปากถ้ำนั่นเอง

“เจ้าเด็กพวกนี้กลับยังไม่เลว ในที่สุดก็เข้าใจสถานการณ์และยินยอมทุ่มเทอย่างสุดกำลังแล้ว” ชายกลางคนผมสีดำหัวเราะออกมา “พวกท่านเห็นว่าผู้ใดในหมู่พวกมันที่จะผ่านไปได้?”

“เด็กน้อยที่กำลังควบคุมมังกรกลไกสีครามคนนั้น” ดวงตาที่แวววาวเป็นประกายของสตรีชุดขาวจ้องจับไปที่ร่างของเด็กหนุ่มหน้าตาอ่อนเยาว์ในชุดสีขาวที่ยืนอยู่บนหลังของมังกรกลไก มังกรครามภายใต้การควบคุมของมันเคลื่อนไหวด้วยความแคล่วคล่องราวกับมีชีวิต บางครั้งเคลื่อนที่หลบเลี่ยง บางคราสะบัดร่างตีโต้ จนวิชชุอสนีที่หนาแน่นรุนแรงแทบไม่เป็นอุปสรรคต่อมัน

“ภายในอาณาเขตผนึกของเรา เพียงอนุญาตให้ใช้หุ่นวิญญาณหรือเครื่องกลไกที่ตนองเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นเท่านั้น” สตรีชุดขาวกล่าววาจาสืบต่อ “นอกจากนี้เท่าที่เห็นมันกลับมีความเชี่ยวชาญใน ‘เต๋าแห่งเครื่องกลไก’ ถึงขั้น ‘คนและกลไกร่วมประสาน’ สามารถใช้งานมังกรครามได้ดุจดังแขนขาของตนเอง มันสมควรเป็นยอดอัจฉริยะในด้านนี้อย่างมิต้องสงสัย”

คนที่หลงเหลือทั้งห้าต่างผงกศีรษะและกล่าวเห็นพ้อง นักพรตเหล่านี้ล้วนมิใช่นักพรตจักรวาลแรกกำเนิดทั่วไป พวกมันล้วนเป็นยอดอัจฉริยะที่ถูกคัดเลือกจากสำนักเซียนขาวดำ ทุกคนล้วนมีสายตาอันคมกล้าและภูมิรอบรู้อันกว้างขวาง เพียงมองปราดเดียวก็แทบทำความเข้าใจในแนวทางฝีมือของเด็กหนุ่มชุดขาวได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

“แล้วคนอื่นเล่า?” ชายผมดำกล่าวถามต่อไปอย่างร่าเริง

“คนอื่น? ข้าไม่เห็นว่าจะมีผู้ใดที่น่าสนใจอีก”

มาตรฐานของคนทั้งหกก็ล้วนสูงส่งยิ่งนัก การแสดงออกของจี้หนิงและบุคคลอื่นล้วนเข้มแข็งเหนือธรรมดาแต่ยังไม่สามารถดึงดูดความสนใจจากพวกมันได้

“ฮาฮาฮา” ชายผมดำพลันเปล่งเสียงหัวเราะดังลั่น “พวกท่านทั้งหลายล้วนเอาแต่หมกตัวฝึกวิชา ทั้งที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ควบคุมการทดสอบแต่กลับปล่อยเรื่องราวข่าวสารมากหลายให้ผ่านไปโดยไม่ใส่ใจ… แต่เฒ่าชราเช่นข้ากลับมีเวลาว่างมากมาย ที่จริงในหมู่ของผู้เข้าร่วมการทดสอบครานี้มียอดอัจฉริยะที่แท้จริงอยู่คนหนึ่ง ซึ่งก็คือเด็กหนุ่มในชุดขนสัตว์สีขาวที่มีบงกชวารีและอัคคีล้อมรอบกายผู้นั้น”

บรรดานักพรตที่หลงเหลือรีบเบนสายตาไปที่จี้หนิงทันที แต่สตรีในชุดขาวเพียงกล่าวว่า “ถึงแม้บงกชวารีอัคคีของมันจะไม่ธรรมดาแต่ก็มิได้ถือว่าเลอเลิศ เด็กน้อยนี้ยังมีอันใดน่าสนใจ?” นักพรตอีกสี่คนที่เหลือล้วนผงกศีรษะเห็นพ้อง

ชายผมดำยังคงส่งเสียงหัวเราะไม่หยุด “ใช้กระบี่ สวนใส่ชุดขนสัตว์สีขาว สามารถบงการบงกชวารีอัคคี… หากมันมิใช่จี้หนิงที่สร้างชื่อสะท้านถ้ำนิรทุกข์ด้วยการเป็นสาวกตำหนักม่วงที่สามารถบรรลุเขตแดนแห่งเต๋าแล้วยังจะเป็นผู้ใดไปได้?”

“บรรลุเขตแดนแห่งเต๋า?” คนทั้งหมดล้วนตกตะลึงและต้องหันกลับไปมองเด็กหนุ่มที่ดูแสนปกติธรรมดาผู้นี้อีกครั้ง

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/