แนะนำ

บอกกล่าว

de-cover

บอกกล่าว:

– งานแปลเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงส่วนบุคคลและเพื่อแบ่งปันความสุขให้กับเพื่อนนักอ่านคอเดียวกันเท่านั้น เผยแพร่ต่อได้ (ขอแค่ช่วยให้เครดิตกันบ้างก็พอ) แต่ไม่อนุญาตให้นำผลงาน (ที่จริงๆก็แปลมาจากของคนอื่น) นี้ไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเงินใดๆทั้งสิ้น

– งานแปลเรื่องนี้แปลต่อจากงานภาษาอังกฤษที่ลงใน http://www.wuxiaworld.com/desolate-era-index/  ทั้งนี้ผู้แปลเป็นภาษาไทยไม่มีความรู้ภาษาจีนเป็นพื้นฐาน ชื่อบุคคล สิ่งของ สถานที่อาจเพี้ยนไปจากต้นฉบับเดิม หรือแปลให้อ่านลื่นหูผู้แปลเองบ้าง ก็เรียนขออภัยมา ณ ที่นี้

– เรื่องนี้เป็นนิยายที่ถูกแต่งขึ้น อาจมีการอ้างอิงเรื่องเล่าและตำนานบางเรื่องบ้างตามจินตนาการของผู้แต่ง ด้วยความเคารพผมเชื่อว่าผู้แต่งใช้ตำนานเหล่านั้นในลักษณะของจักรวาลคู่ขนานและไม่มีเจตนาจะลบหลู่ความเชื่อความศรัทธาของผู้ใดทั้งสิ้น

ชื่อเรื่อง: Desolate Era (莽荒纪; Mang Huang Ji)

ผู้แต่ง: I Eat Tomatoes (我吃西红柿; Wǒ Chī Xīhóngshì)

ผู้แปลภาษาอังกฤษ: Ren Wo Xing (RWX)

ผู้แปล-เรียบเรียงภาษาไทย: เซียวเปียกลี้/Astraea

อ่านนิยาย:

thaidesolateera.wordpress.com

ติชม พูดคุย:

https://www.facebook.com/desolateera

………………………………………………………………………………

เพื่อเป็นการชี้แจงถึงเรื่องที่หลายๆท่านทยอยสอบถามกันเข้ามา
ผมขอสรุป FAQ ไว้เบื้องต้นดังนี้ครับ

Q: ระดับพลังของ Desolate Era เป็นยังไง?
A: ปัจจุบันยังพูดถึงแค่ 7 ระดับ
– ระดับธรรมชาติ (Houtian stage) คือสิ่งมีชีวิตปกติ มีอายุขัยตามธรรมชาติ
– ระดับเหนือธรรมชาติ (Xiantian stage) เปรียบได้กับสิ่งมีชีวิตวิเศษ (Xiantian lifeform) ที่ถือกำเนิดโดยไม่ผ่านครรภ์มารดา มีอายุขัยประมาณ 200 ปี
– ระดับตำหนักม่วง (Zifu Palace stage) จะสำเร็จเป็นสาวกตำหนักม่วง (Zifu Disciple) มีอายุขัยประมาณ 500 ปี
– ระดับหมื่นดาราร่วมสำแดง (Wanxiang stage) จะสำเร็จเป็นปรมาจารย์หมื่นสำแดง (Wanxiang Adept) มีอายุขัยประมาณ 800 ปี
– ระดับจักรวาลแรกกำเนิด (Primal/Primordial stage) จะสำเร็จเป็นนักพรตจักรวาลแรกกำเนิด (Primal/Primordial Daoist)
– ระดับว่างเปล่า (Void) เมื่อสำเร็จจะถือว่าเริ่มเข้าสู่ระดับเซียนหรือผู้อมตะ (Immortal) ซึ่งในขั้นนี้จะถือเป็นผู้อมตะพสุธา (Land Immortal / Earth Immortal)
– ผู้อมตะสวรรค์/เซียนสวรรค์อมตะ (Celestial Immortal) คือผู้อมตะพสุธาที่ผ่านขั้นตอนที่เรียกว่า พิบัติสวรรค์(Celestial Tribulation) ได้สำเร็จ แต่หากล้มเหลวก็จะกลับกลายเป็นผู้อมตะเสเพล (Loose Immortal) ที่จะต้องเผชิญกับ สามหายนะเก้าภัยพิบัติ (Three Calamities Nine Tribulations) ทุกสามและเก้าร้อยปี จนกว่าจะตาย

Q: ตัวละครใช้แล้วทิ้งเยอะจัง บางตัวปั้นซะเหมือนจะมีบทยาว แล้วก็หายไปซะงั้น
A: อันนี้ต้องทำใจครับ มันเป็นสไตล์ของผู้เขียนท่านนี้ บางตัวเหมือนจะเด่นแต่อยู่ๆก็หายไปราวๆ 500ตอนค่อยกลับมาพูดถึงซักประโยคนึงหรือไม่กลับมาอีกเลย แต่ที่จริงถ้าจะมองให้ลึกซึ้งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร มันก็เหมือนชีวิตจริงของเราท่านนี่แหละครับ… ใครคนหนึ่งคนนั้นในวันหนึ่งวันนั้นเคยผูกพันกันซะมากมาย พอวันที่ห่างเหินมันก็เริ่มห่างไปเพียงแค่เพราะเราไม่เจอะกัน… อุ๊ยแอบเวิ่น!

Q: บทเศร้าก็เศร้าน้ำตาแตก มันจะมีอีกมั้ย ถ้ามีอีกไม่อ่านต่อจริงๆนะฮึ่ม!
A: คือคงต้องโทษว่าผมแปลดีเกินไป เอ๊ย ไม่ใช่ๆ ต้องบอกว่าตามเนื้อเรื่องแล้วสิ่งที่ตัวเอกฝึกฝนไม่ใช่วิทยายุทธอย่างเดียวแต่เป็นวิถีแห่งเซียน การฝึกฝนไม่ใช่แค่เปิดคัมภีร์รำตามแล้วจะเหาะขึ้นสวรรค์ได้ ผู้ฝึกต้องประกอบไปด้วยความรู้แจ้งในวิถีแห่งธรรมชาติ เกิดแก่เจ็บตาย เห็นซึ้งถึงอารมณ์ทั้งเจ็ดและกามคุณทั้งหก ถึงจะก้าวผ่านไปสู่ความสำเร็จได้ ถามว่าจะมีดราม่าอีกมั้ยคงต้องตอบว่ามีครับ รับรองได้แค่ว่าจะไม่มีมุกวนซ้ำซาก ทั้งนี้ผู้อ่านต้องยอมรับและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครครับ

Q: ทำไมกว่าจะเก่งมันช่างยากเย็น… แล้วฮาเร็มล่ะฮาเร็มอยู่ไหน!?
A: บอกก่อนเลยว่าไม่มีฮาเร็มและเลือดตากระเด็นตลอดเวลาครับ คือ สาเหตุที่ผมชื่นชอบและหยิบนิยายเรื่องนี้ขึ้นมาแปลก็เพราะเสน่ห์ของมันซึ่งเป็นนิยาย (light novel) ที่ใกล้เคียงกับนวนิยาย (novel) มาก คือมันมีรสชาติ รายละเอียด และมิติที่หลากหลาย
ที่จริงผมก็ชอบนิยายผู้ใหญ่ (เดี๋ยวๆๆ ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะ) ที่เหมือนกับหยิบโลกแห่งการ์ตูนมาทำเป็นตัวหนังสือ ร่ำดื่มยอดสุรา โอบกอดโฉมสะคราญมากหน้า ควบขี่อาชาพ่วงพี สะบัดกระบี่วิเศษ ชำระบุญคุณความแค้นสมใจ ปลดปล่อยจินตนาการจากความเครียดของโลกแห่งความจริง เพียงแต่ในฐานะคนเริ่มแก่ (เพิ่งเริ่มเองเหรอ?) บางครั้งผมก็รู้สึกว่ากาแฟดำมันน่าดื่มด่ำมากกว่ามัคคิอาโต้ครับ…

หวังว่าจะช่วยคลายข้อข้องใจไปได้บ้างนะครับ

เซียวเปียกลี้ 🙂

เล่มที่5 บทที่26: พายุฝนตั้งเค้า

Desolate Era เล่ม5: สาวกตำหนักม่วง

บทที่ 26: พายุฝนตั้งเค้า

จี้หนิงนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างสระ รัศมีแห่งพลังที่แผ่ออกจากร่างคลุ้มคลั่งรุนแรงดุจคลื่นโหมซัดกระหน่ำ แก่นธาตุหลอมเหลวภายในสระถูกดึงดูดเข้าสู่ร่างของเขาอย่างต่อเนื่อง

ทันใดนั้นจี้หนิงปิดปากลง เขาลืมตาขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าพลางก้มลงมองแก่นธาตุหลอมเหลวสีเขียวที่หลงเหลืออยู่ก้นสระ “แก่นวิญญาณหลอมเหลวเพียงหนึ่งในสามก็ช่วยให้ข้าทะลวงผ่านขั้นสูงสุดของระดับเหนือธรรมชาติและจัดสร้างตำหนักม่วงขึ้นมา ทั้งยังปรับพื้นฐานตำหนักม่วงชั้นต้นของข้าจนแน่นหนา ช่วยให้ข้าประหยัดเวลาในการฝึกปรือไปได้อย่างน้อยก็หนึ่งหรือสองปี”

ในระยะเวลาเพียงชั่วน้ำเดือด เขาไม่เพียงจัดตั้งตำหนักม่วงสำเร็จเท่านั้นแต่ยังปรับรากฐานของมันจนมั่นคงได้อีกด้วย ในยามปกติต่อให้จี้หนิงจะมีระดับพัฒนาการอันน่าตื่นตะลึงเพียงใดก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งหรือสองปีจึงจะมีความสำเร็จเช่นนี้

“หากข้าดูดซับแก่นธาตุหลอมเหลวที่หลงเหลืออีกสองส่วนนี้เข้าไป ข้าอาจจะสามารถก้าวไปสู่ขั้นกลางของสาวกตำหนักม่วง…” จี้หนิงรู้ดีว่าเมื่อเขาได้ปรับรากฐานการเป็นสาวกตำหนักม่วงขั้นต้นแล้ว หากใช้แก่นธาตุหลอมเหลวที่เหลือทั้งหมดก็ย่อมสามารถทะลวงผ่านไปได้อีกขั้นอย่างแน่นอน แต่หากเขาพึ่งพาลมปราณอาโปธาตุในการบ่มเพาะตนเองเพื่อก้าวขึ้นเป็นสาวกตำหนักม่วงขั้นกลาง เส้นทางการฝึกฝนพลังปราณในภายหน้าของเขาคงจะกลับกลายเป็นยากเย็นยิ่งนัก

ถึงอย่างไรลมปราณอาโปธาตุก็เป็นเคล็ดวิชาระดับต่ำ ถึงแม้จะไม่มีปัญหาในการใช้มันเพื่อจัดตั้งตำหนักม่วงเนื่องจากตำหนักม่วงของทุกผู้คนล้วนเป็นเช่นเดียวกัน แต่หากจี้หนิงฝืนใช้มันในการเข้าสู่ตำหนักม่วงขั้นกลาง มันจะส่งผลในทางลบต่อความบริสุทธิ์ของพลังปราณในร่างเขาเป็นอย่างมาก การก้าวผิดไปเพียงก้าวเดียวนี้จะไม่อาจย้อนกลับมาแก้ไขได้อีก และการเข้าสู่ระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงในภายภาคหน้าของเขาจะกลายเป็นเรื่องที่ยากยิ่งขึ้นไปอีกนับสิบนับร้อยเท่า

“ข้านับว่าก้าวกระโดดขึ้นเป็นสาวกตำหนักม่วงได้ในที่สุด! ตอนนี้ถึงจะฝืนดึงดันที่จะเลื่อนขึ้นไปยังขั้นกลางก็ไม่ได้ทำให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นสักเท่าใด” จี้หนิงครุ่นคิด การก้าวข้ามระดับนับเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง แต่การข้ามขั้นภายในระดับเดียวกันกลับมิได้สร้างความแตกต่างมากมายนัก

ระดับเหนือธรรมชาติสูงส่งกว่าระดับธรรมชาติ

ระดับตำหนักม่วงสูงส่งกว่าระดับเหนือธรรมชาติ

แม้เป็นสาวกตำหนักม่วงขั้นต้นก็ยังสูงส่งกว่าระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงสุดมากมายนัก การจะต่อสู้กับผู้ที่อยู่ต่างระดับกันนั้นนับเป็นเรื่องอันยากเย็นอย่างแท้จริง แต่หากเป็นการต่อสู้ระหว่างสาวกตำหนักม่วงขั้นต้นกับสาวกตำหนักม่วงขั้นกลาง ก็ยากที่จะบอกได้แล้วว่าใครจะเป็นผู้ชนะ

“ต่อให้ข้าใช้แก่นธาตุหลอมเหลวที่เหลืออยู่ทั้งหมดก็ไม่ได้ช่วยให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นสักเท่าใด ทั้งยังจะเป็นการทำลายหนทางก้าวหน้าของข้าในอนาคต นี่ไม่คู่ควรอย่างยิ่ง”

เพียงแค่พลิกฝ่ามือ เครื่องรางที่มีอักขระเทพอสูรคำว่า ‘ขวา’* จารึกอยู่ก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา จี้หนิงจ้องมองกุญแจแห่งนิเวศน์ใต้วารีด้วยนัยน์ตาที่ทอประกายวาววับ “แม้ข้าจะจัดตั้งตำหนักม่วงได้สำเร็จและมั่นใจว่าต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับต่งซีฉีอีกครั้งก็ยังสามารถเอาชัยหรือกระทั่งสังหารมันได้ ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่เพียงต่งซีฉีที่ข้าต้องเผชิญ แต่เป็นยอดยุทธ์ภูเขามังกรหิมะกลุ่มใหญ่…”

“คงได้แต่หวังว่านิเวศน์ใต้วารีจะช่วยเพิ่มพูนพลังของข้าให้ก้าวขึ้นไปอีกขั้น”

“นิเวศน์ใต้วารีเมื่อสามารถบ่มเพาะยอดคนเช่นผู้อมตะจูหัวขึ้นมาได้ย่อมไม่ใช่สถานที่ธรรมดา” จี้หนิงกล่าวอย่างมุ่งมั่น พลังปราณสีเขียวหยดหนึ่งไหลผ่านมือของเขาไปยังกุญแจนิเวศน์และก่อพันธะครอบครองขึ้นอย่างรวดเร็ว

พลังงานแห่งบรรพกาลสายหนึ่งคล้ายถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากการหลับไหลอันยาวนานและแล่นวาบเข้าสู่ร่างของเขา จี้หนิงอดบังเกิดความนับถือขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจมิได้

“ประมุขคนแรกของนิเวศน์ใต้วารีเป็นบุคคลเช่นใดกันแน่?”

เขาพลันพลิกฝ่ามืออีกข้างขึ้น ขวดหยกใบหนึ่งปรากฏขึ้นบนนั้น นี่เป็นสมบัติวิเศษไร้อันดับเช่นเดียวกับที่จี้หนิงใช้เมื่อครั้งทำพิธี ‘โลหิตเทพอสูรหลอมศัสตรา’ ในนิเวศน์ใต้วารีครั้งก่อน ถึงมีขนาดเท่าฝ่ามือแต่กลับสามารถบรรจุเหล้าชั้นดีได้เป็นหลายพันกิโลกรัม จี้หนิงมักพกพาสมบัติวิเศษที่ใช้เก็บของเช่นนี้ติดตัวไว้จำนวนหนึ่ง

“เข้าไป” จี้หนิงจ้องมองแก่นธาตุหลอมเหลวในสระแล้วใช้พลังแห่งจิตของตนดึงดูดมันให้พุ่งผ่านอากาศเข้าไปในขวดหยกจนไม่หลงเหลือแม้แต่หยดเดียว

“ข้าสงสัยนักว่าเซียนอมตะท่านใดทิ้งห้องศิลานี้ไว้” ก่อนออกจากห้อง จี้หนิงกวาดตามองเป็นครั้งสุดท้าย “สิ่งนี้นำพาหายนะครั้งใหญ่มายังตระกูลจี้ แต่ก็ช่วยให้ข้าจัดตั้งตำหนักม่วงได้สำเร็จอย่างรวดเร็ว”

เขารู้ดีแก่ใจว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้หาใช่ความผิดของเซียนอมตะผู้นั้นไม่ หากจะโทษว่าก็ต้องโทษว่าตระกูลจี้เองที่อ่อนแอเกินไป

จี้หนิงออกจากห้องศิลาและใช้บงกชอัคคีวารีที่หมุนวนอยู่รอบกายแผ้วถางเส้นทางออกจากแหล่งผลึกธาตุ เขาทราบดีว่าคงต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าที่จะเดินทางขึ้นไปถึงพื้นดิน ระหว่างการเดินทางในมือทั้งสองของเขาจึงปรากฏสมบัติวิเศษขึ้นสองชิ้น ซึ่งประกอบไปด้วยเรือเหาะซึ่งมีขนาดเท่าฝ่ามือและปีกสีดำคู่หนึ่ง

เรือเหาะนี้เดิมเป็นของเป่ยจื้อชาน ส่วนปีกคู่สีดำเคยเป็นของจู้ซานมาก่อน ทั้งสองชิ้นล้วนเป็นสมบัติวิเศษมีอันดับ

ยามนี้เมื่อเขาบรรลุถึงระดับตำหนักม่วง ไม่เพียงแต่ในด้านพลังที่จะเพิ่มพูนขึ้นมากมายมหาศาล ข้อดีอีกประการหนึ่งคือเขาสามารถใช้ได้สมบัติวิเศษมีอันดับได้แล้ว เมื่อรวมทั้งสองประการนี้เข้าด้วยกันจึงทำให้ผู้ฝึกตนในระดับตำหนักม่วงนั้นเหนือล้ำกว่าระดับเหนือธรรมชาติอย่างเทียบไม่ติด

………

ผืนแผ่นดินพลันแตกระเบิดออก กลีบบงกชอัคคีวารีซึ่งห่อหุ้มจี้หนิงอยู่ภายในพุ่งทะลวงขึ้นเหนือพื้นดิน

“จี้หนิง” ผู้เฒ่าเก้าอัคคี ท่านยายเงา และคนอื่นๆ ยืนอยู่ในที่ห่างออกไป ค่ายกลหลอนประสาทถูกเก็บคืนไปหมดสิ้นแล้ว ทิวทัศน์ของผืนป่าและขุนเขาเดียวดายกลับคืนมาเป็นปกติอีกครั้ง มีเพียงพื้นที่บางส่วนที่ยังคงทิ้งร่องรอยของการต่อสู้ก่อนหน้านี้เอาไว้

จี้หนิงรีบส่งเสียงทักทายและเดินเข้าไปหาคนทั้งหมด

“เจ้ากลับขึ้นมาอย่างรวดเร็วนัก พวกเราเพิ่งมาถึงด้านบนนี้เพียงครู่เดียวเท่านั้น” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีและอีกสี่คนที่เหลือเดินเข้ามาพลางส่งเสียงหัวเราะ “หลิวเจินเพิ่งออกมาถึงเมื่อครู่เช่นกัน”

จี้หนิงขบคิดเล็กน้อย เขาใช้เวลาฝึกฝนอยู่เพียงชั่วน้ำเดือดเท่านั้น ระยะเวลาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปในการแผ้วถางเส้นทางกลับขึ้นมา ในขณะที่ความเร็วในการขุดทะลวงของผู้นำตระกูลและคนอื่นๆด้อยกว่าเขามากนัก ดังนั้นเมื่อคำนวนดูแล้วจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาขึ้นมาถึงพื้นดินในเวลาใกล้เคียงกัน

“จี้หนิง” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีถามขึ้น “ก่อนหน้านี้เมื่อเจ้าสังหารจู้ซาน เจ้าได้รับสมบัติวิเศษใดมาบ้าง”

“นั่นกลับมีจำนวนไม่น้อย” จี้หนิงกล่าว

ท่านยายเงาที่อยู่ด้านข้างรีบชี้แจงขึ้นว่า “พวกเราจะทำการตรวจสอบและแบ่งสมบัติทั้งหมดให้แก่ผู้ที่เหมาะสมที่สุด เพื่อจะได้นำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

จี้หนิงพยักหน้า “จู้ซานมีสมบัติวิเศษที่ใช้เหินบินหนึ่งชิ้น สมบัติวิเศษที่ใช้เก็บของหนึ่งชิ้น สมบัติวิเศษสำหรับป้องกันหนึ่งชิ้น ขวานใหญ่หนึ่งเล่ม และปีกวิเศษคู่หนึ่ง นอกจากปีกวิเศษคู่นี้แล้วสิ่งของอื่นล้วนไม่มีประโยชน์กับข้า” จี้หนิงเคยได้รับสมบัติวิเศษมีอันดับที่ใช้เก็บของ ใช้ในการเหินบิน และใช้สำหรับป้องกันจากเป่ยจื้อชานมาก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้นจึงมีเพียงสมบัติวิเศษมีอันดับชนิดปีกคู่นี้เท่านั้นที่เขาต้องการ

“แล้วเจ้าต้องการสิ่งใด?” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีมองดูจี้หนิง

“กระบี่!” จี้หนิงกล่าว “ข้าเพียงต้องการกระบี่บินที่มีอันดับ ยิ่งมากเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น สิ่งอื่นใดนอกจากนั้นเป็นของไร้ค่าสำหรับข้า”

พลังโจมตีหลักของเขานั้นมาจากการต่อสู้ระยะประชิดและพยุหะพันกระบี่จำลอง

ยามนี้เมื่อเขาจัดตั้งตำหนักม่วงขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พลังของพยุหะพันกระบี่จำลองย่อมต้องรุนแรงมากขึ้นเช่นกัน แต่หากว่ากระบี่ที่ใช้ยังคงเป็นสมบัติไร้อันดับ… พลังของพยุหะย่อมจะเพิ่มขึ้นเพียงหนึ่งหรือสองระดับเท่านั้น วันใดที่หากเขาสามารถเปลี่ยนทั้งหมดให้เป็นกระบี่มีอันดับ เขามั่นใจว่าจะสามารถต่อสู้กับปรมาจารย์หมื่นสำแดงได้อย่างสูสี

“กระบี่บินที่มีอันดับ? ยิ่งมากยิ่งดี?” ผู้เฒ่าเก้าอัคคี ท่านยายเงา บ่าวชราอาสิง และจี้ยี่ฉวน พากันทวนคำอย่างแผ่วเบาแล้วยื่นกระบี่ให้แก่จี้หนิงคนละเล่มสองเล่ม

“รวมทั้งหมดแล้วมีกระบี่บินห้าเล่มที่พวกเราไม่จำเป็นต้องใช้ในยามนี้” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีมองดูจี้หนิง “เพียงพอหรือไม่?”

จี้หนิงมีสีหน้าผิดหวัง

ช่างไร้ประโยชน์… พยุหะพันกระบี่จำลองของเขาต้องการกระบี่อย่างน้อยเก้าเล่มเป็นแกนหลักของพยุหะขั้นพื้นฐาน และในการจะทำให้พยุหะพันกระบี่จำลองขั้นที่เก้าสำแดงพลังที่แท้จริงออกมาได้นั้น เขาจะต้องใช้กระบี่บินมีอันดับอย่างน้อยแปดสิบเอ็ดเล่มเป็นแกนหลักของพยุหะกระบี่แต่ละขั้น จึงจะชักนำกระบี่บินไร้อันดับที่เหลือให้สามารถระเบิดพลังของออกมาได้

และแน่นอนว่าหากสามารถเลือกได้แล้วกระบี่ทุกเล่มที่ใช้สมควรเป็นกระบี่ที่มีอันดับ!

ในการคาดคำนวนของจี้หนิง หากกระบี่บินทุกเล่มที่ใช้เป็นกระบี่มีอันดับ ด้วยระดับพลังของเขาในปัจจุบันเขาคงสามารถใช้พยุหะพันกระบี่จำลองได้ถึงขั้นที่สามเท่านั้น ทว่าคุณภาพย่อมสำคัญกว่าปริมาณ เขามั่นใจว่าพลังทำลายของมันจะสูงส่งขึ้นกว่าเดิมอย่างเทียบไม่ติด!

“เจ้าต้องการทั้งสิ้นจำนวนเท่าใด” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวถาม

“ข้าต้องการกระบี่บินมีอันดับอย่างน้อยเจ็ดเล่ม ทว่ายิ่งมากยิ่งดี หากมีหลายร้อยเล่มก็ยิ่งประเสริฐสุด” จี้หนิงหัวเราะ สมบัติวิเศษชนิดกระบี่ที่มีอันดับนั้นสามารถพบพานได้ทั่วไป เพียงที่ได้รับจากการกำจัดเป่ยจื้อชานคนเดียวก็มีถึงสองเล่ม หากสามารถรวบรวมได้อีกเจ็ดเล่มก็เท่ากับเขาจะมีทั้งหมดเก้าเล่ม เพียงพอที่จะสร้างแกนพื้นฐานขนาดเล็กที่สุดได้ เมื่อมีแกนหลักที่เหมาะสมพลังของพยุหะพันกระบี่จำลองสมควรเพิ่มขึ้นอีกสองถึงสามเท่า!

“หลายร้อย?” ผู้เฒ่าเก้าอัคคี ท่านยายเงา และคนอื่นๆ ตกตะลึง แต่เมื่อหวนนึกถึงภาพที่จี้หนิงใช้พยุหะพันกระบี่จำลองซึ่งมีกระบี่บินเจ็ดร้อยกว่าเล่มลอยอยู่รอบตัว ก็ตระหนักได้ว่าจี้หนิงต้องการกระบี่บินจำนวนมากจริงๆ แต่จะให้หาสมบัติวิเศษมีอันดับจำนวนหลายร้อยชิ้นนั้น ต่อให้ตระกูลจี้ยินยอมขายสมบัติที่มีทั้งมวลก็ยังคงไม่มีปัญญาหามาได้ครบถ้วน

“ข้าจะพยายามช่วยเจ้าหากระบี่ให้ครบเจ็ดเล่มให้ได้” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ภูเขามังกรหิมะคงต้องประกาศเรื่องนี้ออกไปในหมู่ของพวกมัน เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าพวกมันจะบุกมาถึงภายในหนึ่งหรือสองวันนี้ ก่อนจะถึงเวลานั้นพวกเจ้าสามารถกลับไปหยิบฉวยสมบัติวิเศษที่ต้องการและจัดการเรื่องราวต่างๆที่จำเป็นให้เรียบร้อย หลังจากนั้นให้กลับมารวมตัวกันที่นี่…”

“ไปได้!”

ผู้เฒ่าเก้าอัคคี ท่านยายเงา และอาสิง ขึ้นโดยสารบนน้ำเต้าลูกใหญ่และหายลับขอบฟ้าไปพร้อมกับจี้หลิวเจิน ในบริเวณหลงเหลือเพียงจี้หนิงและบิดาของเขา

จี้หนิงเข้าใจดีว่าการกลับไปครั้งนี้ก็เพื่อเตรียมการเรื่องหลังของพวกตน

“ท่านพ่อ พวกเราใช่จะกลับไปยังเมืองเขตปกครองตะวันตกหรือไม่?”

“พวกเราจะกลับไปยังทะเลสาบอสรพิษเหินหาว” จี้ยี่ฉวนส่ายศีรษะ “ข้าอยากเจอท่านลุงขาวของเจ้า เราสองคนเปรียบเสมือนพี่น้องที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมา ไม่ว่าอย่างไรข้าก็อยากจะเจอเขาอีกสักครั้ง” ตลอดเวลาห้าปีที่จี้ยี่ฉวนพักอาศัยอยู่ที่ทะเลสาบอสรพิษเหินหาว สุนัขวารีวิสุทธิ์พำนักอยู่เคียงข้างเขามาตลอด

จี้หนิงพยักหน้าเล็กน้อย

สุนัขวารีวิสุทธิ์สนิทสนมกับบิดาของเขาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งสองออกเดินทางร่วมกันจนถึงทะเลอุดรทมิฬอันไกลโพ้น ระยะเวลาที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกันยังยาวนานยิ่งกว่าระยะเวลาที่บิดาและมารดาของเขาอยู่ร่วมกันเสียอีก ไม่น่าประหลาดใจที่ทั้งคู่จะถืออีกฝ่ายเป็นเสมือนพี่น้องร่วมสายเลือด

“เช่นนั้นพวกเราไปกันเถอะ” เรือวิเศษพลันปรากฏขึ้นที่ใต้เท้าจี้หนิงและจี้ยี่ฉวน ก่อนจะพุ่งทะยานตัดท้องฟ้าขึ้นไปเหนือชั้นเมฆา

………

เทือกเขานางแอ่นมีเมืองเขตปกครองอย่างเป็นทางการทั้งสิ้นสิบเมือง สามเมืองอยู่ใต้อาณัติของภูเขามังกรหิมะเช่นเดียวกับที่ตระกูลจี้ปกครองนครหมื่นกระบี่ เมื่อครั้งที่ต่งซีฉีนำกำลังบุกเข้ามาในเทือกเขานางแอ่น มันก็เปลี่ยนชื่อเมืองที่มันเข้ายึดครองเป็น ‘นครมังกรหิมะ’ เพื่อประกาศให้ทุกคนทราบว่านครแห่งนี้เป็นสาขาของภูเขามังกรหิมะ!

แม้หลังจากนั้นพวกมันจะขยายอาณาเขต ยึดเมืองเขตปกครองเพิ่มขึ้นอีกสองเมือง ศูนย์กลางการปกครองของสาขาภูเขามังกรหิมะในเทือกเขานางแอ่นก็ยังคงเป็นนครมังกรหิมะ

ยามนี้เงาร่างสามสายยืนอยู่บนฉากกั้นขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่เหนือนครมังกรหิมะ จ้องมองใบไม้วิเศษที่ต่งซีฉีและมู่สี่โดยสารพุ่งผ่าอากาศเข้ามา

“อีกสามคนเล่า? พวกมันล้วนตกตายหมดสิ้นแล้วหรือ?” ร่างทั้งสามร้องถามอย่างตื่นตระหนก พวกมันล้วนเป็นสาวกตำหนักม่วงของภูเขามังกรหิมะสาขาเทือกเขานางแอ่นที่มาจากตระกูลจู้และตระกูลต่ง ก่อนหน้านี้เมื่อ ‘จู้เหนียนซง’ จากตระกูลจู้พบว่า ‘เครื่องรางแห่งชีวิต’ ของหลานชายแตกสลายก็เร่งเดินทางมาคาดคั้นกับผู้อาวุโสทั้งสองของตระกูลต่งที่เฝ้าประจำอยู่ที่นครมังกรหิมะ พวกมันล้วนรับฟังจนใจสั่นสะท้าน รู้สึกได้ทันทีว่าเรื่องราวไม่ถูกต้องแล้ว

แต่ต่อให้พวกมันคาดเดาอย่างไรก็ก็ยังคิดไม่ถึงว่านอกจากจู้ซานแล้ว สองพี่น้องตระกูลเย่ก็เสียชีวิตลงด้วย

“ล้วนตกตายหมดสิ้น…” ต่งซีฉีกัดฟันกล่าว “พวกต่ำช้าตระกูลจี้ลอบตั้งค่ายกลไว้ล่วงหน้าแล้วพลันลงมือจู่โจมโดยพวกเราไม่ทันระวังตัว ศิษย์น้องทั้งสามถูกล้อมสังหารทีละคน ตอนนี้เมื่อพี่น้องตระกูลเย่สิ้นลม ป้ายพระราชทานของพวกมันคงถูกช่วงชิงไปแล้วเช่นกัน”

เมืองเขตปกครองทั้งสามของภูเขามังกรหิมะถูกแบ่งให้กับตระกูลต่ง ตระกูลเย่ และตระกูลจู้ ป้ายพระราชทานของตระกูลเย่ถูกถือครองโดยสองพี่น้องตระกูลเย่นั้นเอง

“ตระกูลจี้นับว่ารนหาที่ตาย!” นัยน์ตาของจู้เหนียนซงแดงฉานปานโลหิต

มู่สี่ที่อยู่ข้างเคียงกล่าวเสียงเยียบเย็น “ผลการสำรวจต้นตอของคลื่นพลังธาตุที่สั่นสะเทือนครานี้ พวกเราพบว่ามีแหล่งผลึกธาตุขนาดใหญ่ในเขตปกครองของตระกูลจี้ ภายในนั้นมีผลึกธาตุชั้นสูงมากมาย ทั้งยังกินพื้นที่กว้างขวางถึงสี่พันกิโลเมตรและลึกถึงสามร้อยกิโลเมตร

“ว่าอย่างไรนะ!”

จู้เหนียนซงและผู้อาวุโลตระกูลต่งทั้งสองต่างตื่นตระหนก

“ตระกูลจี้ไม่ยินยอมส่งมอบแหล่งผลึกธาตุออกมา จึงจบลงที่การต่อสู้” ต่งซีฉีเค้นคำพูดออกมา

ผู้อาวุโสตระกูลต่งที่ร่างเตี้ยกว่าร้องขึ้นอย่างโกรธเกรี้ยว “สาขาหลักต้องการแหล่งผลึกธาตุที่ใหญ่โตเช่นนี้อย่างยิ่งยวด! หากพวกเราสามารถส่งมอบออกไปย่อมถือว่าเป็นความดีความชอบอันใหญ่หลวง เมื่อตระกูลจี้กล้าแข็งข้อกับภูเขามังกรหิมะ พวกเราก็ใช้เลือดล้างตระกูลจี้ เข่นฆ่าพวกมันให้หมดสิ้นตระกูล!!!”

“แน่นอนว่าพวกเราต้องกวาดล้างตระกูลจี้ให้หมดสิ้น” นัยน์ตาของต่งซีฉีทอประกายอำมหิต “แต่สิ่งที่ข้าหวั่นเกรงที่สุดคือตระกูลจี้จะลงนามในสัญญากับจักรวรรดิเซี่ยได้สำเร็จ”

ผู้อาวุโสตระกูลต่งทั้งสองและจู้เหนียนซงชะงักวูบ หากได้รับการปกป้องคุ้มครองจากจักรวรรดิเซี่ย ต่อให้เป็นสำนักใหญ่ของภูเขามังกรหิมะก็ยังไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากความ การตั้งตนเป็นศัตรูกับจักรวรรดิเซี่ยนั้นไม่ต่างอันใดกับการแส่หาความตาย

“แต่กว่าที่ตระกูลจี้จะรายงานเรื่องราวขึ้นไปและกว่าทูตตัวแทนจากจักรวรรดิเซี่ยจะเดินทางมาถึงอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาถึงสามวัน ถ้าพวกเราหาหนทางลากถ่วงรายงานเอาไว้ก็จะยิ่งทำให้เรื่องราวล่าช้าออกไปได้อีกระยะหนึ่ง” ต่งซีฉีรีบกล่าวต่อว่า “พวกเราจึงต้องแข่งกับเวลา เร่งเชื้อเชิญยอดฝีมือของภูเขามังกรหิมะในละแวกนี้มายังเทือกเขานางแอ่นให้เร็วที่สุดแล้วลงมือกำจัดตระกูลจี้ให้สิ้นซากในคราเดียว”

“ถูกแล้ว” ทุกคนออกปากรับคำโดยพร้อมเพรียง

ตระกูลจี้สังหารสาวกตำหนักม่วงของฝ่ายมันไปสามคน ทำให้หลงเหลือเพียงแค่ห้าคน หากทุ่มเทกำลังเข้าต่อสู้ แม้พวกมันจะเอาชัยได้ก็ต้องล้มตายเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ผลประโยชน์ไม่ว่าจะมีมากมายเพียงใด คนต้องมีชีวิตอยู่จึงจะสามารถเสพรับมันได้

“พวกท่านทั้งสี่รีบออกไปเชิญผู้คนจากภูเขามังกรหิมะในบริเวณใกล้เคียงมาที่นี่” ต่งซีฉีกล่าว “ส่วนตัวข้าจะมุ่งหน้าไปยังนครเทือกเขานางแอ่นเพื่อพบกับแม่ทัพกองกำลังรักษาการณ์ของจักรวรรดิเซี่ยเพื่อขอให้เขาดึงเรื่องไว้ให้นานที่สุด”

“ตกลง” คนทั้งสี่พยักหน้า

“ขอเพียงสามารถเชื้อเชิญสหายมาสักหลายสิบคน ถึงตอนนั้นเมื่อพวกเรารวมกำลังกันสมควรบุกเข้าไปกวาดล้างตระกูลจี้ได้อย่างง่ายดาย” ต่งซีฉีกล่าว “เมื่อแจกแจงผลได้ผลเสียให้ชัดเจนว่าการรวมพลังเข้าด้วยกันนั้นจะปลอดภัยไร้เรื่องราวในขณะที่ทุกคนจะมีส่วนแบ่งในผลลัพธ์ที่ได้ร่วมกัน เหล่าศิษย์ร่วมสำนักทั้งหลายย่อมต้องยินยอมเข้าร่วมอย่างแน่นอน”

“ประเสริฐ”

“เช่นนั้นพวกเรารีบออกเดินทางกันได้แล้ว”

เมื่อจัดการวางแผนเสร็จเรียบร้อย สาวกตำหนักม่วงทั้งสี่ก็แยกย้ายออกไปทั้งสี่ทิศทาง ขณะที่ต่งซีฉีมุ่งตรงไปยังนครเทือกเขานางแอ่น

………..

ณ ทะเลสาบอสรพิษเหินหาวอันไพศาล

เรือวิเศษร่อนลงจากฟากฟ้าด้วยความเร็วสูงที่มุมหนึ่งของเกาะใจกระจ่างซึ่งเป็นที่พำนักของบิดาจี้หนิง สิ่งปลูกสร้างเดียวในที่นี้คือบ้านพักอันสันโดษสงบเงียบ ภายในบ้านไม่มีคนรับใช้อยู่แม้แต่คนเดียว มีเพียงสุนัขสีขาวดุจหิมะหมอบกายอยู่ตรงนั้น

สุนัขวารีวิสุทธ์พลันยกศีรษะขึ้นขณะที่เรือเหาะร่อนลงสู่พื้นดิน

“ท่านลุงขาว” จี้หนิงกล่าวทักทายพลางมองสุนัขวารีวิสุทธิ์ด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ท่วมท้นขึ้นมา ประการแรกจี้หนิงรู้ดีว่าท่านลุงขาวและบิดาของเขาเป็นพี่น้องที่ต่อสู้เสี่ยงชีวิตร่วมกันมา ทั้งชีวิตของมารดาและตัวเขาเองยังได้รับการช่วยเหลือจากท่านลุงขาวเอาไว้ด้วย ประการที่สอง ในครั้งนั้นที่เขาต้องออกนอกเมืองเขตปกครองตะวันตกทุกวันเพื่อฝึกฝนทักษะการยิงธนู ก็เป็นท่านลุงขาวที่คอยเฝ้าระวังภัยให้ตลอดเวลา

เขาเฝ้ามองบิดาและท่านลุงขาวเดินเข้าหากันแล้วจึงเดินจากมาอย่างเงียบๆ แม้ท่านลุงขาวจะไม่อาจกล่าววาจาออกมา แต่พันธสัญญาของสัตว์อสูรรับใช้ทำให้ทั้งสองสามารถสื่อสารทางจิตกันได้เมื่ออยู่ในระยะใกล้

ไม่นานจี้หนิงก็กลับมาถึงที่พักของตน เขาหลบเข้าไปในห้องอันเงียบสงบที่ใช้ในการฝึกฝนก่อนที่จะผนึกทั้งห้องไว้ ก่อนหน้านี้ขณะที่กำลังเหินบินอยู่เหนือทะเลสาบอสรพิษเหินหาวจี้หนิงก็สัมผัสได้ถึงนิเวศน์ใต้วารี มันเป็นเช่นเดียวกับที่โคชราสีดำเคยกล่าวไว้ว่าเมื่อเขาสร้างพันธะครอบครองกุญแจนิเวศน์แล้วเขาจะสามารถสัมผัสและเข้าสู่นิเวศน์ได้โดยตรง

“จากการต่อสู้ที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าถึงแม้ข้าจะมีพลังที่ไม่อ่อนด้อยแต่ก็ยังนับว่าห่างไกลจากคำว่าเพียงพอมากนัก หวังว่านิเวศน์ใต้วารีจะมีส่วนช่วยให้ข้าเพิ่มระดับพลังให้สูงขึ้นได้” ในใจของจี้หนิงเต็มไปด้วยความคาดหวัง

“เข้าไปเถอะ” เมื่อจี้หนิงตั้งเจตจำนง เงาศีรษะอันใหญ่โตของหมียักษ์ก็ปรากฏขึ้นภายในห้องแล้วกลืนจี้หนิงเข้าไปในปากอันกว้างใหญ่ของมัน

ร่างของจี้หนิงเลือนหายไปจากห้องอันเงียบสงบ

……………………………………………………………………………………………………………………………..

*ต้นฉบับภาษาอังกฤษในเล่มนี้ใช้คำว่า ‘ขวา’ ซึ่งแตกต่างจากในเล่มที่4บทที่3 ซึ่งใช้เป็นคำว่า ‘ซ้าย’ หลังจากตรวจเทียบกับต้นฉบับภาษาจีนพบว่าใช้เป็นคำว่า ‘ขวา’ ทั้งสองเล่ม จึงแก้ไขเป็นคำว่า ‘ขวา’ ครับ

 

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่5 บทที่25: จัดตั้งตำหนักม่วง

Desolate Era เล่ม5: สาวกตำหนักม่วง

บทที่ 25: จัดตั้งตำหนักม่วง

คลื่นพลังงานธรรมชาติอันเข้มข้นรุนแรงทำให้จี้หนิงต้องสูดลมหายใจเข้าไปเพื่อระงับความแตกตื่น เขารู้สึกได้ว่าพลังปราณในจุดตันเถียนที่ท้องน้อยสั่นสะเทือนจนแทบแตกระเบิด “พลังงานธรรมชาติที่สูงส่งบริสุทธิ์ยิ่งนัก นอกจากนั้น… เพียงแค่ยืนอยู่ที่ปากประตูยังหนาแน่นถึงเพียงนี้ ภายในห้องจะยิ่งมากมายมหาศาลถึงเพียงไหน?”

“อย่าเพิ่งรีบร้อนบุกรุกเข้าไป” เสียงของผู้เฒ่าเก้าอัคคีดังขึ้นจากทางด้านหลัง “ให้แมลงของข้าเข้าไปสำรวจดูก่อน”

ตัวต่อสีดำตัวหนึ่งพุ่งออกปากที่อ้าขึ้นของมันเข้าสู่ห้องศิลา และประมาณอีกสิบชั่วลมหายใจหลังจากนั้นจึงโบยบินกลับเข้าไปในร่างของมันอีกครั้ง

สายตาที่มุ่งหวังรอคอยของทั้งหมดจับจ้องไปที่ร่างของผู้เฒ่าเก้าอัคคีที่จนบัดนี้ค่อยเปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างปลอดโปร่ง

“ไม่มีอันตรายอันใดทั้งสิ้น ทว่าเพื่อความไม่ประมาทขอให้พวกเจ้าติดตามอยู่ด้านหลังข้าเผื่อจะมีเภทภัยอันใดที่แมลงของข้าตรวจสอบไม่ออก… จี้หนิงเจ้าไปอยู่ด้านหลังสุด!”

ผู้อาวุโสคนอื่นของตระกูลรีบส่งเสียงสนับสนุน ดังนั้นถึงจี้หนิงจะไม่ยินยอมพร้อมใจก็ไม่อาจโต้แย้งออกมา เขาได้แต่ทอดฝีเท้ารั้งอยู่ที่ท้ายขบวน

ทันใดนั้นผู้เฒ่าเก้าอัคคีและท่านยายเงาที่ร่วมกันออกหน้าเบิกทางก็ส่งเสียงร้องด้วยความตื่นเต้น

“วิเศษ! วิเศษ! ที่นี่เป็นสถานที่ซึ่งเซียนวิเศษใช้เก็บตัวฝึกฝีมือและบำเพ็ญเพียรจริงๆ!”

จี้หนิงอดมิได้ที่จะบังเกิดความอยากรู้ขึ้นในหัวใจ ที่แท้ผู้คนที่เบื้องหน้าพบเห็นอันใดกันแน่?

“พวกเจ้าทั้งหมดเข้ามาได้ ข้าใช้พลังปราณตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว สถานที่แห่งนี้ปลอดภัยอย่างแท้จริง” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีประกาศออกมาในที่สุด

เมื่อได้ยินดังนั้นทุกผู้คนรวมทั้งจี้หนิงต่างรีบเบียดเสียดเข้าไปในห้องศิลาเบื้องหน้าทันที

พลังธาตุธรรมชาติที่ถูกอัดแน่นอยู่ภายในห้องนั้นบริสุทธิ์และสูงส่งจนทุกรูขุมขนบนร่างกายของคนทั้งหมดล้วนเปิดออกเองเพื่อพยายามดูดซับมันเข้าไปให้ได้มากที่สุด

“รีบปิดประตูห้อง อย่าได้ปล่อยให้พลังธาตุอันมีค่านี้รั่วไหลออกไปได้ ห้องศิลานี้มีคุณสมบัติพิเศษที่จะเก็บกักพลังธาตุธรรมชาติเอาไว้” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีรีบออกคำสั่ง

จี้หนิงซึ่งเดินเข้ามาเป็นคนสุดท้ายรีบผลักประตูศิลาให้ปิดลงก่อนที่จะหันกลับมาสำรวจภายในห้องศิลาอีกครั้ง

นี่เป็นห้องที่กว้างราวสามสิบเมตร ทั้งยังมีประตูที่เชื่อมต่อไปยังห้องอื่นอีก

“พวกเจ้าเห็นสิ่งนั้นหรือไม่?” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีชี้นิ้วไปยังสระขนาดใหญ่ซึ่งที่ก้นสระยังหลงเหลือของเหลวที่สะท้อนประกายสีเขียวทั้งยังระเหยเอาพลังงานธรรมชาติขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสระแห่งนี้คือต้นกำเนิดของพลังธาตุอันหนาแน่นภายในห้อง

“ไม่ผิดแน่แล้ว ที่แห่งนี้เคยมีเซียนวิเศษเร้นกายเพื่อฝึกฝน มันได้ทำการก่อตั้งค่ายกลอันยิ่งใหญ่เพื่อดึงดูดพลังงานธรรมชาติทั้งมวลในพื้นที่แถบนี้เข้ามาที่นี่ เมื่อเวลาผ่านไปบริเวณโดยรอบที่แห่งนี้จึงก่อเกิดผลึกธาตุธรรมชาติขึ้นเป็นจำนวนมาก ทว่าสำหรับเซียนวิเศษผู้นั้นผลึกธาตุมากมายมหาศาลเพียงใดล้วนไม่สลักสำคัญเท่าสิ่งนี้… ‘แก่นธาตุหลอมเหลว’ ”

จี้หนิงและคนที่เหลือต่างสูดลมหายใจเข้าไปเพื่อระงับอารมณ์อันตื่นตะลึง หากบอกว่าผลึกธาตุธรรมชาติชั้นสูงนั้นประกอบไปด้วยพลังธาตุธรรมชาติที่มีความบริสุทธิ์สูงส่งจนแทบไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับร่างกายทั้งยังช่วยย่นระยะเวลาที่ใช้ฝึกฝีมือนับสิบเท่า เช่นนั้น ‘แก่นธาตุหลอมเหลว’ ซึ่งก็คือแก่นแท้แห่งธาตุธรรมชาติที่ถูกควบแน่นจนกลายเป็นของเหลวก็ยิ่งมีความบริสุทธิ์สูงส่งยิ่งขึ้นไปอีก และร่างกายยังสามารถดูดซับมันได้ในเวลาอันรวดเร็วอีกด้วย

ตามคำเล่าลือ หากผู้อมตะบางคนที่เสียชีวิตและกลับมาจุติใหม่จนสูญเสียความทรงจำของอดีตชาติและกลับกลายเป็นคนปกติค้นพบวิธีปลุกความทรงจำแห่งอดีตชาติขึ้นมาอีกครั้ง พวกมันอาจสามารถอาศัยความรู้แจ้งในวิถีแห่งเต๋าและพลังแห่งจิตอันเข้มแข็งที่ฟื้นตื่นขึ้นปรุงกลั่นยาวิเศษในตำนาน ‘โอสถทองคำเก้าวัฏฏะ’ ซึ่งภายในนั้นบรรจุไว้ด้วยพลังงานธรรมชาติที่ไม่มีผลกระทบต่อร่างกายในปริมาณมากเพียงพอที่จะทำให้มันกลับกลายเป็นผู้อมตะได้อีกครั้งในชั่วข้ามคืน!

ควรทราบว่าการฝึกฝีมือในวิถีแห่งความเป็นอมตะนั้น ผู้ฝึกจะต้องบรรลุองค์ประกอบสี่ประการซึ่งก็คือ ‘ความรู้แจ้งแห่งเต๋า’ ‘วิชาฝีมือ’ ‘พลังแห่งจิต’ และ ‘ระดับพลังงานธรรมชาติ’ ดังนั้นเมื่อผู้อมตะที่กลับชาติมาเกิดฟื้นคืนความทรงจำก็เท่ากับว่ามันได้บรรลุองค์ประกอบทั้งสามประการแรกไปแล้ว เมื่อกลืนกิน ‘โอสถทองคำเก้าวัฏฏะ’ องค์ประกอบทั้งสี่ก็จะกลับมาครบถ้วนสมบูรณ์อีกครั้ง มิเช่นนั้นต่อให้มันมีความรู้อันลึกล้ำไพศาลจากอดีตชาติก็ยังต้องเริ่มต้นฝึกปรือใหม่ตั้งแต่ต้นเช่นเดียวกับคนอื่นๆ

เรื่องราวเหล่านี้ล้วนมีบันทึกอยู่ในตำรับตำราที่จี้หนิงได้เคยอ่านผ่านตาเมื่อครั้งที่ยังอาศัยที่เมืองเขตปกครองตะวันตก เช่นเดียวกับบันทึกที่ว่าแก่นธาตุหลอมเหลวนั้นหากมีจำนวนมากเพียงพอแล้ว คุณค่าของมันแทบไม่ต่างจากโอสถทองคำเก้าวัฏฏะเลยแม้แต่น้อย!

“เซียนวิเศษที่เคยเร้นกายในที่นี้…” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่อาจระงับความตื่นเต้นลงได้ “กลับสามารถรวบรวมแก่นธาตุหลอมเหลวได้อย่างมากมายมหาศาล ถึงแม้มันจะดูดซับเข้าไปในร่างจนบรรลุถึงระดับที่ต้องการแล้วก็ยังคงมีหลงเหลืออยู่อีกไม่น้อย… แค่เพียงปริมาณที่ยังคงเหลืออยู่นี้ก็มากมายกว่าที่ทรัพย์สินทั้งมวลของตระกูลจี้เราจะหาซื้อได้แล้ว นี่ยังไม่นับว่าต่อให้พวกเราต้องการซื้อหาจริงๆก็คงไม่มีผู้ใดยินยอมขายให้!”

“ท่านผู้นำตระกูลใช่สามารถใช้แก่นธาตุหลอมเหลวเหล่านี้เพื่อบรรลุสู่ระดับปรมาจารย์หมื่นสำแดงหรือไม่?” จี้หนิงรีบสอบถามอย่างมีความหวัง

“เคล็ดวิชาการฝึกฝนพลังปราณที่ตกทอดมาในตระกูลจี้เรานั้นต้อยต่ำเกินไป” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีส่ายหน้าทอดถอนใจ “เมื่อคำนึงถึงความจริงที่ว่าไม่เคยมีผู้ใดในตระกูลจี้เราที่สำเร็จเป็นปรมาจารย์หมื่นสำแดงได้ และการที่ทั้งข้าและท่านยายเงาต่างไม่อาจรุดหน้าไปกว่านี้แม้จะคร่ำเคร่งฝึกปรือมากว่าสี่ร้อยปี ข้าเกรงว่าถึงแม้ปริมาณของแก่นธาตุหลอมเหลวนี้จะมีมากมายเพียงใดก็คงไม่มีส่วนช่วยเหลืออันใดต่อพวกเรา… ทว่าสิ่งนี้กลับเป็นของขวัญที่สวรรค์ประทานให้แก่เจ้า!”

“ถูกแล้ว จี้หนิงเจ้าคือผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะรับมันไป” ท่านยายเงารีบกล่าวสนับสนุนทันที “ด้วยพรสวรรค์อันสูงส่งของเจ้าหากถือกำเนิดในชาติตระกูลที่มีทรัพยากรพรั่งพร้อมกว่านี้ เจ้าคงประสบความสำเร็จและรุดหน้าอย่างรวดเร็วกว่านี้มากมายนัก” นางหยุดทอดถอนใจเล็กน้อยจึงกล่าวต่อ “เป็นพวกเราที่ลากถ่วงความก้าวหน้าของเจ้าเอาไว้…”

“ไม่ต้องลังเลอีกต่อไปแล้ว ลูกหนิงเจ้าจงรับมันเอาไว้” จี้ยี่ฉวนกล่าวแทรกขึ้น “ทั้งในแง่ของวิชาฝีมือและความรู้แจ้งแห่งเต๋าเจ้าล้วนเหนือกว่าพวกเราทุกคนในที่นี้ เมื่อเจ้าได้รับการเสริมสร้างพลังปราณจากแก่นธาตุหลอมเหลวนี้ เจ้าจะรุดหน้าขึ้นไปได้อีกระดับอย่างแน่นอน”

จี้หลิวเจินและอาสิงต่างพยักหน้าและมีท่าทีเห็นด้วยอย่างชัดเจน

จี้หนิงรู้สึกถึงกระแสอันอบอุ่นที่พลุ่งขึ้นในหัวใจ ทุกผู้คนกลับยินยอมเสียสละสมบัติอันล้ำค่าให้แก่เขาอย่างเต็มใจ

“ขอบพระคุณผู้อาวุโสทุกท่าน จี้หนิงเคารพมิสู้ทำตามคำสั่งแล้ว” จี้หนิงกล่าวอย่างตื้นตัน แก่นธาตุหลอมเหลวเหล่านี้ไม่มีส่วนช่วยในการพัฒนากายาเทพอสูรซึ่งต้องการพลังแห่งสุริยันและจันทรา แต่จะมีส่วนอย่างใหญ่หลวงที่จะช่วยให้ระดับพลังปราณของเขาก้าวขึ้นสู่ขั้นถัดไป บิดาของเขากล่าวไม่ผิด เขามีพร้อมทั้งระดับความรู้แจ้งแห่งเต๋า พลังแห่งจิต และวิชาฝีมือมาเนิ่นนานแล้ว เมื่อได้รับการหนุนเสริมจากแก่นธาตุหลอมเหลว เขาสมควรจัดตั้งตำหนักม่วงขึ้นในร่างได้สำเร็จ

“ประเสริฐ!” เหล่าผู้อาวุโสตระกูลจี้ต่างกล่าวชมเชยด้วยความพึงพอใจ กับพวกมันแล้วของสิ่งนี้สามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างจำกัดยิ่ง หากกลับมีความหมายอย่างใหญ่หลวงในการเสริมสร้างอนาคตยอดอัจฉริยะของตระกูล

คนทั้งหมดทำการแยกย้ายออกสำรวจภายในห้องอีกครั้งแต่ไม่พบสิ่งของใดที่หลงเหลืออยู่อีก นอกจากเครื่องใช้ที่จัดสร้างจากศิลาพียงไม่กี่ชิ้น

“ดูท่าที่นี่เป็นสถานที่ซึ่งเซียนวิเศษใช้กักตนฝึกปรือโดยตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าว “ห้องศิลานี้ถูกออกแบบอย่างพิเศษเฉพาะ หลังจากที่พวกเราออกไปขอเพียงเจ้าปิดประตูลงก็จะตัดขาดจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง จะไม่มีผู้ใดสามารถเปิดมันออกจากทางด้านนอกได้ เจ้าจงสงบใจฝึกฝนให้ดี พวกเราจะรอคอยอยู่บนพื้นดิน”

“ตกลง” จี้หนิงรับคำก่อนปิดประตูลงเมื่อทั้งหมดออกจากห้องไป

หลังจากสงบสติอารมณ์เขาก็นั่งลงขัดสมาธิที่ริมสระและเดินพลังตามหลัก ‘ลมปราณอาโปธาตุ’ ของตระกูลจี้ ถึงแม้นี่จะเป็นเพียงวิชาอันพื้นเพแต่ยังคงสามารถใช้จัดตั้งตำหนักม่วงในร่างขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็น ทว่าหลังจากนี้เขาคงต้องออกติดตามหาเคล็ดวิชาการฝึกฝนพลังปราณที่เหนือชั้นกว่านี้ มิเช่นนั้นถึงแม้ว่าจะยังคงมีความเป็นไปได้อยู่เล็กน้อยที่เขาจะสำเร็จระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงแต่เขาคงไม่มีวันก้าวเข้าสู่ระดับจักรวาลแรกกำเนิดได้อย่างแน่นอน

ริมฝีปากของจี้หนิงเผยอขึ้น แก่นธาตุหลอมเหลวในสระเบื้องหน้าถูกดึงดูดเข้าไปในร่างของเขาก่อนจะถูกเปลี่ยนแปลงให้เป็นพลังปราณ ควบแน่น และสะสมไว้ที่จุดตันเถียน

พลังงานธรรมชาติอันบริสุทธิ์ถูกดูดเข้าสู่ร่างของจี้หนิงอย่างรวดเร็วไม่ขาดสายโดยไม่มีวี่แววว่าจะส่งผลกระทบใดๆกับตัวเขา นอกจากคลื่นพลังงานอันกล้าแกร่งที่หมุนวนกระแทกสะท้อนอยู่ภายในจุดตันเถียน…

ทันใดนั้นเอง จุดตันเถียนที่อัดแน่นท่วมท้นไปด้วยพลังปราณพลันระเบิดออกราวกับช่วงเวลาที่ ‘ผานกู่’ ผ่าความยุ่งเหยิงของจักรวาลแรกกำเนิดเพื่อแบ่งแยกสวรรค์และพิภพ จี้หนิงพลันสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงพลังแห่งเต๋าที่แผ่พุ่งออกจากตัวของเขาในรูปแบบของหมอกอาโปธาตุ ก่อนที่ความรู้สึกนั้นจะสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย

“สำเร็จ!” จี้หนิงอดมิได้ที่จะรำพึงขึ้นกับตนเองด้วยความยินดี

บริเวณอันเคยเป็นที่ตั้งของจุดตันเถียนภายในร่างของเขาบัดนี้กลับกลายเป็นช่องว่างสีม่วงอันไร้ขอบเขตที่คล้ายมีคล้ายไม่มี สิ่งนี้คือ ‘ตำหนักม่วง’ ที่ผู้ฝึกตนในวิถีแห่งความเป็นอมตะล้วนต้องจัดตั้งขึ้นเป็นพื้นฐานเช่นเดียวกันหมด ส่วนเรื่องของพัฒนาการในอนาคตนั้นจะขึ้นอยู่กับเคล็ดวิชาที่ฝึกฝนและวาสนาของแต่ละบุคคล

จี้หนิงเผยอริมฝีปากและเริ่มต้นดึงดูดแก่นธาตุหลอมเหลวเข้าสู่ร่างอีกครั้ง

ภายในช่องว่างสีม่วงเริ่มปรากฏร่องรอยของพลังปราณขึ้นภายในและเพิ่มพูนขึ้นจนกลับกลายเป็นทะเลสาบอันกว้างใหญ่…

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่5 บทที่24: ห้องศิลาใต้ดิน

Desolate Era เล่ม5: สาวกตำหนักม่วง

บทที่ 24: ห้องศิลาใต้ดิน

สายหมอกยังคงอ้อยอิ่งอบอวล จี้หนิงยืนสงบนิ่งจ้องมองเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลที่ล้วนมีท่าทีสงบนิ่ง ดูท่าทั้งหมดคงมีคำตอบที่แน่ชัดในใจแล้ว

“ข้าเป็นผู้นำของตระกูลจี้” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวด้วยเสียงอันมั่นคง “เพื่ออนาคตของลูกหลานตระกูลจี้และเพื่อชื่อเสียงแห่งวงศ์ตระกูล ข้าจะขออยู่สู้กับภูเขามังกรหิมะจนถึงที่สุด!”

“ข้ามีชีวิตอยู่มากว่าสี่ร้อยปีแล้ว จะให้ข้าเฝ้าดูผู้คนในตระกูลต้องประสบเคราะห์กรรมในขณะที่ตนเองซุกหัวหลบหนีเพื่อจะมีชีวิตต่อไปอีกไม่กี่ปีไปเพื่ออะไร? พี่ชายใหญ่ ให้ข้าได้ร่วมต่อสู้จนตัวตายไปพร้อมกับท่านเถอะ!” ท่านยายเงากล่าวด้วยเสียงแหบแห้งเป็นเอกลักษณ์ของนาง

“ไม่ว่านายหญิงจะไปที่ใด ขอโปรดให้ข้าได้ร่วมทางไปกับท่านด้วย” บ่าวชราอาสิงที่ปกติมิใคร่กล่าววาจาก็ประกาศการตัดสินใจของตนอย่างชัดเจน

“เพียงพวกเราเหล่าไม้ใกล้ฝั่งสามคนก็เพียงพอแล้ว” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ท่านผู้นำ!” จี้หลิวเจินเอ่ยอย่างไม่ยินยอม “ข้ารู้ตัวดีว่าตนเองนั้นด้อยพรสวรรค์ เพียงสามารถเบียดเสียดอยู่ตรงกลางของหมู่ยอดฝีมือตระกูลเราเท่านั้น ต่อให้ฝึกปรืออีกนานเท่าใดก็คงไม่มีวันบรรลุถึงระดับปรมาจารย์หมื่นสำแดงได้ ความปรารถนาที่หลงเหลือเพียงหนึ่งเดียวของข้าคือการได้มีส่วนในการต่อสู้ที่เดิมพันด้วยอนาคตของตระกูลครั้งนี้”

จี้ยี่ฉวนก็กล่าวอย่างปลอดโปร่งว่า “ท่านผู้นำตระกูลย่อมทราบดีว่าเส้นทางสู่ความเป็นอมตะของข้านั้นได้สิ้นสุดไปนานแล้ว หากจะให้ข้าใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อรอคอยความตายอย่างไร้คุณค่าความหมาย มิสู้ให้ข้าตกตายอย่างระบือลือลั่นเถิด”

“พวกเจ้าทั้งสอง…” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีได้แต่ส่ายหน้าโดยที่ไม่อาจหักใจกล่าวปฏิเสธ

เส้นทางสู่ความเป็นอมตะสิ้นสุดไปแล้ว? จี้หนิงถึงกับชะงักไปเมื่อได้ยินสิ่งที่บิดาของตนกล่าว เขาได้แต่ถามอย่างไม่เชื่อหูตนเอง “คำพูดของท่านพ่อหมายความว่าอย่างไร?”

จี้ยี่ฉวนจ้องมองบุตรชายด้วยสีหน้าที่ยากอธิบาย “ที่จริงข้าสำเร็จเป็นสาวกตำหนักม่วงตั้งแต่เมื่อครั้งที่เดินทางสู่ทะเลอุดรทมิฬ ตอนที่มารดาของเจ้าตั้งครรภ์และพวกเราตัดสินใจเดินทางกลับสู่ตระกูลจี้ร่วมกับพี่ชายของนางข้าก็บรรลุถึงระดับตำหนักม่วงขั้นกลาง…”

จี้หนิงนิ่งเงียบพลางรับฟังอย่างตั้งใจ

“แต่แล้วกลับเกิดเหตุไม่คาดฝัน” น้ำเสียงของจี้ยี่ฉวนเต็มไปด้วยความหวนรำลึก “ทั้งข้าและท่านลุงของเจ้าต่างถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องใช้วิชาต้องห้ามเพื่อถ่วงเวลาให้ท่านลุงขาวพามารดาของเจ้าหลบหนี สุดท้ายท่านลุงยู้จี่ซานของเจ้าสละชีพเพื่อพวกเรา ส่วนตำหนักม่วงของข้าเสียหายอย่างถาวรจนสามารถใช้พลังปราณได้เพียงทีละน้อย…”

“นับแต่นั้นข้าจึงไม่อาจใช้สมบัติวิเศษหรืออิทธิฤทธิ์อันใด ทั้งหมดที่ข้าทำได้คืออาศัยพลังปราณที่หลงเหลือเพียงเล็กน้อยนั้นชักนำพลังแห่งธรรมชาติให้สำแดงออกผ่านเพลงกระบี่เท่านั้น” บิดาของจี้หนิงกล่าวต่อไป “อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงคราวจำเป็นข้ายังสามารถใช้วิชาต้องห้ามอีกครั้งเพื่อให้กลับคืนสู่พลังระดับตำหนักม่วงชั่วคราว แม้ว่าหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นข้าจะไม่อาจใช้พลังปราณได้อีกชั่วชีวิตก็ตาม”

แววตาที่เข้มงวดเย็นชาของจี้ยี่ฉวนคล้ายอ่อนจางลง “เดิมทีข้าคิดจะเก็บมันไว้ใช้ในยามที่เจ้าเผชิญอันตรายจนต้องหักกระบี่หยก ข้าคิดเสมอว่าเพื่อเจ้าแล้วหากข้าจี้ยี่ฉวนจะต้องกลับกลายเป็นคนทุพพลภาพก็ไม่มีอันใดต้องเสียใจ…”

ในที่สุดจี้หนิงก็นับว่าได้รับคำตอบในเรื่องราวที่เคยสงสัยตลอดมา หัวใจของเขาสะท้านหวั่นไหวโดยมิอาจกลั้น ที่แท้บิดาทุ่มเทจิตใจเพื่อเขาถึงเพียงนี้

จี้ยี่ฉวนเผยอรอยยิ้มอันเศร้าสร้อยเด็ดเดี่ยว “เส้นทางสู่ความเป็นอมตะของข้าสิ้นสุดลง มารดาของเจ้าก็จากไปแล้ว เจ้าเองก็เติบใหญ่สามารถปกป้องคุ้มครองตนเอง ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดคู่ควรให้ข้าต้องอาลัยอาวรณ์อีกต่อไป ข้าจะอุทิศชีวิตที่เหลือเพื่อตระกูลจี้ในการต่อสู้ครั้งสุดท้ายนี้!”

จี้หนิงเหม่อมองรอยยิ้มที่ยากยิ่งจะได้พบเห็นในยามปกติของผู้เป็นบิดา เขาได้แต่สะกดความขมขื่นในจิตใจและหักห้ามความคิดที่จะกล่าววาจาทัดทานการตัดสินใจของบิดาเอาไว้

………

ในคนทั้งหก ห้าผู้อาวุโสได้ตัดสินใจแล้วที่จะอยู่รับมือศัตรู

“ข้า…” จี้หนิงเพียงเริ่มส่งเสียง ผู้เฒ่าเก้าอัคคีก็ชิงตวาดว่า “ไม่ต้องพูดแล้ว พวกเราเหล่าเฒ่าผุกร่อนสละชีวิตเข้าเสี่ยงเป็นเรื่องหนึ่ง เจ้าที่เป็นความหวังหนึ่งเดียวของตระกูลจี้จะต้องมีชีวิตสืบไป!”

“ข้าเข้าใจในสิ่งที่ท่านผู้นำกล่าวดี” จี้หนิงส่ายศีรษะ “แต่จะให้ข้าเบิ่งตามองดูพวกท่านต่อสู้เสี่ยงชีวิตโดยไม่ทำอันใดเลยนั้น ข้าคงไม่อาจทำได้!”

“เจ้า… เจ้า…” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีขุ่นเคืองจนพูดไม่ออก

“แต่ท่านผู้นำโปรดวางใจ ข้าเองมิใช่พวกที่เอาแต่ใช้กำลังโดยไม่ใช้สมอง หากเมื่อใดที่สถานการณ์เลวร้ายเกินกอบกู้แก้ไข ข้าจะใช้ ‘เครื่องรางเร้นรอย’ หลบหนีเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้รอวันกลับมาแก้แค้น” จี้หนิงกล่าวอย่างเยือกเย็น ตั้งแต่ที่มารดาของเขาจากไปบิดาของเขาก็มอบเครื่องรางเร้นรอยให้จี้หนิงเก็บรักษาเอาไว้

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีย่อมรู้จักอานุภาพของเครื่องรางเร้นรอยเป็นอย่างดี ในอดีตหากมิใช่ติดขัดด้วยกฎของตระกูลมันแทบมิอาจหักใจหาข้ออ้างยึดครองเอาไว้เองด้วยซ้ำ

“เช่นนั้นก็ตามใจ” มันยอมรับในที่สุด “แต่เจ้าต้องจำไว้ว่าเมื่อใดที่สถานการณ์เลวร้ายลง เจ้าต้องรีบจากไปทันที”

ในที่สุด ท่ามกลางป่าเขาอันรกร้างที่ยังตกอยู่ภายใต้เมฆหมอกของค่ายกลหลอนประสาท สมาชิกตระกูลจี้ทั้งหกได้ตกลงใจที่จะยืนหยัดต่อสู้กับภูเขามังกรหิมะในลักษณะนี้เอง

“พวกเรามีกันทั้งสิ้นหกคน” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีในขณะนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดต่อสู้ “ในขณะที่ภูเขามังกรหิมะคงยกกำลังมากันอย่างเต็มที่ บางทีอาจจะมีระดับปรมาจารย์หมื่นสำแดงร่วมทางมาด้วยซ้ำ การต่อสู้ซึ่งหน้านับเป็นทางเลือกอันโง่เขลา สิ่งที่พวกเราควรกระทำคือจัดตั้งค่ายกลจำนวนมากขึ้นเพื่อถ่วงเวลาเอาไว้ให้นานที่สุด”

“คงต้องรบกวนท่านผู้นำลงมือด้วยตนเองแล้ว ท่านผู้เฒ่าคือผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการวางค่ายกลที่สุดในหมู่พวกเรา” จี้หลิวเจินเองก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเช่นกัน

“ข้าจะจัดวางค่ายกลขนาดใหญ่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีเหลียวมองคนทั้งห้าที่ยืนรับฟัง “เรื่องการวางค่ายกลปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง พวกเจ้าจงตั้งใจพัฒนาขีดความสามารถในการต่อสู้ของตน ข้าจะอนุญาตให้ใช้ทรัพยากรและสมบัติวิเศษประจำตระกูลได้อย่างเต็มที่…”

ทุกคนต่างพยักหน้ารับคำ

“นอกจากนี้!”

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีก้มลงมองผืนดินเบื้องล่าง “ทั้งเหมืองผลึกธาตุธรรมชาติขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้พื้นผิวดินถึงเพียงนี้แต่กลับไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นมาก่อนและคลื่นพลังงานลึกลับที่ปรากฏขึ้นก่อนหน้านี้ล้วนเป็นปรากฎการณ์อันแปลกพิสดารถึงที่สุด เป็นไปได้ว่าอาจมีสมบัติวิเศษตามธรรมชาติบางประการถือกำเนิดขึ้นในละแวกนี้ หรือแม้กระทั่งอาจเป็นไปได้ว่ามีเซียนวิเศษใดเร้นกายฝึกฝนอยู่ในที่แห่งนี้มาก่อน และปรากฎการณ์เหล่านี้ก็เกิดจากพลังอันมหาศาลจากตัวมันนั่นเอง…”

“หากข้าคาดเดาไม่ผิดภายในพื้นที่แห่งนี้ยังซุกซ่อนความลับอันยิ่งใหญ่เอาไว้ อาจบางทีเป็นสมบัติวิเศษตามธรรมชาติ หรือมีสมบัติวิเศษใดที่เซียนวิเศษนั้นหลงเหลือทิ้งไว้” ดวงตาของผู้เฒ่าเก้าอัคคีอาบไปด้วยแววแห่งความมุ่งหวัง “ด้วยระดับของเซียนวิเศษนั้น ต่อให้เป็นสมบัติที่มันทิ้งไว้โดยไม่แยแสก็คงเพียงพอแล้วที่จะช่วยให้พวกเรามีโอกาสรอดเพิ่มมากขึ้นอีกหลายส่วน…”

ท่านยายเงาขมวดคิ้วกล่าวขึ้นว่า “ความหมายของท่านพี่คือ…”

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีพยักหน้าพลางออกคำสั่ง “ก่อนอื่นพวกเราจะช่วยกันสำรวจและขุดค้นพื้นที่โดยรอบนี้ให้ละเอียด!”

“ทราบแล้ว!” ความหวังของเหล่าสมาชิกตระกูลจี้ถูกจุดขึ้นจนลุกโชน พวกมันทราบดีว่าคำกล่าวของผู้นำตระกูลนั้นมีความเป็นไปได้สูงยิ่ง

“จี้หนิง” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีพลันหันมาทางจี้หนิง “วิชาบงกชวารีอัคคีของเจ้ามีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง การขุดค้นสำรวจนี้ต้องพึ่งพาเจ้าแล้ว”

จี้หนิงพยักหน้ารับคำ

………

จี้หนิงบังคับกลีบบงกชวารีอัคคีเจาะทะลวงลงใต้พื้นดินอย่างรวดเร็วโดยมีผู้เฒ่าเก้าอัคคีและยอดฝีมือที่เหลือติดตามขยายผลอยู่ด้านหลัง

“ช่างรุดหน้าไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งนัก” จี้หลิวเจินอดมิได้ต้องกล่าวชื่นชม “หากให้พวกเราลงมือขุดเจาะด้วยตนเอง ตอนแรกยังอาจรุดหน้าด้วยความเร็วเท่านี้ได้ แต่หลังจากที่พลังปราณในร่างถูกใช้ออกโดยไม่หยุดหย่อนระดับความเร็วย่อมต้องเชื่องช้าลงมากนัก แตกต่างจากจี้หนิงที่หยิบยืมอาศัยพลังงานจากธรรมชาติได้อย่างอิสระ”

“จี้หนิง เจ้าจงมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ผลึกธาตุธรรมชาติมีความบริสุทธิ์สูงส่งมากกว่า” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวแนะนำ “เมื่อสมบัติวิเศษนั้นเป็นต้นกำเนิดของผลึกธาตุเหล่านี้ มันย่อมต้องอยู่ในจุดศูนย์กลางซึ่งมีผลึกธาตุหนาแน่นที่สุดและบริสุทธิ์ที่สุด”

จี้หนิงรุดหน้าต่อไปตามคำแนะนำนั้น ร่างที่ห่อหุ้มด้วยบงกชวารีอัคคีดูราวกับมังกรยักษ์พาดผ่านธรณี

……..

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป รอบตัวของทั้งหมดหลงเหลือเพียงผลึกธาตุธรรมชาติบริสุทธิ์เท่านั้น ขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตะลึงกับความยิ่งใหญ่พิสดารของผลึกธาตุรอบกายนั้นเอง เสียงการปะทะก็ดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหว ร่างของจี้หนิงชะงักหยุดลง

“เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”

“ที่เบื้องหน้านี้เป็นศิลาอันแข็งแกร่ง บงกชวารีอัคคีของข้าไม่อาจเจาะทะลุผ่านไปได้” จี้หนิงกล่าวด้วยความงุนงง พลังทะลุทะลวงของบงกชวารีอัคคีนั้นยังคมกล้ายิ่งกว่าศัสตราวุธใดๆ การที่แผ่นศิลานี้สามารถขวางกั้นเอาไว้ได้จึงนับเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจได้ และเมื่อเขาทำการเจาะสำรวจไปโดยรอบก็พบว่าแผ่นศิลานี้มีความกว้างใหญ่เป็นอย่างยิ่ง

เวลานี้ผู้เฒ่าเก้าอัคคีและคนที่เหลือก็ได้แต่ยืนมองด้วยความประหลาดใจเช่นกัน

จี้หนิงยังคงทำการสำรวจต่อไปเรื่อยๆจนในที่สุดก็พบว่าสิ่งนี้เป็นห้องศิลาขนาดใหญ่หลังหนึ่ง ทั้งยังมีประตูศิลาบานหนึ่งอยู่อีกด้วย

“นี่… สิ่งนี้คือ…”

“ห้องศิลา! ทั้งยังแข็งแกร่งจนแม้แต่บงกชวารีอัคคีของจี้หนิงก็ยังไม่อาจทะลวงผ่าน นี่ย่อมเป็นห้องลับของเซียนวิเศษนั้นแล้ว”

สีหน้าของทุกคนล้วนประดับไปด้วยรอยยิ้มแห่งความตื่นเต้นยินดี

ห้องศิลาลึกลับอันแข็งแกร่งพิสดารซึ่งตั้งอยู่ใต้ผิวดินนับร้อยกิโลเมตรในใจกลางของแหล่งผลึกธาตุธรรมชาติ ขอถามว่ามีผู้ใดยินยอมเชื่อว่านี่จะเป็นห้องอันธรรมดาสามัญ?

“จี้หนิง ระวังอย่าได้เข้าใกล้เกินไป ที่แห่งนี้อาจถูกปกป้องด้วยข่ายมนตรา ให้เจ้าบงการสมบัติวิเศษทำการเปิดมันออกจากระยะไกล” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีรีบออกปากเตือน

จี้หนิงพยักหน้ารับคำ เขารอคอยให้ผู้อื่นหลบหลีกออกจากหน้าปากประตูก่อนที่จะบังคับกระบี่บินให้พุ่งเข้าผลักประตูศิลา เมื่อบานประตูค่อยๆเลื่อนเปิดออก พลังงานธรรมชาติปริมาณมหาศาลก็พวยพุ่งออกมาจากภายในห้อง

“จะต้องมีสมบัติเซียนอยู่ภายในนั้นอย่างแน่นอน” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีคำรามออกมาด้วยความลิงโลด

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่5 บทที่23: ทางเลือกเป็นตาย

Desolate Era เล่ม5: สาวกตำหนักม่วง

บทที่ 23: ทางเลือกเป็นตาย

ชั่วครู่ต่อมา

ในม่านหมอกจางๆที่ปกคลุมทั่วพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศ เงาร่างมังกรโลหิตตัวแล้วตัวเล่าโลดแล่นไปมาใช้สายตาจ้องมองไปยังจี้หนิง ผู้เฒ่าเก้าอัคคี และอีกหกคนที่เหลือ

“จี้หนิง อย่าได้ผลีผลามบุกเข้าไป”

“ข้าเพียงต้องการทดสอบดูเท่านั้น” สมบัติวิเศษกว่าเจ็ดร้อยชนิดพลันล่องลอยอยู่ในอากาศรอบร่างของจี้หนิง แต่ละชิ้นเปล่งแสงออกมาเลือนราง รังสีกระบี่ของพยุหะพันกระบี่จำลองที่รุนแรงมิอาจต้านทานรวมตัวกันขึ้นที่เบื้องหน้าของเขาแล้วพุ่งฝ่าอากาศออกไป

พยุหะพันกระบี่จำลองขั้นที่เก้า!

กระบี่แห่งแสงเปล่งประกายพุ่งตรงเข้าไปในพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศ ชั่วขณะเดียวกันเงาร่างมังกรโลหิตก็กู่ร้องคำรามแล้วพุ่งทะยานเข้าหา มังกรและกระบี่ปะทะกันกลางอากาศก่อนที่เงามังกรโลหิตจะถูกทำลายพร้อมกับกระบี่แห่งแสงที่สิ้นพลังลง ทว่าในเวลาไม่นานมังกรโลหิตก็กลับก่อตัวขึ้นมาอีกครั้ง

จี้หนิงส่งเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจ “ข้าสามารถทำลายมังกรได้เพียงตัวเดียวงั้นหรือ? และมันก็ก่อตัวขึ้นใหม่ในแทบจะทันทีด้วยซ้ำ?”

ต่งซีฉีซึ่งอยู่ภายในอาณาเขตค่ายกลส่งสายตาชั่วร้ายเย็นชามาที่จี้หนิงพลางกล่าวด้วยเสียงแหบห้าว “สมแล้วที่ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะของตระกูลจี้ อายุแค่สิบหกปี… แต่กลับสามารถทำลายหนึ่งในมังกรของพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศได้ เพียงแต่พลังอันน้อยนิดนี้ยังนับว่าห่างไกลนัก”

“จี้หนิง อย่าได้บุกเข้าไป” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีถ่ายทอดเสียงทางพลังปราณด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตระหนก “ค่ายกลเช่นนี้นับเป็นดาวข่มของเคล็ดวิชากายาเทพอสูร หากดื้อรั้นบุกเข้าไป เจ้าจะถูกมังกรโลหิตทั้งแปดตัวเข้าโจมตีและฉีกเจ้าเป็นชิ้นๆทันที”

“ข้าทราบแล้ว” จี้หนิงพยักหน้า

ต่อให้ผู้ฝึกเคล็ดวิชากายาเทพอสูรจะเหนือกว่าผู้ฝึกพลังปราณ… แต่ในโลกนี้ไหนเลยมีสิ่งใดเที่ยงแท้แน่นอน!

ในบรรดาผู้ฝึกพลังปราณก็มียอดยุทธ์ที่สามารถรับมือกับผู้ที่มีระดับขั้นสูงกว่าตนเช่นกัน พยุหะพันกระบี่จำลองนับเป็นตัวอย่างหนึ่ง ผู้ฝึกพลังปราณที่เพาะพันธุ์แมลงพิษจำนวนนับไม่ถ้วนจนสามารถปลดปล่อยพวกมันออกมาได้ราวกระแสน้ำและกลืนกินทุกอย่างที่ขวางหน้าก็เช่นกัน จริงอยู่ว่าเมื่อดูจากภาพรวมแล้วผู้ฝึกกายาเทพอสูรนั้นแข็งแกร่ง แต่ในหมู่ผู้ฝึกพลังปราณไยมิใช่ก็มีอัจฉริยะที่เปี่ยมด้วยความสามารถอันยิ่งใหญ่เช่นกัน?

“พวกเราทั้งหกทดลองร่วมมือกันจู่โจมดูว่ามีโอกาสเอาชนะหรือไม่” นัยน์ตาของผู้เฒ่าเก้าอัคคีเปล่งประกายฆ่าฟัน

ศัสตราวุธเหินทะยานนภากาศ!

ฝูงแมลงพิษโบกบินเต็มท้องฟ้า!

กระบี่แห่งแสงพุ่งทะลวงไปเบื้องหน้า!

ชั่วขณะนั้นโลกทั้งใบดูราวกับถูกปกคลุมอยู่ใต้การจู่โจมอันมืดฟ้ามัวดินที่มุ่งตรงไปยังพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศ

“มาได้ประเสริฐ!” ต่งซีฉีหัวเราะอย่างบ้าคลั่งอยู่ในพยุหะค่ายกล เงามังกรโลหิตทั้งแปดที่ว่ายวนอย่างสงบกลับกลายเป็นคลุ้มคลั่ง ทุกตัวทะยานเข้าเผชิญหน้าการจู่โจมเหล่านั้น ป้องกันการโจมตีของสมบัติวิเศษชิ้นแล้วชิ้นเล่า และเมื่อถูกทำลายลงก็กลับก่อตัวขึ้นมาใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

เงามังกรโลหิตทั้งแปดว่ายวนเป็นวงที่ประกอบไปด้วยรูปแบบและจังหวะอันพิสดาร การโจมตีของจี้หนิงและพวกทั้งหกล้วนถูกป้องกันไว้ได้อย่างสมบูรณ์

“ตระกูลจี้อันขลาดเขลา หากเก่งกล้าสามารถก็จงเข้ามาในพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศของข้า”

เมื่อเห็นว่าการโจมตีทั้งหมดนั้นไร้ผล ต่งซีฉีภายในค่ายกลก็ยิ่งผยองลำพองมากขึ้น “ที่พวกเจ้าสังหารศิษย์น้องของข้าทั้งสามคนได้เพราะอาศัยพวกมากเข้ากลุ้มรุม หากกล่าวถึงความสามารถที่แท้จริงแล้ว ตระกูลจี้จะเป็นคู่มือของพวกข้าได้อย่างไร? หากต่อสู้กันจริงๆ เพียงแค่ข้า ต่งซีฉีผู้นี้ก็สามารถสังหารพวกเจ้าจนหมดสิ้น!”

ที่ด้านนอกพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศ ผู้เฒ่าเก้าอัคคี ท่านยายเงา อาสิง จี้ยี่ฉวน จี้หลิวเจิน และจี้หนิงต่างตกตะลึงในความแข็งแกร่งของค่ายพยุหะที่เบื้องหน้า

“แข็งแกร่งยิ่งนัก” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีส่งเสียงทางพลังปราณ “ถึงข้าจะเคยได้ยินคำร่ำลือถึงพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศของต่งซีฉีมาเนิ่นนานแต่ยังไม่เคยต่อกรกับมันมาก่อน ดูท่ามังกรโลหิตแต่ละตัวในพยุหะนี้จะแข็งแกร่งเทียบเท่ากับสาวกตำหนักม่วงขั้นสูงสุด การประสานพลังของพวกมันทั้งแปดยิ่งน่าตื่นตะลึง… ต่อให้พวกเราทั้งหกทุ่มเทกำลังบุกเข้าไปสังหารมัน พวกเราอย่างน้อยสามคนคงต้องแลกด้วยชีวิต”

“ไหนเลยมีเรื่องราวใดที่ไร้ความเสี่ยง” ท่านยายเงาตอบกลับ “พวกเราบุกเข้าไปสังหารต่งซีฉี!”

“ตระกูลจี้ของพวกเรามีสาวกตำหนักม่วงน้อยเกินไปในขณะที่ภูเขามังกรหิมะกลับมีอยู่มากมาย หากต้องตกตายไปพร้อมกับคนทั้งสองนี้ออกจะไม่คู่ควรไปแล้ว” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีปฏิเสธ

จี้หนิงจับจ้องไปยังพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศที่ห่างออกไป

เขาสมควรทำอย่างไร?

หลังจากโจมตีเป็นเวลาชั่วน้ำเดือด ถึงจะไม่ค่อยได้ใช้พยุหะพันกระบี่จำลอง พลังปราณในร่างของเขายังคงสูญสิ้นไปกว่าครึ่ง

“พักการโจมตีไว้ก่อน” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าว “พวกเราผนึกกำลังโจมตีเป็นเวลานานแต่กลับไม่มีโอกาสฝ่าเข้าไปได้แม้แต่ครั้งเดียว หากไม่ลงมือเสี่ยงชีวิตพวกเราคงไม่อาจสังหารต่งซีฉีได้ อีกทั้งเถาวัลย์เหล่านั้นก็เติบโตแผ่ขยายออกมาเรื่อยๆไม่หยุด ไม่ช้าพวกมันคงออกจากอาณาเขตค่ายกลหลอนประสาทของข้าได้ แล้วกันไปเถอะ ครั้งนี้พวกเราคงต้องปล่อยพวกมันไป”

“ปล่อยพวกมันไปงั้นหรือ?” นัยน์ตาของจี้หวนเจินทอแววไม่อยากเชื่อ “ท่านผู้นำตระกูล หากเราปล่อยโอกาสนี้ไป ในภายหน้าต่งซีฉีจะต้องนำสาวกตำหนักม่วงคนอื่นๆมาอีกแน่ ถึงตอนนั้นคิดสังหารมันคงยากยิ่งขึ้นไปอีก”

“เหลวไหล!” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีตวาดอย่างเกรี้ยวกราด “จุดมุ่งหมายของพวกเราหาได้อยู่ที่การล้มล้างภูเขามังกรหิมะไม่ พวกเราต้องการยืดถ่วงเวลาให้ตระกูลจี้อยู่รอดได้นานขึ้นต่างหาก!”

“จนกว่าที่ทูตตัวแทนจากจักรวรรดิเซี่ยจะมาถึง พวกเราทั้งหกจำต้องยืนหยัดให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้! เมื่อใดที่เราลงนามในสัญญาเรียบร้อยจึงจะถือว่าประสบความสำเร็จ ชีวิตของพวกเรามีค่ากว่าชีวิตของต่งซีฉีมากนัก! หากเพียงใช้อารมณ์อันวู่วามนำสามชีวิตของพวกเราไปแลกกับพวกมันทั้งสอง เมื่อภูเขามังกรหิมะยกกำลังสาวกตำหนักม่วงมาแก้แค้น พวกที่เหลือจะยื้อเวลาได้อีกสักเท่าใด?”

จี้หลิวเจินค่อยได้สติกลับคืน

สังหารศัตรูนับเป็นเรื่องรอง สิ่งสำคัญคือตระกูลจี้จะต้องรอดจากหายนะครั้งนี้ให้ได้!

พวกมันต้องฝืนทนอยู่รอดจนกว่าที่ทูตตัวแทนของจักรวรรดิเซี่ยจะมาถึง สังหารสาวกตำหนักม่วงฝ่ายศัตรูได้มากเท่าใดก็ยิ่งลดทอนแรงกดดันในอนาคตได้มากเท่านั้น ทว่าหากประสบความสูญเสียมากเกินไปก็นับว่าได้ไม่เท่าเสียแล้ว

ภายในพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศ ต่งซีฉีก็ตึงเครียดกังวลเช่นกัน ดังคำกล่าวที่ว่า ‘สองหมัดยากต้านทานสี่ฝ่ามือ’ มันต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีของสาวกตำหนักม่วงหกคนและการโจมตีที่ครอบฟ้าคลุมดิน ยามนี้มันเพียงสามารถป้องกันการจู่โจมของคนทั้งหกได้อย่างฉิวเฉียด เมื่อใดที่ตระกูลจี้ถูกบังคับให้ใช้วิชาต้องห้ามมันคงตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวงเช่นกัน

“ต่อให้ต้องตาย ข้าก็จะลากเอาพวกมันไปด้วย” นัยน์ตาของต่งซีฉีทอประกายคลุ้มคลั่ง “ศิษย์พี่ซีฉี” มู่สี่ที่นั่งขัดสมาธิด้วยใบหน้าเคร่งเครียดพลันลืมตาขึ้นมาด้วยความยินดี “เถาวัลย์ของข้าได้ยืดขยายจนพ้นออกจากอาณาเขตค่ายกลนี้แล้ว”

ต่งซีฉีนิ่งงันไปชั่วขณะก่อนจะทวนคำด้วยความปีติยินดีเช่นกัน “พวกเราสามารถออกไปได้แล้ว?”

หากสามารถมีชีวิตรอดต่อไป มันย่อมยินดีจะเอาตัวรอดมากกว่าต่อสู้จนตายไปข้างหนึ่ง

“ข้ารู้สึกได้ถึงจุดที่เถาวัลย์นั้นขึ้นอยู่ หากติดตามสัมผัสนี้ไปพวกเราก็จะออกไปได้” มู่สี่รีบลุกขึ้นยืน “ศิษย์พี่ซีฉีโปรดควบคุมพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศติดตามมา พวกเราจะออกไปแล้ว”

ใบไม้สีเขียวขจีพลันปรากฏขึ้นจากที่ใดไม่ทราบ เมื่อมันยืดขยายออกมู่สี่และต่งซีฉีก็ก้าวขึ้นไปด้านบนโดยที่รอบตัวของพวกมันยังมีมังกรโลหิตทั้งแปดโลดแล่นอยู่

“ไปกันเถอะ”

ใบไม้สีเขียวเหินบินลดเลี้ยวไปมา บางคราคล้ายขึ้นหน้า บางครั้งกลับถอยหลัง ทำการหักเลี้ยว แล้วก็ขึ้นหน้าไปอีก… ความเคลื่อนไหวเหล่านี้แม้แลดูแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วนี่เป็นผลจากการที่สัมผัสรับรู้ของพวกมันถูกกีดขวางโดยพลังของค่ายกล ถึงจะดูราวกับย้อนเปลี่ยนเส้นทางไปมา แต่อันที่จริงแล้วพวกมันกลับเคลื่อนที่เข้าใกล้ทางออกมากขึ้นตลอดเวลา

ทันใดนั้น มู่สี่และต่งซีฉีที่ยืนอยู่บนใบไม้วิเศษพลันสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของป่าเขาด้านนอกอีกครั้ง

“พวกเราออกมาได้แล้ว”

“พวกเราออกมาได้แล้ว พวกเราทำสำเร็จจนได้” ต่งซีฉีและมู่สี่ต่างมีสีหน้าตื่นเต้นยินดี พวกมันต้องทนอึดอัดเมื่อถูกกักอยู่ในค่ายกลหลอนประสาทและถูกศัตรูควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ทั้งหมด ตอนนี้เมื่อหลบหนีออกมาได้ย่อมต้องรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง

“ตระกูลจี้” ต่งซีฉีขบกราม

ใบหน้าของมู่สี่ก็บิดเบี้ยวด้วยความอาฆาตมาดร้าย “ศิษย์น้องทั้งสามต้องตกตายอย่างน่าอนาถที่นี่ ความแค้นอันลึกล้ำนี้มิอาจไม่ชำระล้าง!”

“ตระกูลจี้!” เสียงของต่งซีฉีดังก้องไปหลายร้อยกิโลเมตร “คอยดูวันสิ้นตระกูลของพวกเจ้าไปเถอะ!”

ใบไม้สีเขียวพุ่งทะยานขึ้นเหนือท้องฟ้าและลับหายไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกันเงาร่างหกสายของผู้เฒ่าเก้าอัคคีและพวกทั้งห้าก้าวออกมาจากค่ายกลหลอนประสาท ผู้เฒ่าเก้าอัคคีหันมองไปทางเงาร่างหลายสายในผืนป่าและภูเขาเดียวดายที่ห่างไกลออกไปก่อนกล่าวด้วยเสียงอันดัง “ตระกูลเจี้ยงปาง ตระกูลกู่ นิกายอัคคีทมิฬ…”

คำพูดมิทันสิ้นสุดเงาร่างเหล่านั้นก็พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง

“โปรดอภัยที่พวกเราไม่สามารถช่วยเหลืออันใดได้”

“ท่านพี่เก้าอัคคี นี่ออกจะไม่เหมาะสมหากพวกเรายื่นมือเข้าแทรกแซง”

เสียงทางลมปราณถูกส่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่เงาร่างแต่ละสายจะจากไปพร้อมกับสมบัติวิเศษที่พวกมันโดยสาร

สาวกตำหนักม่วงจากขุมกำลังต่างๆในเทือกเขานางแอ่นที่เดินทางมาเพราะคลื่นพลังงานธรรมชาติก่อนหน้านี้ แม้จะไม่สามารถมองเห็นการต่อสู้ระหว่างตระกูลจี้กับภูเขามังกรหิมะ แต่พวกมันก็พอคาดเดาสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ยิ่งเมื่อได้ยินเสียงร่ำร้องอย่างโกรธเกรี้ยวเป็นครั้งสุดท้ายของต่งซีฉีก็ยิ่งสามารถคาดเดาเพิ่มเติมขึ้นได้อีกหลายส่วน

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีได้แต่ส่ายหน้าขณะมองเงาร่างเหล่านั้นจากไป “แหล่งผลึกธาตุแห่งนี้มีความหมายนัก อีกไม่นานสาวกตำหนักม่วงจากภูเขามังกรหิมะสาขาหลักคงจะเดินทางมาเช่นกัน ไม่แปลกที่ตระกูลเจี้ยงปาง ตระกูลกู่ และนิกายอัคคีทมิฬจะไม่คิดเข้ามาเกลือกกลั้วในปลักน้ำนี้”

ในเขตเทือกเขานางแอ่น ตระกูลจี้ ตระกูลเจี้ยงปาง นิกายอัคคีทมิฬ และตระกูลกู่ต่างเป็นพันธมิตรที่จับมือกันต่อต้านภูเขามังกรหิมะและตระกูลเที้ยมู่ แต่นั่นจำกัดเพียงภูเขามังกรหิมะสาขาเทือกเขานางแอ่นเท่านั้น

หากตอแยจนอีกฝ่ายโกรธเกรี้ยว เมื่อใดที่สาวกตำหนักม่วงจากภูเขามังกรหิมะสาขาหลักเดินทางมาถึง นิกายอัคคีทมิฬ ตระกูลเจี้ยปาง และตระกูลกู่ ย่อมตกอยู่ในข่ายที่จะถูกล้มล้างไปด้วยเช่นกัน ดังนั้นพวกมันจึงไม่กล้าเข้ายื่นมือเข้าแทรกแซงในเรื่องนี้แม้ว่าจะหยิบยื่นผลประโยชน์ที่มากมายมหาศาลเพียงใดให้ก็ตาม

“ท่านผู้นำตระกูล พวกเราสมควรทำอย่างไรต่อไป” จี้หลิวเจินกล่าวขึ้น

จี้หนิงและคนอื่นๆต่างหันไปทางผู้นำตระกูลจี้เช่นกัน

“ครานี้ภูเขามังกรหิมะสาขาเทือกเขานางแอ่นประสบความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง สาวกตำหนักม่วงสามคนต้องจบชีวิตลง พวกมันคงต้องขอกำลังสนับสนุนจากสาขาอื่นในพื้นที่แถบนี้มาอย่างแน่นอน ขอเพียงใช้แหล่งผลึกธาตุแห่งนี้เข้าล่อ ไม่นานพวกมันคงสามารถรวบรวมสาวกตำหนักม่วงกลุ่มใหญ่เข้าโจมตีเทือกเขานางแอ่น” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวอย่างเชื่องช้า

จี้หนิงและพวกต่างพยักหน้า

“ด้วยระดับความเร็วของสาวกตำหนักม่วง ผู้ที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงกับเทือกเขานางแอ่นใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งหรือสองวันก็มาถึงที่นี่แล้ว” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าว “พวกเราจึงมีทางเลือกหลงเหลือเพียงสองทางเท่านั้น”

“ทางเลือกแรก…”

“พวกเราหลบซ่อนตัวเอาไว้ ทำให้เหล่าสาวกตำหนักม่วงไม่อาจหาพวกเราพบจนกว่าจะถึงวันที่คณะทูตเดินทางมาเพื่อลงนามในสัญญา นี่เป็นทางเลือกที่ค่อนข้างปลอดภัย… แต่จะทำให้ผู้คนในตระกูลอีกนับไม่ถ้วนต้องเผชิญกับภยันตรายถึงชีวิต”

“เหล่าสาวกตำหนักม่วงจะมาถึงในไม่ช้า เพียงแค่วันหรือสองวันผู้คนในตระกูลและชนเผ่าที่อยู่ภายใต้ตระกูลจี้อีกนับแสนคงหลบหนีไปได้ไม่ไกลเท่าใด” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีทอดถอนใจ “เมื่อบรรดาสาวกตำหนักม่วงจากภูเขามังกรหิมะหาพวกเราไม่พบ ย่อมเป็นเรื่องปกติที่พวกมันจะระบายโทสะโดยการเปิดฉากฆ่าฟันผู้คนเหล่านั้นหรือจับพวกมันไปขายเป็นทาส”

ใบหน้าของจี้หนิงและพวกต่างเปลี่ยนสี

พี่น้องร่วมตระกูลนับแสน!

“ทางเลือกที่สอง…” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวต่อไป “พวกเราเลือกสถานที่แห่งหนึ่งและปักหลักตั้งค่ายกลรอรับมืออยู่ที่นั่น จากนั้นป่าวประกาศออกไป ท้าทายภูเขามังกรหิมะว่าหากเก่งกล้าสามารถก็ให้เข้ามาสังหารพวกเรา”

“ภูเขามังกรหิมะเป็นค่ายสำนักอันยิ่งใหญ่ย่อมต้องให้ความสำคัญกับชื่อเสียง หากพวกเราประกาศท้าทายออกไป เมื่อเหล่าสาวกตำหนักม่วงมาถึงย่อมต้องบุกเข้าโจมตีค่ายกลอย่างสุดกำลังแทนที่จะลดตัวลงมาเปิดฉากฆ่าฟันผู้คนที่ไร้ทางสู้ให้แปดเปื้อนชื่อเสียง แต่หากหลบซ่อนจนทำให้พวกมันไม่อาจหาพวกเราซึ่งเป็นตัวการที่แท้จริงได้ พวกมันจะมีข้ออ้างในการเข่นฆ่าสังหารผู้คนตระกูลจี้เพื่อประกาศศักดาของภูเขามังกรหิมะว่าไม่ยอมให้ผู้ใดมาลบหลู่ท้าทาย”

จี้หนิงและคนอื่นๆต่างเห็นด้วย

ถูกแล้ว ค่ายพรรคขนาดใหญ่ล้วนกังวลสนใจเรื่องชื่อเสียงเป็นอย่างยิ่ง!

“บอกข้ามาว่าพวกเจ้าจะเลือกหนทางไหน?” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีไล่กวาดสายตาไปยังสมาชิกตระกูลทีละคน

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่5 บทที่22: หลงเหลืออีกสองคน

Desolate Era เล่ม5: สาวกตำหนักม่วง

บทที่ 22: หลงเหลืออีกสองคน

แม้ว่าจี้หนิงจะสัมผัสได้ถึงเจตนาอันคลุ้มคลั่งของอีกฝ่ายและรีบใช้ท่าร่างปีกวายุล่าถอยออกมา แต่ยังคงมิอาจหลบเลี่ยงจากการถูกคลื่นพลังอันร้ายกาจซัดกระแทกเข้าใส่แผ่นหลังจนร่างถูกกดจมลึกลงไปใต้ผิวดิน

“จี้หนิง!”

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีและบุคคลอื่นต่างรีบรุดเข้ามาที่หน้าปากหลุมด้วยความแตกตื่นกังวล ภาพที่พวกมันได้เห็นคือปีกโลหะที่บิดเบี้ยวแตกทำลายและร่างของจี้หนิงที่มีคราบโลหิตแดงฉานละเลงเปื้อนเปรอะที่ก้นหลุม… ก่อนที่ร่างของเขาจะค่อยๆฟื้นฟูจนสามารถยันกายลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง

“ข้าไม่เป็นไร” จี้หนิงกล่าวด้วยเสียงแหบแตกจากลำคอที่ยังไม่ทันคืนสภาพอย่างสมบูรณ์พร้อมกับกระโดดขึ้นมาที่ปากหลุม บาดแผลน้อยใหญ่ทั่วร่างเริ่มปิดสนิทและฟื้นฟูสู่สภาพเดิมจนไม่เหลือแม้แต่รอยแผลเป็นในขณะที่สมบัติวิเศษประเภทเกราะที่สวมใส่ก็คืนสู่รูปลักษณ์ของเสื้อขนสัตว์สีขาวอีกครั้ง

เมื่อเห็นเช่นนั้นยอดฝีมืออาวุโสตระกูลจี้ทั้งสามจึงได้ระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกและลอบเลื่อมใสในประสิทธิภาพของกายาเทพอสูรที่ผู้ฝึกฝนพลังปราณเยี่ยงพวกมันไม่อาจเทียบได้ หากเมื่อครู่นี้ผู้ที่รับการจู่โจมเป็นพวกมันทั้งสาม พวกมันคงไม่อาจรอดชีวิตไปได้อย่างแน่นอน

“พลังที่เกิดจากการจุดระเบิดทะเลปราณแห่งตำหนักม่วงช่างร้ายกาจนัก” แม้แต่จี้หนิงเองก็ยังอดมิได้ต้องทอดถอนใจชมเชย

การจัดตั้งตำหนักม่วงนั้นเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการฝึกฝนสู่วิถีแห่งความเป็นอมตะ ผู้ฝึกฝนจะต้องบังคับพลังปราณภายในร่างให้ควบแน่นและรวมตัวกันขึ้นจนบังเกิดเป็นทะเลปราณหรือที่เรียกว่าตำหนักม่วง ยามใดที่ตำหนักม่วงสะสมพลังปราณที่บริสุทธิ์เพียงพอได้ในปริมาณที่มากเพียงพอผู้ฝึกฝนจึงจะสามารถพัฒนาไปสู่ระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงและจักรวาลแรกกำเนิดได้ในที่สุด

“นี่คือสาเหตุที่พวกข้าทั้งสามไม่กล้าเข้าต่อสู้ในระยะประชิดกับพวกมัน…” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวอย่างจริงจัง

“แต่พลังชีวิตของผู้ฝึกกายาเทพอสูรก็นับว่าน่าเหลือเชื่อไม่น้อยเช่นกัน” ท่านยายเงากล่าวเสริมขึ้น

………

ที่อีกด้านหนึ่งของค่ายกล

เงาร่างของมังกรทั้งแปดแห่งพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศแหวกว่ายอยู่รอบกายของต่งซีฉีและมู่สี่ที่ใจกลาง ต่งซีฉีมีใบหน้าเคร่งเครียดจริงจัง รังสีอำมหิตในสองตาเข้มข้นจนน่าสะพรึงกลัว มันเคียดแค้นจนปรารถนาจะสับร่างคนของตระกูลจี้ทุกคนที่พบเห็นเป็นหมื่นท่อนแต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาจู่โจมมัน

“น้องเล็ก!… ศิษย์พี่ซีฉี โปรดใช้เลือดล้างตระกูลจี้แก้แค้นให้แก่พวกเรา!” เสียงตะโกนสั่งเสียอันคับแค้นของเย่ฟางที่ดังขึ้นก่อนการระเบิดอันสะท้านฟ้าสะเทือนดินบ่งบอกสถานการณ์ของสองพี่น้องตระกูลเย่ออกมาอย่างชัดแจ้ง

มู่สี่ลืมตาขึ้นจากการนั่งสมาธิก่อนกล่าวด้วยความอาวรณ์ “พวกมันจบสิ้นแล้ว…”

“ไม่เพียงแต่พ่ายแพ้ตกตาย พวกมันยังถูกกดดันถึงขีดสุดจนต้องจุดระเบิดตำหนักม่วงของตัวเอง” โทสะของต่งซีฉีแทบเผาไหม้ออกมานอกร่าง มันไหนเลยเคยคาดคิดว่าจะถูกชาติตระกูลท้องถิ่นแห่งหนึ่งเล่นงานจนตกอยู่ในภาวะเช่นนี้

ต่งซีฉีพลันแหงนหน้าตะโกนก้อง “ข้าต่งซีฉีขอสาบาน ข้าจะทำลายล้างตระกูลจี้ไม่ให้หลงเหลือแม้แต่สัตว์เลี้ยง!!!”

สีหน้าของจี้หนิงแปรเปลี่ยนเมื่อคำสาบานอันเต็มไปด้วยความอาฆาตนั้นดังสะท้อนมาถึง ทว่าผู้เฒ่าเก้าอัคคีกลับแค่นเสียงอย่างเย็นชา “ต่อให้สองพี่น้องนั้นไม่ตกตาย พวกมันยังคงจะทำลายล้างตระกูลของเราอยู่ดี เมื่อต้องการเข่นฆ่าสังหารผู้อื่นย่อมต้องเตรียมใจที่จะรับการตอบโต้จากฝ่ายตรงข้าม การส่งเสียงเห่าหอนเช่นนี้เพียงเป็นพฤติกรรมของคนขลาดเท่านั้น”

“รีบไปจัดการกับพวกมันต่อเถอะ” ท่านยายเงาขบกรามกล่าวขึ้นก่อน

“ถูกต้องแล้ว” อาสิงรีบสนับสนุนทันที

ความคิดฆ่าฟันของจี้หนิงเองก็ถูกปลุกเร้าจนถึงขีดสุด กับศัตรูที่คิดฆ่าล้างตระกูลของมันเช่นนี้มีแต่ต้องตอบโต้กลับไปด้วยมาตรการตาต่อตาฟันต่อฟันเท่านั้น

“จี้หนิง” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีพลันขมวดคิ้วลงก่อนออกคำสั่ง “รีบไปช่วยเหลือบิดาเจ้ากำจัดจู้ซาน”

สีหน้าของจี้หนิงถูกท่วมเต็มไปด้วยความวิตกกังวลทันที หรือว่าแม้แต่เมื่อบิดาของเขาผนึกกำลังร่วมกับจี้หลิวเจินแล้วก็ยังไม่อาจสยบศัตรูลงได้?

“เป็นมู่สี่นั้น เถาไม้ที่เกิดจากเคล็ดวิชาลับของมันเข้าใกล้จุดที่บิดาเจ้ากับจู้ซานกำลังต่อสู้กันเข้าไปทุกที เมื่อใดที่ไปถึงต่งซีฉีกับมู่สี่จะค้นพบพวกมัน หากคนจากภูเขามังกรหิมะทั้งสามรวมกำลังกันได้ย่อมก่อให้เกิดปัญหาใหญ่กับพวกเราอย่างแน่นอน”

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวพลางบงการให้หมอกควันที่เบื้องหน้าของจี้หนิงแหวกแยกออกเป็นช่อง จี้หนิงไม่รอช้ารีบพุ่งกายไปตามเส้นทางที่เปิดออกนั้นทันที

“พวกเราจะมุ่งหน้าไปยับยั้งต่งซีฉีกับมู่สี่” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวกับท่านยายเงาและอาสิง

“ยังไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเสี่ยงชีวิตกับพวกมันเพียงแค่แบ่งแยกรบกวนสมาธิของมู่สี่ก็พอ” สิ้นเสียงสั่งการร่างของมันก็เหินนำผู้ติดตามทั้งสองไปยังตำแหน่งของต่งซีฉีและพวก

………

จี้หนิงใช้ท่าร่างอันล้ำเลิศเคลื่อนที่หลบเลี่ยงเถาไม้ที่งอกระเกะระกะขึ้นมาตลอดรายทางอย่างรวดเร็วจนในที่สุดเขาก็มองเห็นจี้ยี่ฉวนและจี้หลิวเจินอยู่ห่างออกไปไม่ไกล

เมื่อเคลื่อนที่ใกล้เข้าไปเรื่อยๆจี้หนิงจึงพบว่าขณะที่จี้หลิวเจินบังคับสมบัติวิเศษเข้าต่อกรกับชายร่างใหญ่จู้ซาน บิดาของตนกลับใช้เพียงกระบี่คู่มือฟาดฟันรังสีกระบี่ออกจู่โจมพัวพันฝ่ายตรงข้ามเอาไว้เท่านั้น “ประหลาดแท้ ท่านพ่อกลับมิได้ใช้งานสมบัติวิเศษอันใด หรือว่าท่านจะยังมิได้จัดตั้งตำหนักม่วงขึ้นมาจริงๆ?”

“บ้าบัดซบ!” จู้ซานสบถออกมาด้วยความหงุดหงิด คู่มือของมันทั้งสองแสดงแน่ชัดว่าเพียงต้องการล้อมกักมันไว้แล้วใช้การโจมตีอันฉาบฉวยค่อยๆเล่นงานจุดอ่อนของมันที่ขาดความแคล่วคล่องว่องไว

“จากคำสั่งของท่านผู้นำตระกูลก่อนหน้านี้ บิดาสมควรเป็นสาวกตำหนักม่วงผู้หนึ่งแต่ทำไมข้าจึงไม่เคยเห็นท่านใช้สมบัติวิเศษมาก่อน แม้กระทั่งเมื่อครั้งที่ไล่ตามอสรพิษเหินหาวในครั้งนั้นท่านก็มิได้เหินบินด้วยสมบัติวิเศษ…”

จี้หนิงมิใช่ไม่เคยเอ่ยถามแต่จี้ยี่ฉวนปฏิเสธการตอบคำถามนี้ตลอดมา

“หลังจากที่การศึกครั้งนี้จบสิ้นลงข้าคงต้องสอบถามท่านผู้นำตระกูลให้รู้แน่” จี้หนิงละทิ้งความสงสัยในจิตใจไว้ชั่วคราว เขาสาวเท้าเข้าสู่วงต่อสู้พร้อมกับกระบี่อุดรทมิฬในมือทั้งสองข้างและปีกโลหะชุดใหม่ที่กลางหลัง

“ท่านพ่อ ท่านลุงหลิวเจิน โปรดอนุญาตให้ข้าจัดการกับมันเอง” สิ้นเสียงตะโกน ร่างของจี้หนิงก็กลับกลายเป็นลำแสงสายหนึ่งพุ่งเข้าหาจู้ซาน

จี้ยี่ฉวนและจี้หลิวเจินต่างพยายามส่งเสียงเรียกรั้งจี้หนิงเอาไว้ ในขณะที่จู้ซานซึ่งกำลังขุ่นแค้นเนื่องจากมีกำลังแต่ไร้ทางระบายเปล่งเสียงหัวร่อด้วยความยินดี

จู้ซานเมื่อเป็นยอดฝีมือกายาเทพอสูรระดับตำหนักม่วงย่อมมีความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นในการต่อสู้ตะลุมบอน แม้ว่ามันจะฝึกปรือในด้านพลังปราณด้วยเช่นกันแต่สิ่งที่มันทุ่มเทฝึกฝนมาตลอดยังคงเป็นทักษะการต่อสู้ระยะประชิด

“มาเถิด ข้าจะขอทดสอบดูว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลจี้นั้นแข็งแกร่งสักเท่าใด” กลางหลังของมันปรากฏสมบัติประเภทปีกสีดำขึ้นเช่นกัน ร่างใหญ่โตโถมเข้ารับมือกระบี่ของจี้หนิงอย่างดุดัน

นี่ไม่มีอันใดน่าประหลาดใจ ผู้ฝึกปรือกายาเทพอสูรส่วนมากล้วนชมชอบใช้งานสมบัติวิเศษที่ช่วยให้พวกมันสามารถเคลื่อนที่และใช้อาวุธออกได้ว่องไวยิ่งขึ้น แต่ีจี้หนิงยังคงจับจ้องมองปีกของจู้ซานด้วยความสนใจ “ประเสริฐ ข้ากำลังกังวลว่าหลังจากที่บรรลุระดับตำหนักม่วงแล้วจะหาสมบัติวิเศษประเภทปีกที่มีอันดับจากที่ใดอยู่พอดี!”

เสียงระเบิดดังขึ้นไม่ขาดสายเมื่อขวานใหญ่ในมือของจู้ซานปะทะกับกระบี่ของจี้หนิง ฝ่ายหนึ่งนั้นเป็นยอดฝีมือที่ถูกอบรมขึ้นโดยค่ายสำนักชั้นแนวหน้าเยี่ยงภูเขามังกรหิมะ ถึงแม้วิชากายาเทพอสูร ‘อสูรทรงพลัง’ ที่มันฝึกปรือจะมิใช่ยอดวิชาอันใดทว่าก็ยังเหนือล้ำกว่าเคล็ดวิชากายาเทพอสูรอื่นใดที่ตระกูลจี้ครอบครองทั้งยังประกอบด้วยความสำเร็จในระดับตำหนักม่วงแรกเริ่ม ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งนั้นเป็นยอดอัจฉริยะที่ฝึกฝนเคล็ดวิชากายาเทพอสูรอันดับหนึ่งของแผ่นดินแม้ว่าความสำเร็จจะเป็นเพียงระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงสุดก็ตาม

การต่อสู้ของคนทั้งสองเป็นไปอย่างดุเดือดราวกับการต่อสู้ระหว่างเทพอสูรที่แท้จริงแห่งยุคก่อกำเนิดจักรวาล ทั้งคู่ต่างไม่แยแสสนใจในบาดแผลและอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับตัวแม้แต่น้อย รัศมีแห่งพลังที่เกิดขึ้นจากการปะทะแต่ละครั้งล้วนสั่นสะท้านแผ่นฟ้าและสั่นสะเทือนแผ่นดินจนทุกสิ่งที่อยู่แวดล้อมพังพินาศไปหมดสิ้น

“จู้ซานผู้นี้ช่างร้ายกาจยิ่งนัก ขวานใหญ่ของมันไม่เพียงสามารถใช้โจมตียังสามารถใช้ต่างโล่เหล็กได้อีกด้วย”

“จี้หนิงผู้นี้สมควรเป็นยอดฝีมือตำหนักม่วงผู้หนึ่ง กระบี่คู่ของมันยิ่งลึกล้ำพิสดาร ข้าใช้เวลากว่าศตวรรษในการฝึกปรือเพลงขวานแต่กลับตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในแทบทุกครั้งที่แลกเปลี่ยนกระบวนท่ากับมัน”

ทั้งคู่ต่างทำการประเมินคู่ต่อสู้ของตนในระหว่างที่ทำการต่อสู้ จี้หนิงคล้ายชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบเล็กน้อยเมื่อสามารถสร้างบาดแผลจำนวนมากบนร่างของจู้ซานได้สำเร็จโดยที่ตนเองได้รับบาดแผลเพียงสองแห่งเท่านั้น ทว่าบาดแผลของคนทั้งคู่ล้วนถูกฟื้นฟูจนหายดีในระยะเวลาอันรวดเร็ว

“รวดเร็วกว่านี้! ข้าต้องรวดเร็วยิ่งกว่านี้!” ท่ากระบี่ของจี้หนิงพลันแปรเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดดุร้ายยิ่งขึ้น เขาพยายามเร่งเร้ากระบี่ของตนให้รวดเร็วเผ็ดร้อนยิ่งขึ้นเพื่อเอาชนะขวานใหญ่ที่หนักหน่วงแข็งแกร่งของอีกฝ่าย กระบี่ของเขายิ่งรวดเร็วขึ้นเท่าใดก็ยิ่งสามารถชำแรกผ่านช่องว่างในกระบวนท่าของอีกฝ่ายได้มากขึ้นเท่านั้น

“ดังวายุ!”

“ดังอสนี!”

กระบี่ในมือข้างซ้ายและข้างขวาของจี้หนิงถูกใช้ออกด้วยกระบวนท่าที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ข้างหนึ่งนั้นรวดเร็วแผ่วพริ้วดั่งสายลม อีกข้างหนึ่งว่องไวกราดเกรี้ยวเยี่ยงสายฟ้า ทว่ากลับสอดประสานหนุนเสริมซึ่งกันและกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“รวดเร็วกว่านี้! ข้าต้องรวดเร็วยิ่งกว่านี้!” ทันใดนั้นที่รอบกายของจี้หนิงพลันปรากฏสายฝนโปรยปรายลงมา

ขณะเดียวกันกระบวนท่าของจู้ซานกลับบังเกิดความติดขัดที่ไม่สมควรมีขึ้น บุปผาโลหิตสาดกระจายออกทุกทิศทางเมื่อกระบี่ที่รวดเร็วดุจสายลมของจี้หนิงแทรกผ่านขวานใหญ่แล้วฟันเข้าที่หว่างเอวของมันตัดร่างใหญ่โตของจู้ซานจนขาดเป็นสองท่อน

จี้หนิงไม่ยอมละทิ้งโอกาสที่ฟ้าประทานนี้ กระบี่ในมือถูกใช้ออกอย่างบ้าคลั่ง

‘ประกายวิชชุแลบลั่น!’

‘ประกายวิชชุแลบลั่น!’

‘ประกายวิชชุแลบลั่น!’

กระบี่ทั้งสองของจี้หนิงถูกฟาดฟันออกอย่างต่อเนื่อง กระบวนท่าที่ใช้มิได้เลิศพิสดารและมิได้กราดเกรี้ยวรุนแรง เคล็ดความของมันมีเพียงหนึ่งเดียวนั่นคือรวดเร็ว!

ประกายกระบี่วาววับจำนวนนับไม่ถ้วนแตกระเบิดเข้าใส่ร่างทั้งสองท่อนของจู้ซานจนกลับกลายเป็นก้อนเนื้ออันเลอะเลือนท่ามกลางเสียงคำรามด้วยโทสะของมัน “กระบี่ของเจ้าฆ่าข้าไม่ได้หรอก!”

“บงกชวารีอัคคี!” จี้หนิงพลันใช้ออกด้วยไม้ตายสุดท้ายของตน

ดอกบัวขนาดใหญ่ที่กลีบของมันประกอบขึ้นจากเปลวเพลิงและสายน้ำปรากฏขึ้นห่อหุ้มสิ่งที่เคยเป็นร่างของจู้ซานเอาไว้ก่อนทำการบดตัดอย่างรวดเร็ว หลังจากการฝึกฝนตลอดห้าปีที่ผ่านมาพลังทำลายล้างของบงกชวารีอัคคียิ่งทวีความร้ายกาจมากขึ้น ซากร่างของจู้ซานที่พยายามจะเชื่อมต่อและก่อกำเนิดขึ้นใหม่ถูกบดขยี้และเผาไหม้จนสูญสลายไปในที่สุด

“ดูเหมือนว่าข้าจะได้รับปีกวิเศษมีอันดับล่วงหน้าแล้ว” จี้หนิงยื่นมือออกไปดึงดูดสมบัติวิเศษที่ไร้เจ้าของเข้าหาตนก่อนจะหันกลับไปเห็นสีหน้าที่ตกตะลึงจนแทบไม่เชื่อสายตาตนเองของจี้ยี่ฉวนและจี้หลิวเจิน

“ท่านพ่อ ท่านลุงหลิวเจิน พวกเราต้องรีบกลับไปสมทบกับท่านผู้นำตระกูลแล้ว ยังมีศัตรูอันเข้มแข็งหลงเหลืออีกสองคน!”

“เพียงสองคนเท่านั้น?” จี้ยี่ฉวนทั้งสองอุทานด้วยความตื่นเต้นยินดี ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนี้ยังเหนือกว่าที่พวกมันนึกฝันเอาไว้มากมาย แม้ว่าที่หลงเหลือทั้งสองนั้นจะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ศัตรูก็ตาม

“ถึงเวลากวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก!”

ลำแสงสามสายสาดพุ่งไปตามทิศทางที่ผู้เฒ่าเก้าอัคคีชี้นำ

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่5 บทที่21: ตำหนักม่วง

Desolate Era เล่ม5: สาวกตำหนักม่วง

บทที่ 21: ตำหนักม่วง

เมื่อมองเห็นกระบี่แห่งแสงจาก ‘พยุหะพันกระบี่จำลอง’ ของจี้หนิงที่ฟาดฟันเข้าใส่ ร่างอ้อนแอ้นแบบบางของเย่สิงพลันสั่นสะท้าน “พลังกระบี่ที่น่าหวาดหวั่นยิ่งนัก ข้าคงไม่มีหนทางอื่นใดอีกแล้ว!” เส้นผมสีเขียวของนางเปล่งประกายแสงสีเขียวออกมาปกคลุมทั่วร่างต้านรับกระบี่แห่งแสงที่แทงทะลุรัศมีสีทองเข้ามาได้ทันท่วงที ชั้นป้องกันสีเขียวที่เกิดจากการถักสานของอักขระศักดิ์สิทธิ์สั่นพริ้วเป็นระลอกรุนแรงแล้วแตกระเบิดออก

กระบี่แห่งแสงยังคงพุ่งตรงต่อไปทว่าพลังที่คงเหลือนั้นไม่เพียงพอที่จะทะลวงสมบัติวิเศษประเภทเกราะที่เย่สิงสวมใส่บนร่างได้

“พี่ใหญ่ เครื่องรางคุ้มภัยที่ท่านอาจารย์มอบให้กลับถูกทำลายลงด้วยการจู่โจมเพียงครั้งเดียวเท่านั้น!” เย่สิงส่งเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนก

กระบวนท่ากระบี่เมื่อครู่น่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว พลังทำลายของมันแทบสามารถเทียบได้กับระดับของปรมาจารย์หมื่นสำแดง

“น้องเล็ก” เย่ฟางกัดฟันกรอด “พวกเราคงไม่อาจรอคอยปาฏิหาริย์ใดๆได้อีกต่อไปแล้ว มีทางเดียวคือต้องสู้ตายเท่านั้น”

เย่ฟางผงกศีรษะรับ

เมื่อตัดใจแน่วแน่ประกายตาของสองพี่น้องก็แปรเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวดุร้าย รัศมีสีเลือดแผ่ซ่านออกจากร่างของคนทั้งสอง

“เคล็ดวิชาต้องห้าม!” คราครั้งนี้ผู้เฒ่าเก้าอัคคี จี้หนิง ท่านยายเงาและบ่าวชราอาสิงตกเป็นฝ่ายตื่นตระหนกบ้าง

ควรทราบว่าการใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามนั้นจำเป็นต้องแลกด้วยอายุขัยของผู้ใช้งานและเมื่อใช้ออกก็แทบไม่มีหนทางใดที่จะดึงเอาอายุขัยกลับคืนมา หากคนผู้หนึ่งทั้งที่ทราบดียังยินยอมจ่ายค่าตอบแทนอันสูงล้ำเช่นนี้ออกไปย่อมหมายความว่าพลังที่มันคาดหวังจะได้รับกลับมานั้นต้องยิ่งสูงส่งมหาศาล

“หากต้องการชีวิตของพวกเราก็จงเข้ามา!”

“พวกมันเปรียบประดุจสัตว์ร้ายที่ถูกต้อนเข้าที่ขัง” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีส่งเสียงทางพลังปราณ “ต่อให้พวกมีเปรียบด้านจำนวน แต่เมื่อยอดฝีมือระดับตำหนักม่วงใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาต้องห้ามก็ไม่อาจประมาทได้ จงสะกดกลั้นใจรอช่วงเวลาที่เหมาะสม มิฉะนั้นหากต้องแลกชีวิตตกตายร่วมกับพวกมันก็ไม่คุ้มค่าแล้ว”

เมื่อทั้งหมดเห็นพ้องต้องกัน ยอดฝีมือทั้งสี่ของตระกูลจี้ก็เกร็งพลังตระเตรียมจนพรักพร้อมแล้วเริ่มลงมือจู่โจมสอดประสานกันอีกครั้ง

ในสาวกตำหนักม่วงทั้งห้าของภูเขามังกรหิมะ พี่น้องตระกูลเย่ถือเป็นมือชั้นกลางที่แข็งแกร่งเป็นรองต่งซีฉีและมู่สี่ หากอยู่ในภาวะปกติเพียงยอดฝีมืออาวุโสทั้งสามของตระกูลจี้ก็เพียงพอที่จะสยบมันทั้งสองลงได้แล้ว เมื่อรวมยอดอัจฉริยะเยี่ยงจี้หนิงเข้าไปถึงแม้คนทั้งสองจะใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามก็ยังต้องรับมือด้วยความหนักหน่วงกินแรง

“ฝูงสวะแซ่จี้อันเจ้าเล่ห์บัดซบ!” เย่ฟางและแย่สิงตะโกนสาปแช่งอย่างหยาบคายพลางกวัดแกว่งสมบัติวิเศษคู่มือเข้าต่อต้าน เมื่อได้รับพลังจากเคล็ดวิชาต้องห้ามอานุภาพของสมบัติวิเศษพวกมันจึงยิ่งร้ายกาจ ม่านน้ำที่แผ่พุ่งออกจากแจกันเคลือบในมือถึงกับสามารถสกัดกั้นกระบี่แสงของพยุหะพันกระบี่จำลองเอาไว้ได้!

เมื่อเห็นเช่นนั้นจี้หนิงก็ได้แต่ลอบทอดถอนใจ ถึงแม้ว่าในสายตาของผู้อื่นการที่ผู้มีพลังการฝึกปรือระดับเหนือธรรมชาติสามารถต่อกรกับสาวกตำหนักม่วงที่ใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามได้อย่างเท่าเทียมจะเป็นสิ่งที่ควรภาคภูมิใจก็ตาม

“พี่ใหญ่ จี้หนิงผู้นี้แข็งแกร่งเกินไปแล้ว พลังทั้งหมดที่ข้ามีถูกใช้เพื่อป้องกันการจู่โจมของมันเพียงผู้เดียว” เย่สิงกล่าวอย่างอับจนปัญญา

“ข้าเองก็ทนต้านทานต่อไปไม่ไหวแล้วเช่นกัน” เมื่อเย่สิงทำได้เพียงแค่รับมือการโจมตีของจี้หนิง เย่ฟางจึงต้องแบกรับการจู่โจมของยอดฝีมืออีกสามคนที่เหลือเพียงผู้เดียว

ทันใดนั้นเองมือทั้งสองของทั้งเย่ฟางและเย่สิงพลันปรากฏผนึกแห่งเต๋าขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง รัศมีแห่งพลังสีดำทะมึนหลายสิบสายพุ่งทะลวงเข้าใส่บรรดาผู้ที่กลุ้มจู่โจม ยอดฝีมือจากตระกูลจี้ทั้งสี่รีบใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาปกป้องชีวิต

จี้หนิงเองก็ถูกบีบให้ใช้ทั้งกระบี่คู่และบงกชวารีอัคคีในการป้องกันตน แต่ถึงเช่นนั้นเขายังคงถูกพลังอันรุนแรงกระแทกจนต้องล่าถอยไปถึงหกก้าวใหญ่ ผืนดินที่ใต้เท้าปริแตกออกในทุกก้าวที่เหยียบย่ำลงไป

“ช่างหวุดหวิดหวาดเสียวนัก” จี้หนิงก้มลงมองบาดแผลขนาดใหญ่ที่เจาะทะลุหว่างเอวของเขาจนเป็นโพรง ก่อนที่แผลนั้นจะสมานเข้าหากันอีกครั้ง

“โชคดีที่เจ้าช่วยรับพลังโจมตีส่วนใหญ่เอาไว้…” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังหวาดหวั่นไม่คลาย ลำแสงสีดำเหล่านั้นทั้งรวดเร็วทั้งรุนแรง หากมิใช่ว่าจี้หนิงที่มีกายาเทพอสูรช่วยต้านรับพลังส่วนใหญ่เอาไว้ ร่างเลือดเนื้อของพวกมันทั้งสามอาจได้รับบาดเจ็บจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

“พวกมันสองพี่น้องสมแล้วที่มาจากค่ายสำนักอันยิ่งใหญ่ กลับมีไม้ตายอันร้ายกาจซุกซ่อนอยู่มากมายไม่หมดสิ้น พวกเราต้องรักษาระยะห่างเอาไว้แล้วโจมตีจากระยะไกล” ท่านยายเงากล่าวขึ้น

“ถูกแล้ว พวกมันทั้งสองคงยืนหยัดได้อีกไม่นานเท่าใด” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวสนับสนุน

คิ้วของจี้หนิงขมวดลง เขาย่อมเข้าใจในความกังวลของเหล่าผู้อาวุโส การต่อสู้ระยะประชิดนับเป็นข้อถือสาสำหรับผู้ฝึกพลังปราณที่ไม่อาจยอมให้เกิดความผิดพลาดใดขึ้นกับสังขารเลือดเนื้อ แต่ทุกช่วงเวลาในขณะนี้ไหนเลยปล่อยให้สูญเปล่าได้

“ท่านผู้นำตระกูลโปรดปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง” จี้หนิงรีบเปล่งเสียงด้วยพลังปราณ ปีกโลหะขนาดใหญ่ปรากฎขึ้นบนแผ่นหลังของเขา ด้วยการโบกกระพือคราหนึ่งร่างของจี้หนิงก็ถลาร่อนเข้าหาพี่น้องตระกูลเย่ราวกับพญาปักษา

“ระมัดระวังให้มากไว้” ผู้อาวุโสทั้งสามรีบส่งเสียงกำชับ ทั้งหมดทราบดีว่าจี้หนิงนั้นฝึกปรือยอดวิชากายาเทพอสูร ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ จึงมิได้ขัดขวางเขาแต่อย่างใด

“เข้ามาได้ประเสริฐ” เย่ฟางและเย่สิงขู่คำรามด้วยความยินดี

ที่จริงพวกมันก็ถูกการโจมตีอย่างชาญฉลาดของผู้เฒ่าเก้าอัคคีและพวกกดดันจนมือไม้ปั่นป่วน กลยุทธ์จู่โจมจากระยะไกลทำให้พวกมันไม่อาจตอบโต้ใดๆกลับไปและทำได้เพียงป้องกันตนเองอย่างอับจนปัญญา เมื่อใดที่ป้องกันของพวกมันหลวมคลายเพียงเล็กน้อยนั่นย่อมหมายถึงความตาย ดังนั้นเมื่อจี้หนิงเสนอตัวเข้ามาหาพวกมันเองย่อมต้องสบอารมณ์ของพวกมันเป็นอย่างยิ่ง

“อัจฉริยะแห่งตระกูลจี้ ขอเพียงสังหารมันลงได้การตายของพวกเราก็ไม่สูญเปล่าแล้ว”

ทว่าท่าร่างของจี้หนิงกลับเหนือล้ำเกินกว่าที่พวกมันจะสามารถคาดเดา ร่างที่พุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็วนั้นกลับตีวงโค้งเปลี่ยนทิศทางอย่างงดงามเหนือจินตนาการเข้าหาเย่สิงซึ่งบัดนี้ปราศจากเครื่องรางคุ้มภัย กระบี่อุดรทมิฬทั้งคู่ถูกใช้ออกด้วยกระบวนท่าที่ร้ายกาจที่สุด ‘สายพิรุณสาดเท’…

ศีรษะอันงดงามของเย่สิงหลุดกระเด็นขึ้นสู่ท้องฟ้า ดวงตาทั้งคู่ยังเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและไม่เข้าใจ ในขณะที่เย่ฟางทำได้เพียงใช้สายตาอันว่างเปล่าจ้องมองไปที่จี้หนิง

บนหน้าผากของจี้หนิงปรากฏรอยแผลขนาดใหญ่ทะลุผ่านไป ที่แท้เขาตัดสินใจเสี่ยงชีวิตเปิดช่องว่างหลอกล่อให้เย่สิงแทงกระบี่เข้าใส่เพื่อใช้คุณสมบัติของกายาเทพอสูรและเพลงกระบี่อันเหนือชั้นสังหารนางในกระบวนท่าเดียว

“เจ้า… เจ้ากลับบรรลุกายาเทพอสูรระดับตำหนักม่วงแล้ว…?” เย่ฟางกล่าวด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ

พวกมันไหนเลยคาดคิดว่าต่อให้ระมัดระวังเพียงใดสุดท้ายก็ยังคงประเมินจี้หนิงต่ำเกินไปอยู่ดี จากปราณกระบี่แห่งแสงที่โจมตีเข้าใส่พวกมันเชื่อว่าเด็กหนุ่มอายุสิบหกปีผู้นี้เป็นยอดอัจฉริยะพรสวรรค์ที่เพิ่งบรรลุถึงระดับตำหนักม่วงในด้านพลังปราณได้อย่างน่าเหลือเชื่อ พวกมันจึงมั่นใจว่าจี้หนิงไม่มีทางที่จะบรรลุถึงระดับตำหนักม่วงในด้านกายาเทพอสูรที่ยากเย็นยิ่งกว่าได้ในเวลาเดียวกัน ทว่าสองพี่น้องหารู้ไม่ว่าพลังของยอดวิชา ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ ในระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงสุดนั้นสามารถเปรียบเทียบได้กับระดับตำหนักม่วงแรกเริ่มในกายาเทพอสูรแขนงอื่น ดังนั้นต่อให้เย่สิงแทงกระบี่ทะลุหน้าผากของจี้หนิงสำเร็จก็ยังไม่อาจสังหารหรือหยุดยั้งท่ากระบี่ของเขา และเป็นความผิดพลาดนี้เองที่ทำให้จี้หนิงสามารถสังหารนางได้ภายในกระบวนท่าเดียว

“น้องเล็ก…” เย่ฟางเหลียวมองซากสังขารไร้ชีวิตบนพื้นแล้วแหงนหน้ากู่ร้อง “ศิษย์พี่ซีฉี โปรดใช้เลือดล้างตระกูลจี้แก้แค้นให้แก่พวกเรา!”

สีหน้าของจี้หนิงพลันแปรเปลี่ยนกลับกลาย ปีกที่กลางหลังโบกกระพืออย่างรุนแรงส่งร่างของเขาให้ถอยห่างออกมาอย่างเร่งร้อน

แทบจะเป็นเวลาเดียวกันร่างของเย่สิงแตกระเบิดออกอย่างรุนแรง ทะเลปราณที่ถูกสั่งสมไว้ภายในตำหนักม่วงของมันถูกจุดระเบิดขึ้นในคราเดียว

พลังปราณอันคลุ้มคลั่งถูกระเบิดกระจายออกไปทุกทิศทางจนกลบกลืนร่างของจี้หนิงที่กำลังเหินบินหลบหนีเข้าไปจนหมดสิ้น

“จี้หนิง!!” เหล่าผู้อาวุโสตระกูลจี้ทำได้เพียงตะโกนเรียกชื่อเขาด้วยความสิ้นหวัง

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่5 บทที่ 20: ต่างแสดงความสามารถ

Desolate Era เล่ม 5: สาวกตำหนักม่วง

บทที่ 20: ต่างแสดงความสามารถ

“ท่านผู้นำตระกูลก่อตั้งค่ายกลนี้ตั้งแต่เมื่อใด?” จี้หลิวเจินอดถามมิได้

นี่เป็นคำถามที่อยู่ในใจของจี้หนิงและพวกที่เหลือเช่นกัน ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นผู้นำตระกูลก่อตั้งค่ายกลมาก่อน และรอจนเมื่อเหล่าสาวกตำหนักม่วงของภูเขามังกรหิมะมาถึงก็มีเวลาหลงเหลือไม่พอสำหรับการตั้งค่ายกลแล้ว

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีเหลือบมองผู้คนเบื้องหน้า “ไม่ว่าเรื่องราวใด จำเป็นต้องมองการณ์ไกลเข้าไว้ ยามที่ได้รู้ว่าแหล่งผลึกธาตุนี้ใหญ่โตเพียงใดข้าก็ได้คิดแล้วว่าด้วยความละโมบของภูเขามังกรหิมะพวกมันจะต้องถูกดึงดูดเข้ามาอย่างแน่นอน ข้าจึงเริ่มเตรียมการระวังป้องกันล่วงหน้าด้วยการก่อตั้งค่ายกลไว้รอบบริเวณ ถ้าเรื่องจบลงโดยไม่ต้องใช้กำลังก็หาเป็นไรไม่ แต่หากจำเป็นต้องใช้กำลังพวกเราก็จะถือไพ่เหนือกว่า ส่วนที่ว่าเหตุใดข้าจึงไม่บอกกล่าวพวกเจ้าทั้งหมดไว้ก่อนน่ะหรือ? หากข้าบอกพวกเจ้าให้รู้ตัวก่อนว่าพวกเรามีค่ายกลขนาดใหญ่หนุนหลัง พวกเจ้าจะแสดงอาการโกรธเกรี้ยวและเสียใจถึงเพียงนั้นหรือไม่? ผู้คนจากภูเขามังกรหิมะคงจะตื่นตัวจนพบเจอและทำลายค่ายกลไปนานแล้ว”

จี้หนิงและคนอื่นๆต่างผงกศีรษะ

ถึงแม้ว่าเรื่องทุกอย่างเมื่อกล่าวออกมาแล้วหาได้ผิดประหลาดลี้ลับแต่อย่างใด ทว่าก่อนหน้านั้นทุกผู้คนต่างมัวแต่ตื่นตะลึงกับขนาดของแหล่งผลึกธาตุ ไม่มีผู้ใดทันได้คิดถึงเหตุการณ์ขั้นต่อไป นี่เป็นเรื่องของประสบการณ์และวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลโดยแท้!

“ไม่ว่าอย่างไรการกระทำของข้าก็ทำให้รู้สึกละอายต่อบรรพบุรุษของตระกูลจี้ยิ่งนักที่ทำให้ตระกูลต้องตกอยู่ในอันตราย” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวเสียงทุ้มต่ำ “ข้ามิต้องการเลือกเส้นทางสายนี้เลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เราทำนี้เท่ากับตั้งตัวเป็นศัตรูกับภูเขามังกรหิมะ ตระกูลจี้จำต้องเร่งลงนามในสัญญากับจักรวรรดิเซี่ยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อลงนามในสัญญาสำเร็จก็จะเป็นการรับประกันความปลอดภัยของพวกเราไปอีกหนึ่งพันปี ถึงตอนนี้พวกเราจะยังคงอ่อนแอก็ตาม แต่ระยะเวลาหนึ่งพันปีก็สมควรเพียงพอให้ตระกูลจี้ของเราตั้งตัวได้”

“ตอนนี้สิ่งที่พวกเราต้องทำคือสังหารพวกมันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งสังหารได้มากเท่าใดก็ยิ่งลดทอนแรงกดดันให้กับตระกูลจี้ของเราได้เท่านั้น” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกวาดสายตามองกำลังรบหลักของตระกูลจี้ทั้งห้าที่ยังคงรั้งอยู่ “ข้า ท่านยายเงา อาสิง และจี้หนิง จะรวมกำลังกันจัดการพี่น้องตระกูลเย่ หลิวเจิน ยี่ฉวน เจ้าสองคนไปจัดการกับจู้ซาน”

“ทราบแล้ว” ทุกคนส่งเสียงรับคำ

ท่านยายเงารีบถาม “เช่นนั้นแล้วต่งซีฉีเล่า? มันจะกลายเป็นตัวหายนะในไม่ช้า พวกเราต้องรีบชิงกำจัดมันแต่เนิ่นๆ”

“มันค้นพบและอยู่ร่วมกับมู่สี่แล้ว” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าว “พวกเราจะรวมกำลังเพื่อจัดการกับมันทั้งสองในตอนสุดท้าย”

“พวกเราไปกันเถอะ ข้าจะนำทางพวกเจ้าผ่านม่านหมอกเอง” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีสาวเท้าไปเบื้องหน้า ท่านยายเงา อาสิง และจี้หนิงรีบติดตามอยู่เบื้องหลัง ในขณะที่หมอกควันเบื้องหน้าของจี้หลิวเจินและจี้ยี่ฉวนแหวกเปิดออกเป็นทางให้พวกมันก้าวเดินแยกออกไปอีกทาง

……..

ภายในค่ายกล

ใบหน้าของต่งซีฉีเย็นเยียบแฝงแววชั่วช้าอาฆาต “ข้ากลับหลงติดกับลูกไม้ตื้นๆเช่นนี้…” ลูกแก้วทรงกลมสีดำสนิทแปดลูกพลันปรากฏขึ้นรอบกายของมัน แต่ละลูกมีขนาดเท่ากับกะโหลกศีรษะมนุษย์ ภายในลูกแก้วทั้งแปดสามารถมองเห็นเงาร่างของมังกรที่กำลังโลดแล่น

ยันตร์แปดเหลี่ยมสีเลือดบนชุดดำที่ต่งซีฉีสวมใส่พลันเปล่งแสงสีแดงเรื่อปกคลุมรอบลูกแก้วเหล่านั้น

“จงสำแดง!”

มังกรโลหิตขนาดใหญ่โตพลันปรากฏขึ้นตัวแล้วตัวเล่าเบื้องหน้าต่งซีฉี มังกรทั้งแปดสำแดงฤทธิ์โลดแล่นไปมาอยู่ภายในค่ายกล

“ศิษย์น้องทุกคนจงอยู่ในที่ของตนอย่าขยับ” ต่งซีฉีร้องตวาดขณะบังคับพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศให้ขยายออกไปอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่อาณาเขตของพยุหะขยายตัวใหญ่ขึ้น มังกรโลหิตทั้งแปดก็โลดแล่นออกไปได้ไกลขึ้นเช่นกัน เพียงพริบตาขนาดของมันก็ขยายใหญ่ขึ้นถึงสามร้อยเมตรครอบคลุมไปถึงจุดที่มู่สี่ยืนอยู่ พยุหะขนาดใหญ่ที่สามารถขยายตัวไปได้ทั่วทุกทิศเช่นนี้นับเป็นยอดวิชาที่น่าตื่นตะลึง ไม่มีทางที่จะมีผู้ใดจะไม่เบิกนัยน์ตากว้างเมื่อได้พบเห็น!

“ศิษย์พี่ซีฉี” มู่สี่ในชุดยาวสีเทาเอ่ยอย่างตื่นเต้นยินดี มันย่อมปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะได้รับการปกป้องในอาณาเขตของพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศ

“ศิษย์น้องคนอื่นของพวกเราอยู่ที่ใด” ต่งซีฉีสำรวจโดยรอบ

“ไม่อยู่แถวนี้” มู่สี่ส่ายศีรษะ “มีเพียงข้าผู้เดียวที่บังเอิญอยู่ในอาณาเขตพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศของท่าน”

ต่งซีฉีขบกรามแล้วร้องเรียกด้วยเสียงอันดัง “ข้าอยู่กับศิษย์น้องมู่สี่แล้ว เย่ฟาง เย่สิง เจ้าสองคนระมัดระวังให้มากไว้ จู้ซาน… ดูแลตนเองด้วย”

“ไม่ต้องเป็นกังวล”

“พวกเราพี่น้องไม่กลัวพวกมันหรอก”

“หากพวกมันต้องการชีวิตข้า ข้าจะให้พวกมันอย่างน้อยหนึ่งคนตกตายตามไปด้วยแน่นอน!”

สุ้มเสียงสามสายดังขึ้น

“เหลวไหลบัดซบ” ต่งซีฉีกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “พวกเรากลับตกหลุมพรางของเฒ่าเจ้าเล่ห์นั่น หาไม่แล้วหากพวกเราทั้งห้ารวมตัวกันตระกูลจี้อันน้อยนิดจะทำให้เราตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร? ข้าเพียงคนเดียวก็สามารถจัดการพวกมันได้มากกว่าครึ่งแล้ว ศิษย์น้องมู่สี่ ด้วยความสำเร็จของเจ้าในวิชา ‘หมื่นเถาไม้บรรพกาล’ อันเลิศล้ำ เจ้าใช่สามารถทำลายค่ายกลนี้ลงได้หรือไม่?”

“นั่นกลับไม่ง่ายนัก” มู่สี่ส่ายศีรษะ “ต่อให้สามารถทำลายมันลงก็ต้องใช้ระยะเวลาอีกเนิ่นนาน ข้าอาจไม่มีพลังปราณเพียงพอด้วยซ้ำ”

“เจ้าใช้พลังได้อย่างเต็มที่” ต่งซีฉีกล่าว “ข้าพกพาตัวยาฟื้นฟูพลังปราณมาด้วยไม่น้อย”

“ตกลง” มู่สี่ขบกราม “เช่นนั้นเรื่องการป้องกันต้องพึ่งพาศิษย์พี่แล้ว”

“เมื่ออยู่ในอาณาเขตพยุหะมังกรโลหิตแปดทิศของข้า ต่อให้พวกมันหลายคนเข้าโจมตีพร้อมกันข้าก็หาได้เกรงกลัวไม่ สิ่งเดียวที่ข้าหวาดหวั่นคือพวกมันจะไม่เข้ามาหาข้า! น่าชังนัก… หากรู้เช่นนี้ข้าคงสังหารพวกมันตั้งแต่แรก ยามนี้เมื่อข้าต้องการสังหารพวกมันก็หาพวกมันไม่เจอแล้ว” ต่งซีฉีกล่าวอย่างเชื่อมั่น อาศัยมันคนเดียวก็ทรงพลังเทียบเท่ากับศิษย์น้องทั้งสี่คน เพียงโชคร้ายที่แม้มันจะมีพลังแต่กลับไม่มีที่ให้ใช้ออก

“จงสำแดง!”

เมล็ดพันธุ์เมล็ดหนึ่งร่วงหล่นบนผืนดินที่มู่สี่ยืนอยู่ก่อนที่กิ่งก้านเถาวัลย์จำนวนมากจะพลันแตกยอดออกจากเมล็ดพันธุ์นั้นไปทุกทิศทางอย่างรวดเร็ว

“ค่ายกลยิ่งกว้างใหญ่ยิ่งทำให้สัมผัสรับรู้ได้ยากขึ้น” มู่สี่กล่าวเสียงทุ้มต่ำ “เถาไม้ของข้าได้รับผลกระทบจากค่ายกลอันกว้างใหญ่นี้เช่นกันทำให้เป็นการยากที่จะบังคับมันไปในทิศทางที่ถูกต้อง ทว่าตราบใดที่ยังสามารถเติบโตแผ่ขยายออกไปในพื้นที่ว่างเปล่าเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง… มันจะเติบโตเต็มพื้นที่ทั้งหมดจนปกคลุมทั่วทั้งค่ายกลได้ อาศัยจิตของข้าที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเถาวัลย์เหล่านี้ เมื่อใดที่มันสามารถเติบโตออกไปจนพ้นจากค่ายกลข้าจะรับรู้ได้ทันที”

“แต่สิ่งที่ข้าไม่รู้นั่นคือค่ายกลนี้มีอาณาเขตกว้างใหญ่เพียงใด เพราะเมื่อพื้นที่กว้างขึ้นสิบเท่า เถาวัลย์ที่ข้าต้องเพาะขึ้นก็ต้องมากขึ้นอีกสิบเท่า ยิ่งค่ายกลกว้างใหญ่มากเท่าใด ข้าก็ยิ่งต้องสิ้นเปลืองพลังปราณมากขึ้นเท่านั้น” มู่สี่ยังคงไม่มีความมั่นใจมากนัก

“พวกเราต้องลองดูสักตั้ง” ต่งซีฉีขบกราม “หากต้องติดอยู่ที่นี่พวกเราก็ไม่ต่างอะไรกับเนื้อบนเขียงที่รอให้ผู้คนเชือดเฉือนตามอำเภอใจเท่านั้น”

“นั่นก็ใช่แล้ว” มู่สี่ไม่กล่าววาจาใดอีก เพียงพยายามเพิ่มพลังให้เถาไม้ขยายออกไปมากยิ่งขึ้น

เถาวัลย์จำนวนนับไม่ถ้วนยืดขยายออกไปอย่างบ้าคลั่ง ทว่าในค่ายกลอันกว้างใหญ่เช่นนี้ เถาวัลย์ซึ่งถูกชักนำให้หลงทิศทางก็ทำได้เพียงผุดขึ้นระเกะระกะเต็มไปหมด ทว่าสิ่งหนึ่งที่แน่นอนนั่นคือ… มันจะเติบโตต่อไปในทิศทางที่ไม่มีเถาวัลย์ขึ้นอยู่เพื่อปกคลุมพื้นที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้!

…………

อีกด้านหนึ่ง

จี้หนิง ผู้เฒ่าเก้าอัคคี และคนอื่นๆยืนอยู่พร้อมหน้า

“พี่น้องตระกูลเย่อยู่ข้างหน้านี่แล้ว” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าว “ข้าจะเปิดฉากโจมตีก่อนค่อยเบิกม่านหมอกบางส่วนออกให้พวกเจ้าได้เห็นมันทั้งคู่ พวกเจ้าทุกคนต้องรีบจู่โจมสังหารทันที”

“ตกลงตามนี้” จี้หนิงผงกศีรษะ

กระบี่วิเศษมากกว่าเจ็ดร้อยเล่มพลันปรากฏรอบร่างของจี้หนิง แต่ละเล่มเปล่งประกายแสงสีขาวเรื่อ ตัวกระบี่สั่นระริกไม่หยุดดึงดูดพลังธรรมชาติในโลกมาหลอมรวมเข้ากับมัน พลังปราณของจี้หนิงเปลี่ยนแปลงไปตามกระบี่วิเศษเหล่านี้เช่นกัน รังสีกระบี่สีขาวเจิดจ้าระยิบระยับเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างที่เบื้องหน้า

พยุหะพันกระบี่จำลอง… ขั้นที่เก้า!

“พลังกระบี่ที่แหลมคมอะไรเช่นนี้” ผู้เฒ่าเก้าอัคคี ท่านยายเงา และบ่าวชราอาสิงต่างตกตะลึง แม้จะไม่ได้สัมผัสมันโดยตรงแต่ทุกคนก็สามารถรับรู้ได้จากรังสีกระบี่ที่แผ่ออกมา

ท่านยายเงาชี้นิ้วไปตรงหน้า ทันใดนั้นกระบี่บินสามเล่มก็ปรากฏขึ้น แต่ละเล่มมีรังสีอันกราดเกรี้ยวเปล่งออกมาจางๆ

อาสิงเองก็กวัดแกว่งค้อนสงครามที่ปรากฏขึ้นในมือ

“ลงมือ!” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีโบกมือคราหนึ่ง กระบี่บินห้าสีพลันปรากฏขึ้นพุ่งแหวกฝ่าอากาศเป็นวงโค้งออกไป ผู้เฒ่าเก้าอัคคีมีชื่อเสียงด้านยาพิษและค่ายกล… กระบี่บินเล่มนี้ไม่เพียงเป็นสมบัติวิเศษมีอันดับ มันยังเป็นกระบี่อาบยาพิษ!

……

เบื้องหน้าจี้หนิงประมาณหนึ่งร้อยเมตร เย่ฟางและเย่สิงสองพี่น้องล้วนเตรียมพร้อมจนถึงขีดสุด ทั้งสองใช้ม้วนผนึกแห่งเต๋าไปมากมายจนตลอดทั้งร่างของพวกมันถูกปกคลุมด้วยรัศมีสีทอง ขณะเดียวกันก็ปลดปล่อยสมบัติวิเศษให้ลอยวนเวียนอยู่รอบกาย ชิ้นหนึ่งดูคล้ายพู่กันเหล็ก ขณะที่อีกชิ้นเป็นแจกันเคลือบที่มีหน้าตาพิกล

“เราไม่อาจมองเห็นบริเวณรอบด้านได้ชัด พวกมันต้องใช้วิธีลอบโจมตีแน่ ระมัดระวังให้มากไว้” ชายผมเขียวเย่ฟางกล่าวด้วยเสียงกระซิบ

“ถูกแล้ว” เย่สิงน้องสาวของมันก็เพิ่มความตื่นตัวขึ้นเช่นกัน

ทันใดนั้น…

กระบี่บินห้าสีพลันพุ่งเข้าหาด้วยความเร็วอันน่าตื่นตะลึง แต่เนื่องจากพี่น้องตระกูลเย่เฝ้าระวังพร้อมอยู่แล้วจึงสามารถป้องกันได้ทันท่วงที

แจกันเคลือบที่ลอยอยู่พลันปลดปล่อยของเหลวสีเขียวจำนวนมากจนก่อเกิดเป็นม่านวารีที่แข็งแกร่งสกัดกระบี่บินห้าสีเอาไว้

กระบี่บินสามเล่มที่เปล่งประกายแสงเกรี้ยวกราดของท่านยายเงาแล่นตัดผ่านอากาศติดตามมาทันที

นี่ทำให้สีหน้าของเย่ฟางและเย่สิงสองพี่น้องแปรเปลี่ยนไม่หยุด พวกมันต่างรีบเร่งเร้าพลังป้องกัน ทว่าม่านวารีเริ่มจะทนทานไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

โดยไม่ทันคาดคิด ค้อนสงครามสีดำขนาดใหญ่ที่เปี่ยมไปด้วยพลังอันเกรี้ยวกราดสุดประมาณทุบกระแทกเข้าใส่รัศมีสีทองที่ปกคลุมร่างของเย่สิงผู้เป็นน้องสาวจนแสงสีทองสั่นสะท้านอย่างรุนแรงราวกับจะพังทลายลง

“ท่าไม่ดีแล้ว”

“รีบหนีเร็วเข้า หากพวกเรายังคงอยุ่ที่นี้ต่อไปคงต้องตกเป็นเป้าให้ทุบตีไม่ต่างกับกระสอบทรายเป็นแน่” เย่ฟางและเย่สิงที่ถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องเริ่มตื่นตระหนกขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าพวกมันตกอยู่ในวงล้อมของศัตรูกล้าแข็งหลายคน

ไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้เคลื่อนไหว กระบี่แห่งแสงที่เปล่งประกายเจิดจ้าก็กรีดวาดเป็นวงโค้งอันพิสดารเข้าใส่อย่างรวดเร็วจนทิ้งเพียงภาพติดตาอันงดงามไว้ พลังกระบี่แหวกฝ่ารัศมีสีทองที่เป็นดั่งปราการป้องกันเข้าหาร่างของเย่สิง

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/