Featured

บอกกล่าว

de-cover

บอกกล่าว:

– งานแปลเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงส่วนบุคคลและเพื่อแบ่งปันความสุขให้กับเพื่อนนักอ่านคอเดียวกันเท่านั้น เผยแพร่ต่อได้ (ขอแค่ช่วยให้เครดิตกันบ้างก็พอ) แต่ไม่อนุญาตให้นำผลงาน (ที่จริงๆก็แปลมาจากของคนอื่น) นี้ไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเงินใดๆทั้งสิ้น

– งานแปลเรื่องนี้แปลต่อจากงานภาษาอังกฤษที่ลงใน http://www.wuxiaworld.com/desolate-era-index/  ทั้งนี้ผู้แปลเป็นภาษาไทยไม่มีความรู้ภาษาจีนเป็นพื้นฐาน ชื่อบุคคล สิ่งของ สถานที่อาจเพี้ยนไปจากต้นฉบับเดิม หรือแปลให้อ่านลื่นหูผู้แปลเองบ้าง ก็เรียนขออภัยมา ณ ที่นี้

– เรื่องนี้เป็นนิยายที่ถูกแต่งขึ้น อาจมีการอ้างอิงเรื่องเล่าและตำนานบางเรื่องบ้างตามจินตนาการของผู้แต่ง ด้วยความเคารพผมเชื่อว่าผู้แต่งใช้ตำนานเหล่านั้นในลักษณะของจักรวาลคู่ขนานและไม่มีเจตนาจะลบหลู่ความเชื่อความศรัทธาของผู้ใดทั้งสิ้น

ชื่อเรื่อง: Desolate Era (莽荒纪; Mang Huang Ji)

ผู้แต่ง: I Eat Tomatoes (我吃西红柿; Wǒ Chī Xīhóngshì)

ผู้แปลภาษาอังกฤษ: Ren Wo Xing (RWX)

ผู้แปล-เรียบเรียงภาษาไทย: เซียวเปียกลี้/Astraea

อ่านนิยาย:

thaidesolateera.wordpress.com

ติชม พูดคุย:

https://www.facebook.com/desolateera

………………………………………………………………………………

เพื่อเป็นการชี้แจงถึงเรื่องที่หลายๆท่านทยอยสอบถามกันเข้ามา
ผมขอสรุป FAQ ไว้เบื้องต้นดังนี้ครับ

Q: ระดับพลังของ Desolate Era เป็นยังไง?
A: ปัจจุบันยังพูดถึงแค่ 7 ระดับ
1. ระดับธรรมชาติ (Houtian stage) คือสิ่งมีชีวิตปกติ มีอายุขัยตามธรรมชาติ
2. ระดับเหนือธรรมชาติ (Xiantian stage) เปรียบได้กับสิ่งมีชีวิตวิเศษ (Xiantian lifeform) ที่ถือกำเนิดโดยไม่ผ่านครรภ์มารดา มีอายุขัยประมาณ 200 ปี
3. ระดับตำหนักม่วง (Zifu Palace stage) จะสำเร็จเป็นสาวกตำหนักม่วง (Zifu Disciple) มีอายุขัยประมาณ 500 ปี
4. ระดับหมื่นดาราร่วมสำแดง (Wanxiang stage) จะสำเร็จเป็นปรมาจารย์หมื่นสำแดง (Wanxiang Adept) มีอายุขัยประมาณ 800 ปี
5. ระดับจักรวาลแรกกำเนิด (Primal/Primordial stage) จะสำเร็จเป็นนักพรตจักรวาลแรกกำเนิด (Primal/Primordial Daoist)
6. ระดับว่างเปล่า (Void) เมื่อสำเร็จจะถือว่าเริ่มเข้าสู่ระดับเซียนหรือผู้อมตะ (Immortal) ซึ่งในขั้นนี้จะถือเป็นผู้อมตะพสุธา (Land Immortal / Earth Immortal)
7.1 ผู้อมตะสวรรค์/เซียนสวรรค์อมตะ (Celestial Immortal) คือผู้อมตะพสุธาที่ผ่านขั้นตอนที่เรียกว่า ทัณฑ์สวรรค์ (Celestial Tribulation) ได้สำเร็จ แต่หากล้มเหลวก็จะกลับกลายเป็นผู้อมตะเสเพล (Loose Immortal) และต้องเผชิญกับ สามหายนะเก้าภัยพิบัติ (Three Calamities Nine Tribulations) ทุกสามและเก้าร้อยปี จนกว่าจะตาย
7.2 เทพสวรรค์ (Empyrean God) คือผู้ฝึกกายาเทพอสูรถึงระดับว่างเปล่าที่ผ่านขั้นตอนที่เรียกว่า ทัณฑ์สวรรค์ (Celestial Tribulation) ได้สำเร็จ แต่หากล้มเหลวก็จะกลับกลายเป็นผู้อมตะเสเพล (Loose Immortal) และต้องเผชิญกับ สามหายนะเก้าภัยพิบัติ (Three Calamities Nine Tribulations) ทุกสามและเก้าร้อยปี จนกว่าจะตาย

Q: ตัวละครใช้แล้วทิ้งเยอะจัง บางตัวปั้นซะเหมือนจะมีบทยาว แล้วก็หายไปซะงั้น
A: อันนี้ต้องทำใจครับ มันเป็นสไตล์ของผู้เขียนท่านนี้ บางตัวเหมือนจะเด่นแต่อยู่ๆก็หายไปราวๆ 500ตอนค่อยกลับมาพูดถึงซักประโยคนึงหรือไม่กลับมาอีกเลย แต่ที่จริงถ้าจะมองให้ลึกซึ้งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร มันก็เหมือนชีวิตจริงของเราท่านนี่แหละครับ… ใครคนหนึ่งคนนั้นในวันหนึ่งวันนั้นเคยผูกพันกันซะมากมาย พอวันที่ห่างเหินมันก็เริ่มห่างไปเพียงแค่เพราะเราไม่เจอะกัน… อุ๊ยแอบเวิ่น!

Q: บทเศร้าก็เศร้าน้ำตาแตก มันจะมีอีกมั้ย ถ้ามีอีกไม่อ่านต่อจริงๆนะฮึ่ม!
A: คือคงต้องโทษว่าผมแปลดีเกินไป เอ๊ย ไม่ใช่ๆ ต้องบอกว่าตามเนื้อเรื่องแล้วสิ่งที่ตัวเอกฝึกฝนไม่ใช่วิทยายุทธอย่างเดียวแต่เป็นวิถีแห่งเซียน การฝึกฝนไม่ใช่แค่เปิดคัมภีร์รำตามแล้วจะเหาะขึ้นสวรรค์ได้ ผู้ฝึกต้องประกอบไปด้วยความรู้แจ้งในวิถีแห่งธรรมชาติ เกิดแก่เจ็บตาย เห็นซึ้งถึงอารมณ์ทั้งเจ็ดและกามคุณทั้งหก ถึงจะก้าวผ่านไปสู่ความสำเร็จได้ ถามว่าจะมีดราม่าอีกมั้ยคงต้องตอบว่ามีครับ รับรองได้แค่ว่าจะไม่มีมุกวนซ้ำซาก ทั้งนี้ผู้อ่านต้องยอมรับและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครครับ

Q: ทำไมกว่าจะเก่งมันช่างยากเย็น… แล้วฮาเร็มล่ะฮาเร็มอยู่ไหน!?
A: บอกก่อนเลยว่าไม่มีฮาเร็มและเลือดตากระเด็นตลอดเวลาครับ คือ สาเหตุที่ผมชื่นชอบและหยิบนิยายเรื่องนี้ขึ้นมาแปลก็เพราะเสน่ห์ของมันซึ่งเป็นนิยาย (light novel) ที่ใกล้เคียงกับนวนิยาย (novel) มาก คือมันมีรสชาติ รายละเอียด และมิติที่หลากหลาย
ที่จริงผมก็ชอบนิยายผู้ใหญ่ (เดี๋ยวๆๆ ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะ) ที่เหมือนกับหยิบโลกแห่งการ์ตูนมาทำเป็นตัวหนังสือ ร่ำดื่มยอดสุรา โอบกอดโฉมสะคราญมากหน้า ควบขี่อาชาพ่วงพี สะบัดกระบี่วิเศษ ชำระบุญคุณความแค้นสมใจ ปลดปล่อยจินตนาการจากความเครียดของโลกแห่งความจริง เพียงแต่ในฐานะคนเริ่มแก่ (เพิ่งเริ่มเองเหรอ?) บางครั้งผมก็รู้สึกว่ากาแฟดำมันน่าดื่มด่ำมากกว่ามัคคิอาโต้ครับ…

หวังว่าจะช่วยคลายข้อข้องใจไปได้บ้างนะครับ

เซียวเปียกลี้ 🙂

Advertisements

เล่มที่8 บทที่18: กวาดล้างเหล่าอริ

Desolate Era เล่ม8: องครักษ์มังกรวรุณ

บทที่ 18: กวาดล้างเหล่าอริ

บงกชวารีอัคคีขนาดมหึมาต้านรับวิชชุอสนีที่ฟาดกระหน่ำจากฟากฟ้าเอาไว้จนกลีบบงกชแตกสลายไปถึงสามชั้นก่อนที่พลังทำลายของผนึกแห่งเต๋าจะสิ้นสุดลงโดยมิอาจทำอันตรายต่อจี้หนิงและมู่จื่อซัวที่อยู่ภายใน

กลีบบงกชกลับถูกทำลายลงไปถึงสามชั้น… จี้หนิงอดมิได้ต้องลอบตื่นตระหนกอยู่ในใจ ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมาไม่เพียงระดับความรู้แจ้งในเต๋าแห่งหยาดพิรุณและเต๋าแห่งเพลิงโลกันตร์ของเขาจะรุดหน้าขึ้นไปอีกหลายขั้น เขายังย้อนกลับไปฝึกฝนตีความแผนภาพโม่หินขาวดำเป็นประจำจนสามารถเพิ่มจำนวนกลีบบงกชขึ้นมาเป็นหกชั้น แต่ครั้งนี้หากแม้นพลังโจมตีของศัตรูรุนแรงกว่าเดิมอีกเพียงเท่าตัว เขาก็คงไม่อาจต้านรับเอาไว้ได้แล้ว

จี้หนิงยังมิทันสะกดระงับอารมณ์ที่แตกตื่นลง กังหันวายุทั้งเก้าก็ม้วนกวาดเข้ามาถึง!

กระบวนท่ากลุ่มพงหนาม!” กระบี่แห่งแสงที่งดงามราวหยกขาวเคลื่อนที่ไปเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้าราวกับกำลังต่อสู้ดิ้นรนให้หลุดพ้นจากเชือกเถาวัลย์ที่หน่วงเหนี่ยวพันธนาการเอาไว้ทีละชั้น ทว่าประกายพลังและระดับความเร็วของมันกลับทวีความกล้าแข็งขึ้นตลอดเวลาจนใบหน้าของปรมาจารย์หมื่นสำแดงทั้งหกต้องเปลี่ยนสี

เป็นตัวบัดซบใดที่บอกว่าจี้หนิงเพียงรู้จักแต่การต่อสู้ระยะประชิด?” ในใจของพวกมันต่างร้องสาปแช่งคร่ำครวญอย่างหวนโหย

ประกายกระบี่อันเลิศภพจบแดนตัดผ่ากรงน้ำแข็งอสูรจนแตกกระจายก่อนเข้าปะทะกับกังหันวายุที่กลางอากาศ แต่พยุหะกังหันวายุของซูม่านฉวนก็เป็นยอดวิชาแขนงหนึ่งเช่นกัน กังหันทั้งเก้าจัดเรียงตัวเป็นกระบวนพยุหะที่ผสานพลังเข้าต่อกรกับประกายกระบี่อันคมกล้าได้อย่างคู่คี่ก้ำกึ่ง

ผลจากการปะทะครั้งนี้แม้พลังกระบี่ของจี้หนิงจะปัดป่ายกังหันวายุทั้งหมดไปได้ แต่ก็อับแสงสิ้นพลังลงไปมากนัก และสุดท้ายหลังจากที่ทำลายกระบวนท่าจู่โจมจากแส้ปัดของหนงซาน กระบี่แห่งแสงก็สูญสลายไปอย่างสิ้นเชิง

พลังกระบี่อันรุนแรงนัก หลังจากที่ทำลายคุกน้ำแข็งอสูรของต่งอี้แล้วยังสามารถเจาะทะลวงพยุหะกังหันวายุของข้าได้อีก

เพลงกระบี่ของมันร้ายกาจเกินไป อย่าปล่อยให้มันบุกเข้ามาใกล้ได้!”

ขณะที่เป่ยเหอโจวและพวกกำลังส่งเสียงอุทานด้วยความแตกตื่น จี้หนิงเองก็รู้สึกผิดหวังไม่น้อย พยุหะพันกระบี่จำลองของข้านับว่าสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่พลังของสาวกตำหนักม่วงจะบรรลุได้แล้ว แต่ถึงแม้จะใช้ออกด้วยกระบวนท่าที่สองของเพลงกระบี่สามเชียะก็ยังต้านรับท่าไม้ตายของพวกมันได้เพียงสองหรือสามคนเท่านั้น? พลังปราณของข้ายังนับว่าห่างไกลจากปรมาจารย์หมื่นสำแดงขั้นสูงสุดอย่างต่งอี้หรือซูม่านฉวนมากนัก

แม้เขาจะครุ่นคิดเช่นนี้ แต่คำพูดไหนเลยกล่าวเช่นนั้นได้ ไม่ว่าสาวกตำหนักม่วงคนใดที่อาศัยกำลังเพียงลำพังเข้าหักล้างสุดยอดวิชาของปรมาจารย์หมื่นสำแดงขั้นสูงสุดสองถึงสามคนได้อย่างเท่าเทียม คนผู้นั้นย่อมคู่ควรรับคำ อัจฉริยะปิศาจได้อย่างเต็มภาคภูมิ

อสรพิษกลืนนภา!”

กระบี่อนัตตา!”

วงกลมที่เกิดจากการรวมตัวของอสรพิษทมิฬม้วนกวาดเข้าปะทะกับพลังกระบี่ที่คล้ายกระแสเชี่ยวทั้งเก้าสายของเป่ยเหอโจวโดยที่มิมีผู้ใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบ

ศิษย์สำนักเซียนขาวดำนับว่าร้ายกาจสมชื่อ ทั้งที่ระดับการฝึกปรือยังอ่อนด้อยกว่าพวกเรา แต่กลับต้านทานการผสานจู่โจมของพวกเราเอาไว้ได้ ต่งอี้รีบส่งเสียงทางพลังปราณกระตุ้นเตือนผู้คนที่เหลือ ทุกคนร่วมมือกัน ไม่ว่าอย่างไรวันนี้ต้องกำจัดสังหารพวกมันให้จงได้

ฆ่ามัน!”

ฆ่ามัน!”

เมิ่งหลิวชิง หนงซาน และผู้ที่หลงเหลือต่างตระเตรียมทุ่มเทสุดยอดไม้ตายของตนออกไปอีกครั้งโดยไม่มีผู้ใดกล้าออมรั้งยั้งมือ

แต่แล้วจี้หนิงพลันรู้สึกได้ถึงคลื่นพลังสีเทาที่กดกระแทกเข้าสู่จิตวิญญาณของตน และถึงแม้เขาจะมิได้เห็นมันอยู่ในสายตาเนื่องจากพลังของมันไม่อาจส่งผลต่อจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของเขาได้ หากทว่ามู่จื่อซัวที่ด้านข้างกลับถูกผลกระทบเข้าอย่างรุนแรงจนพลังทำลายของอสรพิษกลืนนภาลดลงอย่างเห็นได้ชัด

โอหังบังอาจ!” รังสีฆ่าฟันแตกปะทุออกจากสองตาของจี้หนิง

พลังแห่งเทพสำนึกถูกส่งเข้าสู่ อักขระสะท้านวิญญาณ ที่เปล่งประกายสีครามเจิดจ้าอยู่กลางทรวงอกของจี้หนิงขนาดย่อส่วนซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในห้วงสำนึกของเขาจนก่อให้เกิดระลอกอันรุนแรงราวกับคลื่นยักษ์ในทะเลคลั่งที่กวาดกราดออกจากเรือหัวมังกรไปสู่ทุกทิศทาง

กระแสพลังอันเชี่ยวกรากถาโถมเข้าใส่ปรมาจารย์หมื่นสำแดงทั้งหกแล้วแตกระเบิดออกเป็นแรงสั่นสะเทือนที่ไม่มีผู้ใดสามารถต้านทาน

นี่… ห้วงสมองของยอดฝีมือทั้งหกล้วนกลับกลายเป็นขาวว่างเปล่า ไม่ว่าพลังฝีมือของพวกมันแต่ละคนจะลึกล้ำถึงเพียงไหน เมื่ออยู่ต่อหน้าเคล็ดวิชาสะท้านวิญญาณของจี้หนิงก็ล้วนไม่อาจใช้ออก

ซึ่งความจริงเคล็ดวิชาสะท้านวิญญาณสมควรส่งผลเพียงรบกวนจิตใจและลดขีดความสามารถในการต่อสู้ของศัตรู หากทว่าเมื่อถูกใช้ออกด้วยเทพสำนึกที่ทรงพลังเทียบเท่ากับระดับของนักพรตแห่งจักรวาลแรกกำเนิด ยอดฝีมือทั้งหกจึงตกอยู่ในสภาวะกึ่งสิ้นสติและเริ่มร่วงหล่นลงจากท้องฟ้า

ตาย!” จี้หนิงกำหนดจิตสั่งการให้กระบี่แห่งแสงสีขาวบริสุทธิ์ของพยุหะพันกระบี่จำลองรวมตัวขึ้นและพุ่งจู่โจมออกไปอีกครั้ง

ศิษย์น้องจื่อซัวรีบลงมือ!”

ทราบแล้ว มู่จื่อซัวส่งเสียงรับคำ

บุคคลแรกที่ตกเป็นเป้าจู่โจมของกระบี่แห่งแสงก็คือเป่ยเหอโจวที่เป็นดั่งผู้นำของกลุ่มศัตรู หากทว่าทันทีที่พลังกระบี่จู่โจมเข้าถึง ปราณกระบี่อันเข้มแข็งกลับก่อตัวขึ้นห่อหุ้มร่างของมันและปกป้องให้รอดพ้นจากการชะตาการถูกสังหารไปได้

ปราณกระบี่คุ้มกาย?” จี้หนิงอุทานอย่างคาดไม่ถึง นี่สมควรเป็นอิทธิฤทธิ์ของสมบัติวิเศษช่วยชีวิตที่มันได้รับจากสำนักอาจารย์

พริบตานั้นเป่ยเหอโจวพลันเรียกสติกลับคืน ใบหน้าของมันปรากฏแววแห่งความหวาดหวั่นจนซีดขาว

ยังไงเจ้าก็ต้องตาย!” พริบตานั้นกระบี่แห่งแสงอีกสามเล่มพุ่งออกไปอย่างต่อเนื่อง ฟาดฟันเข้าใส่ปราณกระบี่คุ้มกายของเป่ยเหอโจวจนแตกสลาย ร่างที่เพิ่งฟื้นคืนสติและยังไม่มีโอกาสได้ลงมือตอบโต้ของมันถูกฟันขาดเป็นสองท่อนเสียชีวิตในทันที

ขณะเดียวกันบ่วงอสรพิษของมู่จื่อซัวก็คล้องลงและบีบร่างของยอดฝีมือนามจี้เหอที่ไม่มีสมบัติวิเศษใดปกป้องจนแหลกลาญ

เมื่อถึงตอนนี้ปรมาจารย์หมื่นสำแดงทั้งสี่ก็เริ่มฟื้นคืนสติกลับมา พวกมันจะอย่างไรล้วนมีจิตวิญญาณและหัวใจแห่งเต๋าที่มั่นคงหนักแน่นเป็นพื้นฐาน ถึงแม้นักพรตแห่งจักรวาลแรกกำเนิดลงมือด้วยตนเองก็ไม่อาจทำร้ายพวกมันให้ขาดสติได้ยาวนานกว่านี้

บัดซบ! จี้เหอและเป่ยเหอโจวถูกกำจัดไปแล้ว

พวกมันกลับสามารถใช้เคล็ดวิชาแห่งจิต

พวกเรารีบล่าถอยไปก่อน

แม้จะยังไม่อาจเข้าใจว่าเหตุใดศิษย์ที่เพิ่งเข้าฝึกฝนในสำนักเซียนขาวดำเป็นช่วงเวลาสั้นๆจึงสามารถมีพลังแห่งจิตอันร้ายกาจถึงเพียงนี้ แต่ความคิดต่อสู้ตลอดจนความสงสัยทั้งมวลของพวกมันล้วนถูกการตายของสหายร่วมสาบานทั้งสองทำลายจนหมดสิ้น ในห้วงสมองของต่งอี้ เมิ่งหลิวชิง หนงซาน และซูม่านฉวนเพียงหลงเหลือความคิดประการเดียว นั่นคือเร่งหลบหนีไปให้เร็วที่สุด

คิดหลบหนีตอนนี้ก็สายไปแล้วจี้หนิงแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา พลังอันรุนแรงจากเทพสำนึกกวาดกระแทกออกไปอีกครั้ง ถึงครั้งนี้ผู้รอดชีวิตทั้งสี่จะเตรียมพร้อมตั้งรับไว้ล่วงหน้าแต่ก็ยังแทบมิอาจต้านทาน ปฏิกริยาของพวกมันเชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด

ศิษย์น้องจื่อซัว… ฆ่ามัน!” จี้หนิงตวาดก้องพลางโถมเข้าหาต่งอี้พร้อมด้วยกระบี่คู่ในมือ ขณะเดียวกันก็ส่งกระบี่แห่งแสงให้พุ่งเข้าโจมตีซูม่านฉวน

ตกลง บ่วงอสรพิษทมิฬของมู่จื่อซัวคืนสภาพกลับเป็นอสรพิษมหึมาสองตัวแล้วแยกย้ายทะยานเข้าใส่หนงซานกับเมิ่งหลิวชิงตามลำดับ

เคล็ดวิชาสะท้านวิญญาณ!” คลื่นพลังจากเทพสำนึกกวาดกระแทกออกไปอีกครั้ง กระบี่อุดรทมิฬสะบัดฟาดฟันเป็นลำแสงสองสายเข้าใส่ร่างของต่งอี้ สาวกภูเขามังกรหิมะล้วนสมควรตาย!”

แต่แล้วทันใดนั้นเองก้อนพลังงานสีดำก็แผ่ออกห่อหุ้มร่างในชุดสีทองของต่งอี้เอาไว้ราวกับดักแด้ขนาดใหญ่

กระบี่ในมือจี้หนิงสะบัดจู่โจมออกอีกหลายครั้งหากยังมิอาจทำลายดักแด้สีดำลงได้ ส่วนต่งอี้นั้นพยายามขยับดิ้นรนจนสองตาแดงฉาน โลหิตไหลรินออกจากฟันที่กัดแน่นเพื่อรวบรวมสติเข้าต่อต้านการจู่โจมทางจิตจากเคล็ดวิชาสะท้านวิญญาณ ทว่ามันยังรู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างถูกพันธนาการจนมิอาจเคลื่อนไหวและถ่วงให้จมลงสู่ก้นทะเลอันล้ำลึก มีเพียงหัวใจแห่งเต๋าอันแน่วแน่ของมันเท่านั้นที่ยังแสวงหาหนทางรอดต่อไปโดยไม่ยอมแพ้

ไป!” ต่งอี้รวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายที่หลงเหลือในร่างได้สำเร็จในที่สุด มันรีบใช้ออกด้วย ท่าร่างเงาโลหิต เปลี่ยนร่างกายให้เป็นลำแสงสีแดงเลือดพุ่งหายไปในขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว

ซูม่านฉวนกลับมิได้โชคดีถึงเพียงนั้น ร่างที่ยังคงเคลื่อนไหวอย่างติดขัดของมันถูกกระบี่แห่งแสงทิ่มแทงเสียชีวิตโดยไม่มีโอกาสต้านรับหรือหลบหลีก

กลับหนีรอดไปได้หนึ่งคน จี้หนิงส่ายศีรษะแล้วกวักมือกวาดเอาซากร่างที่กำลังร่วงหล่นลงจากท้องฟ้าของผู้เสียชีวิตเข้าในสมบัติวิเศษ ก่อนจะหันมาพบมู่จื่อซัวที่เหินร่างเข้ามาด้วยสีหน้าที่เศร้าเสียดายอยู่บ้าง

ศิษย์พี่จี้หนิง ข้าปล่อยให้เมิ่งหลิวชิงหนีไปได้ แต่หนงซานถูกข้าสังหารไปแล้ว

ศัตรูเข้มแข็งตกตายถึงสี่ในหกคน พวกเราถือว่าทำได้ไม่เลวแล้ว จี้หนิงหัวเราะออกมา

ไหนเลยเพียงแค่ ไม่เลว เท่านั้น? ต้องกล่าวว่ายอดเยี่ยมเป็นอย่างยิ่งต่างหาก!” มู่จื่อซัวร้องอุทธรณ์เสียงดังลั่นก่อนรัวคำถามต่อเป็นชุดด้วยความสงสัย ที่ท่านใช้เป็นยอดวิชาประเภทใดกันแน่ กลับทำให้พวกมันร่างแข็งทื่อจนไม่อาจต่อสู้ขัดขืน ใช่เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับเทพสำนึกหรือไม่? ข้าจำได้ว่าสำนักเซียนขาวดำเรามีเคล็ดวิชาแห่งจิตอยู่สามวิชาได้แก่ สะท้านวิญญาณ สยบวิญญาณ และสังหารวิญญาณ ที่ท่านใช้ออกเป็นเคล็ดวิชาใดในวิชาทั้งสาม?”

ย่อมเป็นเคล็ดวิชาสะท้านวิญญาณ จี้หนิงตอบโดยไม่คิดปิดบัง

ช่างร้ายกาจนัก!” มู่จื่อซัวร้องอุทานเสียงดัง เคล็ดวิชาสะท้านวิญญาณเมื่อใช้ออกด้วยพลังแห่งจิตในระดับเทพสำนึกกลับสามารถทำให้ศัตรูที่ล้วนแล้วแต่เข้มแข็งไม่น้อยไปกว่าข้าถึงหกคนตกอยู่ในสภาพไร้ทางสู้…”

ดูท่าข้ายังฝึกฝนมาน้อยเกินไปจริงๆ มู่จื่อซัวกล่าวพลางทอดถอนใจ

ยังคงพักเรื่องการฝึกฝนไว้ก่อน มาดูกันว่าพวกมันทิ้งสมบัติอะไรไว้บ้าง จี้หนิงล่าวชักชวน

ตกลง มู่จื่อซัวกล่าวสนับสนุนทันที มันเองก็ต้องการทราบเช่นเดียวกัน

ทั้งสองเหินบินกลับมาที่เรือใหญ่หัวมังกรแล้วเริ่มทำการสร้างพันธะครอบครองสมบัติวิเศษเก็บของซึ่งเพิ่งได้รับมาโดยไม่ใส่ใจต่อสีหน้าท่าทางที่หวาดกลัวจนแทบสิ้นสติของผู้คนที่ไร้พลังบนเรือ

ชั่วครู่ให้หลัง…

ศิษย์พี่จี้หนิง ไม่ทราบว่านี่เป็นสมบัติวิเศษของของผู้ใด กลับบรรจุเต็มไปด้วยแก่นธาตุหลอมเหลวจำนวนมากถึงสองร้อยห้าสิบกิโลกรัม มู่จื่อซัวโห่ร้องด้วยความตื่นเต้นยินดี

จี้หนิงย่อมปิติยินดีเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบว่า คาดว่าคงเป็นของหนึ่งในศัตรูระดับปรมาจารย์หมื่นสำแดงขั้นสูงสุด มันคงตระเตรียมไว้สำหรับการทะลวงขึ้นเป็นนักพรตแห่งจักรวาลแรกกำเนิด แก่นธาตุหลอมเหลวจำนวนสองร้อยห้าสิบกิโลกรัมนับเป็นจำนวนที่เหมาะสมพอดี

จริงของท่าน มู่จื่อซัวผงกศีรษะเห็นพ้อง

ดวงตาของจี้หนิงทอประกายด้วยความคาดหวัง เพียงสมบัติที่ได้รับจากศัตรูคนเดียวก็มีมูลค่าถึงเพียงนี้ หากว่าโชคเข้าข้างผลลัพธ์ที่ได้จากการต่อสู้ครั้งนี้อาจช่วยให้เขาทะลวงขึ้นสู่ระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงได้เช่นกัน!

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

 

เล่มที่8 บทที่17: ซุ่มโจมตีศิษย์สำนักเซียนขาวดำ

Desolate Era เล่ม8: องครักษ์มังกรวรุณ

บทที่ 17: ซุ่มโจมตีศิษย์สำนักเซียนขาวดำ

เด็กหนุ่มที่ปล่อยผมยาวสยายกล่าวเสียงทุ้มต่ำ “ลงมือนั้นย่อมต้องลงมืออยู่ แต่อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเราทั้งหกลงมือต่อสองพี่น้องตระกูลตงเหอ สุดท้ายตงเหอเฟยหยุนยังคงหลบหนีจากไปได้ ต่อให้ศิษย์สำนักเซียนขาวดำทั้งสองมีระดับการฝึกปรือที่อ่อนด้อยยิ่งกว่า แต่พวกมันคงพกพาสมบัติวิเศษช่วยชีวิตติดตัวมาไม่น้อยเช่นกัน หากลงมือด้วยความประมาทจนพวกมันเอาชีวิตรอดจากไปได้ นั่นจะก่อให้เกิดเป็นเภทภัยตามหลังไม่สิ้นสุด”

“ท่านพี่จี้เหอกล่าวถูกต้องแล้ว” ต่งอี้ส่งเสียงสนับสนุน “ภูเขามังกรหิมะเราผูกพันความแค้นกับจี้หนิงอย่างลึกล้ำจึงเคยทำการรวบรวมข้อมูลของมันมาไม่น้อย คนผู้นี้นับว่ามีพรสวรรค์ในการฝึกตนอย่างแท้จริง ระดับความรุดหน้าด้านพลังฝีมือของมันรวดเร็วจนน่าตระหนก หากคิดลงมือก็ต้องสังหารให้สิ้นซาก ไม่อาจปล่อยให้มันมีโอกาสเติบโตกล้าแข็งไปกว่านี้อย่างเด็ดขาด”

คำพูดแม้กล่าวเช่นนั้น หากในความเป็นจริงเหล่าผู้ที่ก้าวเดินในวิถีแห่งความเป็นอมตะย่อมไม่มีผู้ใดเกรงกลัวการสร้างศัตรู สำหรับพวกมันแล้วอุปสรรคใดก็ตามที่กั้นขวางเส้นทางข้างหน้าล้วนต้องถูกกำจัดออกไปให้หมดสิ้น!

“พวกเราย่อมต้องวางแผนให้รัดกุมก่อนค่อยลงมือ” อิสตรีเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มของพวกมันกล่าวขึ้น “เมื่อถึงเวลาขอให้ทุกคนใช้ออกด้วยกระบวนท่าไม้ตายที่ร้ายกาจที่สุดตั้งแต่แรก ไม่อาจเปิดโอกาสให้พวกมันลงมือตอบโต้อย่างเด็ดขาด”

“ข้าขอเสนอว่า…”

คนทั้งหกต่างพากันเสนอความคิดของตนออกมาโดยไม่กล้าเก็บงำ เพราะถึงแม้เป้าหมายจะเป็นเพียงปรมาจารย์หมื่นสำแดงขั้นต้นและขั้นกลาง แต่ศิษย์ของสำนักเซียนขาวดำอันเลื่องชื่อย่อมไม่อาจใช้หลักเกณฑ์ของคนทั่วไปมาตัดสินได้

ครั้งนี้ที่พวกมันกล้าตัดสินใจลงมือก็เพราะเชื่อมั่นในจำนวนคนและระดับการฝึกปรือที่เหนือล้ำกว่า หากแม้นจี้หนิงและมู่จื่อซัวล้วนอยู่ในระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงขั้นสูงสุด คนทั้งหกคงไม่กล้าแตะต้องตอแยพวกมันตั้งแต่แรก

………

ศิษย์ของสำนักเซียนขาวดำทั้งสองยังคงไม่รับรู้ถึงห้วงวิกฤตที่กรายใกล้ พวกมันยังคงพูดคุยสนทนากันตามปกติ จนกระทั่ง…

จี้หนิงพลันรับรู้ถึงความผิดปกติบางประการ เขาหันกลับไปมองผ่านกราบเรือหัวมังกรและพบว่าเรือเหาะอีกลำหนึ่งกำลังเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาจากขอบฟ้าไกล

“นั่นสมควรเป็นเรือเหาะของเป่ยเหอโจวแห่งสำนักกระบี่ผ่าฟ้า ข้าเห็นมันใช้เหินบินออกจากหน่วยองครักษ์มังกรวรุณเมื่อครั้งที่ผู้เข้าร่วมการทดสอบทั้งหนึ่งร้อยคนแยกย้ายกันออกเดินทาง”

ความทรงจำของผู้ฝึกตนล้วนจัดอยู่ในขั้นยอดเยี่ยม จี้หนิงและมู่จื่อซัวล้วนสามารถจดจำชื่อและหน้าตาตลอดจนลักษณะเด่นของผู้ฝึกตนทุกคนที่เข้าร่วมการทดสอบได้ตั้งแต่ตอนที่พวกมันรายงานตัวต่อผู้อมตะของหน่วยองครักษ์

“เรือใหญ่เหินบินใกล้เข้ามาทุกขณะ ไม่ทราบว่ามันมีเจตนาใด?”

“ฮาฮา…” ชายหนุ่มผู้สง่างามในชุดยาวสีขาวเปล่งเสียงหัวเราะจากดาดฟ้าของเรือที่มุ่งหน้าใกล้เข้ามา “ช่างคิดไม่ถึงว่าวันนี้จะได้พบพานกับเหล่าอัจฉริยะของสำนักเซียนขาวดำ ข้าเป่ยเหอโจวขอคารวะสหายทุกท่าน”

“นี่กลับบังเอิญยิ่งนัก สหายเป่ยเหอก็คงครอบครองซากของสัตว์อสูรระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงแล้วใช่หรือไม่?” จี้หนิงหัวเราะตอบ เมื่ออีกฝ่ายไม่เคยมีอริบาดหมางกันมาก่อน ด้วยอุปนิสัยของเขาย่อมไม่กีดกันผู้คนจนห่างไกล

“เพียงโชคช่วยเท่านั้น” เป่ยเหอโจวกล่าวอย่างเป็นมิตร “เมื่อพบพานย่อมนับว่ามีวาสนาผูกพัน ขอเชิญพวกท่านข้ามมาดื่มสุราสนทนากันที่เรือของข้าเป็นอย่างไร?”

“ดื่มสุราบนเรือของท่าน?” จี้หนิงบังเกิดความรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันที การทักทายสนทนาระหว่างผู้ฝึกตนย่อมเป็นมารยาทที่พึงปฏิบัติ แต่การเชื้อเชิญผู้ที่มิได้สนิทสนมคุ้นเคยให้ขึ้นสู่เรือเหาะของตนนั้นออกจะน่าประหลาดไปบ้าง เขารีบส่งกระแสแห่งเทพสำนึกออกไปและพบกับความจริงอันน่าตระหนกว่าบนเรือใหญ่ยังมียอดฝีมืออีกห้าคนซ่อนกายอยู่

“ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม เมื่อใดที่จี้หนิงและมู่จื่อซัวย่างเท้าเข้าสู่ลำเรือ ให้รีบใช้ค่ายกลและรุมสังหารพวกมันในทันที”

“ถูกแล้ว มิอาจปล่อยให้วิกาลยาวนานฝันยุ่งเหยิง”

“เวลาที่เท้าของพวกมันเหยียบขึ้นบนลำเรือจะเป็นเวลาตายของพวกมัน”

ยอดฝีมือทั้งหกต่างลอบส่งเสียงทางพลังปราณถึงกันด้วยความย่ามใจ พวกมันล้วนทราบดีว่าเรือใหญ่ลำนี้มีระบบป้องกันการตรวจสอบจากภายนอก จี้หนิงเองหากมิได้ใช้ออกด้วยพลังแห่งเทพสำนึก เขาคงไม่มีวันค้นพบต้นเหตุแห่งเภทภัยทั้งห้าที่แอบแฝงอยู่อย่างแน่นอน

“พวกมันกลับวางแผนซุ่มโจมตีพวกเรา?” จี้หนิงอ่านสถานการณ์ออกในทันที “ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่เคยได้ยินมาแต่ช่างคิดไม่ถึงว่าจะได้เจอกับตนเองตั้งแต่วันแรกที่เข้าสู่ดินแดนร้างแห่งเทือกเขาจองจำ”

“ศิษย์พี่จี้หนิง ท่านคิดว่าอย่างไร?” มู่จื่อซัวจะอย่างไรยังเยาว์วัย มีใบหน้าบอบบาง มันพบว่าเป็นการยากที่จะกล่าวปฏิเสธมิตรภาพที่ผู้อื่นหยิบยื่นให้ด้วยไมตรี

“ศิษย์น้องจื่อซัว” จี้หนิงรีบส่งเสียงทางพลังปราณย้อนกลับไป “อย่าเพิ่งแสดงท่าทีผิดปกติอันใด… ในเรือของฝ่ายตรงข้ามยังมียอดฝีมืออีกห้าคนดักซุ่มรออยู่ เมื่อรวมกับเป่ยเหอโจวที่เบื้องหน้านี้ สี่คนจัดอยู่ในระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงขั้นสูงสุดและอีกสองคนอยู่ในขั้นสูง”

ถึงแม้จะได้รับการตักเตือนอยู่ก่อน มู่จื่อซัวก็ยังแทบไม่อาจควบคุมสีหน้าเอาไว้ได้ “พวกมันเมื่อจงใจซ่อนเร้นปกปิดร่องรอยเช่นนี้ หรือจะหมายความว่า…”

“ถูกแล้ว พวกมันตั้งใจจะปล้นชิงและเข่นฆ่าพวกเรา”

มู่จื่อซัวบังเกิดโทสะขึ้นในทันที “พวกมันกล้า…? ประเสริฐ… พวกเราจะกลับเป็นฝ่ายฆ่ามันให้หมดสิ้น”

“อย่าได้ใจร้อน” จี้หนิงรีบทักท้วง “พวกมันล้วนเป็นปรมาจารย์หมื่นสำแดงที่สังกัดค่ายพรรคชั้นนำ ย่อมมิอาจรับมือด้วยวิธีเดียวกันกับเหล่าสัตว์อสูรทั่วไป ยิ่งหากพวกมันมีค่ายกลสำหรับผสานพลังเข้าโจมตีโดยพร้อมเพรียง พวกเราอาจตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำก็เป็นได้”

แท้จริงแล้วจี้หนิงมีความมั่นใจในตนเองอย่างเปี่ยมล้น ด้วยกายาเทพอสูรที่ทำให้พลังชีวิตของเขาแข็งแกร่งเหนือปกติ และเทพวิชาลับ ‘หัตถ์ปลิดดาว’ เขาสมควรเอาตัวรอดได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ที่น่าเป็นห่วงกลับเป็นมู่จื่อซัว มันยังคงอยู่ในระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงขั้นกลางเท่านั้น ด้านความหนาแน่นของพลังปราณยังนับว่าเป็นรองศัตรูอยู่ไม่น้อย หากการต่อสู้ดำเนินถึงขั้นคับขัน เขาอาจไม่สามารถคุ้มครองป้องกันมันได้ทันท่วงที และหากว่าเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นเขาคงไม่อาจยกโทษให้ตัวเองไปชั่วชีวิต

“ทราบแล้ว” มู่จื่อซัวเองก็มิใช่ชนชั้นไร้ปัญญา เมื่อได้รับการตักเตือนก็เพิ่มความระมัดระวังตัวยิ่งขึ้น

“อย่าได้ออกห่างจากข้างกายข้า และอย่าได้แสดงท่าทีผิดปกติอันใด ให้รอคอยสัญญาณจากข้าแล้วค่อยลงมือ”

“ตกลง”

………

เป่ยเหอโจวเพียงยิ้มแย้มอย่างใจเย็นในระหว่างที่รอคอยจี้หนิงและมู่จื่อซัวสนทนาหารือกัน มันยังกล่าวเสริมขึ้นว่า “ข้ารู้สึกนับถือเลื่อมใสในตัวศิษย์ของสำนักเซียนขาวดำเสมอมา วันนี้จึงรู้สึกโชคดียิ่งนักที่ได้มาพบกับสหายทั้งสอง”

“ต้องขออภัยด้วย” จี้หนิงกล่าวขึ้นในที่สุด “ทว่าพวกเราต่างก็ยังอยู่ในระหว่างการทดสอบเข้าเป็นองครักษ์มังกรวรุณ เอาไว้เมื่อใดที่การทดสอบเสร็จสิ้นค่อยไปร่ำดื่มร่วมกันให้สมใจ”

“ข้าเข้าใจดี” เป่ยเหอโจวลอบสบถด่าอยู่ภายในใจแต่ปากยังคงแสดงท่าทีราวกับ ‘เข้าอกเข้าใจ’ เป็นอย่างยิ่ง “เมื่อเป็นเช่นนั้นก็เอาไว้พบกันใหม่เมื่อการทดสอบสิ้นสุดลงแล้ว…” วาจาไม่ทันขาดคำมันก็ส่งเสียงทางพลังปราณออกไป “ลงมือ!”

ยอดฝีมือทั้งห้าเมื่อได้รับสัญญาณก็ผงกศีรษะให้แก่กันแล้วพุ่งทะยานออกจากที่ซ่อน ร่างของพวกมันแต่ละคนรวมทั้งเป่ยเหอโจวต่างเปล่งประกายแสงสีเทาของค่ายกลสะกดห้วงมิติที่อาศัยร่างของผู้ใช้เป็นดั่งหมุดอาณาเขต ทำให้เขตแดนสามารถขยับเปลี่ยนแปลงได้อย่างอิสระภายในระยะทางไม่เกินหนึ่งร้อยกิโลเมตร

หากทว่า…

จี้หนิงกลับรวดเร็วยิ่งกว่าพวกมัน!

เมื่อเทพสำนึกของเขารับรู้ถึงการผงกศีรษะและการขยับเคลื่อนไหวของยอดฝีมือที่ซุ่มซ่อนทั้งห้า จี้หนิงก็ส่งกระบี่วิเศษเจ็ดร้อยยี่สิบเล่มให้ล่องลอยขึ้นบนท้องฟ้าพร้อมกับตวาดว่า “ศิษย์น้องจื่อซัว โจมตี!”

ชั่วพริบตานั้นอสรพิษทมิฬสองตัวก็ปรากฏขึ้นที่ข้างกายของมู่จื่อซัว อักขระมนตราจำนวนมากบนร่างมหึมาของพวกมันพลันเปล่งแสงเจิดจ้าและเปลี่ยนเกล็ดสีดำทะมึนให้กลายเป็นหนามอันแหลมคมจำนวนนับไม่ถ้วน

“เกิดอะไรขึ้น?” คนทั้งหกต่างบังเกิดความแตกตื่นเมื่อพบว่าเหยื่อที่ ‘มิได้ระมัดระวังตัว’ ทั้งสองกลับเป็นฝ่ายชิงลงมือก่อน

“พวกมันรู้ตัวแล้ว”

“ฆ่ามัน”

“ลงมือให้สุดกำลัง”

ฝ่ายของเป่ยเหอโจวต่างพากันใช้ออกด้วยท่าไม้ตายปลิดชีวิต พลังปราณของพวกมันถูกเชื่อมโยงเข้าหากันผ่านทางค่ายกล จึงทำให้การโจมตีเหล่านั้นทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

จี้หนิงและมู่จื่อซัวล้วนไม่ต้องการปล่อยให้เภทภัยลามเข้าใส่ผู้คนที่ไร้ความผิดบนลำเรือ อย่าว่าแต่เด็กหนุ่มทั้งสองล้วนเป็นดั่งโคถึกที่เพิ่งงอกเขาจึงไม่เกรงกลัวพยัคฆ์ร้าย ดังนั้นทั้งคู่จึงตัดสินใจปักหลักต่อสู้กับศัตรูพวกมากโดยมิได้ใช้ผนึกแห่งเต๋าหนีเอาตัวรอดไปก่อน

“กรงน้ำแข็งอสูร” ต่งอี้ชี้นิ้วไปเบื้องหน้า ไอพลังความเย็นที่เข้มข้นจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก่อตัวขึ้นกักกั้นร่างของจี้หนิง มู่จื่อซัว และเรือหัวมังกรทั้งลำออกจากโลกภายนอก

“น้ำแข็งอสูร! ต่งอี้ผู้นี้กลับเพาะสร้างน้ำแข็งอสูรภายในร่างได้สำเร็จ” จี้หนิงอดมิได้ต้องอุทานออกมา

ตำหนักม่วงในร่างของผู้ฝึกตนนั้นเป็นสถานที่อันลึกลับมหัศจรรย์ซึ่งเจ้าของร่างสามารถใช้เป็นที่เพาะสร้างพลังธาตุธรรมชาติอันน่าสะพรึงกลัว ไม่ว่าจะเป็น น้ำแข็งอสูร อัคคีพิภพ หรือวายุโลกันตร์ เมื่อนำออกมาใช้จัดการกับศัตรู อานุภาพของมันล้วนมิได้ด้อยไปกว่าเทพวิชาแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม การจะเพาะสร้างธาตุพลังเช่นน้ำแข็งอสูร อันดับแรกผู้ฝึกจะต้องค้นหาธาตุพลังของน้ำแข็งอสูรในธรรมชาติและดึงดูดเข้าสู่ร่างให้ได้ก่อน ซึ่งเพียงเงื่อนไขข้อนี้ก็สุดที่คนทั่วไปจะกระทำได้ เพราะของวิเศษตามธรรมชาติเหล่านี้เพียงสามารถพบพานโดยไม่อาจแสวงหา

“พยุหะกังหันวายุ!” ซูม่านฉวนในชุดสีดำจี้นิ้วเข้าใส่จี้หนิงและมู่จื่อซัว กังหันวายุทั้งเก้าพัดกระหน่ำเข้าใส่ร่างของทั้งสองราวกับพายุหมุนเก้าลูก

“กระบี่อนัตตา!” เป่ยเหอโจวซึ่งเป็นดั่งผู้นำของคนทั้งหกบังคับกระบี่บินจำนวนเก้าเล่มให้พุ่งจู่โจมจนบังเกิดเป็นธารกระบี่ที่ไหลบ่าเข้าใส่ร่างของจี้หนิงและมู่จื่อซัว

“ทลายนิพพาน!” จี้เหอไขว้สลับสองมือเข้าหากันจนบังเกิดเป็นคลื่นพลังสีเทากดกระแทกเข้าใส่เป้าหมาย

“ตาย!” ปรมาจารย์หนงซันตวาดก้องพลางโบกแส้หางม้าในมือให้กลับกลายเป็นลำแสงสามพันเส้นสายที่ปิดฟ้ากลืนพสุธา

ส่วนยอดฝีมือหญิงนามเมิ่งหลิวชิงก็ปลดปล่อยพลังจากผนึกแห่งเต๋าของตนออกมาเป็นสายฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วน

………

ชั่วพริบตาเดียว ปรมาจารย์หมื่นสำแดงทั้งหกซึ่งต่างก็มีความเป็นมาอันสูงส่งได้ใช้ท่าไม้ตายของตนออกไปอย่างพร้อมเพรียง

“บงกชวารีอัคคี!”

บงกชอันงดงามซึ่งมีขนาดมหึมาสยายกลีบออกปิดคลุมร่างของจี้หนิงและมู่จื่อซัวเอาไว้ภายในอย่างแน่นหนา จี้หนิงยืนหยัดมั่นพร้อมกับกระบี่อุดรทมิฬในมือทั้งสองข้าง แล้วกำหนดจิตใช้กระบวนท่าที่สองของเพลงกระบี่สามเชียะออกไปด้วยพลังของพยุหะพันกระบี่จำลอง

“เพลงกระบี่สามเชียะ กระบวนท่ากลุ่มพงหนาม!”

“อสรพิษกลืนนภา!” สองมือของมู่จื่อซัวก็ขยับเคลื่อนไหว อสรพิษทมิฬทั้งคู่อ้าปากกลืนกินส่วนหางของกันและกันจนกลับกลายเป็นวงกลมสีดำขนาดใหญ่ที่แฝงพลังดึงดูดอันมหาศาล

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่8 บทที่16: อสรพิษฟ้าครามและจี้หนิง

Desolate Era เล่ม8: องครักษ์มังกรวรุณ

บทที่ 16: อสรพิษฟ้าครามและจี้หนิง

ภายในบึงน้ำที่ส่วนลึกของถ้ำภูเขา อสรพิษฟ้าครามยังคงดูดซับธาตุพลังความเย็นของก้อนน้ำแข็งบรรพกาลเข้าหล่อเลี้ยง ‘น้ำแข็งอสูร’ ในร่างของมันอย่างต่อเนื่อง

ทันใดนั้นดวงตาของมันพลันลืมขึ้น ร่างยาวแตกระเบิดออกเป็นกลุ่มหมอกแล้วรวมกลับขึ้นเป็นหญิงสาวในชุดสีคราม ริมฝีปากบางได้รูปของนางเป็นสีแดงสด และมีดวงตาสีดำสนิทราวรัตติกาล

“พวกมันกลับติดตามมาตอแยข้าถึงที่นี้?” สาวงามชุดสีครามกล่าวขึ้น “ช่างน่าเสียดายที่น้ำแข็งอสูรในร่างของข้ายังไม่สำเร็จสมบูรณ์ ข้าในตอนนี้ยังไม่พร้อมสำหรับการต่อสู้” ร่างของนางล่อยลอยขึ้นสู่ห้วงอากาศเหนือบึงน้ำก่อนกลับคืนสู่รูปลักษณ์ของอสรพิษอีกครั้งแล้วพริบหายไปอย่างไร้ร่องรอย

………

ขณะที่ผู้ฝึกตนชุดขาวและชุดเทากำลังลอบเร้นกายเข้าสู่ถ้ำภูเขา ที่เบื้องหน้าของพวกมันพลันปรากฏลำแสงสีครามเจิดจ้า ร่างของอสรพิษฟ้าครามที่ใจกลางกลุ่มแสงแผดเสียงด้วยโทสะ “พวกเจ้าทั้งสองหากเก่งกล้าสามารถก็บุกเข้ามาให้ถึงตัวข้า วันนี้ข้าจะให้พวกเจ้าเข้ามาได้แต่ไม่อาจกลับออกไปได้!”

ท่ามกลางเสียงตวาดและประกายแสงดั่งสายฟ้า ร่างของอสรพิษฟ้าครามหายวับไปอีกครั้ง

“นั่นเป็นอสรพิษฟ้าครามไม่ผิดแน่ มันรู้แล้วว่าพวกเราบุกเข้ามา!” ผู้ฝึกตนทั้งสองต่างตื่นตัวขึ้นมา ชายชุดขาวรีบส่งเสียงทางพลังปราณสั่งการว่า “มันเมื่อบังเกิดความคิดต่อสู้ก็ประเสริฐ พวกเรากระทำตามแผนเดิม ก่อตั้ง ‘ค่ายกลสะกดห้วงมิติ’ คลุมพื้นที่แถบนี้เอาไว้ เมื่อความสามารถเคลื่อนย้ายในพริบตาของมันไม่อาจใช้ออก พวกเราก็จะรุมสังหารมันได้โดยง่าย”

“ตกลง พวกเราลอบลงมือเป็นการลับ อย่าได้ปล่อยให้มันรู้ตัวก่อน”

………

ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร

“ฮาฮา เจ้าพวกหน้าโง่ทั้งสองคงหลงคิดว่าข้าจะปักหลักสู้ตายกับมัน… ชีวิตอันแสนล้ำค่าของอสรพิษฟ้าครามเช่นตัวข้าไหนเลยเอาไปแลกกับชีวิตสวะของพวกมันได้?” ร่างของมันปรากฏแล้วหายลับติดต่อกัน ชั่วพริบตาก็จากไปจนแสนไกล

………

ห่างออกไปนับหมื่นกิโลเมตรจากจุดที่จี้หนิงและมู่จื่อซัวใช้เรือใหญ่หัวมังกรอพยพผู้คนจำนวนมากมุ่งหน้าเข้าสู่ฐานที่มั่นขององครักษ์มังกรวรุณในเทือกเขาจองจำ หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีกำลังโดยสารบนเรือเหาะอีกลำหนึ่ง บุรุษนั้นหล่อเหลาองอาจ ส่วนสตรีงดงามดุจบุปผาแรกแย้ม พวกมันคือตงเหอเฟยหยุนแห่งตระกูลตงเหอและตงเหอไป๋เสวี่ยผู้เป็นน้องสาว

“พี่ใหญ่ การสังหารสัตว์อสูรระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงกลับมิได้เป็นเรื่องยากเย็นแต่อย่างใด เพียงแค่วันแรกพวกเราสองพี่น้องก็จัดการกับพวกมันไปได้ถึงสองตนแล้ว” ตงเหอไป๋เสวี่ยกล่าวอย่างร่าเริง

“สังหารสัตว์อสูรหนึ่งหรือสองตนย่อมเป็นเรื่องลำบากเพียงแค่ยกมือ อย่าว่าแต่โชคยังเข้าข้างพวกเรา เพียงภูเขาลูกแรกที่บุกเข้าไปก็มีสัตว์อสูรระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงอยู่ถึงสองตน และกว่าที่กำลังหนุนของพวกมันจะรุดมาถึงพวกเราก็ใช้ผนึกแห่งเต๋าหลบหนีจากมาไกลแล้ว” ตงเหอเฟยหยุนหยุดส่ายหน้าเล็กน้อย “ทว่าบททดสอบที่แท้จริงขององครักษ์มังกรวรุณก็คือเป็นการเอาชีวิตรอดภายในดินแดนแห่งนี้เป็นระยะเวลาสามเดือนต่างหาก การรักษาชีวิตตนเองในสถานที่เช่นนี้ยังยากกว่าการสังหารผู้อื่นมากนัก”

“พี่ใหญ่มิใช่เคยบอกว่าขอเพียงพวกเราคอยระวังไม่ออกห่างจากที่ตั้งของหน่วยองครักษ์มากจนเกินไปก็เพียงพอหรอกหรือ? ในเมื่อพวกสัตว์อสูรล้วนไม่กล้าเข้ามาเพ่นพ่านในบริเวณนี้ พวกเราก็รั้งอยู่ที่นี่ได้อย่างปลอดภัยตลอดระยะเวลาสามเดือนที่กำหนดไว้”

“ถึงแม้เช่นนั้นก็มิอาจประมาท ที่นี่แตกต่างจากโลกภายนอกที่พวกเราสามารถอาศัยชื่อเสียงบารมีของชาติตระกูล…”

“เรื่องนั้นข้าจดจำขึ้นใจแล้ว” หญิงสาวกล่าวตัดบทอย่างแง่งอน

ทันใดนั้นเองเรือเหาะขนาดใหญ่อีกลำหนึ่งก็แล่นผ่านเข้ามาในสายตาของพวกมัน คนทั้งสองล้วนหันไปมองด้วยความระมัดระวัง

“ที่แท้เป็นสหายผู้ฝึกตน ‘นักพรตเมฆเหิน’ แห่งตระกูลตงเหอ” เสียงหัวเราะดังแว่วออกมาจากเรืออีกลำที่เหินบินใกล้เข้ามา บนดาดฟ้าเรือยืนไว้ด้วยชายชุดขาวท่าทางสง่างาม สองพี่น้องตระกูลตงเหอจดจำออกว่าอีกฝ่ายเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมการทดสอบครั้งนี้นามเป่ยเหอโจว

“สหายเป่ยเหอ” ตงเหอเฟยหยุนส่งเสียงทักตอบตามมารยาท

“ยากนักที่วันนี้ได้มีโอกาสพบพานพวกท่านสองพี่น้อง มิทราบสหายเมฆเหินจะให้เกียรติขึ้นมาร่วมดื่มสุราสนทนากันบนเรือของข้าหรือไม่?”

“ตกลง” ตงเหอไป๋เสวี่ยใช้น้ำเสียงอันสดใสตอบรับในทันที หากพี่ชายของนางกลับสั่นศีรษะ “นั่นกลับไม่จำเป็น”

คำตอบของพี่ชายใหญ่สร้างความสงสัยให้แก่ตงเหอไป๋เสวี่ยเป็นอย่างยิ่ง หากภายใต้สายตาอันเคร่งขรึมจริงจังที่จ้องมองมาของตงเหอเฟยหยุนทำให้นางมิกล้าโต้เถียงแต่อย่างใด

“เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็แล้วแต่ท่านเถิด” เป่ยเหอโจวกลับไม่มีโทสะ มันเปล่งเสียงหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ข้าขออำลา…”

คำพูดยังมิทันสิ้นสุดลำแสงหกสายที่รวดเร็วปานประกายอสนีก็พุ่งออกมาจากทุกทิศทางโดยรอบ เมื่อกวาดตาสำรวจดูจึงพบว่าลำแสงเหล่านี้ปะทุออกจากร่างของปรมาจารย์หมื่นสำแดงถึงห้าคนซึ่งต่างก็เป็นผู้เข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้ และหนึ่งในลำแสงเหล่านั้นก็พุ่งออกมาจากร่างของเป่ยเหอโจวที่ยืนอยู่บนเรือเหาะเบื้องหน้าของพวกมันนั่นเอง ประกายแสงสีเทาทั้งหกสายต่างเชื่อมประสานเข้าหากันแล้วกดครอบคลุมลงมา

“ค่ายกลสะกดห้วงมิติ!” ใบหน้าของสองพี่น้องตระกูลตงเหอบิดเบี้ยวผิดรูปไปโดยสิ้นเชิง

“เจ้า… พวกเจ้า…” ใบหน้าของตงเหอเฟยหยุนซีดขาวราวกับกระดาษ สายตาของมันกวาดกราดออกไปยังศัตรูทั้งหกที่ล้อมกรอบเข้ามา

“ต่งอี้แห่งภูเขามังกรหิมะ ซูม่านฉวนแห่งสำนักพันนที เป่ยเหอโจวแห่งสำนักกระบี่ผ่าฟ้า… พวกเจ้ากลับร่วมมือกันก่อตั้งค่ายกลสะกดห้วงมิติ…”

ควรทราบว่าผนึกแห่งเต๋าสำหรับหลบหนีนั้นเป็นสมบัติวิเศษที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในหมู่สาวกตำหนักม่วงและปรมาจารย์หมื่นสำแดงทั่วไป ดังนั้นการที่อีกฝ่ายใช้ค่ายกลสะกดห้วงมิติที่สามารถหยุดยั้งวิชาหรือสมบัติวิเศษประเภทเคลื่อนย้ายร่างได้แทบทุกประเภท ก็หมายความว่าพวกมันต้องการจัดการขั้นเด็ดขาดโดยไม่เปิดโอกาสให้เหยื่อหนีรอดจากไปได้

“ปรมาจารย์หมื่นสำแดงขั้นสูงสุดสี่คน ขั้นสูงอีกสองคน…” สองพี่น้องตระกูลตงเหอหันมาสบตากันละต่างพบแววแห่งความสิ้นหวังในดวงตาของอีกฝ่าย

“รามือรอรับความตายแต่โดยดี!” เป่ยเหอโจวตวาดก้อง

“ฆ่ามัน!” สองพี่น้องตงเหอพากันลงมืออย่างสุดชีวิตเยี่ยงสัตว์จนตรอก

………

“ข้าตงเหอเฟยหยุนขอสาบานว่าจะกลับมาล้างแค้นพวกเจ้าอย่างแน่นอน!!” เสียงตวาดที่เต็มไปด้วยความชิงชังอาฆาตดังสะท้าน ร่างที่อาบไปด้วยโลหิตและหลงเหลือแขนเพียงข้างเดียวของตงเหอเฟยหยุนทะลวงฝ่าออกจากค่ายกลสะกดห้วงมิติแล้วใช้ ‘ผนึกเต๋าเคลื่อนย้ายระยะสั้น’ หลบหนีจากไปทันที ส่วนน้องสาวของมันได้เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้แล้ว

ถึงแม้ตระกูลตงเหอจะมีชื่อเสียงกระเดื่องดัง แต่คู่มือที่พวกมันต้องเผชิญในวันนี้ ก็เป็นกลุ่มยอดฝีมือที่มาจากค่ายสำนักชั้นนำเช่นกัน เพียงความแตกต่างในด้านจำนวนก็สุดที่พวกมันสองพี่น้องจะต้านทานเอาไว้ได้

“ตงเหอเฟยหยุนกลับหลบหนีออกไปได้” เป่ยเหอโจวส่ายหน้าด้วยความเสียดาย “นี่ได้แต่บอกว่าชะตาของมันยังไม่ถึงฆาต”

ยอดฝีมืออีกห้าคนต่างเคลื่อนไหวเข้ามารวมกันในขณะที่เป่ยเหอโจวสำรวจเข็มขัดวิเศษที่ใช้เก็บของซึ่งได้จากร่างไร้ชีวิตของตงเหอไป๋เสวี่ย

“เป็นอย่างไร?” หนึ่งในกลุ่มคนทั้งห้าส่งเสียงร้องถาม

“ยังนับว่าไม่เลว พวกมันมีซากของสัตว์อสูรระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงอยู่ด้วย” เป่ยเหอโจวยื่นส่งเข็มขัดเส้นนั้นให้บุคคลอื่นได้สำรวจดู พวกมันทั้งหกเพียงร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์โดยอาศัยสัตย์สาบานต่อเต๋าแห่งสรวงสวรรค์เป็นเครื่องรับรองว่าจะไม่หักหลังเข่นฆ่ากันเองเท่านั้น มิได้มีความสนิทสนมหรือไว้เนื้อเชื่อใจกันแต่อย่างใด

เป่ยเหอโจวหัวเราะพลางกล่าวว่า “หากเป็นเช่นนี้ต่อไป การจะรวบรวมซากสัตว์อสูรหกตนภายในระยะเวลาสามเดือนกลับเป็นเรื่องอันง่ายดาย”

“ถูกต้องแล้ว” ต่งอี้ในชุดสีทองแย้มยิ้มสนับสนุน “พวกที่สังหารสัตว์อสูรได้ครบตามจำนวนย่อมต้องย้อนกลับมาแสวงหาความปลอดภัยในบริเวณที่ตั้งของหน่วยองครักษ์มังกรวรุณ ดังนั้นขอเพียงพวกเราตระเวนค้นหาต่อไปย่อมได้พบเพิ่มเติม เมื่อถึงเวลานั้นสิ่งที่ต้องทำก็เพียงกวาดล้างพวกมันให้หมดสิ้น”

“พวกเราจะออกค้นหาและล้อมสังหารต่อไป”

พวกมันทั้งหกต่างเต็มไปด้วยความลิงโลดยินดี เนื่องจากการกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้พวกมันรวบรวมซากสัตว์อสูรได้ครบตามจำนวน หากยังรวมไปถึงทรัพย์สินมีค่าและสมบัติวิเศษอีกมากมายที่จะปล้นชิงมาได้โดยง่ายจากเหล่าผู้ฝึกตนที่มิได้ระวังป้องกันต่อพวกมันอีกด้วย

………

ร่างของตงเหอเฟยหยุนปรากฏขึ้นอีกครั้งกลางอากาศในระยะทางที่ห่างออกไป ปากของมันยังพร่ำกล่าววาจาอาฆาตซ้ำไปมาด้วยเพลิงแค้นที่ลุกท่วมท้นในหัวใจ “ข้าสาบานว่าจะต้องล้างแค้นพวกมัน… เป่ยเหอโจว… ซูม่านฉวน… ต่งอี้…”

“น้องเล็ก…” น้ำตาอุ่นระอุไหลรินออกมาจากดวงตาของมันเป็นเส้นสาย แม้จะทราบเป็นอย่างดีว่าเส้นทางสู่วิถีแห่งความเป็นอมตะนั้นเต็มไปด้วยภัยอันตราย แต่มันไหนเลยเคยคาดคิดว่าเพียงออกเดินทางจากตระกูลเป็นครั้งแรกก็ต้องสูญเสียน้องสาวอันเป็นที่รักไป ความตื่นเต้นกระตือรือร้นและความฝันทั้งปวงที่มีเมื่อครั้งที่เพิ่งออกเดินทางล้วนถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นความคับแค้นและอาฆาตพยาบาท

เป็นเรื่องที่ทราบกันดีในหมู่ผู้ฝึกตนว่าการเข่นฆ่าสังหารกันและกันนั้นเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นบรรดาผู้อาวุโสของแต่ละฝ่ายจะไม่พยายามเข้ามายุ่งเกี่ยวเพื่อป้องกันมิให้เกิดเป็นสงครามระหว่างค่ายพรรคที่ลุกลามใหญ่โต นอกจากจะเป็นกรณีที่ผู้อาวุโสรังแกผู้เยาว์ เช่นนักพรตจักรวาลแรกกำเนิดไล่สังหารปรมาจารย์หมื่นสำแดงเท่านั้น

เหล่าผู้ที่พลาดพลั้งพ่ายแพ้จนเสียชีวิตใต้เงื้อมมือของยอดฝีมือในรุ่นเดียวกันจึงทำได้เพียงโทษตนเองว่ายังฝึกปรือมาไม่เพียงพอ จะมีข้อยกเว้นก็เพียงในบางครั้งที่ผู้ตายบังเอิญมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับผู้อาวุโสหรือยอดฝีมือที่แท้จริงของตระกูลที่จะทำให้บุคคลเหล่านั้นลงมือล้างแค้นโดยไม่คำนึงถึงกรณีพิพาทที่จะเกิดตามมา

………

จี้หนิงและมู่จื่อซัวยังคงโดยสารเรือหัวมังกรมุ่งหน้าสู่สาขาของหน่วยองครักษ์มังกรวรุณ

“ศิษย์พี่จี้หนิง” มู่จื่อซัวเหลือบตามองไปยังเหล่าผู้คนที่ยังคงแตกตื่นและหวาดระแวงที่ด้านหลัง “จนถึงบัดนี้พวกมันก็ยังคงแสดงท่าทีหวาดกลัวต่อพวกเรา จะมีก็เพียงเด็กน้อยไม่กี่คนเท่านั้นที่พอจะมีความกล้าหาญอยู่บ้าง”

“พวกมันใช้ชีวิตเยี่ยงทาสมาเนิ่นนานเกินไปแล้ว…” จี้หนิงส่ายศีรษะ “โซ่ตรวนแห่งข้าทาสได้ล่ามตรึงหัวใจของพวกมันจนยากจะมีวันลบเลือน คงมีเพียงเด็กน้อยเหล่านี้เท่านั้นที่พอจะมีความหวังอยู่บ้าง”

มู่จื่อซัวส่งยิ้มให้กับเด็กชายที่มันช่วยเหลือออกมาจากถ้ำภูเขาของคชสารงาดำพลางก้าวเดินเข้าหา แต่มารดาของเด็กน้อยกลับรีบดึงร่างของบุตรชายเข้าไปกอดไว้ด้วยสีหน้าหวาดหวั่นพรั่นพรึง ทว่าเด็กชายยังคงจ้องมองมาที่เขาด้วยดวงตาอันสดใสเป็นประกาย

“เด็กน้อย เจ้าชื่อว่าอะไร?”

“ข้าชื่อเที้ยหวา” เด็กชายเงยหน้าตอบคำ “ท่านเซียนทั้งสองชื่อว่าอะไร?”

มู่จื่อซัวหัวเราะให้กับมัน “ข้าชื่อมู่จื่อซัว นั่นเป็นศิษย์พี่ของข้า ชื่อว่าจี้หนิง”

“มู่จื่อซัว จี้หนิง…” เด็กชายพึมพำนามทั้งสองราวกับต้องการจะจดจำเอาไว้ในห้วงลึกของความทรงจำ

จี้หนิงที่เดินตามมาสมทบ มองดูแล้วหัวเราะออกมา “เจ้าหนูผู้นี้กลับเฉลียวฉลาดไม่น้อย”

………

ระหว่างที่จี้หนิงและมู่จื่อซัวกำลังสนทนากันอยู่ เรือใหญ่อีกลำก็เคลื่อนที่ใกล้เข้ามา

“ทุกคนดูนั่น ข้างหน้าเป็นเรือหัวมังกร” เป่ยเหอโจวชี้นิ้วไปเบื้องหน้า “หากข้าจำไม่ผิด นั่นสมควรเป็นเรือกลไกของมู่จื่อซัวที่เป็นศิษย์สำนักเซียนขาวดำ ศิษย์พี่ของมันก็คงจะอยู่บนเรือลำนี้ด้วยเช่นกัน”

“สำนักเซียนขาวดำ?”

“ได้ยินมาว่าศิษย์ของสำนักเซียนขาวดำทุกคนล้วนเป็นยอดอัจฉริยะ การจะเล่นงานพวกมันมิใช่เรื่องง่ายดาย”

“แล้วพวกเราจะลงมือหรือไม่?”

ขณะที่คนทั้งห้ากำลังลังเล ต่งอี้ก็กล่าวขึ้นว่า “ไม่จำเป็นต้องคิดมากไป ข้ารู้จักจี้หนิงผู้นี้เป็นอย่างดี มันมีอายุเพียงแค่ยี่สิบปี ดังนั้นถึงแม้จะมีพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดาแต่มันก็เพิ่งเริ่มต้นฝึกฝนมาได้ไม่นานเท่านั้น นอกจากนี้ความสำเร็จในวิชาประกายชาดเก้าชั้นฟ้าของมันก็อยู่เพียงขั้นที่เก้า มันอาจร้ายกาจในการต่อสู้ระยะประชิด แต่หากพวกเรารักษาระยะห่างเอาไว้แล้วโจมตีจากระยะไกลก็ไม่มีอันใดต้องหวาดเกรง ส่วนมู่จื่อซัวนั้นเห็นได้ชัดว่ายินยอมลดตัวลงติดตามจี้หนิงในทุกเรื่องราว พลังฝีมือของมันย่อมมิได้ร้ายกาจสักเท่าใด”

“พวกมันกำลังมุ่งหน้าเข้าหาหน่วยองครักษ์ คาดว่าคงต้องมีซากของสัตว์อสูรหมื่นดาราร่วมสำแดงในครอบครองสองตนเป็นอย่างน้อย”

“ผลประโยชน์ที่จะได้จากการสังหารศิษย์สำนักเซียนขาวดำย่อมเหนือกว่าที่ได้จากผู้ฝึกตนทั่วไปหลายเท่า นอกจากนี้ในพวกมันทั้งสองคน หนึ่งเป็นเพียงปรมาจารย์หมื่นสำแดงขั้นกลาง อีกหนึ่งเป็นผู้ฝึกกายาเทพอสูรที่เทียบเท่ากับปรมาจารย์หมื่นสำแดงขั้นต้นเท่านั้น พวกเราซึ่งมีถึงหกคนทั้งยังมีสี่คนที่เป็นปรมาจารย์หมื่นสำแดงขั้นสูงสุดยังจะต้องกลัวอันใด?”

“ถูกแล้ว พวกเราต่างตระเตรียมพรักพร้อมอยู่ก่อนโดยที่พวกมันไม่ทันตั้งตัว ความแตกต่างย่อมเป็นที่คาดคิดได้”

ในที่สุดคนทั้งหกก็เห็นพ้องต้องกัน “ตกลง! เป้าหมายต่อไปของพวกเราก็คือบรรดาผู้ที่ถูกเรียกขานว่า ‘ยอดอัจฉริยะ’ ของสำนักเซียนขาวดำ!”

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่8 บทที่15: อสรพิษฟ้าคราม

Desolate Era เล่ม8: องครักษ์มังกรวรุณ

บทที่ 15: อสรพิษฟ้าคราม

มู่จื่อซัวหันมองไปตามทิศทางที่เด็กชายชี้นิ้ว ในขณะที่จี้หนิงซึ่งรับรู้สภาพของภูเขาทั้งลูกผ่านเทพสำนึกโอบอุ้มเด็กชายขึ้นจากพื้นพลางกล่าวว่า ข้ารู้ว่ามันหมายถึงสถานที่ใด

ทั้งสองใช้ออกด้วยวิชาท่าร่างอันล้ำเลิศจนกลับกลายเป็นประกายแสงสองสายมุ่งหน้าไปตามเส้นทางภูเขา สัตว์อสูรใหญ่น้อยในบริเวณต่างพากันซุกซ่อนด้วยความหวาดกลัวตั้งแต่แรกจึงทำให้ทั้งสองรุดถึงหุบเขาอันลึกล้ำที่เป็นจุดหมายได้โดยสะดวก

โอ… เมื่อทั้งสองจ้องมองลงไปเบื้องล่าง มู่จื่อซัวก็เปล่งเสียงอุทานออกมาพร้อมกับสีหน้าที่แปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ส่วนจี้หนิงเองก็นิ่งเงียบไป

แผ่นดินบริเวณนั้นเป็นช่องโพรงที่ยุบตัวลึกลงไปในพื้นภูเขากว่าสามร้อยเมตร รอบด้านเป็นหน้าผาสูงชันไร้ทางออก ช่องเปิดเพียงหนึ่งเดียวที่เหนือศีรษะถูกตาข่ายเหล็กขึงปิดเอาไว้ ที่ภายในอาศัยเต็มไปด้วยมนุษย์จำนวนมากที่ใช้เพียงใบไม้ปกปิดร่างกาย ใบหน้าของทุกคนล้วนด้านชาปราศจากความคาดหวังในชีวิต และที่น่าประหลาดคือในหมู่พวกมันกลับไม่มีผู้ชราอยู่เลยแม้แต่คนเดียว

พวกมันถูก… เพาะเลี้ยงเอาไว้ภายในนี้?” ร่างบอบบางของมู่จื่อซัวสั่นสะท้าน มันกัดฟันเค้นเสียงออกมาด้วยความคลั่งแค้น สัตว์อสูรที่น่าชังเหล่านี้ล้วนสมควรตาย!”

ร่างของมันพลันพุ่งวาบเข้าหาสัตว์อสูรรับใช้ภายในหุบเขาซึ่งยังไม่ทราบว่าเกิดเหตุร้ายขึ้นกับท่านอ๋องของพวกมันแล้ว

ผู้ใดบังอาจบุกรุกเข้ามา? ภูเขาแห่งนี้เป็นอาณาเขตของพญาคชสารงาดำ!” สัตว์อสูรร่างใหญ่ที่มีเงางอกเงยยกสามง่ามในมือขึ้นพร้อมกับประกาศข่มขู่โดยมีพวกพ้องของมันโห่ร้องสนับสนุน

มู่จื่อซัวแค่นเสียงด้วยโทสะ ทั่วทั้งหุบเขาพลันถูกปกคลุมด้วยนภาราตรีที่กระจ่างจ้าด้วยสุริยันจันทราและหมื่นดาราที่พราวแสง ประกายจากเปลวเพลิงแห่งสุริยันรวมตัวขึ้นเป็นหัตถ์แห่งแสงอันเจิดจ้ายื่นเหยียดเข้าหาบรรดาสัตว์อสูรเคราะห์ร้าย และกำรวบร่างที่บัดนี้สั่นเทาด้วยความหวาดกลัวของพวกมันไว้

พวกเจ้าคุมขังผู้คนเหล่านี้ไว้ทำไม?” มู่จื่อซัวตวาดถามเสียงดังราวฟ้าลั่น ส่วนจี้หนิงเพียงยืนมองดูอยู่ด้านข้างอย่างเงียบงัน

ท่านเซียนโปรดเมตตา… ท่านหมายถึงทาสมนุษย์เหล่านี้หรือ?” สัตว์อสูรมีเขาตนนั้นรีบกล่าวตอบ ทาสมนุษย์เหล่านี้ถูกท่านอ๋องรวบรวมมาจากที่ต่างๆแล้วนำมาคุมขังไว้ที่นี่เนิ่นนานแล้ว หลังจากนั้น… หลังจากนั้นพวกมันก็ออกลูกสืบหลานกันไม่หยุดหย่อน แต่เนื่องจากท่านอ๋องเพียงนิยมกินเนื้อมนุษย์อายุน้อยเท่านั้น พวกที่เริ่มแก่ตัวจึงถูกแจกจ่ายออกไปในหมู่พวกเรา…

เมื่อรับฟังถึงตรงนี้ แม้แต่จี้หนิงเองก็ยังอดขมวดคิ้วลงมิได้

ล้วนเป็นตัวบัดซบที่สมควรตาย!” มู่จื่อซัวคำรามด้วยโทสะ หัตถ์แห่งแสงบดขยี้ร่างของสัตว์อสูรที่อยู่ภายในจนกลายเป็นเลือดเนื้อเลอะเลือน ก่อนที่จะพลิกกลับไปกระชากดึงตาข่ายเหล็กจนขาดกระจุยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

เหล่ามนุษย์ที่ถูกกักขังอยู่ภายในล้วนตกใจกลัวจนตัวสั่น พวกมันต่างซุกร่างเบียดเข้าหากันแล้วใช้สายตาอันหวาดหวั่นพรั่นพรึงจ้องมองขึ้นมาจากด้านล่าง

พวกมันล้วนถูกเลี้ยงดูเยี่ยงปศุสัตว์มาตั้งแต่เกิด ความรู้สึกทอดอาลัยตายอยากและชีวิตที่ปราศจากความคิดต่อสู้ดิ้นรนคงถูกฝังลึกลงภายในใจจนยากจะแก้ไขกลับกลาย จี้หนิงทอดถอนใจยาวนาน เขาก้มลงมองดูเด็กชายที่ยังถูกโอบอุ้มอยู่ในอ้อมแขน อาจบางทีคงมีเพียงเด็กน้อยเช่นพวกมันที่ยังพอจะมีหนทางรักษาเยียวยา

ศิษย์พี่… มู่จื่อซัวจ้องมองจี้หนิงด้วยสายตาคาดหวัง พวกเราจะช่วยเหลือบรรดาผู้คนที่น่าสงสารเหล่านี้ใช่หรือไม่?”

จี้หนิงผงกศีรษะ ย่อมแน่นอน สิ่งนี้แม้เป็นเรื่องอันเล็กน้อยสำหรับพวกเรา แต่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของพวกมันไปตลอดกาล

ถูกแล้ว มู่จื่อซัวรีบส่งเสียงสนับสนุน หากยังคงกล่าวต่อด้วยความไม่มั่นใจว่า แต่พวกเรายังจะต้องรั้งอยู่ภายในดินแดนร้างแห่งนี้เป็นระยะเวลาอีกสามเดือน ระหว่างนั้นย่อมไม่อาจนำพาพวกมันร่วมทางไปด้วยตลอดเวลา แล้วจะทำอย่างไรดี?”

หากต้องเผชิญหน้ากับอันตรายร้ายแรง กระทั่งพวกเราเองก็ยังอาจเอาตัวไม่รอด ไหนเลยมีเวลาไปดูแลพวกมันได้ ทางที่ดีคือพาพวกมันไปส่งมอบให้แก่หน่วยองครักษ์มังกรวรุณก่อน นั่นเป็นสถานที่แห่งเดียวในดินแดนแถบนี้ที่สามารถรับรองความปลอดภัยของพวกมันได้ จี้หนิงกล่าวอย่างครุ่นคิด หากหน่วยองครักษ์มังกรวรุณปฏิเสธที่จะรับพวกมันเอาไว้ พวกเราจะจัดหาเสบียงอาหารที่เพียงพอสำหรับช่วงเวลาสามเดือนแล้วฝากพวกมันเอาไว้ที่นั่น ส่วนเรื่องหลังจากนั้นไว้ค่อยคิดกันอีกครั้งเมื่อการทดสอบสิ้นสุดลง

ตกลงตามนั้น มู่จื่อซัวกล่าวแล้วนำเอาเรือหัวมังกรออกมา มันกดหัตถ์แห่งแสงลงทลายหน้าผาจนกลายเป็นหนทางอันราบเรียบสายหนึ่ง

นับจากวันนี้พวกเจ้ามิได้เป็นทาสของผู้ใดอีกต่อไป มู่จื่อซัวแหงนหน้าประกาศก้อง

เนื่องจากผู้คนเหล่านี้ถูกกักขังร่วมกันอยู่ในที่แห่งเดียว จึงยังคงถ่ายทอดความรู้พื้นฐานเช่นภาษาพูดให้แก่กันได้ ทว่าการถูกกดขี่มาชั่วชีวิตได้พรากเอาศักดิ์ศรีและความมั่นใจของพวกมันไปจนหมดสิ้น พวกมันจึงยังคงอยู่นิ่งกับที่และส่งเพียงสายตาอันหวาดระแวงจ้องมองมากลับมายังชายหนุ่มทั้งสองเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม นับจากวันนั้นแม้เวลาจะล่วงเลยไปอีกหลายสิบปี ผู้คนทั้งหมดก็ยังคงจดจำเงาร่างของเด็กหนุ่มเสื้อขาวทั้งสองเอาไว้ได้ไม่ลืมเลือน

ศิษย์น้องจื่อซัว ยังคงรีบชักนำพวกมันขึ้นเรือหัวมังกรก่อนเถิด

ทราบแล้ว มู่จื่อซัวกำหนดจิตสั่งการให้เรือหัวมังกรที่ลอยตัวอยู่ขยายขนาดขึ้นแล้วลดระดับลงสู่พื้นดิน

พวกเจ้าทั้งหมดเดินขึ้นไปบนเรือให้กับข้าเดี๋ยวนี้!” จี้หนิงพลันตวาดออกคำสั่งพลางแผ่พุ่งพลังแห่งจิตออกไปกระตุ้นควบคุมพวกมัน ถึงแม้เขาจะไม่เคยฝึกปรือ เคล็ดวิชาสยบวิญญาณ แต่หลังจากที่ได้ผ่านตาฉบับคัดย่อในหอตำราเต๋าเขาก็พอจะเข้าใจในหลักการของมันอยู่บ้าง ยิ่งเมื่อเป้าหมายเป็นเพียงเหล่าผู้คนที่อ่อนแอไร้ซึ่งความคิดเป็นของตนเองก็ยิ่งทำให้ทุกประการง่ายดายขึ้นไปอีก

ท่านแม่ เด็กชายตัวน้อยสะบัดดิ้นรนก่อนวิ่งโผเข้าหาสตรีผู้หนึ่ง

รีบออกเดินทางได้แล้ว จี้หนิงแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า สัตว์อสูรระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงตนอื่นกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้

มาได้ประเสริฐ มู่จื่อซัวยังคงตกอยู่ในห้วงแห่งความคลั่งแค้น แต่จี้หนิงรีบเตือนสติของมันไว้ อย่าได้กระทำจนเกินเลยไป ขณะที่พวกเรากำลังต่อสู้กับคชสารงาดำ สัตว์อสูรระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงอีกสองตนก็บุกเข้ามาสมทบอย่างรวดเร็ว หากถูกสัตว์อสูรสี่ตนที่กำลังมุ่งหน้ามาพัวพันเอาไว้ สวรรค์จึงทราบได้ว่าจะมีพวกมันอีกกี่ตนที่ติดตามมาอีก และจะมีสัตว์อสูรระดับจักรวาลแรกกำเนิดมาด้วยหรือไม่

ศิษย์พี่ตักเตือนถูกต้องแล้ว มู่จื่อซัวค่อยได้สติกลับคืนมา พวกเราได้ซากร่างของสัตว์อสูรที่ต้องการครบแล้ว ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงก่อมรสุมการฆ่าฟันที่ไม่จำเป็นขึ้นมาอีก

เรือใหญ่หัวมังกรพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าก่อนลับหายไปในหมู่เมฆอันหนาทึบ

………

เพียงพริบตาต่อมาสองบุรุษและสองสตรีก็มารวมตัวกันที่หน้าซากปรักหักพังของถ้ำศิลา

ข้าไม่สามารถรับรู้ถึงคลื่นพลังของพี่ใหญ่ พี่สาม และพี่ห้าได้อีกต่อไปแล้ว สตรีอันงดงามไร้ที่ติกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

พวกมันทั้งสามล้วนมีพลังฝีมือร้ายกาจ เป็นไปได้อย่างไรว่าจะถูกกำจัดโดยพร้อมเพรียงในระยะเวลาอันสั้นเพียงเท่านี้ บุรุษอีกผู้หนึ่งกล่าวแย้งขึ้น

สตรีงามนางนั้นก้มลงมองดูคราบโลหิตที่หลงเหลือก่อนส่ายศีรษะ จากคลื่นพลังที่แฝงอยู่ในร่องรอยเหล่านี้ ข้าเกรงว่าพวกมันล้วนตกตายจนหมดสิ้นแล้ว

ทันใดนั้นนางพลันแหงนหน้าขึ้นจ้องมองที่ขอบฟ้า และทันเห็นเสี้ยวหนึ่งของเรือหัวมังกรที่ลอดพ้นช่องว่างของเมฆา

เรือใหญ่?”

ศัตรูคงต้องเป็นพวกผู้ฝึกตน

พวกมันคือฆาตกรที่ลงมือฆ่าพวกพี่ใหญ่ทั้งสามไม่ผิดแน่แล้ว น้องเก้า… พวกเรารีบตามไปล้างแค้นให้กับพี่ใหญ่!”

ในหมู่สัตว์อสูรระดับอ๋องทั้งสิบแปดตนที่ร่วมสัตย์สาบานเป็นพันธมิตร นางพญานกยูงซึ่งก็คือสาวงามผู้นี้รั้งอยู่ในลำดับที่เก้า และเป็นผู้ที่มีพลังฝีมือร้ายกาจที่สุด

นางพญานกยูงนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนกล่าวว่า ศัตรูเมื่อสามารถสังหารพวกพี่ใหญ่ทั้งสามได้อย่างรวดเร็ว อาศัยเพียงพวกเราทั้งสี่ต่อให้ล้างแค้นสำเร็จก็คงต้องประสบความสูญเสียไม่น้อยกว่าครึ่ง แต่ถ้ามัวแต่เรียกระดมพี่น้องที่หลงเหลือพวกมันก็คงหลบหนีไปไกลแสนไกล… แล้วกันไปเถอะ… หากจะโทษก็ต้องโทษพวกพี่ใหญ่เองที่โชคร้าย กลับตอแยผู้ที่ไม่สมควรแตะต้องเข้า

สัตว์อสูรที่หลงเหลืออีกสามตนล้วนเชื่อถือสติปัญญาของนางจึงไม่มีผู้ใดกล่าวโต้แย้ง ทั้งหมดหันไปพยักหน้าให้กันเป็นสัญญาณแล้วแยกย้ายกลับคืนสู่ขุนเขาของตนเอง

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้บรรดาอ๋องทั้งหลายเริ่มบังเกิดความไม่มั่นใจในขุมกำลังที่มีอยู่ พวกมันต่างเริ่มวางแผนที่จะแสวงหาพันธมิตรเพิ่มเติมตลอดจนดึงดูดเหล่าสัตว์อสูรพเนจรที่มีฝีมือร้ายกาจเข้ามาเป็นพวกของตน

………

ภายในถ้ำภูเขาที่ซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในดินแดนร้างของเทือกเขาจองจำ

อสรพิษสีครามแหวกว่ายอยู่ภายในบึงน้ำอันเย็นเยียบที่มีก้อนน้ำแข็งมหึมาลอยอยู่ตรงใจกลาง หากแม้นผู้ฝึกตนที่มีภูมิรอบรู้ผ่านมาพบเห็นเข้า มันจะจดจำได้ในทันทีว่าสิ่งที่ลอยอยู่ใจกลางบึงนั้นแท้จริงแล้วก็คือ ก้อนน้ำแข็งบรรพกาล ซึ่งจะกำเนิดขึ้นเฉพาะในบริเวณที่พลังสุดเย็นของธรรมชาติรวมอยู่เท่านั้น

ช่างสะดวกสบายยิ่งนัก แม้ดินแดนร้างแห่งเทือกเขาจองจำจะเต็มไปด้วยอันตรายนานัปการแต่ก็มากด้วยสมบัติวิเศษตามธรรมชาติสารพัดชนิด และข้าก็สามารถฝ่าอุปสรรคทั้งปวงเข้าถึงสมบัติเหล่านั้นได้อย่างง่ายดายด้วยความสามารถ เคลื่อนย้ายในพริบตาที่มี มันดึงดูดพลังความเย็นของบึงน้ำเข้าสู่ร่างด้วยความพึงพอใจ

ช่างแตกต่างจากบึงน้ำอันแร้นแค้นในเทือกเขานางแอ่นที่ข้าถือกำเนิดโดยสิ้นเชิงอสรพิษสีครามดำผุดดำว่ายด้วยความยินดี การเดินทางมาที่นี่ตามคำแนะนำของท่านอาจารย์นับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างแท้จริง มันขมวดร่างรัดพันรอบก้อนน้ำแข็งบรรพกาลแล้วรับรู้ถึงคลื่นพลังอันยิ่งใหญ่ที่ส่งผ่านเข้าสู่ร่าง ระดับพลังของข้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในระยะเวลาเพียงแค่สามปีก็เลื่อนจากสาวกตำหนักม่วงขึ้นสู่ปรมาจารย์หมื่นสำแดงขั้นกลาง

แต่สุดท้ายพลังฝีมือของข้าก็ยังห่างไกลจากท่านผู้นำสูงสุดมากนัก ไม่ทราบว่าวันใดข้าจึงจะบรรลุถึงระดับผู้อมตะได้? เมื่อถึงวันนั้นข้าจะจัดตั้งดินแดนปกครองของตนเองขึ้นมาบ้าง ดวงตาของมันบังเกิดความอิจฉาขึ้นเมื่อนึกถึงท่านผู้นำสูงสุด

แต่แล้วประกายในดวงตาของมันก็กลับกลายเป็นเย็นเยียบอำมหิต แต่เหนือสิ่งอื่นใด วันที่ข้าประสบความสำเร็จและเดินทางออกจากเทือกเขาจองจำ ข้าจะต้องกลับไปแก้แค้นเจ้าเที้ยมู่ซานผู้นั้นก่อน การต่อสู้ที่เทือกเขานางแอ่นครั้งนั้นข้าถูกมันเล่นงานจนสาหัสนัก หลังจากที่ฆ่ามันแล้วข้ายังจะกวาดล้างตระกูลเที้ยมู่ให้ราบเป็นหน้ากลอง!”

เมื่อหวนรำลึกเหตุการณ์ในอดีต จิตใจของอสรพิษฟ้าครามอดมิได้ต้องประหวัดไปถึงเด็กหนุ่มอีกผู้หนึ่ง เด็กหนุ่มอ่อนเยาว์ในชุดขนสัตว์สีขาวที่กล้าเรียกขานมันเป็นเจ้างูน้อย…

ช่างน่าเสียดายนัก ทั้งที่พวกเราต่อสู้กันหลายครั้งหลายหน แต่ข้ากลับรู้เพียงว่ามันมาจากตระกูลจี้โดยมิอาจทราบชื่อของมัน ความกดดันจากคู่มืออันยอดเยี่ยมเช่นมันมีส่วนอย่างใหญ่หลวงในการช่วยให้ข้าเรียนรู้ความสามารถเคลื่อนย้ายในพริบตาได้สำเร็จ อสรพิษฟ้าครามลอบทอดถอนอยู่ในใจ ในครั้งนั้นข้าไม่อาจช่วยเหลือเจ้าออกมาด้วยกันได้ แต่ข้าขอสัญญาว่าจะแก้แค้นให้กับเจ้าอย่างแน่นอน

ด้วยระดับพรสวรรค์ของมัน หากแม้นมันยังคงมีชีวิตอยู่ มิทราบว่าพลังฝีมือของมันจะก้าวหน้าไปถึงระดับใด… เฮอะ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็คงยังสู้ข้าไม่ได้อยู่ดี!”

………

ขณะเดียวกัน ห่างออกไปประมาณหนึ่งร้อยกิโลเมตรภายนอกถ้ำ ผู้ฝึกตนสองคนเคลื่อนไหวใกล้เข้ามาอย่างเงียบเชียบก่อนที่จะหยุดร่างลงบนเนินเขาลูกหนึ่ง

เจ้าตรวจสอบจนแน่ใจแล้วใช่หรือไม่?” ชายในชุดสีเทากระซิบถามเสียงแผ่วเบา

ไม่ผิดพลาดอย่างแน่นอน ข้าลงทัณฑ์ทรมานสัตว์อสูรระดับตำหนักม่วงด้วยตนเอง พวกมันยืนยันตรงกันว่าเมื่อไม่กี่วันมานี้ได้ปรากฏสัตว์อสูรพเนจรเข้าต่อสู้กับท่านอ๋องของมันหลายครั้งครา และสัตว์อสูรตนนั้นก็คืออสรพิษฟ้าครามชายในชุดขาวกล่าวยืนยัน

ชายในชุดสีเทาผงกศีรษะด้วยความพึงพอใจ หากพวกเราไล่ล่าสังหารอสรพิษฟ้าครามตนนี้ลงได้ พวกเราก็จะได้ซากสัตว์อสูรครบถ้วนตามจำนวนที่กำหนด จากข้อมูลที่ได้รับพลังฝีมือของอสรพิษฟ้าครามไม่นับว่าร้ายกาจแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องระวังมิให้มันใช้ความสามารถเคลื่อนไหวในพริบตาหลบหนีไปเท่านั้น

เข้าใจแล้ว ชายชุดขาวเปล่งเสียงรับคำ

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

 

เล่มที่8 บทที่14: พยุหะพันกระบี่จำลองสำแดงฤทธิ์

Desolate Era เล่ม8: องครักษ์มังกรวรุณ

บทที่ 14: พยุหะพันกระบี่จำลองสำแดงฤทธิ์

เงาร่างสองสายมุ่งหน้าสู่ถ้ำศิลาด้วยความรวดเร็วราวกับประกายแสง หนึ่งนั้นเป็นชายในชุดสีทองผู้มีจมูกงองุ้มราวนกอินทรี ส่วนอีกหนึ่งเป็นเด็กหนุ่มผิวคล้ำรูปร่างผอมบาง พวกมันทั้งสองล้วนเป็นอ๋องแห่งขุนเขาในบริเวณข้างเคียง เนื่องจากดินแดนร้างแห่งเทือกเขาจองจำนับเป็นสถานที่สุดอันตราย ดังนั้นแม้แต่บรรดาสัตว์อสูรเองก็จัดตั้งพันธมิตรขึ้นเพื่อช่วยเหลือกันและกัน

บริเวณแถบนี้มีสัตว์อสูรในระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงทั้งสิ้นสิบแปดตน พวกมันล้วนให้สัตย์สาบานต่อเต๋าแห่งสรวงสวรรค์ว่าจะช่วยเหลือกันรับมือกับอันตรายทุกประการ ยามใดที่มีผู้แจ้งเหตุด้วยการทำลายหยกประดับสื่อสาร สัตว์อสูรระดับอ๋องอีกสิบเจ็ดตนจะต้องเร่งรุดมาช่วยเหลือ

“พี่ใหญ่ทำลายหยกประดับและส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือมา ข้าอยากรู้นักว่าศัตรูในคราวนี้จะเป็นพวกสัตว์อสูรร่อนเร่หรือว่าผู้ฝึกตนชาวมนุษย์”

“พวกเราต่างก็มีพลังฝีมือกล้าแข็งกว่าพี่ใหญ่ ขอเพียงลอบลงมืออย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ประมาท ไม่ว่าผู้มาจะเป็นใครก็ต้องตาย!”

สัตว์อสูรทั้งสองต่างสื่อสารกันทางจิต ลำดับของพวกมันทั้งสิบแปดจัดเรียงตามความอาวุโสมิใช่ระดับพลังฝีมือ ดังนั้น ‘พญาคชสารงาดำ’ ผู้มีอายุมากที่สุดจึงถูกจัดอยู่ในลำดับที่หนึ่ง

ทันใดนั้นสุ้มเสียงคำรามก็ดังขึ้นจากถ้ำศิลาที่เบื้องหน้า “น้องสาม น้องห้า พวกเราร่วมมือกันเร่งกำจัดเจ้ามนุษย์ทั้งสองนี้ในคราเดียว!”

“พวกมันรู้ตัวแล้ว!” สัตว์อสูรทั้งสองหันมาสบตากัน เมื่อเป็นเช่นนี้แผนการลอบจู่โจมของพวกมันก็ไม่อาจดำเนินต่อไป

“บุกเข้าไปฆ่ามัน!” ร่างของทั้งสองเร่งความเร็วขึ้นไปอีกโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ประตูถ้ำศิลา

………

ที่ภายในถ้ำ มู่จื่อซัวเค้นพลังเท่าที่มีหมายเร่งรัดเผด็จศึก ในขณะที่จี้หนิงจูงมือเด็กชายเอาไว้และกล่าวปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่ต้องกลัว จงรั้งอยู่ข้างกายข้า อย่าได้วิ่งเปะปะไป”

ทันใดนั้นประกายอาวุธอันกราดเกรี้ยวดุดันสามสายก็สาดพุ่งเข้ามาจากภายนอก เมื่อจ้องมองก็พบว่าเป็นมีดสั้นอันคมกล้าและสว่านอีกสองเล่ม

จี้หนิงแค่นเสียงอย่างเย็นชา กระบี่วิเศษจำนวนเจ็ดร้อยยี่สิบเก้าเล่มซึ่งแบ่งเป็นเก้ากลุ่มพลันปรากฏขึ้นที่กลางอากาศ

กลุ่มที่เปล่งประกายเจิดจ้าโดดเด่นที่สุดประกอบขึ้นจาก ‘เก้ากระบี่พลังหยาง’ และกระบี่บินธาตุไฟระดับมนุษย์ขั้นสูงสามสิบหกเล่มกับธาตุน้ำอีกสามสิบหกเล่มทำหน้าที่เป็นแกนกลางของขบวนพยุหะ

ในแปดกลุ่มที่เหลือ สี่กลุ่มประกอบไปด้วยกระบี่บินธาตุน้ำรวมทั้งสิ้นสามร้อยยี่สิบสี่เล่ม และอีกสี่กลุ่มเป็นกระบี่บินธาตุไฟอีกสามร้อยยี่สิบสี่เล่ม พยุหะกระบี่ของเขาจึงประกอบไปด้วยการหักล้างประสานเสริมของวารีอัคคีอย่างสมดุลโดยมีเก้ากระบี่พลังหยางเป็นแกนกลาง

“พยุหะพันกระบี่จำลองขั้นที่เก้า!” ด้วยระดับความรู้แจ้งในศาสตร์แห่งค่ายกลที่สูงส่งและพลังแห่งจิตอันกล้าแข็งของจี้หนิงในปัจจุบัน พลังแห่งวารีและอัคคีซึ่งเป็นดั่งตัวแทนของพลังแห่งหยินและหยางถูกบงการให้โคจรหมุนวนอย่างต่อเนื่องกลมกลืนจนเขาในขณะนี้แทบไม่รู้สึกว่าการขับเคลื่อนขบวนพยุหะเป็นภาระที่จิตวิญญาณต้องแบกรับอีกต่อไป

“กระบี่ทั้งเจ็ดร้อยกว่าเล่มล้วนเป็นสมบัติวิเศษขั้นสูงและขั้นสูงสุดทั้งยังประกอบไปด้วยธาตุไฟและธาตุน้ำอีกอย่างละครึ่ง เพียงแค่ได้ควบคุมพยุหะกระบี่เช่นนี้ก็นับเป็นความสมใจประการหนึ่ง”

กระบี่บินทั้งหมดเปล่งประกายแสงสีขาวอันเลือนรางก่อนเคลื่อนตำแหน่งหมุนเวียนด้วยรูปแบบอันพิเศษพิสดาร ขณะเดียวกันที่เบื้องหน้าของจี้หนิงประกายแสงสีขาวอันเจิดจ้าค่อยๆรวมตัวขึ้นจนบังเกิดเป็นกระบี่แห่งแสงที่สุกสว่างเรืองรองราวกับกระบี่หยกของเซียนวิเศษ

นี่เป็นกระบี่แห่งแสงจากพยุหะพันกระบี่จำลองขั้นที่เก้าซึ่งจี้หนิงเค้นสมองครุ่นคิดตีความและทุ่มเทจัดหากระบี่วิเศษอันเหมาะสมมาใช้ออก พลังทำลายของมันสามารถกล่าวได้ว่าบรรลุถึงระดับสูงสุดเท่าที่สาวกตำหนักม่วงผู้หนึ่งจะสามารถกระทำได้ หากเปรียบเทียบกันแล้วอานุภาพของมันมีแต่จะเหนือล้ำกว่าเทพวิชาระดับพื้นฐานอย่าง ‘จำแลงลักษณ์สวรรค์’ หรือ ‘เนตรประกายจิต’ โดยไม่มีทางด้อยกว่า

“ไป!” กระบี่แห่งแสงกรีดตัดห้วงอากาศเป็นวงโค้งอันงดงาม อาวุธทั้งสามที่พุ่งเข้ามาจากภายนอกถูกพลังกระบี่ที่ลื่นไหลราวกับสายน้ำเส้นนี้ต้านรับเอาไว้จนหมดสิ้น

“เป็นเช่นที่ข้าคาดไว้ เจ้ามนุษย์ในชุดขนสัตว์ร้ายกาจยิ่งกว่าเด็กเสื้อขาวนี่จริงๆ” ชายหน้าดำแทบไม่อาจระงับความตื่นตระหนกภายในใจ “มันกลับอาศัยกำลังเพียงลำพังรับมือการผสานจู่โจมของน้องสามกับน้องห้าเอาไว้ได้”

ในขณะนั้นเองชายจมูกงองุ้มและชายผิวคล้ำร่างผอมก็ทะลวงฝ่าเข้ามาภายในห้อง สายตาของพวกมันทั้งสองล้วนจับจ้องไปที่จี้หนิงด้วยความระแวดระวัง

“น้องสาม น้องห้า” ชายหน้าดำลอบส่งกระแสจิตติดต่อพี่น้องของมัน “พวกเจ้าทั้งสองช่วยกันรับมือบุรุษหนุ่มในชุดขนสัตว์นั่น ส่วนข้าจะจัดการกับเจ้าเด็กเสื้อขาวนี่เอง เมื่อลงมือขอให้ทุ่มเทใช้พลังอย่างเต็มที่ อย่าได้ประมาทเป็นอันขาด”

“ตกลง!”

สัตว์อสูรทั้งสองที่เพิ่งมาถึงต่างก็ทราบแน่แก่ใจว่าพวกมันจำเป็นต้องละทิ้งร่างจำแลงแล้วเปลี่ยนไปใช้ร่างที่แท้จริงเท่านั้นจึงจะสามารถต่อกรกับชายหนุ่มที่เบื้องหน้าได้

“เจ้าพวกมนุษย์จงรามือรอรับความตายแต่โดยดี!” ท่ามกลางเสียงขู่ตะคอก ร่างของสัตว์อสูรทั้งสองพลันแปรเปลี่ยนกลับกลาย ชายจมูกงองุ้มในชุดสีทองคืนสู่รูปลักษณ์ของพญาอินทรีขนทองอันงามสง่า ส่วนชายผิวคล้ำร่างผอมคืนสู่ร่างของสัตว์ประหลาดสี่เท้าที่มีขนสีดำสนิท บนศีรษะอันใหญ่โตประดับด้วยเขาโค้งแหลมคมสีเหลืองคู่หนึ่ง

ร่างของชายหน้าดำก็แตกระเบิดออกเป็นกลุ่มหมอกก่อนจะรวมรั้งขึ้นเป็นพญาคชสารที่มีงาสีดำยาวเหยียด

พลังของสัตว์อสูรทั้งสามในร่างที่แท้จริงล้วนเพิ่มพูนขึ้นไปอีกหลายเท่า ทั้งนี้เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์และสัตว์อสูรนั้นแตกต่างกัน สัตว์อสูรแม้ยากจะพัฒนาระดับความรู้แจ้งแห่งเต๋าขึ้นมา แต่สิ่งที่พวกมันครอบครองก็คือพลังอำนาจและความสามารถพิเศษที่หลากหลายไปตามสายพันธุ์ ยกตัวอย่างเช่นสัตว์อสูรบางชนิดสามารถควบคุมสายน้ำได้ตั้งแต่เกิด นอกจากนี้พวกมันยังมีร่างกายอันแข็งแกร่งทรหดโดยไม่จำเป็นต้องฝึกปรือกายาเทพอสูร บางตนยังสามารถใช้ชิ้นส่วนร่างกายของตนเองไม่ว่าจะเป็น เขา งา หรือกรงเล็บ หลอมสร้างเป็นสมบัติวิเศษและใช้งานได้อย่างคล่องแคล่วดังใจคิด

จี้หนิงรีบส่งเสียงทางพลังปราณออกไป “ศิษย์น้องจื่อซัว เจ้ายังสามารถรับมือได้หรือไม่?”

“ศิษย์พี่ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าเองก็ยังไม่ได้แสดงพลังที่แท้จริงออกไปเช่นกัน” มู่จื่อซัวตอบกลับด้วยความมั่นใจ

“ประเสริฐ!”

ทันใดนั้นพญาอินทรีขนทองก็กู่ร้องเสียงแหลมเล็ก ร่างของมันโผพุ่งขึ้นสูงแล้วโฉบลงสู่เบื้องล่าง กรงเล็บสีดำสนิทฉีกแหวกอากาศเป็นทางยาวก่อนขยายขนาดขึ้นนับสิบเท่าอย่างรวดเร็วจนมวลอากาศที่ขวางกั้นแตกระเบิดออกเป็นเสียงดังสนั่น

แทบเป็นเวลาเดียวกัน ถ้ำทั้งหลังก็สั่นสะเทือนราวกับจะถล่มทลายเมื่อสัตว์ประหลาดสีดำเริ่มต้นการจู่โจมสอดผสานจากภาคพื้นดิน กีบเท้าขนาดใหญ่โตทั้งสี่ตะกุยพื้นอย่างบ้าคลั่งส่งร่างมหึมาของมันและเขาอันแหลมคมทั้งสองให้พุ่งทะยานไปเบื้องหน้า

แต่จี้หนิงกลับมิได้เห็นการโจมอันดุเดือดรุนแรงของพวกมันอยู่ในสายตา เขาเพียงแค่นเสียงออกมาคำหนึ่ง กระบี่แห่งแสงของพยุหะพันกระบี่จำลองขั้นที่เก้าก่อตัวขึ้นอีกครั้งพร้อมกับการปรากฏของแผ่นโม่หินที่เกิดจากการรวมตัวของวารี อัคคี และมีวายุเป็นแกนกลางที่กลางหาว กระบี่แห่งแสงถูกส่งเข้าหลอมรวมกับพลังวายุที่แกนกลางของแผ่นโม่หินแล้วพากันพุ่งหมุนวนออกไป

กระบวนท่า ‘กระบี่โม่หินไตรธาตุ’ ที่ดัดแปลงขึ้นนี้มีพลังทำลายเป็นรองก็เพียงแค่กระบวนท่าที่สองของเพลงกระบี่สามเชียะเท่านั้น และถึงแม้ภายนอกมันจะดูเหมือนแผ่นโม่หินที่หนาหนัก หากความจริงแล้วกลับมีความรวดเร็วจนสุดบรรยาย

“บัดซบ!” พญาอินทรีขนทองรู้ดีว่าไม่อาจหลบหลีกได้ทัน จึงจำต้องยกกรงเล็บขึ้นต้านรับอย่างหักโหม

แต่แล้วโดยไม่คาดคิด แผ่นโม่หินไตรธาตุกลับพลิกหลบกรงเล็บมหึมาแล้วฟาดฟันผ่านขนอินทรีสีทองที่มันภาคภูมิว่ามีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับสมบัติวิเศษจนร่างที่กลางอากาศขาดสะบั้น พลังกระบี่ที่ยังไม่สิ้นสุดหมุนวนเป็นวงโค้งเข้าหาสัตว์ประหลาดขนดำโดยมิได้เชื่องช้าลงไปแม้แต่น้อย

“พี่สาม!” สัตว์อสูรขนดำหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ พี่สามของมันกลับแพ้พ่ายตกตายภายในกระบวนท่าเดียว กระทั่งกรงเล็บอินทรีทองซึ่งมีชื่อกระเดื่องเลื่องลือไปทั่วดินแดนแถบนี้ก็ยังไม่มีแม้แต่โอกาสจะสำแดงอานุภาพออกมา

ควรทราบว่าความรวดเร็ว ความแข็งแกร่ง และความแม่นยำ เป็นคุณสมบัติตามธรรมชาติของกรงเล็บอินทรีที่ช่วยให้พวกมันสามารถคร่ากุมอสรพิษอันปราดเปรียวได้ด้วยการโฉบเพียงครั้งเดียว แต่กรงเล็บของพญาอินทรีขนทองที่เป็นสัตว์อสูรระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงกลับไม่อาจคว้าจับกระบี่ของจี้หนิงเอาไว้ได้ สัตว์ประหลาดขนดำได้แต่ยอมรับว่ามันไม่เคยพบเห็นเพลงกระบี่ที่รวดเร็วถึงเพียงนี้มาก่อน

กระบี่โม่หินไตรธาตุที่จี้หนิงตีความออกมาจาก ‘เพลงกระบี่ห้าธาตุจำลอง’ นั้นยังลึกล้ำทรงพลังยิ่งกว่ากระบวนท่าแรกของเพลงกระบี่สามเชียะอีก ดังนั้นเมื่อจี้หนิงผสานกระบวนท่านี้เข้ากับกระบี่แห่งแสงของพยุหะพันกระบี่จำลอง สัตว์อสูรระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงทั่วไปจึงทำได้เพียงรามือรอรับความตายโดยไม่อาจต้านทาน

สัตว์ประหลาดขนดำตะกุยขาอันแข็งแกร่งทั้งสี่ของมันเพื่อเปลี่ยนทิศทางวิ่งจนพื้นถ้ำสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงด้วยความพยายามจะหลบหนีออกไปภายนอก เขาอันแหลมคมสะบัดออกทะลวงผนังถ้ำที่อยู่ใกล้ที่สุดจนแตกทะลุเป็นโพรงขนาดใหญ่

ทว่าพลังกระบี่โม่หินไตรธาตุกลับไล่กวดตามร่างของมันราวกับเงามัจจุราช สัตว์ประหลาดขนดำพยายามเบี่ยงตัวหลบหลีกอย่างสุดชีวิต ก่อนที่จะถูกบีบให้ต้องสะบัดเขาอันแหลมคมเข้าต้านรับพลังกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวนั้น…

ร่างใหญ่โตสีดำทะมึนพุ่งทะยานออกพ้นจากผนังถ้ำได้ในที่สุด แต่พลันเมื่อสายลมกรรโชกเข้าใส่ร่างนั้นก็แยกออกเป็นสองซีกร่วงหล่นลงสู่พื้นภูเขาจนโลหิตสาดกระจายไปทั่วบริเวณ

มู่จื่อซัวเมื่อเห็นศิษย์พี่ของมันสำแดงพลังฝีมืออันร้ายกาจออกมาก็ไม่คิดล้าหลัง มันแหงนหน้ากู่ร้องอย่างห้าวหาญดุดัน อสรพิษทมิฬทั้งสองพลันบิดไขว้เข้าหากันจนเกิดเป็นวงกลมสีดำขนาดใหญ่คล้องลงบนร่างของคชสารงาดำซึ่งสูญสิ้นความคิดต่อสู้และพยายามจะหลบหนีจากไป และทันทีที่จิตของมู่จื่อซัวกำหนดให้วงล้อมของอสรพิษทมิฬบีบรัดเข้าหากัน ร่างกายที่ใหญ่โตมโหฬารของสัตว์อสูรก็ถูกบดขยี้จนแหลกเหลวเสียชีวิตตามพี่น้องของมันไปในทันที

ถ้ำทั้งหลังสั่นสะเทือนอย่างหนักจากผลกระทบของการต่อสู้อันดุเดือดรุนแรง พื้นและผนังเริ่มปริร้าวออกเป็นเส้นสายราวกับใยแมงมุมจำนวนนับไม่ถ้วน จี้หนิงรีบกวักมือคราหนึ่งเก็บเอาซากของสัตว์ประหลาดขนดำและอินทรีขนทองกลับไป ในขณะที่มู่จื่อซัวก็ดึงดูดซากของคชสารงาดำเข้าไปในสมบัติวิเศษของตน

“ถ้ำกำลังจะถล่มแล้ว” จี้หนิงส่งเสียงร้องเตือนแล้วพุ่งกายจากไปพร้อมกับเด็กชายตัวน้อยในอ้อมแขน มู่จื่อซัวมิกล้ารอช้ารีบเหินร่างติดตามออกไปอย่างรวดเร็ว

………

“ฮาฮา ไม่ทันไรพวกเราก็ได้ซากของสัตว์อสูรครบแล้ว เหลือเพียงแค่รอคอยให้ครบกำหนดระยะเวลาสามเดือนพวกเราก็จะได้เป็นองครักษ์มังกรวรุณ” มู่จื่อซัวหัวเราะเสียงดังด้วยความลิงโลดยินดี

“ถูกแล้ว” จี้หนิงผงกศีรษะเห็นพ้อง ผลการทดสอบอานุภาพของพยุหะพันกระบี่จำลองขั้นที่เก้าด้วยกระบี่บินชุดใหม่สร้างความพึงพอใจให้แก่เขาเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน

“เจ้าหนูน้อย” มู่จื่อซัวหันไปกล่าวกับเด็กชาย “เจ้ามาจากที่ไหน? มาอยู่ที่ภูเขาลูกนี้ได้อย่างไร?”

แต่เด็กชายตัวน้อยกลับเพียงจ้องมองกลับมาที่มันด้วยแววตาอันเลื่อนลอยและคลอไปด้วยน้ำตาคู่นั้น มันคล้ายยังไม่สามารถทำใจรับความจริงตรงหน้าว่าเหตุใดตนเองจึงยังคงมีชีวิตอยู่และเหตุใดพี่ชายทั้งสองนี้จึงสามารถสังหารสัตว์อสูรอันร้ายกาจได้ราวกับขยี้มดปลวก

จนเมื่อมู่จื่อซัวถามย้ำขึ้นอีกครั้งมันจึงได้สติและชี้มือไปยังสถานที่ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป “ที่นั่น”

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่8 บทที่13: สองมนุษย์ปะทะสามสัตว์อสูร

Desolate Era เล่ม8: องครักษ์มังกรวรุณ

บทที่ 13: สองมนุษย์ปะทะสามสัตว์อสูร

พลังแห่งเทพสำนึกอันกร้าวแกร่งของจี้หนิงกวาดคลุมภูเขาทั้งลูกจนไม่มีสิ่งใดเล็ดรอดจากการรับรู้ของเขาไปได้

ศิษย์พี่จี้หนิง ผลการตรวจสอบเป็นอย่างไร?” มู่จื่อซัวที่รอคอยด้วยความตื่นเต้นอยู่ด้านข้างรีบถามขึ้นทันที

จี้หนิงเผยอรอยยิ้มอันเฉิดฉัน ไม่มีปัญหาอันใดทั้งสิ้น ภูเขาลูกนี้มีสัตว์อสูรอยู่เพียงไม่กี่ตน จากรัศมีแห่งพลังที่พวกมันแผ่ออกมา นอกจากสัตว์อสูรระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงเพียงหนึ่งตนและอีกสิบกว่าตนที่อยู่ในระดับตำหนักม่วงแล้ว ที่หลงเหลือล้วนเป็นระดับเหนือธรรมชาติและสัตว์อสูรบริวารที่ไม่คู่ควรให้ต้องกังวลสนใจ

เพียงตนเดียวเท่านั้น?” มู่จื่อซัวเบ้ปากด้วยความขัดใจ นั่นไหนเลยเพียงพอสำหรับพวกเราสองคน?”

แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ก็แสดงว่าแผนการที่เจ้าคิดออกมาถูกต้องแล้ว หลังจากนี้พวกเราก็เพียงค้นหาภูเขาที่สัตว์อสูรมีไม่มากนักและมีพลังในระดับอ่อนด้อยอีกลูกหนึ่ง จากนั้นอาศัยความแข็งแกร่งของพวกเรากวาดภูเขาทั้งลูกให้ราบเรียบไปในพริบตาแต่ไม่ว่าอย่างไร ที่นี่คือดินแดนร้างแห่งเทือกเขาจองจำ ระมัดระวังเอาไว้บ้างก็ประเสริฐ

ศิษย์พี่กล่าวถูกต้องแล้ว มู่จื่อซัวพยักหน้ารับอย่างง่ายดาย

เช่นนั้นพวกเราก็ลอบบุกขึ้นสู่ยอดเขากันเถิด

พวกมันใช่อาจวางค่ายกลกับดักป้องกันเอาไว้หรือไม่?”

ไม่ต้องกังวลไป ไม่มีเรื่องราวใดหลุดพ้นจากการตรวจสอบของเทพสำนึกไปได้ จี้หนิงตอบอย่างมั่นใจ ถึงแม้เขาจะมิได้ชำนาญในวิชาค่ายกลเทียบเท่าท่านลุงขาวซึ่งมีพรสวรรค์ติดตัวมาตามธรรมชาติของเผ่าพันธุ์ แต่ทั้งสองก็ทำการศึกษาวิชาดังกล่าวและมักปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความคิดร่วมกันอยู่เสมอ ซึ่งถึงแม้ส่วนใหญ่จะเป็นจี้หนิงที่ได้รับการชี้แนะจากท่านลุงขาว แต่ก็มีบ้างที่เขาช่วยกระตุ้นให้ท่านลุงขาวได้คิดในบางเรื่องเช่นเดียวกัน

ไป!” ทั้งสองอาศัยวิชาท่าร่างอันยอดเยี่ยมและพงหญ้าที่รกสูงเร้นกายขึ้นภูเขาไปอย่างรวดเร็ว

………

ชายร่างใหญ่ที่มีใบหน้าสีดำนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงหยก รูปลักษณ์ภายนอกของมันดูแล้วไม่แตกต่างจากผู้ฝึกตนทั่วไปแต่อย่างใด

ทันใดนั้นดวงตาทั้งสองของมันพลันลืมขึ้น ประกายแห่งพลังอันดุดันอำมหิตสาดพุ่งออกมาก่อนที่จะถูกดึงรั้งกลับไป

มันจ้องมองประตูศิลาที่อยู่ห่างออกไปก่อนจะกำหนดจิตสั่งให้เปิดออก ทันทีที่บานประตูขยับเปิด เงาร่างขนาดเล็กสายหนึ่งก็โผพุ่งเข้ามาคุกเข่าลงตรงหน้าเตียงหยก ขอแสดงความยินดีกับท่านอ๋องที่บำเพ็ญเพียรเสร็จสิ้น

ชายหน้าสีดำพ่นลมหายใจออกมาทางจมูกก่อนออกคำสั่ง จัดเตรียมสุราอาหารแล้วไปเรียกนายหญิงมาให้กับข้า

ผู้น้อยทราบแล้ว เงาร่างขนาดเล็กรับคำด้วยความนอบน้อมก่อนจะพุ่งตัวย้อนกลับออกไปอย่างรวดเร็ว

ชายหน้าดำก้าวลงจากเตียงหยกออกมานอกห้อง มันเดินตัดผ่านห้องโถงใหญ่แล้วก้าวออกจากประตูศิลาอีกบานหนึ่ง ที่ตรงนั้นเมื่อมองลงไปสามารถเห็นทัศนียภาพของเขตบึงน้ำขนาดใหญ่ซึ่งโอบล้อมถ้ำแห่งนี้เอาไว้ ดวงตาของมันปรากฏแววอำมหิตขึ้นอีกครั้ง พวกมนุษย์โง่เขลามักรวมตัวกันเพื่อเข้ามาล่าสังหารสัตว์อสูรภายในเขตแดนแห่งเทือกเขาจองจำ แต่ที่นี่คืออาณาจักรของพวกเราสัตว์อสูร ข้าจะไม่ปล่อยให้มนุษย์หน้าไหนที่บังอาจผ่านเข้ามารอดชีวิตกลับไปได้โดยเด็ดขาด

สัตว์อสูรนั้นมีความแข็งแกร่งตามธรรมชาติ แต่โลกใบนี้กลับเป็นดินแดนที่ปกครองโดยจักรวรรดิเซี่ยของฝ่ายมนุษย์ หากมิใช่ว่าสัตว์อสูรที่ทรงพลังสูงส่งบางตัวยินยอมเข้ารับตำแหน่งภายในจักรวรรดิด้วยเงื่อนไขแลกเปลี่ยนบางประการ พวกมันคงถูกกวาดล้างจนสูญพันธุ์ไปเนิ่นนานแล้ว

แต่ไม่ว่าในระดับบนจะมีเงื่อนไขสัญญาอย่างไร ในโลกแห่งความเป็นจริงทั้งมนุษย์และสัตว์อสูรต่างเพาะสร้างความแค้นที่ยากจะคลี่คลายขึ้นเป็นเงื่อนตาย ดินแดนร้างแห่งเทือกเขาจองจำก็เป็นเช่นเดียวกัน ทั่วทั้งอาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาลบังเกิดการปะทะกันระหว่างมนุษย์และสัตว์อสูรอยู่มิได้ขาด

เมื่อสามสิบปีก่อน สมบัติวิเศษและแก่นธาตุหลอมเหลวที่ข้าได้รับจากการสังหารเจ้ามนุษย์ผู้นั้นช่วยให้ข้าสามารถย่นระยะเวลาที่ใช้ในการบำเพ็ญเพียรไปได้ถึงสองร้อยปี ชายหน้าดำหวนรำลึกด้วยความพึงพอใจ ข้าแทบไม่อาจทนรอเวลาที่จะได้เข่นฆ่าและกวาดสมบัติจากเจ้ามนุษย์หน้าโง่พวกนั้นอีกครั้ง

เหล่าสัตว์อสูรผู้ตั้งตนเป็นใหญ่และสร้างอาณาจักรของตนเองขึ้นล้วนลอบวางค่ายกลและกับดักเอาไว้รอบดินแดนของตน หากแม้นผู้ฝึกตนบังเอิญพลัดหลงเข้าไปก็ไม่ต่างจากยื่นส่งชีวิตตัวเองเข้าสู่อุ้งหัตถ์ของพญามัจจุราช

ท่านอ๋องเสียงนุ่มนวลทรงเสน่ห์ที่ดังขึ้นดึงมันกลับจากห้วงแห่งความคิด ชายหน้าดำหันกลับไปและพบกับสตรีผู้งดงามราวกับปีศาจในเครื่องแต่งกายชุดสีเขียว มือเรียวงามคู่นั้นยกประคองถาดหยกอันวิจิตรที่จัดวางป้านและจอกสุราอันล้ำค่าเอาไว้

ฮูหยิน ชายหน้าดำเผยอรอยยิ้มขึ้น

ท่านอ๋องกักตนฝึกฝีมือเป็นเวลาถึงหลายเดือน เมื่อทราบว่าท่านฝึกสำเร็จข้าจึงนำ สุราเซียนวิญญาณจันทราที่ปรุงกลั่นด้วยตนเองมาให้

สตรีชุดเขียวนางนี้เป็นสัตว์อสูรระดับตำหนักม่วง ในขณะที่ชายหน้าดำเป็นสัตว์อสูรระดับหมื่นดาราร่วมสำแดง สัตว์อสูรทั้งสองก็เป็นเช่นสัตว์อสูรตนอื่นที่เมื่อบำเพ็ญตนจนถึงระดับเหนือธรรมชาติก็ได้ครอบครองสติปัญญาที่เทียบเท่ากับมนุษย์ พวกมันบางตนจึงนิยมจับคู่กันเพื่อแสวงหาความสุขและผ่านช่วงเวลาอันเงียบเหงายาวนานของการบำเพ็ญเพียร

ในห้องโถงใหญ่โต๊ะอาหารอันโอชะถูกจัดตั้งขึ้น ชายหน้าดำคว้าเอาเนื้อชิ้นโตขึ้นขบเคี้ยวก่อนจะขมวดคิ้วแล้วตวาดสั่งต่อเหล่าสมุนบริวารที่ด้านนอก รีบออกไปยังสถานปศุสัตว์ที่เลี้ยงเหล่ามนุษย์เอาไว้ แล้วคัดเอาเนื้อที่นุ่มละมุนกว่านี้มาให้ข้า!”

ทราบแล้ว เสียงตอบรับดังขึ้นในทันที

พวกมนุษย์บัดซบโดยเฉพาะพวกผู้ฝึกตนนิยมกินเนื้อของสัตว์อสูรเป็นอาหาร ทั้งยังฝึกปรือเคล็ดวิชาสำหรับสร้างพันธะกดขี่ให้เผ่าพันธุ์ของเราต้องตกเป็นทาส ชายหน้าดำแค่นเสียงด้วยความเคียดแค้น ข้าจะทำให้พวกมันรับรู้ว่าพวกเราก็กินพวกมันได้ และเมื่อพวกมันกดขี่พวกเราเป็น สัตว์อสูรรับใช้ ได้ ข้าก็จะหาวิธีจัดสร้าง ทาสมนุษย์รับใช้ขึ้นเช่นกัน!”

สตรีชุดเขียวเติมสุราใส่จอกของมัน เรียนท่านอ๋อง ข้าได้ยินมาว่าที่โลกมิติอื่นของไตรภูมิภายนอกจักรวรรดิเซี่ย ยังมีสัตว์อสูรอันทรงพลังที่สามารถสร้างพันธะบังคับพวกมนุษย์ให้เป็น ทาสมนุษย์รับใช้ได้จริงๆ เพียงแต่เมื่ออาณาจักรเซี่ยของฝ่ายมนุษย์ปกครองโลกใบนี้ พวกมันจึงไม่ยินยอมปล่อยให้เคล็ดวิชาดังกล่าวแพร่หลายออกไป

ที่แท้เคล็ดวิชาจัดสร้างทาสมนุษย์กลับมีอยู่จริง?”

ข้าเพียงเคยได้ยินจากตำนานที่เล่าขานต่อกันมาเท่านั้น สตรีชุดเขียวส่ายศีรษะ สาวกตำหนักม่วงอันต่ำต้อยเช่นข้าไหนเลยพิสูจน์ยืนยันเรื่องเช่นนี้ได้?”

ชายหน้าดำแค่นเสียงคำรามอย่างเย็นชา วันใดที่ข้าบรรลุถึงระดับผู้อมตะ ข้าจะบัดซบ!” มันพลันผุดลุกยืน ฝ่ามือมหึมาตบฟาดลงจนโต๊ะอาหารกลับกลายเป็นฝุ่นผงในพริบตา

ท่านอ๋อง?” สตรีงามชุดสีเขียวอุทานด้วยความตื่นตกใจ ในขณะที่ใบหน้าสีดำของชายร่างใหญ่แปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยว มันตวาดก้องด้วยโทสะ ในเมื่อกล้าบุกเข้ามา ไยจึงต้องซุกหัวหดหางปกปิดร่องรอยอีก?”

เรียนท่านอ๋อง พวกเรานำตัวเด็กมนุษย์อันโอชะมาให้ท่าน โอย!” สุ้มเสียงรายงานพลันกลับกลายเป็นเสียงร้องคร่ำครวญด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้าย

สตรีชุดเขียวบัดนี้ทราบแล้วว่าเกิดเรื่องผิดปกติขึ้นในเขตถ้ำของพวกตน นางรีบสอบถามด้วยความหวั่นกังวล ท่านอ๋องเกิดเรื่องอันใดขึ้น? มียอดฝีมือฝ่ายมนุษย์บุกเข้ามาเช่นนั้นหรือ? พวกมันผ่านค่ายกลและกับดักของเรามาได้อย่างไร?”

ชายหน้าดำขบกรามจนแทบแหลกสลาย ดวงตาจับจ้องผ่านช่องประตูออกไปเบื้องนอก พวกมันคงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายคูประตูกล มันไหนเลยทราบว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับจี้หนิงซึ่งอาศัยเทพสำนึกในการเล็ดลอดผ่านค่ายกลอันแน่นหนาเข้ามาอย่างง่ายดาย จวบจนเมื่ออีกฝ่ายบุกเข้ามาจนใกล้ถึงตัวมันค่อยรับรู้ได้

อย่าได้ร้องไห้ ไม่ต้องร้องแล้วอีกครู่เดียวพี่ใหญ่ทั้งสองจะจะช่วยเจ้าสังหารพวกสัตว์อสูรให้หมดสิ้น เงาร่างมนุษย์สามสายเดินเข้ามาภายในห้อง ที่นำอยู่เบื้องหน้าคือชายหนุ่มในชุดขนสัตว์สีขาว ส่วนที่ตามหลังคือชายหนุ่มในชุดยาวสีขาวที่กำลังปลอบโยนเด็กชายวัยเยาว์ที่มีเพียงใบไม้ปกปิดร่างกาย

เด็กชายแม้เดินตามมาอย่างว่าง่ายหากยังไม่ยอมหยุดแผดเสียงร่ำไห้ ภาพของสัตว์อสูรที่ถูกสับสังหารได้สร้างความตื่นตกใจให้กับมันอย่างรุนแรง

มู่จื่อซัวชี้นิ้วไปยังชายหน้าดำด้วยโทสะ อสูรร้าย วันนี้จะเป็นวันตายของเจ้า!”

ฮาฮา ข้ากำลังกลุ้มใจว่าจะไปเสาะหาผู้ฝึกตนชาวมนุษย์จากที่ใดมาสังเวยคมดาบ พวกเจ้ากลับพาตัวเข้ามาจนถึงที่ วันนี้จะเป็นวันตายของพวกเจ้าต่างหาก ดาบใหญ่สองเล่มพลันปรากฏขึ้นในมือชายหน้าดำ มันตวาดเสียงกราดเกรี้ยว ตาย!”

ที่เหนือห้องโถงใหญ่ ทะเลดวงดาวอันสุกสว่างพลันฉายแสงลงมา ที่ใจกลางหมู่ดาวเหล่านั้นยังแขวนไว้ด้วยจันทราอันเจิดจรัสดวงหนึ่ง

ท่ามกลางเสียงตวาดดังกึกก้องและประกายดาบอันดุร้ายของชายหน้าดำ มู่จื่อซัวกลับชิงเป็นฝ่ายพุ่งกายสวนเข้าหาดาบใหญ่ทั้งสอง ศิษย์พี่จี้หนิง ปล่อยอสูรร้ายตนนี้ให้ข้าจัดการเอง

ความสุขุมเยือกเย็นของเด็กหนุ่มยังเป็นรองจี้หนิงอยู่มากนัก เมื่อมันได้ทราบว่าเด็กชายตัวน้อยถูกนำมาเพื่อเป็นอาหารของสัตว์อสูร ก็บังเกิดโทสะขึ้นอย่างรุนแรง

ตกลง จี้หนิงเปล่งเสียงรับคำหากยืนคุมเชิงอย่างมั่นคง เตรียมพร้อมที่จะลงมือได้ทุกเมื่อ

ในเสียงกู่ด้วยโทสะของมู่จื่อซัว เหนือศีรษะของมันก็ปรากฏทะเลดาราอันสุกสว่างขึ้น ท่ามกลางหมื่นดาราที่พราวแสง สุริยันและจันทราล้วนร่วมสำแดงรัศมีสาดส่องลงมา

ภาพที่เห็นสร้างความตื่นตะลึงให้แก่ชายหน้าดำอย่างรุนแรง เพราะนี่เป็นปรากฏการณ์ระดับสูงสุดที่ยอดฝีมือระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงจะพึงมี มันทราบได้ในทันทีว่าคู่มือที่เผชิญในวันนี้จะต้องมีความเป็นมาอันใหญ่หลวง

มู่จื่อซัวกัดฟันรวบรวมพลัง ลำแสงสีดำพลันรวมตัวกันขึ้นในมือทั้งสองข้างของมันก่อนที่จะสาดพุ่งออกไปและกลายสภาพเป็นอสรพิษสีดำขนาดใหญ่สองตัว

เมื่อปรากฏการณ์หมื่นดาราของทั้งสองฝ่ายพุ่งเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง ชายหน้าดำก็ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด

อสรพิษทมิฬทั้งสองพุ่งเข้าโรมรันพันตูกับดาบใหญ่สองเล่มของชายหน้าดำที่กลางอากาศ ปลายพลังจากการปะทะส่งผลให้สตรีชุดเขียวหวาดหวั่นจนบังเกิดความคิดหลบหนี นางพลันคืนร่างกลับเป็นจิ้งจอกขาวตัวใหญ่และตระเตรียมหนีเอาชีวิตรอด ทว่ามู่จื่อซัวที่บัดนี้เพลิงอำมหิตกำลังลุกฮือโหมไหนเลยยินยอม หนึ่งในสองอสรพิษทมิฬพลันกวาดหางอันยาวเหยียดของมันเข้าใส่อสูรจิ้งจอกขาวและบดขยี้ร่างของนางจนกลับกลายเป็นเลือดเนื้อเลอะเลือน

ถึงตอนนี้แม้แต่จี้หนิงที่ชมดูอยู่ด้านข้างยังต้องลอบผงกศีรษะชมเชย สมแล้วที่ถูกยกย่องในฐานะของยอดอัจฉริยะที่สามารถผ่านการทดสอบเข้าสู่สำนักเซียนขาวดำได้ตั้งแต่ตอนที่มีอายุเพียงสิบสี่ปี

ซึ่งความจริงมู่จื่อซัวนับเป็นยอดอัจฉริยะผู้หนึ่งโดยมิต้องสงสัย ทั้งการที่มันสามารถผ่านการทดสอบด้วยวัยเพียงแค่สิบสี่ปีและการที่มันสามารถนั่งตีความแผนภาพโม่หินขาวดำเป็นระยะเวลาอันยาวนานนับเป็นข้อพิสูจน์ที่เด่นชัด หากมิใช่บังเอิญว่าผู้ที่ผ่านการทดสอบเข้ามาพร้อมกับมันคือจี้หนิง และหากมิใช่ว่าเต๋าแห่งการประดิษฐ์ของมันเดินในวิถีที่แตกต่างจนยากที่ศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นจะเข้าใจ ชื่อเสียงของมันคงโด่งดังยิ่งกว่านี้

ช้าก่อน!” ชายหน้าดำพลันร้องตะโกนออกมา มันเคยประมือและสังหารยอดฝีมือมนุษย์ผู้เป็นปรมาจารย์หมื่นสำแดงมาแล้วไม่น้อย แต่เด็กหนุ่มร่างแบบบางผู้นี้กลับแข็งแกร่งเกินความคาดหมายของมัน นอกจากนี้สัญชาตญาณบอกต่อมันว่าชายหนุ่มชุดขนสัตว์ที่เฝ้าคุมเชิงอยู่ด้านข้างยังอันตรายและยากตอแยยิ่งกว่าเด็กหนุ่มผู้นี้อีก

สำนึกเสียใจตอนนี้ก็สายไปแล้ว มู่จื่อซัวตะคอกสวนกลับไป พลังและความเร็วของการลงมือมิได้ลดลงแม้แต่น้อย

ทำไมพวกมันจึงยังมาไม่ถึงอีก?” ชายหน้าดำยังคงลังเลที่จะคืนสู่ร่างเดิมของมันเพื่อระเบิดพลังที่แท้จริงและต่อสู้ในขั้นแตกหัก มันยังคงหลงเหลือแผนการอื่นอยู่อีกจึงเพียงพยายามต่อสู้เพื่อถ่วงเวลาออกไปเท่านั้น

ข้าได้บีบทำลายหยกประดับอันเป็นสัญญาณภัยไปแล้ว ด้วยระดับความเร็วของน้องสามกับน้องห้าที่พำนักอยู่อยู่ใกล้ที่สุด พวกมันสมควรรุดมาถึงแล้ว…” ทันใดนั้นใบหน้าสีดำของมันก็ปรากฏแววแห่งความหวังขึ้นมา

ถึงแม้ค่ายกลซึ่งมันวางไว้รอบอาณาเขตจะมิอาจตรวจจับร่องรอยของมนุษย์ผู้บุกรุกทั้งสอง แต่บัดนี้มันสามารถรับรู้ได้ถึงการมาของพี่น้องทั้งสองของมันแล้ว

คอยดูไปเถอะ เมื่อน้องสามและน้องห้าลอบผสานการจู่โจมร่วมกับข้าพวกเจ้าทั้งสองจะต้องตกตายอย่างน่าอนาถ มันครุ่นคิดอยู่ในใจขณะที่พยายามรับมือการโจมตีอันหนักหน่วงของมู่จื่อซัว

ในขณะเดียวกัน สีหน้าของจี้หนิงที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังของมู่จื่อซัวก็พลันเปลี่ยนแปลง เขาแค่นเสียงอย่างเย็นชาแล้วกล่าวว่า ที่แท้อสูรเฒ่าเจ้าถือดีเพราะมีกำลังหนุน

หัวใจของชายหน้าดำสั่นกระตุกอย่างรุนแรง ชายหนุ่มชุดขนสัตว์ล่วงรู้ได้อย่างไร? เป็นไปได้หรือไม่ว่าพวกมนุษย์เองก็ลอบวางค่ายกลเอาไว้ในบริเวณนี้เช่นเดียวกัน?

มันไม่กล้าทอดถ่วงเวลาหรือขบคิดมากความอีกต่อไป ชายหน้าดำตวาดเสียงดังกึกก้อง น้องสาม น้องห้า พวกเราร่วมมือกันเร่งกำจัดเจ้ามนุษย์ทั้งสองนี้ในคราเดียว!”

มู่จื่อซัวหาได้หวั่นเกรงไม่ มันส่งเสียงกู่ร้องอย่างห้าวหาญ ยังมีอีกสองตน? ประเสริฐ! ข้ากำลังตำหนิว่าศีรษะของพวกเจ้ามีไม่พอให้ตัดอยู่พอดี!”

จี้หนิงจ้องมองไปที่ประตูทางเข้า สองตาสาดประกายกระบี่อันคมกล้าสุดเปรียบปานออกมา

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

 

เล่มที่8 บทที่12: แรกเยือนกราย

Desolate Era เล่ม8: องครักษ์มังกรวรุณ

บทที่ 12: แรกเยือนกราย

จี้หนิงรับรู้ได้ถึงกระแสคลื่นที่พัดผ่านรอบกาย นี่เป็นความรู้สึกเฉกเช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่ถูกส่งจากทะเลสาบอสรพิษเหินหาวเข้าสู่นิเวศน์ใต้วารี

เมื่อวิสัยทัศน์กลับคืนสู่สภาพปกติ เขาก็พบว่ามู่จื่อซัวและบุคคลอื่นยังคงยืนอยู่ในตำแหน่งและรูปแบบเดียวกับเมื่อตอนก่อนที่อุปกรณ์จะเริ่มทำงาน

พวกเรามาถึงแล้ว? รวดเร็วถึงเพียงนี้?” มู่จื่อซัวส่งเสียงอุทานด้วยความตื่นเต้น

จี้หนิงเองก็เริ่มต้นมองสำรวจไปโดยรอบ พวกเขายืนอยู่ในอุปกรณ์เคลื่อนย้ายสถานที่ซึ่งสูงประมาณสามร้อยเมตรซึ่งดูเล็กกว่าที่เทือกเขามังกรชาดอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อมองออกไปภายนอกก็สามารถสังเกตเห็นท้องทุ่ง ภูเขา และทะเลสาบ ที่ทอดตัวไปไกลสุดสายตา

สองล้านกิโลเมตรในพริบตา จี้หนิงแม้รับรู้อยู่ก่อน แต่เมื่อได้ประสบด้วยตนเองก็ยังอดทอดถอนใจด้วยความรู้สึกทึ่งมิได้ ได้ยินมาว่าผู้อมตะบางคนก็สามารถเคลื่อนร่างไปไกลนับล้านกิโลเมตรอย่างง่ายดาย มิทราบว่าวันใดที่ข้าจะทำเช่นนั้นได้บ้าง…

พวกเจ้าทั้งหมดรีบมารวมกันทางด้านนี้ ชายชราที่แต่งกายอย่างเรียบง่ายสองคนกวักมือเรียกเหล่าผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ที่ยังยืนนิ่งตะลึงอยู่ภายในอุปกรณ์เคลื่อนย้ายสถานที่

จงตั้งใจฟังให้ดี ชายชราเจ้าของเรือนผมสีขาวโพลนและเรือนร่างอวบอ้วนตวาดเสียงดัง ที่นี่คือดินแดนร้างแห่งเทือกเขาจองจำ และสถานที่แห่งเดียวซึ่งสามารถรับรองความปลอดภัยของพวกเจ้าได้ก็คือภายในอาณาเขตคุ้มครองขององครักษ์มังกรวรุณบนยอดเขาแห่งนี้เท่านั้น

จี้หนิงและมู่จื่อซัวกวาดตามองไปรอบด้านด้วยความระมัดระวัง พวกเขาพบว่าบนยอดเขาอันเป็นที่ตั้งของอุปกรณ์เคลื่อนย้ายสถานที่แห่งนี้ยังมีบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างกระจายอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย คาดว่าคงเป็นขององครักษ์มังกรวรุณซึ่งประจำการอยู่บนยอดเขาแห่งนี้เอง

สิ่งที่พวกเจ้าต้องจดจำเอาไว้เป็นเรื่องแรกก็คือ ก่อนที่จะครบกำหนดสามเดือน ห้ามมิให้เข้ามาหลบภัยบนยอดเขาแห่งนี้โดยเด็ดขาด ผู้ที่ฝ่าฝืนจะถูกปรับให้ออกจากการทดสอบ ชายชราร่างอ้วนกล่าวโดยไม่อ้อมค้อม เรื่องที่สอง ระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ภายในเทือกเขาจองจำ ห้ามมิให้หยุดยั้งในที่ใดที่หนึ่งนานจนเกินไป เนื่องจากที่แห่งนี้มีสัตว์อสูรอาศัยอยู่มากกว่ามนุษย์หลายเท่า และพวกมันต่างก็มีความชำนาญในสภาพภูมิประเทศเป็นอย่างดี หากอาศัยอยู่ในที่แห่งหนึ่งเป็นเวลานานจนถูกล่วงรู้เข้า พวกมันจะรวมกำลังกันเข้าปิดล้อมและบดขยี้จนกว่าพวกเจ้าจะตกตายหมดสิ้น

จี้หนิงและเหล่าผู้ฝึกตนต่างตั้งสติจดจำข้อความอันสำคัญยิ่งเหล่านี้จนขึ้นใจ

เรื่องที่สาม ถึงแม้สัตว์อสูรจะร้ายกาจถึงเพียงไหนก็ตาม สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าพวกมันก็คือตัวเทือกเขาจองจำเอง ด้วยระดับพลังฝีมือของพวกเจ้าในตอนนี้ หากถูกดึงดูดเข้าไปในช่องว่างของมิติที่แตกสลายย่อมต้องตกตายโดยไร้หนทางรอด

เรื่องที่สี่ นอกจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวบนท้องฟ้าแล้ว ห้ามมิให้ใช้สิ่งอื่นใดเป็นเครื่องกำหนดทิศทางโดยเด็ดขาด มิเช่นนั้นพวกเจ้าจะหลงติดอยู่ภายในเทือกเขาแห่งนี้ไปตลอดกาล

ตอนนี้เรื่องที่ต้องบอกข้าก็ได้บอกไปจนหมดสิ้นแล้ว หวังว่าอีกสามเดือนข้างหน้าข้าจะได้เห็นพวกเจ้ารอดชีวิตกลับมาที่นี่อีกครั้ง ชายชราร่างอ้วนกล่าวปิดท้าย

ชายชราร่างผอมเองก็เปิดปากกล่าววาจาในที่สุด หากเผชิญกับอันตรายที่ไม่อาจรับมือได้ก็จงกลับมาที่นี่ ถึงแม้จะถูกปรับให้ออกจากการทดสอบแต่อย่างน้อยก็ยังสามารถมีชีวิตรอดต่อไป

พวกเจ้าไปได้แล้ว!” ชายชราทั้งสองประกาศก้องและโบกมือให้สัญญาณ

ผู้ฝึกตนทั้งหนึ่งร้อยคนต่างทยอยเหาะเหินออกจากยอดเขา บ้างออกเดินทางเพียงผู้เดียว บ้างรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน

ศิษย์พี่จี้หนิง พวกเราสมควรไปในทิศทางใด?” มู่จื่อซัวหันกลับมาสอบถาม

ทิศทางใดก็เป็นเช่นเดียวกัน… จี้หนิงกล่าวพลางกวาดสายตามองไปโดยรอบก่อนจะชี้มือไปทางทิศเหนือ ทางด้านนั้นมีเทือกเขาใหญ่น้อยมากมาย พวกเราไปทางนั้นก็แล้วกัน

ตกลง มู่จื่อซัวพยักหน้าแล้วเรียกเอาเรือหัวมังกรออกมา

เมื่อทั้งสองขึ้นโดยสารบนเรือ มู่จื่อซัวก็ปรับขนาดของมันจนมีความยาวประมาณสามสิบเมตรซึ่งเป็นขนาดที่จะไม่สะดุดตาบรรดาสัตว์อสูรจนเกินไป

………

เมื่อเหล่าผู้ฝึกตนจากไปจนหมดสิ้นแล้ว สีหน้าและแววตาของชายชราทั้งสองค่อยคลายความเคร่งขรึมดุดันลง ชายชราร่างผอมทอดถอนใจแล้วกล่าวว่า เหล่าผู้เยาว์ช่างน่าอิจฉานัก พวกมันแต่ละคนล้วนเต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตและความคาดหวังต่ออนาคตข้างหน้า ถึงสุดท้ายจะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ยังมีหนทางอีกยาวไกลรอคอยให้พวกมันไปท้าทายได้ใหม่… สำหรับพวกเราคงไม่มีโอกาสเช่นนั้นแล้ว

ถึงอย่างไรพวกเราก็มีชีวิตมาก่อนพวกมันหลายร้อยปี ชายชราร่างอ้วนเปล่งเสียงหัวเราะ

ชายชราร่างผอมหันไปจ้องมองยังที่ไกลตาก่อนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ไม่ทราบว่าการทดสอบครั้งนี้จะมีผู้รอดชีวิตกลับมาได้สักกี่คน

กลับมาได้ถึงครึ่งหนึ่งก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว ชายชราร่างอ้วนกล่าวตอบ ไม่ว่าอย่างไรนี่เป็นหนทางชีวิตที่พวกมันเลือกเอง หากสามารถรอดชีวิตกลับมาและได้เข้าสังกัดองครักษ์มังกรวรุณ สิ่งที่รอคอยพวกมันอยู่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ ทั้งสิทธิ์ในการเข้าถึงยอดวิชา สมบัติวิเศษ และอำนาจวาสนา…

………

บนเรือหัวมังกรที่แล่นฝ่าหมู่เมฆบนท้องฟ้า

ท่ามกลางดินแดนอันรกร้างแห่งนี้ หมู่เมฆอันหนาทึบกลับเป็นสถานที่อันปลอดภัยแห่งหนึ่ง มู่จื่อซัวที่ยืนถือหางเสือเรือกล่าวขึ้น

จี้หนิงพยักหน้าเห็นด้วยกับมัน ไม่ว่าอย่างไรก็อย่าได้ประมาท หากรับรู้ถึงกระแสมิติที่บิดเบี้ยวให้รีบหลบหลีกทันที

ถูกแล้ว ตอนนี้พวกเราเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้าก็เพราะเหตุนี้เอง

มู่จื่อซัวจ้องมองผ่านม่านเมฆลงไปบนพื้นดิน บนยอดเขาที่สูงตระหง่านเสียดฟ้ากลับปรากฏร่องรอยของสัตว์อสูรจำนวนมากเคลื่อนไหวราวกับกองทัพ

ศิษย์พี่จี้หนิงดูนั่น บนยอดเขาลูกนั้นสมควรมีสัตว์อสูรระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงรวมอยู่ด้วย

เท่าที่ข้าทราบ พวกสัตว์อสูรที่ทรงพลังมักยึดครองยอดเขาสูงแล้วตั้งตัวเป็นอ๋อง จี้หนิงกล่าวตอบ สัตว์อสูรระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงในเทือกเขาจองจำนั้นมีมากมายจนนับไม่ถ้วน ยังดีที่สัตว์อสูรระดับจักรวาลแรกกำเนิดนั้นมีอยู่ไม่มากนัก

มู่จื่อซัวผงกศีรษะรับ

ซึ่งความจริงโอกาสที่จะได้พบสัตว์อสูรระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงออกเดินทางร่อนเร่กลับมีไม่มากนัก ดังนั้นพวกเราสมควรมุ่งเป้าไปยังสัตว์อสูรที่ตั้งตัวเป็นอ๋องเหล่านี้ จี้หนิงกล่าวต่อไป แต่ปัญหาก็คือหากทำได้เพียงมองจากระยะอันห่างไกล พวกเราย่อมไม่อาจแยกแยะว่าพวกมันทรงพลังถึงเพียงไหน หากโชคร้ายก็อาจวิ่งเปะปะเข้าสู่เงื้อมมือของสัตว์อสูรระดับจักรวาลแรกกำเนิดได้เช่นกัน

เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเราสมควรทำอย่างไร?” มู่จื่อซัวเอ่ยถามขึ้นทันที

แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไร?” จี้หนิงมีคำตอบอยู่ในใจตั้งแต่แรก หากยังคงแกล้งถามกลับไป

ซึ่งความจริงหนทางกลับมีอยู่ไม่น้อย… มู่จื่อซัวขมวดคิ้วกล่าวอย่างครุ่นคิด ประการแรก พวกเราอาจลอบติดตามผู้ฝึกตนกลุ่มอื่นไปก่อน จากนั้นพอพวกมันเริ่มลงมือพวกเราก็ทำการตรวจสอบ เมื่อใดที่ยืนยันว่าเป้าหมายเป็นเพียงสัตว์อสูรระดับหมื่นดาราร่วมสำแดง พวกเราค่อยชิงลงมือตัดหน้าพวกมัน…

ไม่เลว จี้หนิงส่งเสียงชมเชยให้กำลังใจคำหนึ่ง

มู่จื่อซัวกล่าวต่อไปว่า ประการที่สอง พวกเราเลือกลงมือต่อภูเขาที่สัตว์อสูรบริวารล้วนเป็นพวกอ่อนด้อย ข้าเชื่อมั่นเก้าในสิบส่วนว่าอ๋องของพวกมันจะอยู่ในระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงเป็นอย่างมาก

ยังมีประการที่สามหรือไม่?” จี้หนิงพยายามกระตุ้นให้มันใช้ความคิด

ดวงตาของมู่จื่อซัวเป็นประกายเมื่อนึกถึงหนทางใหม่ขึ้นมาได้ ท่านอาจารย์เมื่อกล่าวตักเตือนให้พวกเราระวังตัวจากบรรดาผู้ฝึกตนด้วยกัน ย่อมแสดงว่าเป็นเรื่องปกติของการทดสอบที่ผู้เข้าร่วมจะรวมตัวเป็นกลุ่มเพื่อจู่โจมสังหารกันเอง เมื่อเป็นเช่นนั้นขอเพียงพวกเราวางแผนรับมืออยู่ก่อน ก็จะเป็นฝ่ายสังหารและแย่งชิงสมบัติของพวกมันมาแทน ข้าไม่เชื่อว่าในบรรดาผู้ที่กล้าลงมือต่อพวกเราจะไม่มีผู้ใดที่ครอบครองซากของสัตว์อสูรหมื่นดาราร่วมสำแดงอยู่เลย…

แต่ข้ารู้ดีว่าในทางเลือกทั้งสามประการล้วนมีจุดอ่อนช่องว่างของมันอยู่ ดังนั้นข้าจึงไม่อาจตัดสินใจเลือกให้ชัดเจนลงไปได้ มันกล่าวด้วยความรู้สึกท้อแท้อยู่บ้าง ถึงอย่างไรยังมีเวลาอีกสามเดือน ระหว่างนั้นพวกเราอาจคิดหาหนทางที่ดีกว่านี้ได้

จี้หนิงหัวเราะออกมา วิธีที่เจ้าคิดออกมาล้วนไม่เลว แต่ข้ามีทางเลือกที่ง่ายดายยิ่งกว่านั้น

ท่านรีบบอกออกมา มู่จื่อซัวหันกลับมาสอบถามทันที

ค้นหาภูเขาลูกไม่ใหญ่นักที่สัตว์อสูรบริวารล้วนอ่อนด้อย…

นั่นมิใช่ความคิดของข้าหรอกหรือ?” มู่จื่อซัวแย้งขึ้นทันที

หลังจากที่พบแล้ว… ข้าจะตรวจสอบมันด้วยพลังแห่งเทพสำนึก!” จี้หนิงหัวเราะเสียงดังด้วยความสบอารมณ์ หากไม่มีสัตว์อสูรตนใดบนเขาลูกนั้นที่สามารถตรวจจับพลังเทพสำนึกของข้าได้ ย่อมแสดงว่าระดับฝีมือของพวกมันไม่เกินหมื่นดาราร่วมสำแดง แต่หากว่ามี ก็หมายความว่ามันเป็นสัตว์อสูรระดับจักรวาลแรกกำเนิด และเมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเราก็ยังมีเวลาเพียงพอที่จะรีบหลบหนีไปให้ไกล

เทพสำนึก!? พลังแห่งจิตของศิษย์พี่กลับอยู่ในระดับเทพสำนึก?” มู่จื่อซัวแตกตื่นจนกระโดดปราดเข้ามา เมื่อครั้งที่ท่านสำแดงฝีมือโค่นล้มศิษย์พี่จำนวนมากในตำหนักวิพากษ์เต๋าก็มีผู้คาดเดาว่าท่านสำเร็จพลังระดับเทพสำนึก ยังมีบ้างที่กล่าวเลยเถิดไปถึงว่าท่านเป็นผู้อมตะที่กลับชาติมาเกิด… ที่แท้คำพูดเหล่านั้นกลับมิใช่ข่าวลือทั้งสิ้น ท่านบรรลุพลังระดับเทพสำนึกแล้วจริงๆ ตลอดสามปีที่ผ่านมาท่านกลับไม่เคยปริปากบอกข้ามาก่อน!”

ก็เจ้าไม่เคยเอ่ยถาม จี้หนิงยิ้มให้กับมันอย่างผู้ที่เหนือกว่า

แล้วท่านใช่ผู้อมตะที่กลับชาติมาเกิดหรือไม่?” ดวงตาของมู่จื่อซัวเจิดจ้าด้วยความคาดหวัง ข้าทราบมาว่าความทรงจำของบุคคลเหล่านั้นจะทยอยกลับคืนมาเมื่อเวลาผ่านไป

ไม่ทราบได้… แต่อย่างน้อยจนถึงบัดนี้ ยังไม่มีความทรงจำอันใดที่หวนกลับคืนมา จี้หนิงส่ายหน้าปฏิเสธ แน่นอนเขาย่อมมิใช่ผู้อมตะที่กลับชาติมาเกิด แต่เขาก็ไม่ต้องการเปิดเผยความจริงออกไปเช่นกัน

มู่จื่อซัวพยักหน้ารับรู้ มันกล่าวต่อด้วยความตื่นเต้น แค่นี้ก็ประเสริฐยิ่งแล้ว บททดสอบเข้าสู่หน่วยองครักษ์มังกรวรุณอาจลำบากยากเย็นสำหรับผู้อื่น แต่สำหรับกับท่านย่อมไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด

หากกระทั่งผู้ที่ครอบครองพลังระดับเทพสำนึกก็ยังไม่อาจเข้าสังกัดองครักษ์มังกรวรุณได้ นั่นจึงเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดอย่างแท้จริง จี้หนิงกล่าวพร้อมกับหัวเราะออกมา

มู่จื่อซัวเผยอยิ้มกว้าง เช่นนั้นในการทดสอบครั้งนี้ ผู้น้องต้องขอพึ่งพาท่านพี่ให้มากแล้ว

คนทั้งคู่ต่างระเบิดเสียงหัวเราะขึ้นก่อนที่จะเริ่มต้นออกค้นหาภูเขาที่จะใช้เป็นเป้าหมายต่อไป

………

เพียงหนึ่งชั่วโมงต่อมาจี้หนิงและมู่จื่อซัวก็ยืนหยัดอยู่บนพื้นที่อันรกร้างแห่งหนึ่ง ที่เบื้องหน้าของพวกเขาคือภูเขาสูงตระหง่าน สายตาอันเฉียบคมของคนทั้งสองสามารถมองเห็นสัตว์อสูรจำนวนไม่น้อยเคลื่อนไหวอยู่บนนั้น

เริ่มต้นจากภูเขาลูกนี้ก็แล้วกัน จี้หนิงกล่าวขึ้น

ตกลง มู่จื่อซัวขานรับ ผนึกแห่งเต๋าถูกเรียกออกมาตระเตรียมไว้ในมือ

คนทั้งสองล้วนมีวิชาท่าร่างอันล้ำเลิศ แต่ยังคงตระเตรียมใช้ผนึกแห่งเต๋าเพื่อเพิ่มความเร็วในการหลบหนีขึ้นไปอีก นั่นก็เพื่อให้แน่ใจว่าพวกตนจะสามารถหลุดพ้นจากรัศมีการสืบค้นของเทพสำนึกที่ศัตรูระดับจักรวาลแรกกำเนิดอาจใช้ออกเป็นการโต้ตอบ

ทันใดนั้นพลังอันไร้รูปลักษณ์ของเทพสำนึกพลันแผ่พุ่งออกจากร่างของจี้หนิงเข้าครอบคลุมภูเขาทั้งลูกเอาไว้

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/