ลักษณะพิเศษ

บอกกล่าว

de-cover

บอกกล่าว:

– งานแปลเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงส่วนบุคคลและเพื่อแบ่งปันความสุขให้กับเพื่อนนักอ่านคอเดียวกันเท่านั้น เผยแพร่ต่อได้ (ขอแค่ช่วยให้เครดิตกันบ้างก็พอ) แต่ไม่อนุญาตให้นำผลงาน (ที่จริงๆก็แปลมาจากของคนอื่น) นี้ไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเงินใดๆทั้งสิ้น

– งานแปลเรื่องนี้แปลต่อจากงานภาษาอังกฤษที่ลงใน http://www.wuxiaworld.com/desolate-era-index/  ทั้งนี้ผู้แปลเป็นภาษาไทยไม่มีความรู้ภาษาจีนเป็นพื้นฐาน ชื่อบุคคล สิ่งของ สถานที่อาจเพี้ยนไปจากต้นฉบับเดิม หรือแปลให้อ่านลื่นหูผู้แปลเองบ้าง ก็เรียนขออภัยมา ณ ที่นี้

– เรื่องนี้เป็นนิยายที่ถูกแต่งขึ้น อาจมีการอ้างอิงเรื่องเล่าและตำนานบางเรื่องบ้างตามจินตนาการของผู้แต่ง ด้วยความเคารพผมเชื่อว่าผู้แต่งใช้ตำนานเหล่านั้นในลักษณะของจักรวาลคู่ขนานและไม่มีเจตนาจะลบหลู่ความเชื่อความศรัทธาของผู้ใดทั้งสิ้น

ชื่อเรื่อง: Desolate Era (莽荒纪; Mang Huang Ji)

ผู้แต่ง: I Eat Tomatoes (我吃西红柿; Wǒ Chī Xīhóngshì)

ผู้แปลภาษาอังกฤษ: Ren Wo Xing (RWX)

ผู้แปล-เรียบเรียงภาษาไทย: เซียวเปียกลี้/Astraea

อ่านนิยาย:

thaidesolateera.wordpress.com

ติชม พูดคุย:

https://www.facebook.com/desolateera

………………………………………………………………………………

เพื่อเป็นการชี้แจงถึงเรื่องที่หลายๆท่านทยอยสอบถามกันเข้ามา
ผมขอสรุป FAQ ไว้เบื้องต้นดังนี้ครับ

Q: ระดับพลังของ Desolate Era เป็นยังไง?
A: ปัจจุบันยังพูดถึงแค่ 7 ระดับ
– ระดับธรรมชาติ (Houtian stage) คือสิ่งมีชีวิตปกติ มีอายุขัยตามธรรมชาติ
– ระดับเหนือธรรมชาติ (Xiantian stage) เปรียบได้กับสิ่งมีชีวิตวิเศษ (Xiantian lifeform) ที่ถือกำเนิดโดยไม่ผ่านครรภ์มารดา มีอายุขัยประมาณ 200 ปี
– ระดับตำหนักม่วง (Zifu Palace stage) จะสำเร็จเป็นสาวกตำหนักม่วง (Zifu Disciple) มีอายุขัยประมาณ 500 ปี
– ระดับหมื่นดาราร่วมสำแดง (Wanxiang stage) จะสำเร็จเป็นปรมาจารย์หมื่นสำแดง (Wanxiang Adept) มีอายุขัยประมาณ 800 ปี
– ระดับจักรวาลแรกกำเนิด (Primal/Primordial stage) จะสำเร็จเป็นนักพรตจักรวาลแรกกำเนิด (Primal/Primordial Daoist)
– ระดับว่างเปล่า (Void) เมื่อสำเร็จจะถือว่าเริ่มเข้าสู่ระดับเซียนหรือผู้อมตะ (Immortal) ซึ่งในขั้นนี้จะถือเป็นผู้อมตะพสุธา (Land Immortal / Earth Immortal)
– ผู้อมตะสวรรค์/เซียนสวรรค์อมตะ (Celestial Immortal) คือผู้อมตะพสุธาที่ผ่านขั้นตอนที่เรียกว่า พิบัติสวรรค์(Celestial Tribulation) ได้สำเร็จ แต่หากล้มเหลวก็จะกลับกลายเป็นผู้อมตะเสเพล (Loose Immortal) ที่จะต้องเผชิญกับ สามหายนะเก้าภัยพิบัติ (Three Calamities Nine Tribulations) ทุกสามและเก้าร้อยปี จนกว่าจะตาย

Q: ตัวละครใช้แล้วทิ้งเยอะจัง บางตัวปั้นซะเหมือนจะมีบทยาว แล้วก็หายไปซะงั้น
A: อันนี้ต้องทำใจครับ มันเป็นสไตล์ของผู้เขียนท่านนี้ บางตัวเหมือนจะเด่นแต่อยู่ๆก็หายไปราวๆ 500ตอนค่อยกลับมาพูดถึงซักประโยคนึงหรือไม่กลับมาอีกเลย แต่ที่จริงถ้าจะมองให้ลึกซึ้งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร มันก็เหมือนชีวิตจริงของเราท่านนี่แหละครับ… ใครคนหนึ่งคนนั้นในวันหนึ่งวันนั้นเคยผูกพันกันซะมากมาย พอวันที่ห่างเหินมันก็เริ่มห่างไปเพียงแค่เพราะเราไม่เจอะกัน… อุ๊ยแอบเวิ่น!

Q: บทเศร้าก็เศร้าน้ำตาแตก มันจะมีอีกมั้ย ถ้ามีอีกไม่อ่านต่อจริงๆนะฮึ่ม!
A: คือคงต้องโทษว่าผมแปลดีเกินไป เอ๊ย ไม่ใช่ๆ ต้องบอกว่าตามเนื้อเรื่องแล้วสิ่งที่ตัวเอกฝึกฝนไม่ใช่วิทยายุทธอย่างเดียวแต่เป็นวิถีแห่งเซียน การฝึกฝนไม่ใช่แค่เปิดคัมภีร์รำตามแล้วจะเหาะขึ้นสวรรค์ได้ ผู้ฝึกต้องประกอบไปด้วยความรู้แจ้งในวิถีแห่งธรรมชาติ เกิดแก่เจ็บตาย เห็นซึ้งถึงอารมณ์ทั้งเจ็ดและกามคุณทั้งหก ถึงจะก้าวผ่านไปสู่ความสำเร็จได้ ถามว่าจะมีดราม่าอีกมั้ยคงต้องตอบว่ามีครับ รับรองได้แค่ว่าจะไม่มีมุกวนซ้ำซาก ทั้งนี้ผู้อ่านต้องยอมรับและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครครับ

Q: ทำไมกว่าจะเก่งมันช่างยากเย็น… แล้วฮาเร็มล่ะฮาเร็มอยู่ไหน!?
A: บอกก่อนเลยว่าไม่มีฮาเร็มและเลือดตากระเด็นตลอดเวลาครับ คือ สาเหตุที่ผมชื่นชอบและหยิบนิยายเรื่องนี้ขึ้นมาแปลก็เพราะเสน่ห์ของมันซึ่งเป็นนิยาย (light novel) ที่ใกล้เคียงกับนวนิยาย (novel) มาก คือมันมีรสชาติ รายละเอียด และมิติที่หลากหลาย
ที่จริงผมก็ชอบนิยายผู้ใหญ่ (เดี๋ยวๆๆ ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะ) ที่เหมือนกับหยิบโลกแห่งการ์ตูนมาทำเป็นตัวหนังสือ ร่ำดื่มยอดสุรา โอบกอดโฉมสะคราญมากหน้า ควบขี่อาชาพ่วงพี สะบัดกระบี่วิเศษ ชำระบุญคุณความแค้นสมใจ ปลดปล่อยจินตนาการจากความเครียดของโลกแห่งความจริง เพียงแต่ในฐานะคนเริ่มแก่ (เพิ่งเริ่มเองเหรอ?) บางครั้งผมก็รู้สึกว่ากาแฟดำมันน่าดื่มด่ำมากกว่ามัคคิอาโต้ครับ…

หวังว่าจะช่วยคลายข้อข้องใจไปได้บ้างนะครับ

เซียวเปียกลี้ 🙂

เล่มที่6 บทที่26: พ่ายแพ้ยับเยิน

Desolate Era เล่ม6: ดักแด้พังทลาย กลับกลายเป็นผีเสื้อ

บทที่ 26: พ่ายแพ้ยับเยิน

ม่านวารียังคงแผ่ปกคลุม บงกชวารีอัคคียังคงเบ่งบานไม่หยุดหย่อน

แต่กระบี่บินทั้งเจ็ดสิบสองเล่มที่ตั้งขบวนเป็นวงโค้งกลับตัดทะลุทั้งชั้นม่านและกลีบบงกช กระหน่ำทิ่มแทงเข้าใส่ร่างของจี้หนิงที่ได้แต่พึ่งพาท่ากระบี่อันลึกล้ำและกระบี่อุดรทมิฬทั้งสองเล่มในมือปิดป้องอย่างไม่คิดชีวิต

แม้เช่นนั้นเขายังมิอาจป้องกันการจู่โจมได้ทั้งสิ้น กระบี่บินแฉลบผ่านต้นขาของเขากระชากโลหิตออกเป็นทาง ตามด้วยกระบี่อีกเล่มหนึ่งที่ทิ่มแทงเข้าจากทางด้านข้าง

“จี้หนิง รีบกลับมาเดี๋ยวนี้!” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีที่รับรู้สถานการณ์ผ่านทางค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์ออกคำสั่งทางจิตอย่างเร่งร้อน

“ไม่ ข้ายังไม่แพ้” จี้หนิงตอบกลับอย่างดื้อดึง

“กลับมาเดี๋ยวนี้ ชีวิตของเจ้าสำคัญกว่าของพวกเรา จงหยุดมือแล้วล่าถอยกลับมา” น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดใจ

จี้หนิงกัดฟันกรอด จงใจเพิกเฉยต่อคำสั่งของผู้นำตระกูล เขาไหนเลยยอมรับความพ่ายแพ้นี้ได้

เขาไม่อาจพ่ายแพ้

เขาไม่อาจทนมองบุคคลอันเป็นที่รักต้องตาย!

……….

ปรมาจารย์ซู่เพ่งมองจากตำแหน่งอันห่างไกล สีหน้าของมันก็มิอาจรักษาความเยือกเย็นไว้ได้ “สมแล้วที่เป็นผู้ซึ่งสามารถเข้าถึงเขตแดนแห่งเต๋า เพลงกระบี่ของมันลึกล้ำอย่างแท้จริง ด้านการป้องกันก็นับได้ว่าแน่นหนาเป็นอย่างยิ่ง ต่อให้สามารถสร้างบาดแผลขึ้นก็ไม่อาจก่อความเสียหายขนาดหนักได้”

อย่างไรก็ตามแรงกดดันที่เกิดจากเจ็ดสิบสองกระบี่บินก็หนักหนาสาหัสยิ่ง จี้หนิงถูกบีบให้จำเป็นต้องใช้เรือนร่างเลือดเนื้อและปีกที่กลางหลังเข้าต้านรับการจู่โจมเพื่อหลีกเลี่ยงจุดชีวิตอย่างต่อเนื่อง

“ตาย!” ดวงตาของจี้หนิงที่กำลังดิ้นรนรับการจู่โจมอันหนักหน่วงพลันฉายแววฆ่าฟันขึ้น

กระบี่บินหกร้อยกว่าเล่มลอยขึ้นที่ด้านหลังของเขา ห้าร้อยกว่าเล่มในนั้นเปล่งประกายและปลดปล่อยพลังกระบี่อันเกรี้ยวกราดแหลมคมออกมา

นี่เป็นพยุหะพันกระบี่จำลองขั้นที่เจ็ด เมื่อต้องคงสภาพม่านวารีและบงกชวารีอัคคีตลอดจนใช้ท่าเพลงกระบี่… จี้หนิงเพียงสามารถแบ่งแยกจิตใจไปควบคุมพยุหะพันกระบี่จำลองได้ถึงขั้นที่เจ็ดเท่านั้น

“ตาย! ตาย! ตาย!” เขาในยามนี้คลุ้มคลั่งจนขาดสติ พลังกระบี่กรีดทลายตัดผ่านผืนฟ้าเข้ารวมกับสายพิรุณเส้นแล้วเส้นเล่าไม่หยุดหย่อน

“มันต้องตาย!” ดวงตาของจี้หนิงแดงฉานด้วยสายเลือด ความหวาดกลัวจากก้นบึ้งของจิตใจแผ่ขยายออกคุกคามเขาอย่างไม่หยุดยั้ง เขาที่ถูกพยุหะกระบี่แปดเก้าไล่ต้อนจนไม่อาจเข้าใกล้ปรมาจารย์ซู่ได้แม้แต่น้อย ไหนเลยจะมีโอกาสใช้ความเร็วของท่าร่างที่เป็นข้อได้เปรียบเพียงหนึ่งเดียวเข้าพิชิตชัยได้?

หรือเขาจะต้องยอมรับความพ่ายแพ้จริงๆ?

หากแม้นเป็นเช่นนั้น สมาชิกอาวุโสของตระกูลจี้ตั้งแต่บิดาของเขาและผู้นำตระกูลลงมา ล้วนไม่อาจรอดพ้นชะตากรรม ต้องพลีชีพเพื่อตระกูลทั้งสิ้น

เขาไม่ยอม!

ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทุ่มเทลงมือให้ถึงที่สุดอีกสักครั้ง!

กระบี่พิรุณจำนวนมากมายฟาดฟันเข้าใส่ร่างของปรมาจารย์ซู่ซึ่งส่งเสียงหัวเราะเย้ยหยัน “ช่างเป็นความพยายามที่เปล่าประโยชน์”

เชือกอสรพิษดำพลันขมวดเป็นวงหมุนวนรอบร่างของมันจนลมฝนไม่อาจกล้ำกราย กระบี่พิรุณแต่ละสายที่ฟาดฟันเข้าหาเพียงกระแทกให้เส้นเชือกสั่นสะท้านขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น

ความแตกต่างของสมบัติวิเศษอันดับพิภพและสมบัติวิเศษทั่วไปถูกแสดงออกมาอย่างชัดแจ้ง

แต่แล้วโดยไม่มีผู้ใดคาดคิด กระบี่พิรุณเส้นสุดท้ายกลับตีวงเข้าหาร่างของหนงซิเตา!

“ขอเพียงสังหารมันได้ พวกเราก็จะเป็นฝ่ายชนะเช่นเดียวกัน”

หากทว่าทันใดนั้นสาวกภูเขามังกรหิมะทุกคนรวมทั้งปรมาจารย์ซู่กลับกลืนหายเข้าไปในร่างของมังกรสมุทรสีขาวปลอดนั้นอย่างไร้ร่องรอย

มังกรขาวแผดเสียงคำราม ใช้เกล็ดมหึมาของมันต้านรับพลังกระบี่เอาไว้

พลังกระบี่เส้นสุดท้ายของจี้หนิงสูญสลายไปโดยไม่อาจสร้างความเสียหายอันใดให้แก่มังกรขาวแม้แต่น้อย

เขาพ่ายแพ้แล้ว

หนงซิเตาในร่างของมังกรขาวเปล่งเสียงหัวร่ออย่างสบอารมณ์ “มังกรสมุทรตัวนี้จำแลงขึ้นจากการผสานพลังของท่านอาจารย์ลุงและพวกเราทั้งแปด ต่อให้เป็นผู้ที่มีพลังฝีมือเทียบเท่ากับท่านอาจารย์ลุงก็ยังไม่อาจทำลายมันลงได้ อย่าว่าแต่เจ้าที่ยังห่างชั้นอีกมากนัก”

ในร่างของมังกรสมุทรที่ขดตัวสงบนิ่ง ทุกคนรวมทั้งปรมาจารย์ซู่ซึ่งอยู่ตรงเศียรมังกรจ้องมองมายังจี้หนิงยังอยู่ห่างออกไป

“พยุหะมังกรหิมะทะยานฟ้าอันโด่งดังของภูเขามังกรหิมะนับเป็นตำนานที่เล่าขานทั่วแดนดิน” ดวงตาของปรมาจารย์ซู่เต็มไปด้วยความหยิ่งยโส “ต่อให้พยุหะมังกรสมุทรนี้เป็นเพียงรูปแบบจำลองของพยุหะมังกรหิมะทะยานฟ้า แต่เมื่อมีพวกเราทั้งเก้าอยู่ภายใน… ต่อให้ตัวข้าใช้พลังทั้งหมดก็ยังไม่อาจทำลายมันลงได้ อย่าว่าแต่เจ้า”

………

ขณะที่จำทนรับฟังหนงซิเตาและปรมาจารย์ซู่กล่าววาจาอันหยิ่งผยอง จี้หนิงก็ลอบรำพึงกับตนเองในใจ

“หรือว่า… ข้าจะต้องถูกบังคับให้ยอมรับทางเลือกสุดท้ายจริงๆ?”

ทันใดนั้นกระแสสั่นสะเทือนพลันปะทุขึ้นที่ข้างกาย แม้จะไม่สามารถมองเห็นชัดตา แต่จี้หนิงซึ่งกำลังควบคุมเขตแดนกระบี่หยาดพิรุณก็สามารถรับรู้ได้ถึงวัตถุประหลาดรูปร่างคล้ายเข็มที่พุ่งตรงเข้าใส่ตน

“ผิดท่าแล้ว” จี้หนิงรีบดึงสติกลับมา โบกปีกวิเศษที่กลางหลังคราหนึ่ง ใช้ท่าร่างปีกวายุเคลื่อนตัวหลบเลี่ยง กระบี่อุดรทมิฬแม้จะยังอยู่ในมือ แต่ก็ถูกพัวพันจากกระบี่บินทั้งเจ็ดสิบสองเล่มจนไม่อาจรั้งกลับมาปิดป้องโดยไม่โดนสับจนร่างแหลกเหลว

ขณะที่จี้หนิงหลบหนีอย่างแตกตื่น เข็มอันแหลมคมก็พุ่งตามราวกับมีญาณรับรู้ ทิ่มแทงใส่ร่างของเขาในที่สุด

พลังปราณที่แฝงมาในเข็มพลันแตกระเบิดออก!

กายาเทพอสูรอันแข็งแกร่งไร้ที่เปรียบของจี้หนิงถูกระเบิดเป็นรูขนาดใหญ่กว่าศีรษะมนุษย์ เอวด้านซ้ายของเขาหายไปหลงเหลือเพียงกล้ามเนื้อและผิวหนังอยู่เพียงเล็กน้อย

“งอกกลับคืน” ขณะที่ใช้ท่าร่างปีกวายุในการล่าถอย จี้หนิงก็บังคับพลังศักดิ์สิทธิ์ให้สร้างเลือดเนื้อชุดใหม่ขึ้นมาด้วยความเร็วสูง จนรูขนาดยักษ์ที่ด้านข้างหายไป

“รีบกลับมาเร็วเข้า” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีร้องคำรามอย่างเกรี้ยวกราด “จี้หนิง หากเจ้ายังไม่กลับมาอีกพวกเราทั้งหมดจะตายตาไม่หลับแล้ว!”

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีบังเกิดความตื่นตระหนกอย่างแท้จริง ก่อนหน้านี้มันออกคำสั่งให้จี้หนิงรีบกลับมาแต่จี้หนิงกลับดื้อรั้นยืนกรานที่จะสู้ต่อ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปชีวิตของจี้หนิงคงต้องจบสิ้นแล้ว

จี้หนิงขบกรามด้วยความรวดร้าว

ปีกที่กลางหลังของเขาโบกสะบัดส่งร่างให้พุ่งเข้าสู่ความมืดมิดของหมอกนรกานตร์ที่อยู่ไม่ไกลออกไป ขณะที่ปรมาจารย์ซู่และคนอื่นๆได้แต่มองตาม ไม่กล้ารุกไล่โดยผลีผลาม

“จี้หนิง เจ้าถูก ‘เข็มโลหิตนิลกาฬ’ ของข้าแล้ว!” ปรมาจารย์ซู่ส่งเสียงร้องตามหลัง “ข้าสามารถรู้สึกถึงตำแหน่งของเจ้าได้ตลอดเวลา เมื่อใดที่เจ้าเข้าใกล้ข้าอีก อย่าหวังจะมีชีวิตรอดกลับไปได้!”

………

ที่กึ่งกลางของเขาหัววัว

จี้หลิวเจิน ท่านยายเงา และคนอื่นๆ ต่างมุ่งหน้ามารวมตัวกันอยู่ที่นี่

จี้หนิงเองก็มาถึงในที่สุด

“จี้หนิง…” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีจ้องมองเด็กหนุ่มผู้เอาชีวิตเข้าเสี่ยงแทนพวกตนครั้งแล้วครั้งเล่าแล้วได้แต่ทอดถอนใจยาว “ตระกูลจี้เราติดค้างเจ้ามากไปแล้ว”

“ท่านผู้นำตระกูล…” ดวงตาของจี้หนิงแดงก่ำ

“เจ้าเสียสละมามากพอแล้ว… เจ้าทำดีที่สุดแล้ว…” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีตบไหล่ของจี้หนิง “หากเจ้าอยู่ในตระกูลที่ใหญ่กว่านี้ แข็งแกร่งกว่านี้ อัจฉริยะอันโดดเด่นเช่นเจ้าจะต้องถูกบีบให้เสี่ยงชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้หรือ? เป็นตระกูลจี้ของเราที่ผิดต่อเจ้า เจ้าสังหารเทพบุตรหยกและสาวกตำหนักม่วงกลุ่มนั้นลงได้ก็นับว่าเกินพอแล้ว”

“หากพวกเราไม่สามารถผ่านพ้นคราเคราะห์นี้ไปได้ก็คงเป็นเจตจำนงแห่งสวรรค์ที่ต้องการให้ตระกูลจี้ดับสูญ” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวเบาๆ “จงอย่าได้มีโทสะและอย่าได้เศร้าโศกเสียใจ ทุกตระกูลมีช่วงเวลาที่รุ่งเรืองและช่วงเวลาที่ตกต่ำ พวกเราทำได้เพียงต่อสู้ให้เต็มกำลังเท่านั้น การที่สวรรค์ส่งอัจฉริยะเช่นเจ้าเข้าสู่ตระกูลจี้ก็ถือว่าเมตตาต่อพวกเรามากแล้ว”

“ข้ารู้ว่าตราบใดที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่ ตระกูลจี้จะต้องกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งอย่างแน่นอน!”

จี้หนิงขบกรามแน่น พยายามสะกดระงับจิตใจที่หวั่นไหว

“เรื่องราวเมื่อมาถึงขั้นนี้” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกวาดสายตามองท่านยายเงา อาสิง จี้หลิวเจิน จี้ยี่ฉวน รวมทั้งมังกรธรณีและกระเรียนเทพที่ยืนอยู่ใกล้เคียง “ทุกคนคงทราบดีแล้วว่าพวกเราตกเป็นรองในสภาพอันง่อนแง่นคับขัน ทั้งยังมีผนึกขนาดยักษ์ปิดกั้นอยู่ด้านนอกจนไม่มีทางหนีออกไปได้”

“ทางเลือกเดียวของพวกเราในตอนนี้คือต้องสู้จนตัวตาย!” ท่าทีของผู้เฒ่าเก้าอัคคีแลดูสงบนิ่ง ทว่าสายตากลับลุกไหม้ด้วยเปลวไฟอันร้อนแรง

“สู้จนตัวตาย!”

จี้ยี่ฉวน จี้หลิวเจิน และคนอื่นๆ ต่างมีสายตาเช่นเดียวกัน

ไม่มีผู้ใดหวาดหวั่น

ไม่มีผู้ใดขลาดเขลา

ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงไม่เดินทางมายังเขาหัววัวแห่งนี้

“ฟังคำสั่งของข้า” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าว “พวกเราทุกคนต้องลงมืออย่างสุดกำลังจนหนงซิเตาไม่อาจทุ่มเทสมาธิไปกับการทำลายค่ายกล พวกเราต้องยืดเวลาออกไปให้นานที่สุด….”

“มังกรธรณี เจ้าเป็นบุคคลแรกที่จะบุกไปยื้อเวลากับพวกนั้น เมื่อเจ้าตายไปกระเรียนเทพจะลงมือเป็นรายถัดไป!”

สัตว์อสูรระดับตำหนักม่วงทั้งสองตนในร่างของนักรบชุดเกราะครามและสาวงามชุดขาวได้แต่ลอบสบตากันด้วยความขมขื่น

“หากจะโทษพวกเจ้าทั้งสองจงโทษว่าโชคชะตาเถิด จงต่อสู้อย่างสุดกำลัง” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าว “หากเจ้าเสียชีวิตลงในการต่อสู้เพื่อตระกูลจี้ เจ้ายังสามารถกลับคืนสู่วัฏสงสารเพื่อถือกำเนิดใหม่อีกครั้ง แต่หากเจ้าต่อต้าน ข้าจะทำลายดวงวิญญาณของพวกเจ้าทิ้ง!”

“พวกเรารับคำสั่ง”

นักรบเกราะครามและสตรีชุดขาวต่างก้มหน้ารับคำ

เมื่อพันธะวิญญาณถูกกำหนด สัตว์อสูรรับใช้จะต้องเชื่อฟังคำสั่งของผู้เป็นเจ้านายเท่านั้น หาไม่แล้วอีกฝ่ายสามารถทำลายดวงวิญญาณของพวกมันได้

“หลังจากที่กระเรียนเทพพลีชีพ… ยี่ฉวนเจ้าจะเป็นคนต่อไป” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีหันไปมองจี้ยี่ฉวน

“ตกลง” จี้ยี่ฉวนพยักหน้ารับอย่างมั่นคง

เขาสามารถต่อสู้ด้วยพลังระดับตำหนักม่วงได้เพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น ทั้งในยามปกติก็มีส่วนในพลังของค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์น้อยที่สุด เขาจึงสมควรเป็นบุคคลแรกของตระกูลจี้ที่เข้าต่อสู้สละชีวิต

“ถัดจากยี่ฉวน หลิวสิงจะเป็นคนต่อไป” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีมองไปยังบ่าวชราอาสิง

อาสิงพยักหน้า

“จี้ยินหยิ่ง เจ้าเป็นคนต่อไป” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีมองไปทางน้องสาวของตน

ท่านยายเงาผงกศีรษะอย่างเด็ดเดี่ยวเช่นกัน

“หลังจากนั้นจะเป็นจี้หลิวเจิน” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีมองไปทางจี้หลิวเจิน “แล้วข้าจะติดตามไปสมทบกับพวกเจ้า”

ไม่มีเสียงคัดค้านแม้แต่เสียงเดียว

จี้หนิงเฝ้ามองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่ปวดร้าว เขารีบกล่าวว่า “ท่านผู้นำตระกูล ตัวข้าในฐานะผู้มีฝีมือเข้มแข็งที่สุดยังสามารถยื้อเวลาพวกนั้นได้อีก ข้าจะอาศัยการลอบโจมตีอย่างต่อเนื่องทำให้หนงซิเตาวอกแวกจนไม่อาจรวบรวมสมาธิทำลายค่ายกลได้”

“เจ้าไม่ได้ยินที่ปรมาจารย์ซู่กล่าวหรือ?” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีร้อง “เจ้าถูกเข็มโลหิตนิลกาฬแทงเข้าแล้ว เมื่อใดที่เจ้าเข้าไปใกล้ มันย่อมตระเตรียมการโจมตีอันหนักหน่วงไว้รอท่า ความตายของพวกเรามิใช่เรื่องสลักสำคัญ แต่หากเจ้าเป็นอะไรไปเจ้าจะทำลายรากฐานของตระกูลจี้ทั้งหมด ไม่ใช่แค่ตัวเจ้าเท่านั้น เข้าใจหรือไม่?

จี้หนิงขบกรามจนแทบแหลกละเอียด

“จี้หนิง” ท่านยายเงากล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “หากเจ้ากล้าย้อนกลับมาอีกครั้ง ข้าจะฆ่าตัวตายต่อหน้าเจ้าทันที”

“ท่านยาย…” หัวใจของจี้หนิงสั่นสะท้าน

“ลูกหนิง” จี้ยี่ฉวนจ้องมองเข้าไปในดวงตาของบุตรชายก่อนออกคำสั่ง “อย่าได้ทำให้การตายของพวกเราต้องสูญเปล่า”

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่6 บทที่25: เจ็ดสิบสองกระบี่บิน

Desolate Era เล่ม6: ดักแด้พังทลาย กลับกลายเป็นผีเสื้อ

บทที่ 25: เจ็ดสิบสองกระบี่บิน

ปรมาจารย์ซู่ยื่นเหยียดมือออก ตราประทับในมือขยายขนาดขึ้นจนดูราวกับป้อมปราการแล้วกวาดฟาดเข้าหาจี้หนิง

จี้หนิงซึ่งถูกห่อหุ้มอยู่ภายในประกายแสงสีชาดขยับปีกที่กลางหลัง หลบพ้นจากการจู่โจมของตราประทับยักษ์ก่อนตีวงโค้งพุ่งเข้าหาปรมาจารย์ซู่อีกครั้ง

ปรมาจารย์ซู่ส่งเสียงตวาด แสงสีเหลืองแห่งปฐพีธาตุเปล่งประกายออกมา ตราประทับวิเศษวกกลับ เร่งความเร็วขึ้น แล้วกระแทกเข้าหาจี้หนิงอีกครั้ง สมบัติอันดับพิภพจะอย่างไรก็เป็นสมบัติอันดับพิภพ ตราประทับวิเศษที่พุ่งในแนวตรงนั้นรวดเร็วสุดพรรณนา เพียงแค่ความคล่องแคล่วพลิกแพลงเท่านั้นที่ยังเป็นรองจี้หนิงอยู่บ้าง

จี้หนิงสะบัดกระบี่คราหนึ่ง ประกายกระบี่ประสานรวมกับสายพิรุณกวาดเข้าหาขอบด้านหนึ่งของตราประทับอาศัยความแยบยลของหลักสี่ตำลึงปาดพันชั่งปัดป่ายจนตราประกับหมุนคว้างออกไป โดยที่ร่างของจี้หนิงยังคงพุ่งตรงเข้าหาปรมาจารย์ซู่

“รวดเร็วอะไรเช่นนี้ ไม่เพียงเท่านั้น ยังคล่องแคล่วพิสดารจนไม่อาจคาดเดาอีกด้วย” ปรมาจารย์ซู่ลอบอุทานในใจ ตราประทับของมันพลาดเป้าหมายครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งยังถูกจี้หนิงปัดป่ายจนหลุดจากตำแหน่งไป

“ไป!” ปรมาจารย์ซู่ตวาดก้อง เชือกสีดำที่มีรัศมีอันมืดมิดปกคลุมตลอดทั้งเส้นพุ่งวาบออกจากมือของมันราวกับอสรพิษทมิฬฉกเหยื่อ

สมบัติวิเศษอันดับพิภพ ‘ตราประทับปราการปฐพี’

สมบัติวิเศษอันดับพิภพ ‘เชือกอสรพิษดำ’

สองสิ่งนี้คือสมบัติวิเศษอันดับพิภพที่ปรมาจารย์ซู่พึ่งพา การสอดประสานอันลงตัวของยอดศัสตราหนึ่งแข็งกร้าวหนึ่งอ่อนหยุ่นนี้ช่วยให้มันสามารถท่องทะยานไปทั่วหล้า

อันที่จริงเมื่อเผชิญพบคู่มือที่อ่อนด้อยกว่า เพียงแค่ตราประทับปราการปฐพีก็สามารถบดขยี้อีกฝ่ายได้อย่างง่ายดายแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มที่เบื้องหน้านี้กลับสามารถบีบบังคับให้มันต้องแสดงสมบัติวิเศษชิ้นที่สองออกมา

“เชือก?” จี้หนิงเหลือบมองเชือกสีดำที่ยาวกว่าสามร้อยเมตร ใบหน้าอดมิได้ต้องแปรเปลี่ยนเล็กน้อย

“นี่กลับเป็นปัญหาอยู่บ้าง ตราประทับยักษ์เคลื่อนไหวเป็นเส้นตรงจึงไม่สามารถทำอย่างไรกับข้า แต่เชือกเส้นนี้กลับพลิกแพลงยอกย้อน เหมาะแก่การล้อมกักศัตรู” ความคิดมากมายผุดวาบขึ้นภายในใจของจี้หนิง “ข้าจะยอมถูกเชือกนั่นรัดพันไม่ได้เด็ดขาด หากถูกจับไว้ได้ข้าต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน”

ในการต่อสู้ครั้งนี้ จี้หนิงทุ่มเทใช้ท่าร่างปีกวายุอย่างสุดพลังตั้งแต่แรก เขาต้องการเอาชัยด้วยความรวดเร็วในการเคลื่อนไหวที่เหนือกว่า

ทว่า…

ปรมาจารย์ซู่ยังคงยืนนิ่งไม่เคลื่อนไหว มันเพียงปลดปล่อยสมบัติวิเศษอันดับพิภพออกมาสองชิ้น เขาก็มือไม้ปั่นป่วนแล้ว

“ม่านวารี!”

“บงกชวารีอัคคี!”

ม่านวารีที่บางเบาราวปีกจักจั่นหากคมกริบราวดาบกระบี่ชั้นแล้วชั้นเล่าหมุนวนรอบตัวของจี้หนิง เจาะทะลวงผ่านเกราะแสงจันทร์พลางก่อกำเนิดขึ้นทดแทนเป็นระลอกไม่หยุดหย่อน

ขณะเดียวกัน บงกชวารีอัคคีก็ทยอยปรากฏขึ้นกลางอากาศรอบร่างของจี้หนิง บงกชวารีอัคคีจำนวนทั้งสิ้นเก้าดอกประจำอยู่ในตำแหน่งต่างๆภายในสายพิรุณ ปิดป้องการเข้าโจมตีของเชือกอสรพิษดำได้อย่างหมดจด

“วิชาฝีมืออันต่ำต้อยเช่นนี้ก็กล้านำออกมาใช้?” ปรมาจารย์ซู่แค่นหัวร่ออย่างเย็นชา

เชือกอสรพิษดำพลันส่ายไหวอย่างรุนแรงจนบิดหมุนเป็นระลอก ม่านวารีถูกแรงสั่นสะเทือนกระแทกจนแตกทำลายลงทีละชั้น แม้แต่บงกชวารีอัคคียังแหลกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เมื่ออยู่ต่อหน้าสมบัติวิเศษอันดับพิภพที่ปรมาจารย์หมื่นสำแดงใช้ออกม่านวารีและบงกชวารีอัคคีจะต้านทานได้อย่างไร?

แต่เจตนาของจี้หนิงไม่ได้อยู่ที่การปัดป้องมันตั้งแต่แรก เขาเพียงต้องการลดความเร็วของมันลงแล้วอาศัยท่าร่างปีกวายุเคลื่อนไหวหลบหลีกออกไปเท่านั้น

ท่ามกลางการไล่ล่าของเชือกอสรพิษดำและตราประทับปราการปฐพี จี้หนิงต้องอาศัยเคล็ดวิชาทุกประการที่มีคอยปิดป้อง พร้อมกันนั้นก็เคลื่อนที่สลับหลบหลีกอย่างรวดเร็วพิสดารปานสายฟ้าพาดนภารุกเข้าใกล้ปรมาจารย์ซู่หลี่ไปทุกขณะ

หยาดพิรุณโปรยกระจายทั่วแผ่นฟ้า ม่านวารีหมุนวนอยู่รอบตัว กลีบบงกชที่ก่อกำเนิดจากวารีและอัคคี…

“ข้าจะดูว่าเจ้ามีสมบัติวิเศษอันดับพิภพอีกสักกี่ชิ้น” จี้หนิงวาดกระบี่อุดรทมิฬในมือฟาดฟันเข้าใส่ปรมาจารย์ซู่

………

หนงซิเตาและบุคคลที่เหลือซึ่งเฝ้ามองจากด้านข้างล้วนตกตะลึงจนพูดไม่ออก กระทั่งลมหายใจยังไม่กล้าระบายออกมาด้วยซ้ำ พวกมันไหนเลยคาดคิดว่าอัจฉริยะปีศาจของตระกูลจี้จะสามารถต่อกรกับปรมาจารย์ซู่ได้อย่างสูสีเช่นนี้ ถึงแม้ปรมาจารย์ซู่จะใช้สมบัติวิเศษอันดับพิภพทั้งสองชิ้นออกไปก็ยังไม่อาจทำอย่างไรกับจี้หนิงได้

“มัน… ความแข็งแกร่งของมันเคยอยู่ในระดับเดียวกับเทพบุตรหยกเท่านั้น” หนงซิเตาแทบไม่เชื่อสิ่งที่ตาเห็น “ในช่วงเวลาสั้นๆเหตุใดระดับความเร็วของจี้หนิงจึงเพิ่มขึ้นได้มากถึงเพียงนี้ กระทั่งสมบัติวิเศษอันทรงพลังเมื่อถูกกางกั้นด้วยเขตแดนกระบี่หยาดพิรุณและบงกชวารีอัคคีก็กลับไม่สามารถไล่ตามมันได้ทัน”

การเคลื่อนไหวของเด็กหนุ่มผู้นี้รวดเร็วเกินไปแล้ว!

“หากมันเคลื่อนไหวได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ในการต่อสู้กับเทพบุตรหยก มันอาจบางทีจะสามารถพิชิตชัยได้ตั้งแต่ในกระบวนท่าแรก” ดวงตาของหนงซิเตาฉายแววได้คิดหากไม่อาจยอมรับ “หรือมันเพิ่งจะทะลวงผ่านระดับการฝึกปรือไปอีกขั้นหนึ่ง?”

สัตว์ประหลาด

สัตว์ประหลาดอะไรเช่นนี้!

“ปรมาจารย์ซู่จะต้องชนะอย่างแน่นอน”

“ต้องชนะ”

ขณะเดียวกัน ลู่หวงและสาวกตำหนักม่วงคนอื่นๆต่างลอบภาวนาในใจ หากปรมาจารย์ซู่พ่ายแพ้ ปรมาจารย์ซู่และหนงซิเตายังสามารถจากไปโดยใช้ผนึกเคลื่อนย้ายระยะสั้น แต่พวกมันไหนเลยมีโอกาสเช่นนั้น

………

“จี้หนิงต้องชนะ” ในทางตรงกันข้าม ผู้เฒ่าเก้าอัคคีและสมาชิกตระกูลจี้คนอื่นๆ ต่างภาวนาเช่นกัน

“จี้หนิงและปรมาจารย์ซู่ยังไม่อาจพิสูจน์ผลแพ้ชนะได้’ ผู้เฒ่าเก้าอัคคีในฐานะผู้ควบคุมค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์สามารถรับรู้ถึงการต่อสู้ครั้งนี้ได้ มันมองมาที่จี้ยี่ฉวนพลางถ่ายทอดการต่อสู้ที่เกิดขึ้น “ปรมาจารย์ซู่ใช้สมบัติวิเศษอันดับพิภพถึงสองชิ้น พลังโจมตีของมันรุนแรงอย่างยิ่ง แต่การเคลื่อนไหวของจี้หนิงก็น่าตื่นตะลึงเช่นกัน”

จี้ยี่ฉวนที่อยู่ด้านข้างกลั้นใจรับฟังทุกถ้อยความด้วยความหวั่นกังวล

การต่อสู้กำลังดำเนินถึงขั้นคับขัน!

………

เมื่อเห็นว่าสมบัติวิเศษทั้งสองยังไม่สามารถหยุดยั้งจี้หนิงได้ ปรมาจารย์ซู่พลันส่งเสียงตวาดออกมาอีกครั้ง “พยุหะกระบี่!”

กระบี่บินเจ็ดสิบสองเล่มที่แต่ละเล่มล้วนเปล่งประกายแสงสีดำพลันปรากฏขึ้นในอากาศ ก่อตั้งเป็นรูปขบวนวงกลมปกป้องร่างของปรมาจารย์ซู่เอาไว้

“นี่!?” จี้หนิงที่กำลังจะสะบัดกระบี่ออกปลิดชีวิตปรมาจารย์ซู่ได้แต่จ้องมองกระบี่บินที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าด้วยความแตกตื่น กระบี่บินเหล่านั้นพลันแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงสีดำพุ่งทะลวงเข้าหา

ชั่วพริบตานั้นจี้หนิงทำได้เพียงยกกระบี่อุดรทมิฬทั้งคู่ขึ้นต้านรับการโจมตีของพลังกระบี่สีดำ แต่เพียงต้านรับได้ถึงเล่มที่เก้าร่างของเขาก็กระเด็นปลิวกลับไปด้านหลังด้วยแรงปะทะ เชือกอสรพิษดำและตราประทับปราการปฐพีไล่กวดเข้ามาหาเขาอีกครั้ง

ปีกบนหลังของจี้หนิงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พาร่างของเขาให้หักเลี้ยวหลบหลีกการโจมตีเหล่านั้น บงกชวารีอัคคีและม่านวารีชั้นแล้วชั้นเล่าเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง

“เป็นไปไม่ได้!” ใบหน้าของจี้หนิงแปรเปลี่ยนกลับกลายเมื่อจ้องมองไปยังปรมาจารย์ซู่ที่อยู่ภายใต้การปกป้องของกระบี่บินทั้งเจ็ดสิบสองเล่ม

“กระบี่บินเจ็ดสิบสองเล่ม แต่ละเล่มมีพลังที่ไม่ด้อยไปกว่าการโจมตีอย่างสุดกำลังจากกระบี่อุดรทมิฬ” เมื่อครู่เขาโจมตีออกไปอย่างสุดแรง แต่กระบี่บินของปรมาจารย์ซู่ซึ่งประจุไว้ด้วยพลังของปรมาจารย์หมื่นสำแดงระดับกลางหาได้เป็นรองไม่ แม้ว่าในแง่ของความพลิกแพลงจะยังด้อยกว่าเคล็ดกระบี่อันล้ำลึกของจี้หนิงอยู่เล็กน้อยก็ตาม

ปรมาจารย์ซู่ที่อยู่ไกลออกไปเริ่มส่งเสียงหัวเราะ “จี้หนิง ในที่สุดข้าก็เจอจุดอ่อนของเจ้าแล้ว เมื่อครู่ที่ข้าใช้สมบัติวิเศษอันดับพิภพสองชิ้นนั้นเท่ากับข้าใช้จุดด้อยของตนสู้กับจุดเด่นของเจ้า”

“ถึงการเคลื่อนไหวของเจ้าจะน่าตกตะลึงเพียงใด เจ้าก็ยังคงเป็นแค่สาวกตำหนักม่วงเท่านั้น ข้าไม่จำเป็นต้องใช้สมบัติวิเศษอันดับพิภพด้วยซ้ำ เพียงกระบี่บินอันดับมนุษย์เหล่านี้ก็สามารถใช้จัดการกับเจ้าได้อย่างเกินพอ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อสมบัติวิเศษจำนวนมากโจมตีเจ้าโดยพร้อมเพรียง ก็จะสามารถจำกัดขอบเขตของการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของเจ้าลง”

“สมบัติวิเศษที่ข้ามีอยู่มากมาย พอดีเป็นดาวข่มของท่าร่างอันรวดเร็วของเจ้า” ปรมาจารย์ซู่เปล่งเสียงหัวเราะเย้ยหยัน

เมื่อต่อสู้กับศัตรูที่ผิดแปลกย่อมต้องใช้มาตรการที่แตกต่าง ปกติแล้วคู่มือของปรมาจารย์ซู่คือปรมาจารย์หมื่นสำแดงคนอื่นๆ… ในสถานการณ์เช่นนั้น พลังของกระบี่บินเหล่านี้นับว่าต่ำต้อยเกินไป ไม่อาจเอาชัยสมบัติวิเศษอันดับปฐพีของอีกฝ่ายได้ แต่เมื่อเผชิญกับจี้หนิง กระบี่บินระดับมนุษย์เหล่านี้ย่อมเพียงพอที่จะจัดการกับเขา

ปรมาจารย์ซู่กวักมือคราหนึ่ง ตราประทับยักษ์และเชือกสีดำก็หวนกลับมาหมุนวนอยู่รอบกาย ก่อนที่มันจะส่งเสียงตวาดพลางชี้นิ้วไปที่จี้หนิงอีกครั้ง “ไป!”

ฉับพลันนั้นเอง กระบี่บินสามสิบหกเล่มก็พุ่งแหวกอากาศเข้าโจมตีใส่จี้หนิง

ถึงบงกชวารีอัคคีและม่านวารีจะช่วยต้านทานกระบี่บินเอาไว้ แต่กระบี่บินอันดับมนุษย์ของปรมาจารย์ซู่แต่ละเล่มล้วนแข็งแกร่งไม่น้อยไปกว่าการโจมตีอย่างสุดกำลังของเทพบุตรหยก ดังนั้นแม้ว่าจะถูกชะลอจนเชื่องช้าลงเล็กน้อย กระบี่บินเหล่านั้นยังคงทะลวงฝ่าเข้ามาจากทุกทิศทาง ราวกับมือกระบี่สามสิบหกคนโจมตีเข้าใส่จี้หนิงโดยพร้อมเพรียง

“จะเอาชนะเจ้า ใช้เพียงจำนวนที่มากกว่าก็เพียงพอแล้ว” ปรมาจารย์ซู่กล่าวด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม

………..

ภายใต้การรุมล้อมของกระบี่บินทั้งสามสิบหกเล่ม ใบหน้าของจี้หนิงพลันบิดเบี้ยวถึงขีดสุด เขารีบใช้ท่าร่างปีกวายุหลบหนีออกจากวงล้อมของกระบี่บินเหล่านั้น ขณะเดียวกัน กระบี่บินหกร้อยกว่าเล่มก็ปรากฏขึ้นรอบตัวของจี้หนิง

“ตาย!” ใบหน้าที่บิดเบี้ยวของจี้หนิงยิ่งดูดุร้ายเกรี้ยวกราด จิตใจและสมาธิทั้งมวลถูกทุ่มเทลงไปในพยุหะพันกระบี่จำลองขั้นที่แปด ไม่หลงเหลือมาควบคุมบงกชวารีอัคคีและม่านวารีได้อีก ชั่วขณะนั้นม่านวารีและบงกชวารีอัคคีที่รอบกายของเขาพลันปลาสนาการไปสิ้น

รังสีกระบี่แปรเปลี่ยนเป็นหยาดพิรุณกรีดฝ่าอากาศเป็นเสียงหวีดหวิวเข้าหาปรมาจารย์ซู่

แต่ปรมาจารย์ซู่เพียงอาศัยความคิดก็บงการกระบี่บินสามสิบหกเล่มที่ไล่ตามจี้หนิงให้วกกลับมาป้องกัน

ในเสียงระเบิดดังสะท้าน กระบี่บินสามเล่มที่พุ่งเข้าสกัดหยาดพิรุณนั้นถูกกระแทกจนกระเด็นออกไป ขณะที่หยาดพิรุณนั้นพุ่งทะลวงต่อไปทางปรมาจารย์ซู่หลี่

ปรมาจารย์ซู่ที่อยู่ห่างออกไปเผยอรอยยิ้มเยาะ “ช่างเป็นพลังที่แข็งแกร่งไม่น้อย”

กระบี่เก้าเล่มจากสามสิบหกเล่มที่รอบกายของมันพลันพุ่งเข้าปะทะกับพิรุณหยาดนั้น ท่ามกลางเสียงกระแทกปะทะครั้งแล้วครั้งเล่า พลังกระบี่ที่แฝงในหยาดพิรุณก็สูญสลายไปในที่สุด

ปรมาจารย์ซู่จ้องมองจี้หนิงที่อยู่ห่างออกไปพลางหัวเราะเบาๆ “พยุหะกระบี่ของเจ้ามีพลังโดดเด่นไม่น้อย แต่ยังคงไม่อาจเทียบชั้นกับสมบัติวิเศษอันดับพิภพได้ เพียงกระบี่บินอันดับมนุษย์หกเล่มก็ป้องกันมันเอาไว้ได้แล้ว”

“จงเตรียมตัวยอมรับความตายแต่โดยดี” เสียงหัวเราะของปรมาจารย์ซู่ยิ่งมายิ่งดังกังวานด้วยความย่ามใจ

“ตาย!”

กระบี่บินสามสิบหกเล่มที่ทำหน้าที่คุ้มครองรอบกายของมันเหินทะยานไปรวมกลุ่มกับอีกสามสิบหกเล่มที่กำลังโจมตีจี้หนิงอยู่

“พยุหะกระบี่แปดเก้า! สังหาร!” แววดุร้ายเหี้ยมเกรียมฉายขึ้นในดวงตาของปรมาจารย์ซู่วูบหนึ่ง

กระบี่บินเจ็ดสิบสองเล่มจัดขบวนขึ้นเป็นเส้นโค้งขนาดใหญ่ราวกับกองทัพที่จัดตั้งกระบวนพยุหะขึ้นขบวนหนึ่ง ส่วนคมของทุกเล่มจ่อจี้ไปทางจี้หนิง

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่6 บทที่24: หาญท้าหมื่นดาราร่วมสำแดง

Desolate Era เล่ม6: ดักแด้พังทลาย กลับกลายเป็นผีเสื้อ

บทที่ 24: หาญท้าหมื่นดาราร่วมสำแดง

เมื่อย่างเท้าเข้าสู่อาณาเขตของค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์ ปรมาจารย์ซู่พลันตวาดขึ้น “พยุหะมังกรสมุทร!”

ภายใต้เสียงตวาดนั้น เหนือศีรษะของหนงซิเตา หวูฉี ลู่หวง และคนทั้งหมด พลันปรากฎเงาร่างของมังกรสมุทรขึ้น มังกรสมุทรทั้งแปดโบยบินเข้าไปรวมตัวกับมังกรสมุทรขนาดยักษ์ที่เหนือศีรษะของปรมาจารย์ซู่ แล้วกลายเป็นมังกรสมุทรที่มีเกล็ดสีขาวราวหิมะเวียนว่ายอยู่รอบพวกมันทั้งเก้า

ค่ายพยุหะที่มีชื่อเสียงที่สุดและทรงพลังที่สุดของภูเขามังกรหิมะคือ ‘พยุหะมังกรหิมะทะยานฟ้า’ ซึ่งเป็นพยุหะที่มีนักพรตจักรวาลแรกกำเนิดเป็นแกนหลัก ผสานพลังของปรมาจารย์หมื่นสำแดงและสาวกตำหนักม่วงนับหมื่นคนเข้าด้วยกันก่อกำเนิดเป็นมังกรหิมะศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถถล่มสวรรค์ทลายปฐพี นับเป็นอาวุธสุดท้ายสำหรับใช้พิทักษ์สำนัก อานุภาพของมันนั้นกระทั่งเซียนสวรรค์อมตะยังมิอาจดูแคลนได้

พยุหะมังกรสมุทรที่ปรมาจารย์ซู่ใช้ออกนี้คือพยุหะมังกรหิมะทะยานฟ้าฉบับย่อส่วนนั่นเอง

………

กลุ่มยอดฝีมือที่นำโดยปรมาจารย์ซุ่ก้าวเดินอย่างมั่นคง ภายใต้การคุ้มครองของมังกรสมุทรสีขาวที่แผ่พุ่งรัศมีแห่งพลังอันกล้าแกร่งออกมา

“ทั้งหมดชะงักเท้า” หนงซิเตาให้สัญญาณพลางชี้นิ้วไปด้านหน้า “ขอท่านอาจารย์ลุงโปรดลงมือ ใช้ตราประทับวิเศษของท่านกดกระแทกยอดเนินที่เบื้องหน้านี้เป็นพื้นที่กว้างสามสิบเมตรและลึกสามสิบเมตร”

ปรมาจารย์ซู่พยักหน้าคราหนึ่ง ตราประทับลอยออกจากฝ่ามือแล้วขยายขนาดขึ้นจนมีความกว้างสามสิบเมตร เมื่อตราประทับลอยตัวอยู่เหนือยอดเนินซึ่งมีพลังแห่งฟ้าดินรวมตัวกันอย่างเข้มข้นนั้น มันก็ชี้นิ้วออกบงการให้กดกระแทกลงจนหินผาและต้นไม้ใหญ่เบื้องล่างถูกบดขยี้จมลึกลงไปเป็นหลุมลึกสามสิบเมตร

“ที่ตรงนั้น โปรดสร้างหลุมขนาดสามสิบเมตรอีกหลุมหนึ่ง” ครั้งแล้วครั้งเล่า หนงซิเตาเดินนำทั้งหมดไปตามทางพลางร้องขอให้ปรมาจารย์ซู่ลงมือตามที่มันชี้นำ

หลุมลึกจำนวนร้อยกว่าหลุมทยอยเกิดขึ้นตามจุดที่มันเป็นผู้กำหนด แต่ละจุดเชื่อมโยงสานต่อซึ่งกันและกัน เกิดเป็นแผนภาพอันแปลกประหลาด

“สำเร็จแล้ว” หนงซิเตายิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าพลังงานแห่งฟ้าดินที่ไหลเวียนอยู่ใต้ผืนโลกถูกบังคับให้แปรเปลี่ยนเส้นทางไปในที่สุด หมอกนรกานต์ที่เคยปกคลุมอยู่รอบบริเวณจางหายไปอย่างรวดเร็ว

“ยอดเยี่ยม! ศิษย์พี่หนงซิเตาช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก”

สาวกตำหนักม่วงที่ติดตามมาล้วนตื่นเต้นยินดียิ่ง บัดนี้ขุนเขาแมกไม้ของเขาหัววัวกลับคืนสู่สายตาของพวกมันอีกครั้ง ทัศนวิสัยรอบกายก็แจ่มชัดขึ้นจนสามารถมองเห็นกรงเล็บขนาดยักษ์ของมังกรดำที่สยายเตรียมพร้อมอยู่ในที่ห่างออกไปหุบลงและเคลื่อนที่หายกลับเข้าไปในหมอกนรกานต์ที่อยู่ไกลออกไปอีก

หนงซิเตาเปล่งเสียงหัวเราะออกมา “หมอกนรกานต์ในพื้นที่ของกรงเล็บมังกรถูกทำลายลงแล้ว ตอนนี้หลงเหลือเพียงพื้นที่ของมุกมังกร เศียรมังกร หางมังกร และร่างมังกรเท่านั้น”

“เป้าหมายต่อไปของพวกเราคือที่ใด?” รอยยิ้มอันเชื่อมั่นและผ่อนคลายกลับคืนสู่ใบหน้าของปรมาจารย์ซู่อีกครั้ง

“สาเหตุที่พวกเราลงมือสำเร็จรวดเร็วถึงเพียงนี้เนื่องจากผู้หลานเคยมีโอกาสศึกษาค่ายกลในส่วนกรงเล็บมังกรมาก่อน เมื่อเข้าสู่พื้นที่ถัดไปอาจยุ่งยากกว่านี้อยู่บ้าง” หนงซิเตารีบกล่าวขึ้น

“เจ้าต้องการเวลาเท่าใด?” ปรมาจารย์ซู่เอ่ยถาม

“ด้วยประสบการณ์ที่ได้รับจากพื้นที่กรงเล็บมังกร ผู้หลานคาดว่าส่วนที่เหลือสมควรใช้เวลาประมาณพื้นที่ละหนึ่งชั่วโมง”

“นั่นนับว่าไม่เลวแล้ว” ปรมาจารย์ซู่กล่าวอย่างอารมณ์ดี

อีกเพียงสี่ชั่วโมงข้างหน้าพวกมันก็จะสามารถทำลายหมอกนรกานต์จนหมดสิ้น เมื่อถึงเวลานั้นตระกูลจี้จะไม่หลงเหลือพื้นที่ให้หลบซ่อนอีกต่อไป…

“ตระกูลจี้ถูกกำหนดให้ต้องสิ้นสูญอย่างแน่นอนแล้ว” ดวงตาของปรมาจารย์ซู่ทอประกายมุ่งหวัง มันแทบมองเห็นรางวัลอันยิ่งใหญ่จากการเสนอแหล่งผลึกธาตุธรรมชาติให้แก่สาขาหลักในกำมือของตนเอง

“พวกเราไป!”

มันตะโกนให้สัญญาณและก้าวเดินนำกลุ่มศิษย์ของภูเขามังกรหิมะรุดหน้าเข้าไปในพื้นที่ส่วนร่างมังกรภายใต้การคุ้มกันของมังกรสมุทรสีขาว

………

“หมอกนรกานต์ในพื้นที่กรงเล็บมังกรถูกทำลายลงแล้ว!” ความแตกตื่นกังวลแผ่เข้าปกคลุกทุกชีวิตของตระกูลจี้

หมอกนรกานต์เป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้พวกมันสามารถรุกได้ถอยได้ตามต้องการ ในขณะที่ศัตรูจะตกเป็นฝ่ายถูกกระทำเพียงข้างเดียว ทั้งยังไม่อาจหลบหนีหรือจากไป

“พวกเราจะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้” จี้หนิงกล่าวอย่างกระวนกระวาย เขาเป็นหนึ่งในผู้ที่เข้าใจในค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์มากที่สุด “พวกมันไม่อาจทำลายค่ายกลทั้งหลังลงในคราเดียว จึงเลือกที่จะสลายหมอกนรกานต์ลงทีละพื้นที่ หนงซิเตาเมื่อสามารถทำสำเร็จในพื้นที่ของส่วนเล็บมังกรย่อมสามารถทำสำเร็จในพื้นที่ส่วนอื่นเช่นเดียวกัน”

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีซึ่งเป็นผู้สร้างพันธะกับค่ายกลหลักผงกศีรษะเห็นพ้อง “ถูกแล้ว พวกเราไม่อาจนิ่งดูดายปล่อยให้พวกมันบ่อนทำลายค่ายกลลงไปเรื่อยๆเช่นนี้ เราต้องหาทางหยุดยั้งพวกมัน”

“จี้หนิง ครั้งนี้ต้องให้เจ้าออกหน้าแล้ว” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีจ้องมองมาทางจี้หนิง “เจ้าเป็นผู้เดียวที่พอจะรับมือพวกมันได้ หากแม้แต่เจ้าก็ยังทำไม่สำเร็จ พวกเราคงทำได้เพียงถ่วงเวลาต่อไป ลากถ่วงได้นานเท่าใดก็เท่านั้น”

“ทราบแล้ว” จี้หนิงพยักหน้ารับคำ

หายนะครั้งนี้คล้ายฝันร้ายที่พัดพาเข้ามาเป็นระลอกไม่หยุดยั้ง ไม่นานหลังจากที่เทพบุตรหยกถูกโค่นลง ก็ปรากฏปรมาจารย์หมื่นสำแดงซึ่งร้ายกาจยิ่งกว่าคุกคามเข้ามาอีก

“ข้าต้องชนะเท่านั้น” จี้หนิงร่ำร้องอยู่ภายในใจ

ศึกครั้งนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจพ่ายแพ้ จี้หนิงรู้ดีว่าเขาเป็นผู้เดียวในตระกูลที่อาจต้านทานภูเขามังกรหิมะได้ และหากล้มเหลวเขาจะถูกบังคับให้ต้องหลบหนีไปเพียงผู้เดียว ถึงตอนนั้นบิดาของเขาและผู้อาวุโสคนอื่นๆที่ถูกกักตัวอยู่ภายในอาณาเขตผนึกก็คงทำได้เพียงใช้ชีวิตของตนเองยื้อเวลาออกไปให้นานที่สุดเท่านั้น

“ซู่หลี่… เจ้าต้องตาย… พวกเจ้าทุกคนต้องตาย!”

เพื่อความอยู่รอด เพื่อชาติตระกูล เพื่อคนที่เขารัก เพื่อที่จะไม่ต้องถูกบังคับให้ทอดทิ้งผู้อื่นเอาตัวรอดไปแต่เพียงผู้เดียว เขาต้องสังหารศัตรูให้หมดสิ้น

“ระวังตัวด้วย” จี้ยี่ฉวนกล่าวกับบุตรชาย

“การหยุดยั้งพวกมันแม้สำคัญ แต่ชีวิตของเจ้าสำคัญยิ่งกว่า” ท่านยายเงาอดกล่าวขึ้นไม่ได้เช่นกัน

จี้หนิงผงกศีรษะรับรู้ถึงความรักห่วงใยที่ทุกคนมีให้แก่ตน ร่างของเขากลายสภาพเป็นเงาอันลางเลือนพุ่งหายไปตามเส้นทางที่เปิดขึ้น

………

ชั่วครู่ให้หลัง

จี้หนิงยืนอยู่ใต้ต้นไม้โบราณที่หงิกงอ รอบกายของเขาสว่างไสวไปด้วยลำแสงจากกระบี่ทั้งเจ็ดร้อยกว่าเล่ม โดยที่สี่สิบห้าเล่มในนั้นเป็นสมบัติอันดับมนุษย์ การกำจัดกลุ่มสาวกตำหนักม่วงของเทพบุตรหยกช่วยให้เขาครอบครองกระบี่มีอันดับทั้งสิ้นสี่สิบหกเล่ม เพียงพอที่จะสร้างพยุหะกระบี่พื้นฐานถึงห้าหลัง

คิ้วของเขาขมวดแนบแน่น หน้าผากปรากฏหยาดเหงื่อหลั่งไหลเป็นทาง แสงของพยุหะกระบี่หรี่สลัวลงพร้อมกับกระบี่บินจำนวนหนึ่งที่ร่วงหล่นลงจากตำแหน่งของมัน

“ข้ายังไม่อาจใช้งานมันได้อย่างสมบูรณ์” จี้หนิงส่ายศีรษะ “ก่อนหน้านี้ข้าใช้พยุหะพันกระบี่จำลองขั้นที่เก้าได้ด้วยกระบี่วิเศษมีอันดับยี่สิบเจ็ดเล่ม แต่เมื่อบรรจุกระบี่วิเศษมีอันดับถึงสี่สิบห้าเล่มเข้าไป ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่อาจใช้พยุหะกระบี่ขั้นที่เก้าได้”

“เช่นนั้นหากเป็นขั้นที่แปด…” จี้หนิงทำการทดสอบอีกครั้ง

กระบี่บินที่รอบร่างของเขาลอยขึ้นพร้อมปลดปล่อยลำแสงสีขาวออกมาอีกครั้ง หากยังดูไม่มั่นคงนัก

“ต้องได้!” จี้หนิงขบกรามกล้ำกลืนความเจ็บปวดราวกับศีรษะจะแตกระเบิด รวบรวมพลังสร้างกระบี่แห่งแสงขึ้นที่เบื้องหน้าจนสำเร็จ

ถึงแม้จะเป็นเพียงขั้นที่แปดแต่พลังของพยุหะพันกระบี่จำลองที่เพิ่มกระบี่วิเศษมีอันดับเข้าไปนี้ยังรุนแรงกว่าขั้นที่เก้าที่เขาเคยใช้สังหารเทพบุตรหยกถึงเกือบครึ่ง

จี้หนิงเก็บรวบรวมกระบี่บินกลับไปพร้อมกับเริ่มครุ่นคิดทบทวน “ตอนนี้ระดับสูงสุดที่ข้าทำได้คือพยุหะขั้นที่แปดซึ่งก็ยังยากลำบากยิ่ง คาดว่าคงสามารถใช้ออกได้ไม่เกินสามครั้งเท่านั้น…”

“ท่านผู้นำตระกูล” เขาส่งกระแสจิตออกไป “ข้าเตรียมการพร้อมแล้ว ได้โปรดนำทาง”

“พวกมันอยู่เบื้องหน้านี้เอง เจ้าระวังตัวให้ดี”

“ตกลง”

จี้หนิงสาวเท้าไปเบื้องหน้าพร้อมกับกระบี่อุดรทมิฬที่แผ่รังสีแห่งความตายในมือทั้งคู่ สองตาของเขาลุกโชนไปด้วยเพลิงอำมหิต

………

มังกรสมุทรสีขาวปลอดแหวกว่ายในอากาศ เกล็ดขาวราวหิมะของมันสะท้อนประกายเจิดจ้างดงามภายใต้แสงอาทิตย์ หนงซิเตาที่กำลังทุ่มเทสมาธิจิตใจค้นคว้าความเร้นลับของค่ายกลส่วนร่างมังกรตลอดจนปรมาจารย์ซู่และสาวกตำหนักม่วงที่เหลือต่างอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของมัน

ทันใดนั้น…

ภายใต้ชั้นหมอกสีดำ ละอองฝนที่สดชื่นฉ่ำเย็นพลันพร่างพรูลงมาอย่างไร้วี่แวว สีหน้าของเหล่ายอดฝีมือสังกัดภูเขามังกรหิมะแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที

เหล่าสาวกตำหนักม่วงพากันส่งเสียงอุทานเตือนภัยกันและกัน แม้แต่หนงซิเตายังต้องถอนสมาธิออกจากการวิเคราะห์ค่ายกลตรงหน้า สำหรับผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวเช่นมันที่เฝ้ามองชีวิตของต่งซีฉี เทพบุตรหยก และเหล่าศิษย์ร่วมสำนักหลุดลอยจากไปทีละคน หยาดพิรุณที่โปรยปรายนี้ไม่ต่างอันใดกับเสียงเพรียกจากเทพมรณะ

“เขตแดนกระบี่หยาดพิรุณ?” ปรมาจารย์ซู่ในชุดยาวสีดำ หรี่ตาอสรพิษของมันกวาดมองไปรอบด้าน ถึงแม้ภายนอกมันจะยังรักษาท่าทีอันสงบเยือกเย็นหากแท้จริงกลับลอบยกระดับความระแวดระวังขึ้นจนถึงขีดสุด จะอย่างไรเขตแดนแห่งเต๋าก็เป็นระดับที่แม้แต่ตัวมันก็ยังไม่บรรลุถึง

มันแค่นเสียงอย่างเย็นชาคราหนึ่ง

ภายใต้ความมืดหม่นของหมอกนรกานต์ที่ปกคลุม หมื่นดาราพลันสำแดงดารดาษบนฟากฟ้า ท่ามกลางแสงพริบพราวของหมู่ดาวคือดวงจันทร์ที่สุกสว่างเปล่งประกาย แสงจันทราสาดส่องลงมาทาบทับร่างของเหล่าสาวกภูเขามังกรหิมะและมังกรขาวไว้ภายในจนสายพิรุณไม่อาจซัดต้อง

“จี้หนิงเจ้าเพียงสามารถกระทำการลับๆล่อๆเช่นนี้หรือ? ตระกูลจี้ไม่กลัวถูกผู้คนดูแคลนหรืออย่างไร?” ปรมาจารย์ซู่ที่อยู่ภายใต้การพิทักษ์ของมังกรขาวและแสงจันทร์กล่าวกระตุ้นท้าทาย “หากคิดต่อสู้ก็จงปรากฏกายออกมา”

“เมื่อต้องการเช่นนั้นก็จงรับกระบี่!”

เสียงตวาดดังก้องดุจอสนีบาตฟาดลง เงาร่างของพญาปักษาที่ถูกห่อหุ้มในบงกชวารีอัคคีพุ่งทะยานเข้าหาปรมาจารย์ซู่หลี่ด้วยระดับความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ

มังกรสมุทรสะบัดหางสีขาวบริสุทธิ์ของมันเข้าใส่พญาปักษาอย่างรวดเร็วจนบังเกิดเสียงอากาศแตกระเบิดออกเป็นทาง ทว่าปักษาวารีอัคคีนั้นรวดเร็วยิ่งกว่า หางของมังกรสมุทรจึงพลาดเป้าหมายไป

“นี่…” ปรมาจารย์ซู่ย่อมทราบดีว่าร่างที่ปลดปล่อยพลังอันน่าสะพรึงกลัวของเทพอสูรออกมาพลางพุ่งเข้าหามันนั้นมิใช่ทวิชาติที่แท้จริง หากเป็นเด็กหนุ่มซึ่งสวมปีกวิเศษไว้กลางหลัง ทว่ามันยังคงอดมิได้ต้องส่งเสียงอุทานด้วยความตื่นตกใจ

เทพวิชา ‘ท่าร่างปีกวายุ’

เทพวิชานั้นสามารถส่งเสริมผู้ฝึกฝนกายาเทพอสูรให้ต่อกรกับยอดฝีมือในระดับที่สูงกว่าได้ แม้จี้หนิงจะสำเร็จ ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ ถึงขั้นที่เจ็ด แต่ก็เพียงทำให้พลังของเขาเทียบเท่ากับยอดฝีมือทั่วไปที่อยู่ในระดับตำหนักม่วงขั้นสูงสุดเท่านั้น ทว่าระดับความเร็วของเขาในยามที่ใช้ท่าร่างปีกวายุยังเหนือล้ำกว่าปรมาจารย์ซู่อีก

“จี้หนิง?” ใบหน้าของปรมาจารย์ซู่ไม่อาจรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้อีกต่อไป เมื่อมองเห็นร่างของเด็กหนุ่มที่กำลังทะลวงแทงกระบี่คู่เข้าใส่ได้อย่างชัดตา ร่างในชุดขนสัตว์สีขาวนั้นแผ่ซ่านรัศมีสีชาดอันสดใสออกมาในขณะที่เคลื่อนไหวด้วยระดับความเร็วที่แม้แต่มันก็ยังต้องแตกตื่น “นี่หรือคือจี้หนิงซึ่งมีผู้บอกข้าว่าแข็งแกร่งทัดเทียมกับเทพบุตรหยก? เหลวไหลบัดซบสิ้นดี เทพบุตรหยกไม่มีทางแข็งแกร่งถึงเพียงนี้อย่างแน่นอน!”

“ตาย!”

เสียงตะโกนอันเกรี้ยวกราด!

พลังกระบี่อันกร้าวแกร่ง!

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่6 บทที่23: ผนึก

Desolate Era เล่ม6: ดักแด้พังทลาย กลับกลายเป็นผีเสื้อ

บทที่ 23: ผนึก

หนงซิเตารีบกล่าวตอบว่า ค่ายกลนี้มีนามว่า มังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์ซึ่งเป็นประหนึ่งค่ายกลในตำนาน แม้ว่าที่ตระกูลจี้ใช้ออกจะเป็นเพียงแค่รูปแบบที่จำลองลงสู่อันดับมนุษย์ แต่ก็เป็นอันดับมนุษย์ขั้นสูงสุดที่แทบเทียบได้กับอันดับพิภพ อานุภาพของมันจึงไม่อาจดูแคลน แม้แต่ท่านอาจารย์ลุงเอง หากพาตัวเข้าสู่ค่ายกลก็อาจจะถูกกักอยู่ภายในได้…

ร้ายกาจถึงพียงนั้น?” ปรมาจารย์ซู่สะท้านขึ้นเล็กน้อย

อันดับมนุษย์ขั้นสูงสุดที่แทบเทียบได้กับอันดับพิภพ? นี่เท่ากับว่าค่ายกลนี้มีอานุภาพใกล้เคียงกับตราประทับวิเศษของมัน

ศิษย์พี่ซิเตา แล้วพวกเราควรทำอย่างไรต่อไป?”

หรือจะปล่อยให้พวกมันดำเนินแผนถ่วงเวลาต่อไปเช่นนี้?”

หนงซิเตากล่าวตัดบทคำถามที่เต็มไปด้วยความกังวลของสาวกตำหนักม่วงเหล่านั้น หากข้าไม่เคยเข้าสู่ค่ายกลด้วยตนเองข้าคงมิอาจตอบได้เช่นกัน แต่เมื่อข้าเคยเข้าไปและใช้เวลาไม่น้อยในการสำรวจวิเคราะห์มัน ข้าจึงพอจะมีความมั่นใจอยู่บ้าง… ไม่ต้องร้อนรุ่มไป ข้าจะเริ่มจากการทำลายค่ายกลหมอกดำก่อน

มันก้าวเดินไปด้านหน้าโดยมีปรมาจารย์ซู่ติดตามคุ้มกันอยู่ด้านหลัง

ค่ายกลหมอกดำหลอนประสาทนี้เพียงเป็นค่ายกลอันพื้นเพเท่านั้น หนงซิเตาหัวเราะอย่างเย็นชา ก่อนหน้านี้ข้าก็เกือบจะทำลายลงได้แล้ว เพียงแต่พวกมันใช้ค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์กักข้าเอาไว้ก่อน

หนงซิเตาเขม้นมองหมอกดำที่ปกคลุมเขาหัววัวทั้งลูกเอาไว้ หากการคำนวณของข้าไม่ผิดพลาด หนึ่งในธงค่ายกลสมควรอยู่ห่างออกไปไม่เกินสามร้อยเมตรทางด้านนี้ ขณะกล่าววาจาแส้ปัดก็ปรากฎขึ้นในมือของมันพร้อมกับเส้นใยสีขาวหลายพันเส้นที่พุ่งเป็นวงโค้งหายเข้าไปในค่ายกลอย่างรวดเร็ว

หมอกดำที่ปกคลุมทั่วบริเวณเริ่มจางหายเมื่อธงค่ายกลถูกถอนดึงขึ้นจากพื้น แสงตะวันที่สาดส่องลงมาอีกครั้งเผยร่างมหึมาของมังกรที่ขดตัวอยู่รอบขุนเขาให้ปรากฎแก่สายตาของคนทั้งหมด แม้ร่างยาวเหยียดสีดำทมิฬของมันจะยังแผ่ซ่านความมืดมนอนธการออกมา แต่อาณาบริเวณที่ปกคลุมนั้นแคบเล็กลงกว่าเดิมมากนัก

………

บนยอดเขา

ยอดฝีมือของตระกูลจี้ล้วนวิตกกังวลจนเคร่งเครียดเมื่อเห็นหนงซิเตาไปแล้วย้อนกลับมา ทั้งยังทำลายค่ายกลหมอกดำหลอนประสาทจากภายนอกได้อย่างง่ายดาย

เหตุใดมันจึงย้อนกลับมาอีก?” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีเอ่ยด้วยความท้อแท้ หากปราศจากมัน ต่อให้ปรมาจารย์ซู่เข้มแข็งถึงเพียงไหน เมื่อเข้าสู่ค่ายกลก็ยังต้องถูกกักอยู่ภายใน

หนงซิเตา!”

ทำไมจึงกลับกลายเป็นเช่นนี้ได้?”

เหล่าสมาชิกตระกูลจี้ล้วนอุทานออกมาด้วยความรู้สึกราวกับร่วงหล่นลงสู่ห้วงแห่งความสิ้นหวัง การมาถึงของหนงซิเตาไม่ต่างกับการเพิ่มปีกให้แก่พยัคฆ์ร้ายเช่นปรมาจารย์ซู่

………

หนงซิเตาและปรมาจารย์ซู่หลี่ต่างจ้องมองร่างอันใหญ่โตของมังกรทมิฬที่ขดตัวรอบเขาหัววัว

นั่นคือร่างจำแลงของมังกรโลกันตร์ที่เกิดจากความอำนาจของค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์ หนงซิเตากล่าวขึ้นก่อน

มังกรโลกันตร์ปรมาจารย์ซู่หลี่ทวนคำพลางพยักหน้าให้มันกล่าวต่อไป

ค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์นี้ยังแฝงคุณสมบัติอีกประการเอาไว้ หมอกนรกานต์ ที่แผ่ออกมาจากร่างของมังกรดำยังมีผลในการหลอนประสาทอีกด้วย การทำลายค่ายกลนี้จึงยุ่งยากขึ้นไปอีก

แม้แต่เจ้าก็ไม่สามารถงั้นหรือ?” ปรมาจารย์ซู่ขมวดคิ้วลง

ที่จริงการทำลายหมอกนรกานต์นั้นไม่ยากเย็นนัก หนงซิเตาเปล่งเสียงหัวเราะออกมา ท่านอาจารย์ลุงโปรดฟังผู้หลานกล่าวจนจบ ค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์นี้แบ่งออกเป็นสองส่วน คือส่วนของมังกรโลกันตร์ที่ใช้จู่โจมทำลาย และส่วนของหมอกนรกานต์ที่ใช้ล้อมกักศัตรู แม้ว่าข้าจะไม่สามารถทำลายค่ายกลทั้งหลังลงในคราเดียว แต่หากมีท่านอาจารย์ลุงคอยพิทักษ์อยู่ด้านข้างขณะที่ข้าทำการศึกษาวิเคราะห์และลงมือทดสอบ ข้าเชื่อว่าจะสามารถทำลายหมอกนรกานต์ลงได้ในชั่วเวลาไม่นาน

ปรมาจารย์ซู่หลี่แตกตื่นยินดียิ่ง เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว หากไร้ซึ่งค่ายกลหลอนประสาทคอยคุ้มศีรษะ ตระกูลจี้จะถูกบังคับให้ต้องใช้มังกรโลกันตร์ต่อสู้กับข้าอย่างซึ่งหน้า เมื่อนั้นจะเป็นเวลาตายของพวกมันทุกคน

ปรมาจารย์หมื่นสำแดงเช่นมันไหนเลยเกรงกลัวสาวกตำหนักม่วงเพียงไม่กี่คนนี้ ที่มันอดกลั้นรอคอยจนถึงบัดนี้ก็เพราะยังกังวลต่อการถูกกักตัวในค่ายกลเท่านั้น

มังกรโลกันตร์นั้นประกอบขึ้นจากห้าองค์ประกอบย่อย หมอกนรกานต์ก็ถือกำเนิดจากห้าองค์ประกอบย่อยเช่นกัน หนงซิเตากล่าวต่อไป ก่อนหน้านี้ข้าถูกกักอยู่ในส่วนของกรงเล็บมังกรและสามารถตีความมันได้ในระดับหนึ่งแล้ว น่าเสียดายที่อาศัยเพียงพลังของเทพบุตรหยกยังไม่เพียงพอที่จะกระทำการใดได้ ทว่าตราประทับวิเศษของท่านอาจารย์ลุงซึ่งเป็นสมบัติอันดับพิภพย่อมสามารถตัดทำลายกระแสพลังแห่งฟ้าดินของค่ายกลที่ก่อกำเนิดหมอกนรกานต์ลงได้อย่างแน่นอน

ประเสริฐ!” ปรมาจารย์ซู่หลี่กล่าวอย่างชื่นชม แม้มันจะมิใช่ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งค่ายกลแต่ยังเคยได้ยินหลักการขั้นพื้นฐานที่ว่า หากกระแสพลังแห่งฟ้าดินซึ่งเป็นแหล่งพลังที่ขับเคลื่อนค่ายกลถูกตัดขาด ค่ายกลย่อมไม่อาจคงสภาพอยู่ได้

เมื่อใดที่ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลสามารถทำความเข้าใจในหลักการทำงานและความลึกซึ้งของค่ายกลอย่างถ่องแท้ พวกมันย่อมสามารถค้นหาสารพัดวิธีการมาขัดขวางการทำงานของค่ายกลได้ หนงซิเตาเองแม้ไม่อาจทำลายค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์โดยตรง แต่ยังค้นพบวิธีบั่นทอนประสิทธิภาพของค่ายกลด้วยการทำลายการก่อกำเนิดของหมอกนรกานต์

ท่านอาจารย์ลุงหนงซิเตาหัวเราะออกมาอย่างชั่วร้าย เมื่อใดที่หมอกนรกานต์ถูกทำลายลงและตระกูลจี้จะถูกบีบคั้นให้ต้องต่อสู้กับพวกเราโดยซึ่งหน้า เมื่อถึงเวลานั้นข้าเกรงว่าตระกูลอันต่ำต้อยนี้จะขลาดเขลาจนพากันหลบหนีไป

แต่เมื่อจุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกเราคือการแย่งชิงป้ายพระราชทานของนครหมื่นกระบี่ พวกเราย่อมไม่อาจปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นได้ ข้าขอเสนอให้ท่านอาจารย์ลุงจัดตั้งอาณาเขตผนึกรอบเขาหัววัวเอาไว้ก่อน

ปรมาจารย์ซู่ผงกศีรษะชมเชย ข้อเสนออันยอดเยี่ยม!”

วาจาพอสิ้นสุด ร่างของมันก็กลับกลายเป็นลำแสงเหินบินไปโดยรอบเขาหัววัวพร้อมกับจัดตั้งอาณาเขตขึ้น

ระลอกคลื่นแห่งแสงที่โปร่งใสราวกับสายน้ำแผ่ขยายออกปกคลุมขุนเขาทั้งลูก ไม่เพียงจากบนท้องฟ้าหากยังรวมไปถึงใต้พื้นดินอีกด้วย

เขาหัววัวทั้งลูกถูกตัดขาดออกจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง!

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีและสมาชิกตระกูลจี้บนยอดเขาทำได้เพียงเหม่อมองขณะที่อาณาเขตแห่งแสงปิดผนึกเขาหัววัวเอาไว้ สีหน้าของพวกมันล้วนบิดเบี้ยวยากจะบรรยาย

อาณาเขตผนึก ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวด้วยเสียงที่แหบแห้ง ทั้งยังเป็นอาณาเขตที่ปรมาจารย์หมื่นสำแดงจัดตั้งขึ้นด้วยตนเอง… ต้องอาศัยผู้ที่มีพลังเหนือล้ำกว่าปรมาจารย์ซู่เท่านั้นจึงจะทำลายมันลงได้

ถูกแล้วท่านยายเงารับคำอย่างเลื่อนลอย ดวงตาทั้งสองหลงเหลือเพียงแววแห่งความสิ้นหวัง

จะอย่างไรพวกเราก็ไม่ได้หวังที่จะกลับออกไปแต่แรกแล้ว จี้หลิวเจินกล่าวเสียงแผ่วเบา เมื่อปราศจากหนทางให้หลบหนีก็มีแต่ต้องต่อสู้ให้ถึงที่สุด

จี้ยี่ฉวนพยักหน้าเห็นด้วย ตระกูลจี้เราสมควรภาคภูมิใจที่สามารถก่อกวนจนปรมาจารย์หมื่นสำแดงต้องออกหน้ามาจัดการกับพวกเราด้วยตนเอง

จี้หนิง อย่าได้ลืมเลือนว่าหากรับมือปรมาจารย์ซู่ไม่ได้ ให้รีบหลบหนีไปทันที ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวย้ำอีกครั้ง

เจ้าเป็นความหวังแห่งอนาคตเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลจี้เรา ท่านยายเงาจ้องมองมาทางจี้หนิงเช่นเดียวกับจี้หลิวเจินและอาสิง

อย่าได้ทำเรื่องโง่เขลา จี้ยี่ฉวนกำชับบุตรชายอย่างเฉียบขาด

ชั่วขณะนั้น… จี้หนิงรับรู้ได้ถึงระลอกแห่งอารมณ์ตลอดจนความสิ้นหวังจากก้นบึ้งหัวใจของเหล่าผู้อาวุโส ทันทีที่อาณาเขตผนึกถูกก่อตั้งขึ้น สมาชิกตระกูลจี้ทุกคนยกเว้นตัวเขาที่ครอบครองเครื่องรางเร้นรอยก็ถูกลิขิตให้ต้องต่อสู้จนตัวตาย

ทราบแล้ว จี้หนิงกล่าวรับคำอย่างเคร่งขรึม

ซู่หลี่!” สายตาอาฆาตของจี้หนิงเบือนลงไปจับที่กลุ่มยอดฝีมือของภูเขามังกรหิมะ หมื่นดาราร่วมสำแดงแล้วจะเป็นไร? ข้าจะขอรับทราบความร้ายกาจของมันเอง!” หัวใจของเขาลุกไหม้ไปด้วยเพลิงแค้นที่มีต่อศัตรูร้ายของตระกูลจี้ผู้นี้

มันต้องตาย!

………

ที่เชิงเขา กลุ่มยอดฝีมือที่นำโดยปรมาจารย์ซู่ย่างเท้าเข้าสู่ภายในพื้นที่ของอาณาเขตผนึก

มีเรื่องอีกประการที่ข้าต้องแจ้งให้อาจารย์ลุงทราบไว้ หนงซิเตากล่าวขึ้น ขณะที่ปรมาจารย์ซู่เหลียวมองมาทางมันด้วยความสงสัย

ตระกูลจี้มีสาวกตำหนักม่วงเพียงไม่กี่คนและพวกมันส่วนใหญ่ก็ไม่คู่ควรให้ต้องเอ่ยถึง ทว่าในหมู่พวกมันยังมีอัจฉริยะปิศาจผู้หนึ่งซึ่งมีนามว่าจี้หนิง มันผู้นี้มีอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้น

เจ้าจะบอกให้พวกเราระมัดระวังเด็กหนุ่มอายุสิบหกปีผู้หนึ่ง?” ปรมาจารย์ซู่และสาวกตำหนักม่วงคนอื่นแทบไม่อาจเชื่อหูตนเอง

ถูกแล้ว หนงซิเตากล่าวด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดจริงจัง พลังฝีมือของมันเข้มแข็งจนน่าสะพรึงกลัว ก่อนหน้านี้ที่สาวกตำหนักม่วงสิบเก้าคนและสัตว์อสูรอีกสองตนเดินทางเข้าสู่ค่ายกลนั้น พวกเราสามารถใช้รูปขบวนผสานพลังต้านทานการโจมตีของมังกรโลกันตร์เอาไว้จนตระกูลจี้ไม่อาจทำอย่างไรพวกเราได้ แต่ท้ายที่สุดนอกจากข้าแล้วทุกคนล้วนตกตายด้วยน้ำมือของจี้หนิง

เด็กหนุ่มอายุเพียงสิบหกปีผู้นี้สามารถสังหารกระทั่งเทพบุตรหยก?” ปรมาจารย์ซู่ตื่นตัวขึ้น เหล่าสาวกตำหนักม่วงคนอื่นที่รับฟังอยู่ด้านข้างก็ล้วนนิ่งตะลึง ตระกูลท้องถิ่นเยี่ยงตระกูลจี้กลับให้กำเนิดสัตว์ประหลาดที่เปี่ยมพรสวรรค์เยี่ยงนี้ออกมาได้?

เมื่อเผชิญหน้ากันท่านอาจารย์ลุงย่อมทราบได้เอง คนผู้นี้มีความสำเร็จทั้งในด้านพลังปราณและกายาเทพอสูร เพลงกระบี่ของมันยิ่งเลิศล้ำจนบรรลุถึงขั้นเขตแดนแห่งเต๋า

เขตแดนแห่งเต๋าคำพูดนี้บีบเค้นหัวใจของทุกผู้คนไม่เว้นแม้แต่ปรมาจารย์ซู่หลี่ มันแม้ฝึกฝีมือจนถึงขั้นหมื่นดาราร่วมสำแดง แต่ในด้านความรู้แจ้งกลับยังไม่เพียงพอที่จะเข้าสู่ระดับของเขตแดนแห่งเต๋าได้ สาวกตำหนักม่วงคนอื่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง นั่นเป็นระดับที่พวกมันไม่เคยแม้แต่จะฝันถึงด้วยซ้ำ

เด็กหนุ่มอายุสิบหกปีที่มีความรู้แจ้งถึงระดับเขตแดนแห่งเต๋า? พวกมันแทบไม่อาจยอมรับว่านี่จะเป็นเรื่องจริงไปได้

เขตแดนของมันคือเขตแดนแห่งหยาดพิรุณ หนงซิเตาบอกเล่าต่อไป เมื่อใดที่สายพิรุณโปรยปรายลงมา พวกท่านต้องระวังให้ดี เพราะนั่นหมายความว่าจี้หนิงกำลังจะลงมือจู่โจม

ปรมาจารย์ซู่หลี่พยักหน้าเล็กน้อย เดิมทีมันยังถือดีว่าตนเองเป็นถึงปรมาจารย์หมื่นสำแดงที่มีสมบัติวิเศษอันดับพิภพในครอบครองจึงมิได้เห็นคู่ต่อสู้อยู่ในสายตา แต่เมื่ออีกฝ่ายสามารถสร้างเขตแดนแห่งเต๋าขึ้นมา มันย่อมไม่อาจประมาทศัตรูอีกต่อไป

ข้าเองก็ถูกจี้หนิงผู้นี้คุกคามจนต้องใช้ผนึกเต๋าเคลื่อนย้ายระยะสั้นหลบหนีไป จนถึงบัดนี้เมื่อหวนคิดดูยังรู้สึกหวาดหวั่นไม่คลายท่านอาจารย์ลุง ผู้หลานคิดหยิบยืมผนึกเต๋าเคลื่อนย้ายระยะสั้นจากท่านเพื่อเป็นหลักประกันในการรักษาชีวิต ไม่เช่นนั้นผู้หลานคงมิอาจรวบรวมความกล้ากลับเข้าสู่ค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์เป็นครั้งที่สอง…”

ปรมาจารย์ซู่ลังเลไปชั่วขณะ กำลังหลักของภูเขามังกรหิมะเช่นมันยังได้รับมอบผนึกเต๋าเคลื่อนย้ายระยะสั้นจากสำนักมาเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น ต่อมาภายหลังเมื่อมันรวบรวมสมบัติวิเศษส่วนตัวได้มากพอค่อยลกเปลี่ยนเพิ่มเติมมาได้อีกสองชิ้ของวิเศษพิทักษ์ชีวิตเยี่ยงผนึกเต๋าเคลื่อนย้ายระยะสั้นนั้นล้ำค่าเกินบรรยาย มีเพียงสภาพแวดล้อมอันพิเศษเฉพาะบางประเภทเท่านั้นที่จะปิดกั้นมันเอาไว้ได้

ตกลง ข้าจะให้เจ้าหยิบยืมไว้ชั่วคราว มันเข้าใจดีว่าหากไม่ทำเช่นนี้แล้ว หนงซิเตาคงไม่ยินยอมกลับเข้าไปเสี่ยงอันตรายเพื่อมันอย่างแน่นอน

หนงซิเตาเมื่อได้รับผนึกเต๋าเคลื่อนย้ายระยะสั้นมาถือในมือค่อยรวบรวมกำลังขวัญกลับมาอีกครั้ง มันรีบกล่าวขึ้นว่า ท่านอาจารย์ลุงโปรดวางใจ จี้หนิงต่อสู้กับศิษย์พี่เทพบุตรหยกเป็นเวลานานก็ยังไม่อาจเอาชัยได้ ที่มันสามารถสังหารศิษย์พี่ก็เพราะใช้วิธีการอันต่ำช้าหลอกล่อถ่วงเวลาจนพลังศักดิ์สิทธิ์ของศิษย์พี่เหือดแห้งหมดสิ้น ครั้งนี้เมื่อท่านอาจารย์ลุงลงมือด้วยตนเอง พวกเราจะสามารถกวาดล้างตระกูลจี้และแย่งชิงป้ายพระราชทานของนครหมื่นกระบี่มาได้อย่างแน่นอน

ประเสริฐ ปรมาจารย์ซู่หัวร่อออกมาอย่างย่ามใจก่อนกวาดตามองสาวกตำหนักม่วงที่หลงเหลือ พวกเราเข้าไปพร้อมกัน

สาวกตำหนักม่วงเหล่านั้นไหนเลยกล้าปฏิเสธ พวกมันได้แต่ลอบสบตากันก่อนติดตามหลังปรมาจารย์ซู่กับหนงซิเตามุ่งหน้าเข้าหามังกรโลกันตร์ที่หมอบซุ่มอยู่ในหมอกนรกานต์

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

 

เล่มที่6บทที่22: สมบัติวิเศษอันดับพิภพ

Desolate Era เล่ม6: ดักแด้พังทลาย กลับกลายเป็นผีเสื้อ

บทที่ 22: สมบัติวิเศษอันดับพิภพ

“สิ่งนั้นคือ…?”

“ตระกูลจี้ซุกซ่อนสิ่งใดไว้กันแน่?”

“ปรมาจารย์ซู่ ตระกูลจี้…”

เหล่าสาวกตำหนักม่วงของภูเขามังกรหิมะต่างพากันอุทานด้วยความแตกตื่น เพียงเห็นปลายกลีบบุปผาที่โผล่พ้นเหนือกลุ่มหมอกสีดำทะมึนพวกมันก็พอจะคาดเดาได้ว่านี่เป็นดอกไม้ที่มีขนาดใหญ่โตจนน่ามหัศจรรย์ถึงพียงใด

สุดท้ายพวกมันก็ทำได้เพียงหันไปมองปรมาจารย์ซู่หลี่ด้วยสายตาที่คาดหวัง ตัวของซู่หลี่เองก็ขมวดคิ้วเข้าหากันก่อนกล่าวตอบออกไป นี่เป็นบุปผาชาติขนาดใหญ่ กลีบเป็นสีแดงเพลิงและน้ำเงินวารี น่าจะเป็นรูปแบบหนึ่งของพลังธาตุวารีและอัคคี

ด้วยระยะที่ห่างถึงเพียงนี้ทั้งยังถูกกั้นขวางด้วยหมอกดำ มันไหนเลยสามารถหาข้อสรุปของบุปผชาติพิสดารดอกนี้ได้

“ให้ข้าลองทดสอบมันดู” ปรมาจารย์ซู่หลี่ตวาดพลางชี้นิ้วไปยังยอดเขา “จงสาดส่อง!”

หัตถ์แห่งแสงที่ก่อตัวขึ้นจากประกายจันทราปรากฎขึ้นอีกครั้ง มันยึดกุมตราประทับวิเศษแล้วกดกระแทกลงบนกลีบบุปผาที่โผล่พ้นสายหมอก ทันใดนั้นเองร่างของมังกรก็ผุดขึ้นจากหมอกดำเข้ารับการโจมตีเอาไว้ แม้ว่าหลังจากการปะทะลำตัวของมังกรจะเสียหลักทรุดลง แต่ก็นับว่าสามารถรับท่าจู่โจมนี้เอาไว้ได้

“เฮอะ พวกมันเพียงรู้จักหลบซ่อนอยู่หลังค่ายกลเท่านั้น หากต่อสู้กันซึ่งหน้าข้ามั่นใจว่าจะสามารถบดขยี้มังกรดำนั้นได้ภายในกระบวนท่าเดียว” ปรมาจารย์ซู่ส่ายศีรษะด้วยความขัดใจ

………

ภายในค่ายกล

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีสับสนร้อนรุ่มดังถูกไฟเผา มันรีบส่งเสียงทางจิตออกไป “จี้หนิงกำลังอยู่ในห้วงคับขันของการฝึกฝีมือ ไม่ว่าอย่างไรพวกเราต้องช่วยกันหยุดยั้งปรมาจารย์หมื่นสำแดงผู้นี้เอาไว้!”

ทุกคนล้วนตอบรับคำสั่งด้วยความมุ่งมั่น พวกมันทราบดีว่าจี้หนิงคือผู้ที่แบกอนาคตของตระกูลจี้เอาไว้ พวกมันไหนเลยยินยอมให้ผู้ใดมาทำร้ายหรือกีดขวางความก้าวหน้าของจี้หนิงได้?

“จี้หนิงกลับปลดปล่อยบุปผชาติวารีอัคคีออกมา เขากำลังฝึกฝนวิชาอันใดกันแน่?” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีลอบรำพึงในใจ มันแม้รับรู้ได้ถึงการกำเนิดของดอกไม้ยักษ์แต่กลับไม่อาจทำความเข้าใจในมันได้แม้แต่น้อย

………

กลีบบุปผาขนาดมหึมากว่าสามร้อยเมตรซึ่งกำเนิดจากวารีและอัคคีห่อหุ้มร่างของจี้หนิงไว้ภายใน

พลังหยางแท้และพลังหยินแท้ที่แก่นกลางของมันชักนำพลังแห่งสุริยันจันทราเข้าสู่ร่างของจี้หนิงผ่านทางอักขระศักดิ์สิทธิ์บนแผ่นหลังไม่หยุดหย่อน ร่างกายของเขาเริ่มบังเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเชื่องช้าและเป็นธรรมชาติ ในขณะที่กล้ามเนื้อ กระดูก และเส้นเอ็น ตลอดจนอวัยวะภายในทำการดูดซับพลังงานที่ถูกส่งผ่านเข้ามาอย่างหิวกระหาย

การจะรุดหน้าเข้าสู่ระดับถัดไปในเคล็ดวิชาประกายชาดเก้าชั้นฟ้านั้น ผู้ฝึกจะต้องค่อยๆชักนำพลังศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่ร่างกายผ่านการฝึกฝน เมื่อสั่งสมถึงระดับค่อยทะลวงเข้าสู่ขั้นถัดไปได้ ทว่าระยะห่างระหว่างขั้นที่หกและขั้นที่เจ็ดซึ่งเป็นการเลื่อนระดับจากเหนือธรรมชาติเข้าสู่ตำหนักม่วงนั้นกว้างใหญ่ไพศาลนัก

ปริมาณของพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องใช้เพื่อเพิ่มพูนสมรรถภาพของกายาเทพอสูรให้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตที่สูงขึ้นยังมากมายยิ่งกว่าพลังทั้งหมดที่จี้หนิงสั่งสมมาตลอดระยะเวลาห้าปีที่เขาฝึกปรือจากขั้นที่สี่ถึงขั้นที่หกด้วยซ้ำ ไม่น่าแปลกใจที่เคล็ดวิชากายาเทพอสูรอันดับหนึ่งนี้ได้รับการกล่าวขานว่าฝึกปรือได้ยากเย็นที่สุด เพราะกระทั่งจี้หนิงที่กอปรด้วยพรสวรรค์และความพากเพียรจนบรรลุขอบเขตแห่งเต๋าไปแล้วก็ยังเพิ่งสามารถบรรลุขั้นที่เจ็ดในวันนี้

หากทว่าในขั้นตอนของการทะลวงผ่านและในการฝึกฝนหลังจากนี้ไป ผู้ฝึกจะสามารถดึงดูดพลังหยางแท้และพลังหยินแท้จากดวงตะวันและจันทราซึ่งเป็นจ้าวแห่งดาราทั้งสองมาช่วยในการชักนำพลังศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่ร่างกายและเริ่มต้นพัฒนาขีดความสามารถอย่างก้าวกระโดด

บุปผชาติแห่งวารีอัคคีพลันกลับกลายเป็นโปร่งใส มันสยายกลีบเบ่งบานเผยให้เห็นร่างเปลือยเปล่าที่งดงามราวกับอัญมณีไร้ตำหนิของเด็กหนุ่มซึ่งอยู่ภายใน ก่อนที่เสื้อขนสัตว์สีขาวอันเกิดจากอำนาจของสมบัติวิเศษประเภทเกราะจะเข้าห่อหุ้มร่างของเขาไว้อีกครั้ง

จี้หนิงเผยอยิ้มออกมา เขารู้สึกได้ถึงพลังศักดิ์สิทธิ์และพลังชีวิตอันมหาศาลไร้สิ้นสุดซึ่งได้รับจากประกายชาดเก้าชั้นฟ้าขั้นที่เจ็ดกำลังไหลเวียนเอ่อท้นจนแทบทะลักทลายออกจากร่าง ต่อแต่นี้ไปถึงแม้หลงเหลือโลหิตเพียงหยดเดียวเขาก็สามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้

“ในที่สุดข้าก็จะสามารถใช้เทพวิชาได้อย่างแท้จริง” จี้หนิงกล่าวด้วยความยินดี

ผู้ฝึกกายาเทพอสูรจะปลดปล่อยพลังของเทพวิชาออกมาได้ก็ต่อเมื่อบรรลุระดับตำหนักม่วงแล้วเท่านั้น

แม้ท่าร่างปีกวายุจะมุ่งเน้นไปที่การฝึกฝนกระบวนท่าและความเคลื่อนไหวจนสามารถใช้ออกได้ด้วยการหนุนส่งของพลังปราณ แต่เทพวิชาก็คือเทพวิชา มันต้องการพลังศักดิ์สิทธิ์ในการขับเคลื่อนเพื่อเปล่งประสิทธิภาพที่แท้จริงออกมา

จี้หนิงในยามนี้แม้เพิ่งบรรลุขั้นแรกเริ่มของของกายาเทพอสูรระดับตำหนักม่วง แต่ด้วยอานุภาพของประกายชาดเก้าชั้นฟ้า พลังของเขาจึงเทียบได้กับยอดฝีมือกายาเทพอสูรระดับตำหนักม่วงขั้นสูง

“กายาเทพอสูรของข้าในตอนนี้เพียงด้อยกว่าเทพบุตรหยกเล็กน้อยเท่านั้น” จี้หนิงกล่าวกับตนเอง “แต่หากต้องเผชิญหน้ากันอีกครั้ง ข้ามั่นใจว่าจะสังหารมันลงได้ด้วยการต่อสู้แบบซึ่งหน้า”

“จี้หนิง” เสียงเรียกนามของเขาแว่วขึ้นข้างหู

“ท่านผู้นำ?” จี้หนิงขานรับอย่างยิ้มแย้ม

“รีบกลับมาที่นี่” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวอย่างร้อนรนพร้อมกับที่หมอกดำเบื้องหน้าของจี้หนิงแหวกเปิดออกเป็นเส้นทาง

จี้หนิงไม่กล้าชักช้า ร่างกลับกลายเป็นลำแสงพุ่งทะยานไปตามทางทันที

………

ผู้เฒ่าเก้าอัคคี จี้ยี่ฉวน และกระเรียนเทพในร่างของสตรีชุดขาวยืนอยู่พร้อมหน้า

“ท่านผู้นำตระกูล” เมื่อโผล่พ้นจากสายหมอกจี้หนิงก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติในทันที ทั้งผู้เฒ่าเก้าอัคคีและบิดาของเขาล้วนปราศจากเค้าแห่งความตื่นเต้นยินดี สีหน้าของพวกมันปกคลุมไปด้วยความกังวลจนเคร่งเครียดด้วยซ้ำ

“เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”

“ตอนแรกเมื่อเทพบุตรหยกถูกกำจัด พวกเราล้วนคาดคิดว่าจะรอดพ้นจากคราเคราะห์ครั้งนี้ไปได้ แต่แล้วภูเขามังกรหิมะกลับส่งกำลังหนุนเข้ามาอีก โดยที่ผู้นำขบวนยังเป็นถึงปรมาจารย์หมื่นสำแดงอีกด้วย” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำ

“ปรมาจารย์หมื่นสำแดง?” จี้หนิงตกตะลึงไปกับสิ่งที่ได้ยิน “เหตุใดจึงเดินทางมาได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้? สาขาหลักของพวกมันมิใช่อยู่ห่างออกไปไกลอย่างยิ่งหรอกหรือ?”

“ข้าเองก็ไม่อาจทราบได้เช่นกัน” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีส่ายหน้า

“ไม่ว่าอย่างไรมันก็มาแล้ว ก่อนหน้านี้มันยังอาศัยพลังแห่งปรากฎการณ์ผลักดันตราประทับวิเศษเข้าจู่โจม พวกเราอาศัยความล้ำลึกของค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์จึงต้านรับเอาไว้ได้อย่างเต็มฝืน” จี้ยี่ฉวนกล่าวขึ้นอย่างเคร่งขรึม

ยิ่งรับฟังสีหน้าของจี้หนิงก็ยิ่งเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์ก็เพียงช่วยให้ต้านรับเอาไว้ได้อย่างเต็มฝืน?

“ปรมาจารย์หมื่นสำแดงผู้นั้นสมควรมีนามว่าซู่หลี่” สตรีชุดขาวเอ่ยขึ้นบ้าง

“ข้าติดตามหนงซิเตามาเนิ่นนานหลายปีและมีโอกาสได้พบกับปรมาจารย์ซู่หลี่ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของภูเขามังกรหิมะครั้งหนึ่ง” กระเรียนเทพเอ่ยต่อไป

“นี่มิใช่บุคคลที่ศิษย์อันพื้นเพเช่นเทพบุตรหยกจะเผยอขึ้นเทียบเทียมได้ เทพบุตรหยกนั้นต่อให้ใช้ออกด้วยเทพวิชา พลังของมันก็เทียบเท่ากับปรมาจารย์หมื่นสำแดงขั้นแรกเริ่มเท่านั้น ปรมาจารย์ซู่หลี่กลับบรรลุระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงมานานกว่าหกสิบปีแล้ว”

“ท่านปรมาจารย์เป็นยอดฝีมือด้านพลังปราณ ยอดวิชาที่ฝึกปรือก็ล้วนเป็นเคล็ดวิชาระดับสูงสุดที่ภูเขามังกรหิมะมีในครอบครอง หลังจากที่เวลาผ่านมาหกสิบกว่าปี อย่างน้อยที่สุดท่านสมควรอยู่ในระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงขั้นกลางแล้ว”

นางหยุดเล็กน้อยแล้วจึงกล่าวต่อไป “นอกจากนี้ ระดับความรู้แจ้งในเต๋าของท่านยังสูงล้ำ และภูเขามังกรหิมะก็มอบสมบัติวิเศษอันดับพิภพให้ท่านถือครองอีกด้วย หากท่านปรมาจารย์คิดสังหารเทพบุตรหยกแล้วย่อมลำบากเพียงแค่ยกมือเท่านั้น”

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีและจี้ยี่ฉวนลอบสบตากัน ก่อนหน้านี้แม้อยู่ในยามคับขัน สตรีชุดขาวยังคงสงบนิ่งไม่เอ่ยวาจา แต่พอจี้หนิงปรากฎกายนางกลับแจ้งข้อมูลอันมีประโยชน์มากมาย เห็นได้ชัดว่าผู้ที่นางภักดีด้วยมีเพียงจี้หนิง มิใช่ตระกูลจี้ทั้งหมด

จี้หนิงครุ่นคิดทบทวนสิ่งที่กระเรียนเทพกล่าวมา เขามิใช่เด็กน้อยโง่เขลาไม่รู้ความอีกต่อไป หลังจากได้เห็นสมบัติวิเศษมากมายในนิเวศน์ใต้วารี เขารู้ดีแล้วว่าสมบัติวิเศษแต่ละอันดับนั้นมีความแตกต่างกันถึงเพียงไหน

เป็นดังเช่นที่หญิงสาวชุดขาวกล่าว หากปรมาจารย์ซู่ต้องการสังหารเทพบุตรหยกแล้วย่อมลำบากเพียงแค่ยกมือเท่านั้น

“จี้หนิง” ใบหน้าของผู้เฒ่าเก้าอัคคีแดงก่ำด้วยความอึดอัดกังวล “พวกเราไม่เคยต่อสู้กับยอดฝีมือระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงมาก่อน เพียงเคยได้ยินตำนานเล่าขานเกี่ยวกับเรื่องของพวกเขาเท่านั้น พลังของปรมาจารย์หมื่นสำแดงแตกต่างจากสาวกตำหนักม่วงอย่างลิบลับ พวกเขาสามารถสังหารสาวกตำหนักม่วงได้อย่างง่ายดายเช่นเดียวกับที่เราสามารถสังหารสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ ส่วนสมบัติวิเศษอันดับพิภพ… พวกเราเพียงเคยได้ยินแต่ชื่อของมันเท่านั้น ไม่ว่าอย่างไรเจ้าห้ามประมาทเป็นอันขาด เจ้าเป็นผู้ถือครองทั้งป้ายพระราชทานของนครหมื่นกระบี่และเครื่องรางเร้นรอย จดจำไว้ว่าหากถึงยามคับขันจงรีบหนีไปเสีย!”

จี้หนิงนิ่งงันไป

หลบหนีเช่นนั้นหรือ?

“ตราบเท่าที่เจ้าหลบหนีไปได้ ตระกูลจี้จะสามารถฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งยังจะยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิม” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวย้ำ

จี้หนิงบังเกิดลางสังหรณ์อันเลวร้าย จิตวิญญาณอันทรงพลังของเขาส่งสัญญาณเตือนถึงหายนะที่ย่างกรายใกล้เข้ามาทุกขณะ

“ปรมาจารย์หมื่นสำแดง?” จี้หนิงไม่เคยต่อสู้กับยอดฝีมือระดับนี้มาก่อนเช่นกัน

“จำไว้ว่าเจ้าไม่อยู่ในฐานะที่จะเอาชีวิตเข้าเสี่ยง” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีจ้องมองจี้หนิงอย่างคาดคั้น ในขณะที่ดวงตาของจี้ยี่ฉวนทอแวววิตกกังวล

“ข้าเข้าใจแล้ว” จี้หนิงพยักหน้ารับแต่โดยดี “ปรมาจารย์หมื่นสำแดงผู้นี้… ข้าจะระมัดระวังให้ถึงที่สุด และหากเห็นผิดท่าจะรีบหลบหนีทันที”

“ดีแล้ว” เมื่อได้ยินเช่นนั้นผู้เฒ่าเก้าอัคคีค่อยพยักหน้าอย่างวางใจ

………

ด้านนอกค่ายกล

ยอดฝีมือของภูเขามังกรหิมะจ้องมองไปทางเขาหัววัวในสายหมอกสีดำที่อยู่ห่างออกไป ปลายกลีบของบุปผาได้เลือนหายไปแล้ว

“ปรมาจารย์ซู่ พวกเราจะทำเช่นไรต่อไป?”

ทุกคนต่างหันไปทางปรมาจารย์ซู่ รอคอยคำสั่งขั้นต่อไป

ปรมาจารย์ซู่หลี่เพ่งมองไปเบื้องหน้าด้วยแววตาเย็นเยียบพลางกล่าวสั้นๆ “รอคอย”

ทั้งเทพบุตรหยกและหนงซิเตาต่างพลาดพลั้งไปแล้ว ต่อให้ระดับพลังระหว่างเขาและคนทั้งสองต่างกันอย่างลิบลับแต่เขายังต้องระมัดระวัง ต่อหน้าค่ายกลอันแปลกประหลาดนี้ ต่อให้เขาทรงพลังเพียงใดก็ไม่อาจบุกเข้าไปอย่างผลีผลามได้ อย่างเลวร้ายที่สุด… พวกเขาก็แค่ล้มเลิกความตั้งใจครอบครองแหล่งผลึกธาตุเท่านั้น

“ท่านอาจารย์ลุงซู่ ท่านอาจารย์ลุงซู่” ลำแสงสายหนึ่งพุ่งใกล้เข้ามา

ซู่หลี่เงยหน้าขึ้นมอง

ภายในลำแสงนั้นเป็นชายในชุดขนสัตว์ผู้หนึ่ง

“หลานศิษย์ซิเตา” ใบหน้าของซู่หลี่เผยแววแตกตื่นยินดี รีบสาวเท้าเข้าไปทักทายอีกฝ่าย ในบรรดาคนทั้งหมดที่เข้าค่ายกลไป หนงซิเตาเป็นคนที่ซู่หลี่กังวลสนใจมากที่สุด มันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลและเคยมีประสบการณ์เผชิญหน้ากับค่ายกลนี้มาก่อน จึงนับเป็นบุคคลที่ซู่หลี่ต้องการตัวมากที่สุดในยามนี้

“ท่านอาจารย์ลุงซู่” หนงซิเตารีบกล่าว “ผู้หลานกำลังกลัวว่าท่านจะเข้าค่ายกลไปแล้วเสียอีก”

“ว่ากระไร?” ซู่หลี่ขมวดคิ้วขณะมองหนงซิเตา “ค่ายกลนี้น่าหวาดหวั่นถึงเพียงนั้น?”

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่6 บทที่21: ประกายชาดเก้าชั้นฟ้าขั้นที่เจ็ด

Desolate Era เล่ม6: ดักแด้พังทลาย กลับกลายเป็นผีเสื้อ

บทที่ 21: ประกายชาดเก้าชั้นฟ้าขั้นที่เจ็ด

“ปรมาจารย์ซู่หลี่?” หนงซิเตาตกตะลึง ในฐานะของศิษย์ที่ผ่านการฝึกฝนจากสาขาหลักและได้รับการยอมรับอย่างสูงในภูเขามังกรหิมะ หนงซิเตาย่อมคุ้นเคยกับปรมาจารย์ซู่ และรู้ดีว่าปรมาจารย์ซู่นั้นไม่มีทักษะในเต๋าแห่งค่ายกล

ซึ่งความจริงผู้ฝึกตนที่ทรงฝีมือส่วนใหญ่ล้วนขาดความเชี่ยวชาญด้านค่ายกล เนื่องจากพวกมันได้ทุ่มเทความสนใจทั้งมวลไปที่การฝึกฝนฝีมือ การค้นคว้าความรู้แจ้งในเต๋า การค้นหาสมบัติวิเศษ หรือมนตราต่างๆ

“ท่านปรมาจารย์จากไปนานเท่าใดแล้ว?” หนงซิเตารีบถาม

“เมื่อครู่นี้เอง ปรมาจารย์ซู่เพิ่งจากไปก่อนที่ท่านจะมาถึงเพียงชั่วน้ำเดือด”

หนงซิเตานิ่งอึ้งไปก่อนจะรีบสั่งการ “จำไว้ว่าหากมีสาวกตำหนักม่วงคนอื่นเดินทางมาถึงและต้องการติดตามไปยังเขาหัววัว เจ้าต้องตักเตือนพวกมัน… ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าสู่ค่ายกลในเขาหัววัวเป็นอันขาด นั่นเป็นสถานที่ซึ่งแม้แต่ศิษย์พี่เทพบุตรหยกยังมิอาจรอดชีวิตกลับมาได้”

“ข้าจะแจ้งต่อพวกมันอย่างแน่นอน” ต่งฟ่านหยูรีบรับคำทันที

“เช่นนั้นก็ประเสริฐ” หนงซิเตาไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าอีกต่อไป มันรีบอาศัยเรือเหาะเดินทางตัดผ่านท้องฟ้ากลับไปยังเขาหัววัวอีกครั้ง

……….

เขาหัววัว

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีและคนอื่นๆ ต่างเฝ้าสังเกตพื้นที่ภายนอกค่ายกลขณะทำการรวบรวมสมบัติวิเศษ จากตำแหน่งเบื้องสูงพวกเขาสามารถมองทะลุม่านหมอกบางเบาจนเห็นป่าเขาอันรกร้างที่อยู่ห่างออกไป

“นอกจากหนงซิเตาแล้วสาวกตำหนักม่วงคนอื่นๆจากกลุ่มก่อนหน้านี้ล้วนเสียชีวิตจนหมดสิ้น ท้ายที่สุดตระกูลจี้เรากลับได้รับสัตว์อสูรระดับตำหนักม่วงเพิ่มขึ้นอีกสองตน” จี้หลิวเจินที่กำลังวุ่นวายกับการรวบรวมกระบี่บินกล่าวด้วยสีหน้าพึงพอใจ “ภูเขามังกรหิมะสาขาเทือกเขานางแอ่นมีสาวกตำหนักม่วงเพียงไม่กี่คน ตกตายไปคนหนึ่งก็ลดน้อยลงคนหนึ่ง เมื่อสูญเสียกำลังคนไปมากมายถึงเพียงนั้น ข้าคิดว่าพวกมันคงไม่กล้าบุกเข้ามาอีก”

“ข้าก็คิดเช่นนั้น” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีพยักหน้าพร้อมเผยรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจเช่นกัน

“ตระกูลจี้ของเรามีความหวังแล้ว” ท่านยายเงาพึมพำด้วยเสียงแหบแห้งของนาง

อันที่จริง ความคาดหวังของพวกมันมิใช่ไม่มีเหตุผล

ทูตตัวแทนของจักรวรรดิเซี่ยจะมาถึงในอีกสองวัน ภูเขามังกรหิมะสาขาเทือกเขานางแอ่นย่อมไม่อาจเชื้อเชิญผู้คนจากสาขาที่ห่างไกลออกไปมาช่วยเหลือได้ทันเวลา อย่างมากที่สุดก็คงทำได้เพียงระดมสาวกตำหนักม่วงจากบริเวณใกล้เคียงมาอีกสี่สิบห้าสิบคน อย่าว่าแต่ในบรรดาผู้คนเหล่านั้นผู้ที่มีพลังฝีมือสูงส่งและโด่งดังที่สุดคือเทพบุตรหยกและหนงซิเตาซึ่งบัดนี้ตกอยู่ในสภาพหนึ่งตกตายหนึ่งหลบหนี ขอถามว่ายังจะมีผู้ใดกล้าบุกเข้ามาอีก?

ทางเลือกหนึ่งเดียวของพวกมันคือรายงานเรื่องกลับไปยังสาขาหลัก แต่สาขาหลักนั้นอยู่ห่างไกลเกินไป เป็นไปได้ว่าตระกูลจี้จะได้รับการปกป้องจากจักรวรรดิเซี่ยก่อนที่สาขาหลักจะได้รับรายงานถึงเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ด้วยซ้ำ

“โชคดีที่พวกเรามีจี้หนิง” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีทอดถอนใจขณะมองไปทางจี้ยี่ฉวนที่อยู่ข้างกาย “ยี่ฉวนเจ้ามีบุตรอันประเสริฐคนหนึ่ง”

จี้ยี่ฉวนอดยิ้มออกมาไม่ได้ เมื่อมีบุตรเช่นจี้หนิง จะไม่ให้เขาภาคภูมิใจได้อย่างไร?

“หลังจากคราเคราะห์ครั้งนี้สิ้นสุดลง” ท่านยายเงากล่าวเสียงพร่า “จี้หนิงคงเดินทางออกจากตระกูลจี้ไปเผชิญโลกกว้าง ด้วยพรสวรรค์อันน่าแตกตื่นของเขา ย่อมต้องถูกขั้วอำนาจอันยิ่งใหญ่ดึงตัวไปเข้าร่วม เมื่อถึงเวลานั้นพวกเราก็ไม่ต้องเกรงกลัวภูเขามังกรหิมะอีกต่อไป”

“อนาคตในภายภาคหน้าของจี้หนิงนั้นยาวไกลไม่สิ้นสุด” จี้หลิวเจินกล่าวขึ้นบ้าง

คนเหล่านี้แม้เป็นชนชั้นผู้นำของตระกูลจี้ แต่พวกมันสำนึกตัวดีว่าเมื่อเปรียบกับผู้เยาว์เช่นจี้หนิงแล้ว ตนเองยังด้อยกว่ามากนัก

“ใครบางคนกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีพลันส่งเสียงตวาดขึ้น

“ว่ากระไร?!”

ความวุ่นวายเกิดขึ้นทันที ทุกคนต่างหันไปมองและพบว่าเรือใบขนาดใหญ่กำลังพุ่งผ่าท้องนภามาทางพวกมันพร้อมด้วยยอดฝีมือจำนวนมาก

“พวกมันเป็นใคร?”

“ข้าก็ไม่เคยพบพวกมันมาก่อนเช่นกัน”

“ข้ารู้จักคนผู้นั้น ชายชราร่างเตี้ยเล็กนั้นมาจากตระกูลหวน แต่ข้าไม่ทราบนามของมัน”

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีและผู้คนของตระกูลจี้ลอบสอดแนมคนทั้งแปดที่เดินทางมาบนเรือวิเศษ แต่กลับจดจำออกเพียงผู้เดียว

“พวกเราสมควรตามตัวจี้หนิงมาหรือไม่?” จี้หลิวเจินรีบเอ่ยถาม

“จี้หนิงกำลังฝึกฝีมือถึงขั้นคับขันภายในค่ายกล” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีส่ายหน้า “ฝ่ายศัตรูเมื่อมีเพียงแปดคนพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องแตกตื่นไป”

………

เรือเหาะร่อนลงจอดบนพื้นก่อนสูญหายไป ผู้คนทั้งแปดต่างยืนหยัดบนพื้นดินจ้องมองหุ่นวิญญาณที่ทำจากไม้ซึ่งตั้งอยู่ห่างไปไม่ไกลนัก หุ่นไม้ก็ใช้ดวงตาที่ทอประกายสีเขียวจับจ้องมาทางพวกมันด้วยความสนใจ

“หุ่นวิญญาณ” ลู่หวงรีบสาวเท้าเข้าไปสำรวจ แต่ก่อนที่มันจะกล่าวอันใดต่อไปหุ่นวิญญาณไม้นั้นก็ชิงสอบถามขึ้นว่า

“พวกท่านใช่เป็นศิษย์ภูเขามังกรหิมะหรือไม่?”

“ถูกแล้ว” ลู่หวงพยักหน้ารับคำ ขณะที่ปรมาจารย์ซู่และคนอื่นๆต่างเดินใกล้เข้ามาเช่นกัน หุ่นไม้กล่าวอย่างนอบน้อม “ตามคำสั่งของหนงซิเตาผู้เป็นเจ้านาย ข้าน้อมรอการมาถึงของศิษย์ภูเขามังกรหิมะอยู่ที่นี่เพื่อแจ้งให้พวกท่านทราบว่า นายท่านหนงซิเตา รวมทั้งเทพบุตรหยก สาวกตำหนักม่วงอีกสิบแปดคน และสัตว์อสูรระดับตำหนักม่วงอีกสองตน ต่างล่วงหน้าเข้าไปในค่ายกลแล้ว”

“ยังมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่?” ปรมาจารย์ซู่หลี่เอ่ยถามขึ้น

“ข้าไม่ทราบเรื่องอื่นใดอีก” หุ่นวิญญาณไม้ส่ายศีรษะ

“มีผู้ใดกลับออกมาแล้วบ้าง?” ปรมาจารย์ซู่หลี่ขมวดคิ้วขณะกล่าว “ระหว่างนี้พื้นดินมีการสั่นสะเทือนบ้างหรือไม่?”

หุ่นไม้กล่าวตอบว่า “ไม่มีผู้ใดกลับออกมา และก่อนหน้านี้ข้ารู้สึกว่าพื้นดินสั่นสะเทือนอยู่หลายครั้ง แต่ตอนนี้ข้าไม่รู้สึกถึงความสั่นสะเทือนอีกต่อไป”

ใบหน้าของปรมาจารย์ซู่และคนที่เหลือทั้งแปดต่างแปรเปลี่ยน ค่ายกลบางชนิดอาจสามารถบดบังเสียงเอาไว้ได้โดยสิ้นเชิง แต่แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะปิดกั้นความสั่นสะเทือนมิให้ถ่ายทอดผ่านพื้นดินออกมายังภายนอก อย่างน้อยก็ไม่เคยปรากฎว่ามีค่ายกลระดับมนุษย์ที่สามารถทำเช่นนั้นได้

“การสั่นสะเทือนของพื้นดินช่วงแรกบ่งชี้ว่าเกิดการต่อสู้ขึ้นหลายครั้ง แต่การที่ไม่มีแรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นอีกหลังจากนั้น… และจากข้อมูลที่พวกเราได้รับมาว่าเครื่องรางแห่งชีวิตของสาวกตำหนักม่วงจำนวนมากรวมถึงของต่งซีฉีต่างแตกสลายไป…” ปรมาจารย์ซู่หลี่กล่าวเสียงแผ่ว “เป็นไปได้สูงยิ่งว่าทุกคนต่างเสียชีวิตหมดแล้ว”

“ท่านปรมาจารย์โปรดชี้แนะว่าพวกเราสมควรทำอย่างไรต่อไป” ทุกคนต่างมองไปทางปรมาจารย์ซู่

ในบรรดาคนทั้งเจ็ด มีบ้างที่บังเอิญพบกับปรมาจารย์ซู่หลี่ในระหว่างทาง ขณะที่บางคนรวมตัวรอคอยที่นครภูเขามังกรหิมะอยู่ก่อน

“พวกเราไม่อาจผลีผลามบุกเข้าไป” ปรมาจารย์ซู่หลี่กล่าว “ระดับความเชี่ยวชาญด้านค่ายกลของหนงซิเตายังเหนือยิ่งกว่าข้า ส่วนเทพบุตรหยกก็มีทั้งเทพวิชาและพลังชีวิตอันแข็งแกร่งของกายาเทพอสูร… หากกระทั่งคนทั้งสองรวมพลังกันบุกเข้าไปก็ยังเงียบหายไร้ข่าวคราว ไม่ว่าอย่าไรพวกเราก็ไม่อาจผลีผลามบุกเข้าไปโดยเด็ดขาด”

คนที่เหลือทั้งเจ็ดล้วนผงกศีรษะเห็นด้วย

“ข้าจะลองใช้กำลังเข้าทำลายค่ายกลจากภายนอกดูก่อนว่าได้ผลหรือไม่” ปรมาจารย์ซู่เหลือบมองเขาหัววัวที่อยู่ห่างออกไปแล้วโบกมือคราหนึ่ง ตราประทับขนาดใหญ่ก็ล่องลอยออกมาจากฝ่ามือของมันขึ้นไปอยู่เหนือยอดเขาหัววัว ตราประทับนั้นขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็วจนมีความยาวกว่าสามร้อยเมตร

“จงสาดส่อง!”

ทันใดนั้นสีสันของโลกที่แวดล้อมก็ดูราวกับถูกเปลี่ยนย้อมไปโดยสิ้นเชิง แสงแดดสูญสิ้นอันตรธาน ทุกสรรพสิ่งกลับกลายเป็นสีดำสนิท ท่ามกลางท้องฟ้าอันมืดมิดปรากฏหมื่นดาราสำแดงประกาย ดวงจันทร์ที่สุกสกาวลอยอยู่ท่ามกลางหมู่ดาราที่ห้อมล้อม แสงจันทรารวมตัวกันขึ้นเป็นหัตถ์มหึมากุมตราประทับยักษ์บนท้องฟ้าเอาไว้แล้วกดกระแทกเข้าใส่ชั้นของหมอกดำที่ปกคลุมยอดเขาหัววัว!

เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาท ผืนปฐพีทั่วบริเวณสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่หัตถ์แห่งแสงจันทร์จะยกตราประทับนั้นกลับขึ้นไปอีกครั้ง

……..

เมื่อผู้เฒ่าเก้าอัคคีและคนอื่นๆเริ่มสังเกตเห็นปรากฏการณ์ที่อุบัติขึ้นบนโลกหล้านั้น ใบหน้าของพวกมันล้วนแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด เมื่อแสงตะวันและท้องฟ้าอันสดใสกลับกลายเป็นหมู่ดาราบนผืนนภาราตรี แทบทุกคนต่างส่งเสียงอุทานออกมาด้วยความตื่นตระหนก “หมื่นดาราร่วมสำแดง!”

“ไม่มีทางที่ปรมาจารย์หมื่นสำแดงจะมาที่นี่ได้ ภูเขามังกรหิมะสาขาเทือกเขานางแอ่นเป็นเพียงสำนักสาขาเท่านั้น จะมีปรมาจารย์หมื่นสำแดงที่เป็นกำลังหลักของภูเขามังกรหิมะมาปรากฏตัวขึ้นได้อย่างไร?” จี้หลิวเจินกล่าวพึมพำด้วยดวงตาที่เบิกค้าง

สมาชิกตระกูลจี้ทุกคนพากันตกตะลึง พวกมันล้วนไม่กล้าเชื่อสายตาตนเอง

“รีบด่วน ทุกคนเข้าประจำตำแหน่งที่ตนเองรับผิดชอบ” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีรีบเร่งสั่งการ “ต่อให้ปรมาจารย์หมื่นสำแดงมาด้วยตนเอง แต่หากมันคิดจะทำลายค่ายกลจากด้านนอกโดยใช้เพียงตราประทับยักษ์นั่น มันเท่ากับกำลังฝันไป ด้วยระยะทางห่างขนาดนี้ มันอย่างมากก็ใช้พลังได้เพียงหนึ่งในสิบเท่านั้น หากพวกเรารวมพลังกันภายใต้การสนับสนุนของค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์ ต้องสามารถต้านทานพลังของมันไว้ได้อย่างแน่นอน”

“พวกเราควรตามตัวจี้หนิงมาหรือไม่?” ท่านยายเงาเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง

“ไม่จำเป็น… มังกรธรณี เจ้ามุ่งหน้าไปยังทิศเหนือตามเส้นทางที่ข้าชี้นำ” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีร้องสั่ง “ข้าจะมอบให้เจ้าดูแลส่วนหางมังกรในค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์ไปก่อนชั่วคราว”

“รับคำสั่ง” นักรบเกราะครามส่งเสียงขานรับ

สัตว์อสูรนั้นเริ่มต้นจากการเพาะสร้างพลังอสูรขึ้นในร่าง แต่หลังจากที่จัดตั้งตำหนักม่วงขึ้นในร่างกายได้สำเร็จ พลังในร่างของมันจะแปรเปลี่ยนไปเป็นพลังปราณแห่งตำหนักม่วง มังกรพสุธานั้นมีพลังอยู่ในขั้นสูงสุดของระดับตำหนักม่วง… พลังปราณของมันยังทรงพลังยิ่งกว่าจี้หนิงอีก

………

“จงสาดส่อง!” ปรมาจารย์ซู่หลี่ใช้พลังออกอีกครั้ง

หัตถ์แสงจันทร์ขนาดยักษ์กระแทกตราประทับลงไปบนเขาหัววัวอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เสียงคำรามของมังกรกลับดังสวนขึ้น หางมังกรอันใหญ่โตสีดำสนิทสะบัดกวาดออกจากหมอกดำเข้าหาตราประทับที่กำลังเคลื่อนที่ลงมาจากฟากฟ้า

ตราประทับและหางมังกรพุ่งเข้าปะทะกัน หางมังกรสั่นสะเทือนเล็กน้อยแต่ยังสามารถต้านทานเอาไว้ได้

“หางมังกรทมิฬ?” ปรมาจารย์ซู่หลี่ขมวดคิ้ว “และมันถึงกับต้านทานพลังแห่งปรากฏการณ์ของข้าเอาไว้ได้…”

การที่ผู้ฝึกตนจะใช้สมบัติวิเศษโจมตีนั้นมีข้อจำกัดเรื่องระยะทางอยู่ ยิ่งระยะทางไกลเท่าใด พลังโจมต็ยิ่งลดน้อยลงเท่านั้น แม้ปรมาจารย์หมื่นสำแดงจะสามารถใช้พลังของปรากฎการณ์ ‘หมื่นดาราร่วมสำแดง’ ช่วยในการโจมตีระยะไกล แต่พลังของมันก็ไม่อาจเทียบได้กับการโจมตีในระยะประชิดอยู่ดี

“นี่เป็นค่ายกลอันใดกันแน่?” ปรมาจารย์ซู่หลี่ขมวดคิ้ว “กลับสามารถหนุนเสริมจนสาวกตำหนักม่วงเพียงไม่กี่คนก็สามารถต้านทานพลังแห่งปรากฏการณ์ของข้าเอาไว้ได้…”

แม้มันมีภูมิรอบรู้อันกว้างขวาง แต่ก็ยังไม่อาจคาดเดาออกได้

เมื่อเห็นหางมังกรที่โผล่ออกมาจากหมอกดำ สาวกตำหนักม่วงอีกเจ็ดคนที่อยู่ด้านข้างก็ล้วนสับสนงุนงงไปด้วยคำถามเดียวกัน… นี่เป็นค่ายกลอันใดกันแน่?

………

แม้เหล่ายอดฝีมือตระกูลจี้จะอาศัยค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์ต้านทานตราประทับยักษ์ที่ฟาดลงมาได้ แต่พวกมันล้วนทราบกระจ่างว่านี่เป็นภาระอันสาหัสไม่น้อย

“ข้าอยากรู้นักว่าการฝึกฝีมือของจี้หนิงก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว…” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีได้แต่ครุ่นคิดด้วยความวิตกกังวลและความตื่นตระหนก มันต้องการเรียกตัวจี้หนิงกลับมา แต่ก็เกรงว่าจะอีกฝ่ายอาจกำลังอยู่ในช่วงอันคับขันของการฝึกฝีมือ

………

ภายในค่ายกล ทุกหนแห่งยังคงถูกปกคลุมเต็มไปด้วยพลังงานสีดำสนิท

จี้หนิงนั่งในท่าขัดสมาธิ ทำการครุ่นคิดทดลองและศึกษาค้นคว้าจนเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงอันลี้ลับซับซ้อนของหยินและหยางได้มากขึ้นเรื่อยๆ จิตสำนึกของเขาจมดิ่งอยู่กับมันจนหลงลืมตัวตนไปหมดสิ้น เขากระทั่งยังไม่รับรู้ถึงความสั่นสะเทือนของพื้นดินที่เกิดจากการกดกระแทกของตราประทับ

“หยินไม่อาจคงอยู่ได้หากปราศจากหยาง”

“หยางไม่อาจคงอยู่ได้หากปราศจากหยิน”

“แม้แต่พญามังกรผู้อหังการยังรู้จักโศกเศร้า เมื่อมียอดเขาอันสุดสูงจึงบังเกิดเป็นหุบเหวอันลึกล้ำ…”

“มีเพียงยามที่หยินและหยางแปลงลักษณ์หมุนเวียนจึงสามารถก่อกำเนิดทดแทนกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุดได้” ความรู้แจ้งบังเกิดขึ้นในใจของเขา

ทันใดนั้นอักขระศักดิ์สิทธิ์แห่งสุริยันและจันทราบนแผ่นหลังของจี้หนิงก็เปล่งแสงขึ้น ความรู้สึกของเขาพลันแผ่ขยายข้ามผ่านมิติเวลาและระยะทางที่ห่างไกลแสนไกลจนรับรู้ได้ถึงการคงอยู่ของจ้าวแห่งดาราทั้งสอง ตลอดจนพลังหยางแท้แห่งสุริยันและพลังหยินแท้แห่งจันทราที่พวกมันส่งข้ามผ่านกลับมายังร่างของเขา

พื้นที่รอบกายของจี้หนิงกลายสภาพเป็นดินแดนแห่งวารีและอัคคีไปในฉับพลัน

เปลวอัคคีและวารีขนาดใหญ่คล้ายดั่งกลีบบุปผาที่ยังไม่แย้มบานปกคลุมร่างของจี้หนิงไว้ภายใน โดยมีพลังหยินแท้และหยางแท้เป็นแกนกลาง

แม้จะอยู่ห่างออกไป แต่พวกของปรมาจารย์ซู่หลี่ก็ยังสามารถพบเห็นบุปผชาติขนาดยักษ์ที่อุบัติขึ้นจากสายหมอกสีดำสนิทบนขุนเขา

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

 

 

เล่มที่6 บทที่20: ผนึกเต๋าเคลื่อนย้ายระยะสั้น

Desolate Era เล่ม6: ดักแด้พังทลาย กลับกลายเป็นผีเสื้อ

บทที่ 20: ผนึกเต๋าเคลื่อนย้ายระยะสั้น

หนงซิเตากลับสามารถหายตัวไป?” หัวคิ้วของจี้หนิงขมวดเข้าหากัน

สาวกตำหนักม่วงอีกห้าคนต่างหวาดกลัวสุดขีด จี้หนิงได้รับความช่วยเหลือจากค่ายกลทำให้มีพลังในระดับหมื่นดาราร่วมสำแดง แต่พวกมันซึ่งหลงเหลือเพียงห้าคนนั้นไม่เพียงพอจะตั้งขบวนผสานพลังที่เล็กที่สุดด้วยซ้ำ

จี้หนิง โปรดไว้ชีวิตพวกเรา

ข้าจะมอบสมบัติวิเศษทั้งหมดที่นำติดตัวมาให้แก่เจ้า ตระกูลของข้าก็ยินดีจะมอบสมบัติวิเศษทั้งมวลเพื่อแลกกับชีวิตของข้า

จี้หนิง…

จี้หนิงกวาดสายตามองคนทั้งห้าที่ต่างร้องอ้อนวอนขอชีวิต ไม่มีจิตใจจะต่อสู้อีกต่อไป

จี้หนิงเสียงหนึ่งพลันดังขึ้นข้างหู แม้พวกเราจะโค่นสาวกตำหนักม่วงทั้งสองกลุ่มลงได้ แต่ยังคงต้องรออีกประมาณสองวันกว่าที่ทูตตัวแทนจากจักรวรรดิเซี่ยจะมาถึง… และภายในสองวันนี้ ศิษย์ของภูเขามังกรหิมะยังอาจจะบุกเข้ามาอีก ในขณะที่พวกเราไม่อาจจะสอดส่องระมัดระวังคนเหล่านี้ได้ตลอดเวลา เพื่อป้องกันเหตุแทรกซ้อนจงสังหารพวกมันให้หมด ส่วนสัตว์อสูรระดับตำหนักม่วงทั้งสองนั้น หากเจ้าทำให้มันยินยอมรับใช้ได้ก็จัดการทำเสีย แต่หากไม่ยอมจำนนก็สังหารพวกมันเพื่อเป็นการตัดปัญหา!”

จี้หนิงพยักหน้า

วาจาของท่านผู้นำตระกูลมีเหตุผลชัดแจ้ง

พวกเจ้าทั้งหมดจงยอมรับความตายแต่โดยดีจี้หนิงมองกลุ่มคนตรงหน้าแล้วกล่าวเสียงเรียบ

ที่เบื้องหน้าของเขา กระบี่แห่งแสงก่อเกิดติดตามกันและแปรเปลี่ยนเป็นสายพิรุณพุ่งไปยังกลุ่มสาวกตำหนักม่วงเหล่านั้น

เพียงพยุหะพันกระบี่จำลองขั้นที่แปดเท่านั้น…

จี้หนิง ภูเขามังกรหิมะจะแก้แค้นให้พวกข้า

จี้หนิง เจ้าจะต้องตายอย่างน่าอนาถ

พวกมันทั้งห้าล้วนเปลี่ยนเป็นคลุ้มคลั่งและทำการโจมตีด้วยทุกสิ่งที่มี แต่เมื่อไม่สามารถตั้งรูปขบวนผสานพลังขึ้น ต่อให้ใช้ออกด้วยผนึกแห่งเต๋าอันทรงพลังก็มิได้มีส่วนช่วยแต่อย่างใด เพียงปะทะเข้ากับม่านวารี พลังโจมตีเหล่านั้นก็แตกระเบิดออก ไม่สามารถเข้าถึงร่างของจี้หนิงได้แม้แต่น้อย

เพียงไม่กี่อึดใจ คนทั้งห้าก็ถูกสังหารจนหมดสิ้น

พวกเจ้าต้องการยอมจำนนหรือไม่?” จี้หนิงกวาดสายตาไปยังมังกรธรณีและกระเรียนเทพที่ยังคงมีชีวิตอยู่

มังกรธรณีและกระเรียนเทพหันไปสบตากัน ก่อนที่มังกรธรณีจะกลายเป็นชายร่างยักษ์ในชุดเกราะสีครามและกระเรียนเทพกลายเป็นหญิงสาวชุดขาว ทั้งคู่ต่างพากันคุกเข่าลง พวกเรายอมจำนน

แม้สัตว์อสูรระดับตำหนักม่วงนั้นหยิ่งผยองและยากจะยอมสยบ แต่เมื่อหลงเหลือทางเลือกเพียงสองประการ คือยอมตายหรือยอมสยบ… พวกมันย่อมเลือกที่จะยอมสยบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพลังของอีกฝ่ายนั้นเหนือล้ำกว่าอย่างชัดเจน

ตามข้ามาแววตาของจี้หนิงทอประกายวูบ หยาดพิรุณที่ร่วงหล่นพลันปลาสนาการไป ที่บังเกิดขึ้นแทนคือเปลวเพลิงซึ่งโหมกระหน่ำเผาร่างของสาวกตำหนักม่วงบนพื้นเป็นเถ้าธุลี หลงเหลือเพียงสมบัติวิเศษของพวกมันให้จี้หนิงหยิบฉวยได้โดยง่าย

ทราบแล้วมังกรธรณีและกระเรียนเทพรีบติดตามร่างของจี้หนิงไป

ไม่ช้าพวกเขาก็ผ่านหมอกดำชั้นแล้วชั้นเล่าจนมาที่เบื้องหน้าของผู้เฒ่าเก้าอัคคี

จี้หนิงประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อพบว่านอกจากผู้นำตระกูลและบิดาแล้ว จี้หลิวเจิน ท่านยายเงา และอาสิงต่างก็รุดมาเช่นกัน

ข้าเป็นคนบอกให้พวกมันกลับมาเองผู้เฒ่าเก้าอัคคีหัวเราะ สาวกตำหนักม่วงทั้งสองกลุ่มต่างตายหมดสิ้น พื้นที่โดยรอบในยามนี้ไม่มีศัตรูหลงเหลือแล้ว

จี้หนิง เจ้ายอดเยี่ยมนักดวงตาของจี้หลิวเจินเป็นประกาย

ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมจริงๆใบหน้าของอาสิงบ่าวเฒ่าเต็มไปด้วยความยินดีเช่นกัน

ท่านยายเงาพยักหน้าพลางร่วมหัวเราะไปกับทั้งหมด

ทุกคนต่างเต็มไปด้วยความรู้สึกยินดี

พวกมันล้วนมั่นใจว่าในระยะเวลาอันสั้นเพียงหนึ่งหรือสองวันนี้ ภูเขามังกรหิมะจะทำได้เพียงเชื้อเชิญสาวกตำหนักม่วงจากมณฑลปกครองใกล้เคียงมาเพิ่มเท่านั้น… ส่วนสำนักใหญ่ของภูเขามังกรหิมะนั้นอยู่ไกลเกินไป ไม่มีทางที่จะเดินทางมาสมทบได้ทันอย่างแน่นอน ครั้งนี้พวกเขาสามารถจัดการกับสาวกตำหนักม่วงทั้งสิบแปดคนและปราบสัตว์อสูรสองตนให้เชื่องได้ แรงกดดันจากการโจมตีระลอกถัดไปย่อมลดลงอีกมากนัก

โชคร้ายที่เราปล่อยหนงซิเตาให้หนีรอดไปได้ผู้เฒ่าเก้าอัคคีส่ายศีรษะ

ท่านผู้นำตระกูล มันหนีรอดไปได้อย่างไร? เหตุใดอยู่ดีๆมันก็หายสาบสูญไปได้จี้หนิงรีบถาม ท่านยายเงาและคนอื่นๆต่างมองไปที่ผู้นำตระกูลเช่นกัน พวกมันก็เพิ่งกลับเข้ามารวมตัวจึงยังไม่มีโอกาสซักถามรายละเอียด

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีส่ายศีรษะอีกครั้ง ข้าเองก็ไม่อาจทราบได้เช่นกัน มันพลันหายตัวไปโดยไม่หลงเหลือร่องรอยอันใดไว้ในค่ายกลอีก แต่ข้าคาดว่าสัตว์อสูรของมันสมควรตอบได้

สายตาของจี้หนิงและคนอื่นๆเป็นประกาย ใช่แล้ว สัตว์อสูรของมันยังคงอยู่

กระเรียนเทพผู้เฒ่าเก้าอัคคีมองหญิงสาวชุดขาว หนงซิเตาหนีไปได้อย่างไร?”

หญิงสาวชุดขาวตอบด้วยความเคารพ นายท่านคนก่อนเชี่ยวชาญด้านค่ายกลและได้รับความโปรดปรานจากอาจารย์ของท่านอย่างสูง จึงได้มอบ ผนึกเต๋าเคลื่อนย้ายระยะสั้น เอาไว้ใช้รักษาชีวิตในยามคับขัน ผนึกแห่งเต๋านี้จะช่วยให้คนผู้หนึ่งเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ใดก็ได้ภายในรัศมีหนึ่งหมื่นกิโลเมตร

ผนึกเต๋าเคลื่อนย้ายระยะสั้น?” จี้หนิงและคนอื่นๆ ต่างหันไปมองหน้ากัน

จี้หนิงลอบจดจำนามของวัตถุนี้ไว้ เขาคาดว่าผนึกเต๋าเคลื่อนย้ายระยะสั้นนี้จะเป็นนามที่แท้จริงของ เครื่องรางเร้นรอย ซึ่งบรรพชนของตระกูลจี้แห่งเขตปกครองตะวันตกได้รับมาจากโชคลาภไม่คาดฝัน เนื่องจากคุณสมบัติที่สามารถเคลื่อนย้ายคนผู้หนึ่งไปในรัศมีหนึ่งหมื่นกิโลเมตรอย่างไร้ร่องรอย พวกเขาจึงเรียกมันว่าเครื่องรางเร้นรอย

ท่านผู้นำตระกูล แล้วพวกเราควรทำอย่างไรกับสัตว์อสูรทั้งสองนี้?” จี้หนิงมองผู้เฒ่าเก้าอัคคี เช่นเดียวกับคนที่เหลือทั้งห้า

เจ้าต้องการรับพวกมันไว้หรือไม่?” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีสอบถามจี้หนิง

จี้หนิงมองไปยังมังกรธรณีและกระเรียนเทพ สัตว์อสูรระดับตำหนักม่วงเหล่านี้ล้ำค่ายิ่งนัก สาวกตำหนักม่วงทั่วไปยังไม่อาจมีไว้ในครอบครองได้ ทว่าในความเป็นจริง จี้หนิงหาได้สนใจรับพวกมันไว้ไม่ เขาเพียงต้องการทุ่มเทความสนใจทั้งหมดเพื่อครุ่นคิดทบทวนในความรู้แจ้ง บางทีอาจภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วันข้างหน้าเขาจะสามารถทะลวงขึ้นไปยังขั้นที่เจ็ดของวิชากายาเทพอสูรได้

ยิ่งกว่านั้น หากในไม่กี่ปีหลังจากนี้เขาสามารถบรรลุขั้นที่เก้าของเคล็ดวิชาประกายชาดเก้าชั้นฟ้า ไม่เพียงสัตว์อสูรระดับตำหนักม่วงจะไร้ประโยชน์สำหรับเขาโดยสิ้นเชิง พวกมันยังจะเป็นเครื่องถ่วงเขาอีกด้วย

ข้าไม่ต้องการ

เมื่อเป็นเช่นนั้นผู้เฒ่าเก้าอัคคีพยักหน้า ข้าก็จะรับพวกมันไว้ก่อน หลังจากผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปแล้ว พวกเราจะพิจารณาเรื่องการจัดสรรพวกมันอีกครั้ง

ดีแล้ว

เป็นอันตกลงตามนั้น

จี้หลิวเจิน ท่านยายเงา จี้ยี่ฉวน และคนอื่นๆ ต่างพยักหน้าเห็นด้วยโดยไร้ข้อโต้แย้ง ยังเร็วเกินไปที่จะตกลงว่าผู้ใดควรได้สัตว์อสูรตนไหน ไม่มีใครรู้ว่าตนจะรอดชีวิตพ้นจากคราเคราะห์ครั้งนี้ไปได้หรือไม่

นี่เป็นสมบัติวิเศษที่ข้าได้จากพวกเทพบุตรหยกจี้หนิงสะบัดมือคราหนึ่ง สมบัติวิเศษจำนวนมากก็ปรากฏขึ้นบนพื้น ทุกคนโปรดตรวจดูว่ามีชิ้นใดที่ท่านต้องการ หากว่ามีกระบี่บินปะปนอยู่ ขอผู้อาวุโสทั้งหลายโปรดช่วยทำลายพันธะครอบครองเดิมและรวบรวมไว้ให้ข้าด้วย… ข้าจำเป็นต้องรีบหาที่อันสงบเงียบทำการฝึกฝน การต่อสู้เมื่อครู่ช่วยให้ข้าได้ค้นพบวิถีแห่งความรู้แจ้งเพิ่มเติม

ไม่ต้องห่วง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเราเองผู้เฒ่าเก้าอัคคีและคนอื่นๆ ย่อมไม่ปฏิเสธ

ตกลงร่างของจี้หนิงพร่าเลือนและหายไปอย่างรวดเร็ว

มังกรธรณีและกระเรียนเทพในร่างของนักรบเกราะครามและหญิงสาวชุดขาวต่างรู้สึกผิดหวังไม่น้อย อันที่จริงแล้วพวกมันอยากเป็นสัตว์อสูรของจี้หนิงมากกว่า

ประการแรก พวกมันหามีความชิงชังต่อจี้หนิงไม่ มังกรธรณีเองก็เคยถูกเทพบุตรหยกกำราบมาก่อน ส่วนกระเรียนเทพ แม้ว่านางจะสนิทสนมกับหนงซิเตา แต่เมื่อหนงซิเตาละทิ้งนางเพื่อเอาชีวิตรอดก็อาจกล่าวได้ว่าวาสนาที่เชื่อมโยงระหว่างกันนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว

ประการที่สอง จี้หนิงซึ่งมีอายุเพียงสิบหกปีนั้นเสมือนหนึ่งสัตว์ประหลาดที่มีการพัฒนาอย่างไร้ขีดจำกัด หากพวกมันติดตามเจ้านายเช่นนี้ อนาคตในภายหน้าของพวกมันย่อมต้องสดใสเช่นกัน

เพียงเสียดายที่จี้หนิงไม่ยินยอมรับพวกมันไว้

………

จี้หนิงนั่งขัดสมาธิในป่าเขาที่ปกคลุมได้ด้วยพลังงานอันมืดมิด

หยินและหยางแปลงลักษณ์ กำเนิดทดแทนกันไม่สิ้นสุด…จี้หนิงกล่าวพึมพำกับตัวเองก่อนที่จะหลับตาลงและเข้าสู่สมาธิ ก่อนหน้านี้ขณะที่กำลังวิเคราะห์พยุหะพันกระบี่จำลองเขาพลันตระหนักรู้ว่า… เต๋าอันยิ่งใหญ่ในโลกนี้ล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน จะเป็นเต๋าแห่ง ค่ายกล เพลงกระบี่ มนตรา เทพวิชา… ล้วนเป็นเช่นกันทั้งสิ้น

เต๋านั้นมีเพียงหนึ่งเดียว ที่แตกต่างเป็นเพียงวิถีเท่านั้น

เมื่อจี้หนิงเข้าใจหลักการข้อนี้ การที่เขาทะลวงจากขั้นที่หกสู่ขั้นที่เจ็ดของเคล็ดวิชาประกายชาดเก้าชั้นฟ้าย่อมง่ายดายมากขึ้น

หยินและหยางแปลงลักษณ์จี้หนิงเริ่มต้นโคจรพลังศักดิ์สิทธิ์ในร่างทั้งที่ยังหลับตาอยู่…

………

ห่างจากนครมังกรหิมะไปหนึ่งพันกิโลเมตร มวลอากาศพลันเกิดการกระเพื่อมไหว เงาร่างสายหนึ่งปรากฏขึ้นจากที่ใดไม่ทราบ มันคือหนงซิเตานั่นเอง

ดวงตาของหนงซิเตาเต็มไปด้วยความโศกเศร้า

หากเผชิญหน้ากับค่ายกล จงระวัง จงระวังหนงซิเตาทอดถอนใจ นี่เป็นหลักการที่รวบรัดที่สุด ทว่าพวกเราซึ่งเป็นศิษย์ภูเขามังกรหิมะกลับลืมเลือนมันไป

หากเผชิญหน้ากับค่ายกล จงระวัง นี่เป็นสิ่งที่ผู้ฝึกตนทุกคนรู้ดี

เนื่องจากค่ายกลนั้นซับซ้อนเหนือความคาดหมายยิ่งนัก ไม่มีผู้ใดรู้ได้ว่ามีสิ่งใดอยู่ในค่ายกล และเมื่อเข้าไปแล้วก็ไม่มีโอกาสหลบหนีออกมาได้อีก! ในอดีตปรมาจารย์มู่เซียวแม้ทราบดีว่าเป่ยจื้อชานซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา แต่เพราะเป่ยจื้อชานตั้งค่ายกลขวางไว้ ปรมาจารย์มู่เซียวจึงเลือกที่จะอดทนรอคอยอยู่ด้านนอก แทนที่จะฝ่าเข้าไปในค่ายกล

แต่ครั้งนี้ศิษย์ของภูเขามังกรหิมะกลับประเมินศัตรูต่ำเกินไป

แม้พวกมันรู้ดีว่าเมื่อเผชิญกับค่ายกลจะต้องระวัง แต่เนื่องจากพวกมันไม่ได้เห็นตระกูลท้องถิ่นเช่นตระกูลจี้อยู่ในสายตาแม้แต่น้อย จึงไม่เชื่อว่าตระกูลจี้จะมีค่ายกลอันทรงพลังในครอบครอง อย่าว่าแต่พวกมันยังมีขุมกำลังอันแข็งแกร่งที่ประกอบไปด้วยเทพบุตรหยกและผู้เชี่ยวชาญค่ายกลอย่างหนงซิเตาตลอดจนศิษย์ร่วมสำนักอีกเกือบยี่สิบคน

พวกมันเชื่อมั่นว่าตนถือไพ่เหนือกว่าและสามารถเหยียบย่ำตระกูลเล็กๆอย่างตระกูลจี้ให้ราบเป็นหน้ากลองได้ และเพราะความเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไปและประเมินศัตรูต่ำเกินไปนี้เองที่ทำให้พวกมันติดอยู่ในค่ายกลไม่อาจหลบหนีออกไปได้

ต่อให้ได้รับการสนับสนุนจากค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์ พลังของจี้หนิงก็เพียงแต่สูสีกับเทพบุตรหยกเท่านั้น ที่เทพบุตรหยกจบชีวิตลงก็เพราะใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ไปจนหมดสิ้น หากการต่อสู้เกิดขึ้นภายนอกค่ายกล เมื่อเห็นท่าไม่ดีมันยังสามารถหลบหนีไป แต่เมื่ออยู่ในค่ายกลไหนเลยมีสถานที่ให้มันหลบหนีได้

หากเผชิญหน้ากับค่ายกล จงระวัง… แต่หากไม่เข้าไป หรือจะปล่อยให้ตระกูลจี้ยื้อเวลาในลักษณะนี้? หรือจะให้พวกเราเบิ่งตารอคอยจนกว่าทูตตัวแทนจากจักรวรรดิเซี่ยเดินทางมาถึง?”

ค่ายกล… จี้หนิง… หนงซิเตาส่ายหน้าทอดถอนใจ

ค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์ และสัตว์ประหลาดที่เข้าถึงความรู้แจ้งในเขตแดนแห่งเต๋าตั้งแต่อายุสิบหกปี เมื่อต้องเผชิญเรื่องทั้งสองประการนี้พร้อมกัน การพ่ายแพ้ของข้ายังนับว่าไม่ถึงกับอยุติธรรมนักเรือเหาะลำหนึ่งปรากฏขึ้นใต้เท้าของหนงซิเตาและพามันพุ่งทะยานฝ่าอากาศไปยังนครมังกรหิมะทันที

ไม่ว่าอย่างไรข้าต้องหาทางตักเตือนสหายที่อาจจะกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้เช่นกันหนงซิเตาครุ่นคิด

ในบรรดาสาวกตำหนักม่วงกลุ่มแรก หนงซิเตาเป็นหนึ่งเดียวที่รอดชีวิตมาได้

หากไม่รีบตักเตือนคนอื่นที่จะตามมาสมทบ เมื่อสำนักใหญ่ไต่สวนเรื่องนี้ในภายภาคหน้า มันจะต้องถูกตำหนิอย่างแน่นอน

………

ไม่นานให้หลัง นครมังกรหิมะก็ปรากฎแก่สายตา

หนงซิเตาบนเรือเหาะต้องอุทานด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นผู้คนลอยอยู่เหนือตัวเมืองที่ห่างออกไปนั้น

คนผู้หนึ่งพุ่งเข้ามาหาเขาด้วยความรวดเร็วราวกับลำแสง

ต่งฟ่านหยู?” หนงซิเตาจดจำชายชราได้ในทันที

ศิษย์พี่ซิเตาเมื่อต่งฟ่านหยูเห็นหนงซิเตาก็รีบสอบถามขึ้นทันที ข้าได้ยินว่าศิษย์พี่ซิเตาและศิษย์พี่เทพบุตรหยก รวมทั้งคนอื่นๆเดินทางไปยังเขาหัววัวด้วยกัน เหตุใดท่านจึงย้อนกลับมาที่นี่? ยังมี… เหตุใดเครื่องรางแห่งชีวิตของผู้คนที่ไปยังเขาหัววัวถึงแตกสลายลง กระทั่งเครื่องรางแห่งชีวิตของต่งซีฉี ผู้นำตระกูลต่งของข้า ก็แตกสลายไปด้วย เกิดอะไรขึ้นที่เขาหัววัวกันแน่?”

หนงซิเตาส่ายศีรษะ กล่าวไปน่าละอายนัก นอกจากข้าแล้วศิษย์ร่วมสำนักของเราทุกคนที่ไปยังเขาหัววัวล้วนถูกสังหารหมดสิ้น”

ว่ากระไร!? ถูกสังหารหมดทุกคน?” ต่งฟ่านหยูตกตะลึง ศิษย์ร่วมสำนักจำนวนมากมายเพียงนั้นต่างก็… ต่างก็…

นอกจากข้าแล้วทุกคนล้วนตกตายหมดสิ้นหนงซิเตาถอนใจ ข้าย้อนกลับมาเพื่อเตือนพวกท่านว่าเขาหัววัวนั้นอันตรายอย่างยิ่งยวด ไม่ว่าอย่างไรอย่าได้เข้าไปเป็นอันขาด ข้าไม่ต้องการสูญเสียศิษย์ร่วมสำนักไปอีกแล้ว

ต่งฟ่านหยูกล่าวอย่างตื่นตระหนก ไม่สามารถเข้าไปได้? แต่ท่านปรมาจารย์ซู่หลี่เพิ่งนำกลุ่มสาวกตำหนักม่วงมุ่งหน้าไปยังเขาหัววัวเมื่อครู่นี้เอง

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/