Featured

บอกกล่าว

de-cover

บอกกล่าว:

– งานแปลเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงส่วนบุคคลและเพื่อแบ่งปันความสุขให้กับเพื่อนนักอ่านคอเดียวกันเท่านั้น เผยแพร่ต่อได้ (ขอแค่ช่วยให้เครดิตกันบ้างก็พอ) แต่ไม่อนุญาตให้นำผลงาน (ที่จริงๆก็แปลมาจากของคนอื่น) นี้ไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเงินใดๆทั้งสิ้น

– งานแปลเรื่องนี้แปลต่อจากงานภาษาอังกฤษที่ลงใน http://www.wuxiaworld.com/desolate-era-index/  ทั้งนี้ผู้แปลเป็นภาษาไทยไม่มีความรู้ภาษาจีนเป็นพื้นฐาน ชื่อบุคคล สิ่งของ สถานที่อาจเพี้ยนไปจากต้นฉบับเดิม หรือแปลให้อ่านลื่นหูผู้แปลเองบ้าง ก็เรียนขออภัยมา ณ ที่นี้

– เรื่องนี้เป็นนิยายที่ถูกแต่งขึ้น อาจมีการอ้างอิงเรื่องเล่าและตำนานบางเรื่องบ้างตามจินตนาการของผู้แต่ง ด้วยความเคารพผมเชื่อว่าผู้แต่งใช้ตำนานเหล่านั้นในลักษณะของจักรวาลคู่ขนานและไม่มีเจตนาจะลบหลู่ความเชื่อความศรัทธาของผู้ใดทั้งสิ้น

ชื่อเรื่อง: Desolate Era (莽荒纪; Mang Huang Ji)

ผู้แต่ง: I Eat Tomatoes (我吃西红柿; Wǒ Chī Xīhóngshì)

ผู้แปลภาษาอังกฤษ: Ren Wo Xing (RWX)

ผู้แปล-เรียบเรียงภาษาไทย: เซียวเปียกลี้/Astraea

อ่านนิยาย:

thaidesolateera.wordpress.com

ติชม พูดคุย:

https://www.facebook.com/desolateera

………………………………………………………………………………

เพื่อเป็นการชี้แจงถึงเรื่องที่หลายๆท่านทยอยสอบถามกันเข้ามา
ผมขอสรุป FAQ ไว้เบื้องต้นดังนี้ครับ

Q: ระดับพลังของ Desolate Era เป็นยังไง?
A: ปัจจุบันยังพูดถึงแค่ 7 ระดับ
– ระดับธรรมชาติ (Houtian stage) คือสิ่งมีชีวิตปกติ มีอายุขัยตามธรรมชาติ
– ระดับเหนือธรรมชาติ (Xiantian stage) เปรียบได้กับสิ่งมีชีวิตวิเศษ (Xiantian lifeform) ที่ถือกำเนิดโดยไม่ผ่านครรภ์มารดา มีอายุขัยประมาณ 200 ปี
– ระดับตำหนักม่วง (Zifu Palace stage) จะสำเร็จเป็นสาวกตำหนักม่วง (Zifu Disciple) มีอายุขัยประมาณ 500 ปี
– ระดับหมื่นดาราร่วมสำแดง (Wanxiang stage) จะสำเร็จเป็นปรมาจารย์หมื่นสำแดง (Wanxiang Adept) มีอายุขัยประมาณ 800 ปี
– ระดับจักรวาลแรกกำเนิด (Primal/Primordial stage) จะสำเร็จเป็นนักพรตจักรวาลแรกกำเนิด (Primal/Primordial Daoist)
– ระดับว่างเปล่า (Void) เมื่อสำเร็จจะถือว่าเริ่มเข้าสู่ระดับเซียนหรือผู้อมตะ (Immortal) ซึ่งในขั้นนี้จะถือเป็นผู้อมตะพสุธา (Land Immortal / Earth Immortal)
– ผู้อมตะสวรรค์/เซียนสวรรค์อมตะ (Celestial Immortal) คือผู้อมตะพสุธาที่ผ่านขั้นตอนที่เรียกว่า พิบัติสวรรค์(Celestial Tribulation) ได้สำเร็จ แต่หากล้มเหลวก็จะกลับกลายเป็นผู้อมตะเสเพล (Loose Immortal) ที่จะต้องเผชิญกับ สามหายนะเก้าภัยพิบัติ (Three Calamities Nine Tribulations) ทุกสามและเก้าร้อยปี จนกว่าจะตาย

Q: ตัวละครใช้แล้วทิ้งเยอะจัง บางตัวปั้นซะเหมือนจะมีบทยาว แล้วก็หายไปซะงั้น
A: อันนี้ต้องทำใจครับ มันเป็นสไตล์ของผู้เขียนท่านนี้ บางตัวเหมือนจะเด่นแต่อยู่ๆก็หายไปราวๆ 500ตอนค่อยกลับมาพูดถึงซักประโยคนึงหรือไม่กลับมาอีกเลย แต่ที่จริงถ้าจะมองให้ลึกซึ้งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร มันก็เหมือนชีวิตจริงของเราท่านนี่แหละครับ… ใครคนหนึ่งคนนั้นในวันหนึ่งวันนั้นเคยผูกพันกันซะมากมาย พอวันที่ห่างเหินมันก็เริ่มห่างไปเพียงแค่เพราะเราไม่เจอะกัน… อุ๊ยแอบเวิ่น!

Q: บทเศร้าก็เศร้าน้ำตาแตก มันจะมีอีกมั้ย ถ้ามีอีกไม่อ่านต่อจริงๆนะฮึ่ม!
A: คือคงต้องโทษว่าผมแปลดีเกินไป เอ๊ย ไม่ใช่ๆ ต้องบอกว่าตามเนื้อเรื่องแล้วสิ่งที่ตัวเอกฝึกฝนไม่ใช่วิทยายุทธอย่างเดียวแต่เป็นวิถีแห่งเซียน การฝึกฝนไม่ใช่แค่เปิดคัมภีร์รำตามแล้วจะเหาะขึ้นสวรรค์ได้ ผู้ฝึกต้องประกอบไปด้วยความรู้แจ้งในวิถีแห่งธรรมชาติ เกิดแก่เจ็บตาย เห็นซึ้งถึงอารมณ์ทั้งเจ็ดและกามคุณทั้งหก ถึงจะก้าวผ่านไปสู่ความสำเร็จได้ ถามว่าจะมีดราม่าอีกมั้ยคงต้องตอบว่ามีครับ รับรองได้แค่ว่าจะไม่มีมุกวนซ้ำซาก ทั้งนี้ผู้อ่านต้องยอมรับและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครครับ

Q: ทำไมกว่าจะเก่งมันช่างยากเย็น… แล้วฮาเร็มล่ะฮาเร็มอยู่ไหน!?
A: บอกก่อนเลยว่าไม่มีฮาเร็มและเลือดตากระเด็นตลอดเวลาครับ คือ สาเหตุที่ผมชื่นชอบและหยิบนิยายเรื่องนี้ขึ้นมาแปลก็เพราะเสน่ห์ของมันซึ่งเป็นนิยาย (light novel) ที่ใกล้เคียงกับนวนิยาย (novel) มาก คือมันมีรสชาติ รายละเอียด และมิติที่หลากหลาย
ที่จริงผมก็ชอบนิยายผู้ใหญ่ (เดี๋ยวๆๆ ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะ) ที่เหมือนกับหยิบโลกแห่งการ์ตูนมาทำเป็นตัวหนังสือ ร่ำดื่มยอดสุรา โอบกอดโฉมสะคราญมากหน้า ควบขี่อาชาพ่วงพี สะบัดกระบี่วิเศษ ชำระบุญคุณความแค้นสมใจ ปลดปล่อยจินตนาการจากความเครียดของโลกแห่งความจริง เพียงแต่ในฐานะคนเริ่มแก่ (เพิ่งเริ่มเองเหรอ?) บางครั้งผมก็รู้สึกว่ากาแฟดำมันน่าดื่มด่ำมากกว่ามัคคิอาโต้ครับ…

หวังว่าจะช่วยคลายข้อข้องใจไปได้บ้างนะครับ

เซียวเปียกลี้ 🙂

เล่มที่7 บทที่3: พบเป่ยซานไป่เว่ยอีกครั้ง

Desolate Era เล่ม7: นครไร้ระลอก

บทที่ 3: พบเป่ยซานไป่เว่ยอีกครั้ง

ได้ยินมาว่าการสัญจรทางอากาศเป็นสิ่งต้องห้ามในนครไร้ระลอก หากผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องโทษสถานหนัก เมิ่งจุ้นกล่าวขึ้นพร้อมนำคนทั้งหมดลงสู่พื้นดิน

จี้หนิงจับจ้องมองดูนครโบราณที่คงอยู่มาตั้งแต่ยุคแห่งเทพอสูร ผืนดินของนครไร้ระลอกที่ตั้งอยู่ห่างออกไปไม่กี่สิบกิโลเมตรแผ่รัศมีแห่งพลังอันสูงสง่าและน่าหวาดหวั่นในเวลาเดียวกันออกมาอย่างชัดเจน

นครทั้งหลังสมควรก่อตั้งอยู่ภายใต้การคุ้มครองของค่ายกลอันดับเซียน จี้หนิงครุ่นคิดภายในใจ ขณะที่คนทั้งสี่มุ่งหน้าไปยังประตูเมืองฝั่งตะวันออกซึ่งมีขนาดกว้างถึงสามพันเมตรและสูงถึงสามร้อยเมตร เพียงขนาดของประตูก็บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ของมหานครแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

ขบวนของเจ้ามีทั้งสิ้นสามร้อยยี่สิบเอ็ดคน ค่าผ่านด่านคิดเป็นทองคำสายฟ้าจำนวนสามร้อยกิโลกรัมพวกของจี้หนิงหยุดรอคอยและเฝ้าดูขบวนคาราวานของเหล่าพ่อค้าซึ่งมาถึงก่อนหน้าจ่ายค่าผ่านด่านและรับเอาเอกสารสีดำกลับมาก่อนพากันเคลื่อนขบวนผ่านเข้าเมืองไป

ค่าผ่านด่านของพวกเจ้าคือทองคำสายฟ้าสองกิโลกรัม นายทหารในชุดเกราะเต๋าตะคอกใส่จี้หนิงซึ่งยืนเคียงคู่กับสุนัขวารีพิสุทธิ์

จี้หนิงโบกมือคราหนึ่งและยื่นส่งทองคำที่ทอประกายสีฟ้าออกไปสองแท่ง สิ่งนี้คือทองคำสายฟ้าซึ่งมีความหนาแน่นและความบริสุทธิ์เหนือกว่าทองคำทั่วไปหลายเท่า ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่จี้หนิงซื้อกระบี่อุดรทมิฬทั้งสามเล่มเขาก็จ่ายเพียงแค่เศษเสี้ยวของทองคำสายฟ้าเท่านั้น อย่างไนก็ตามด้วยศักดิ์ฐานะของจี้หนิงในปัจจุบันทองคำสายฟ้าสองกิโลกรัมแทบไม่มีคุณค่าอันใดในสายตาของเขา

ผ่านไปได้ นายทหารผู้นั้นยื่นส่งเอกสารสีดำสองเล่มให้แก่จี้หนิงเป็นการแลกเปลี่ยน

………

เมื่อผ่านประตูเมืองเข้าไปคนทั้งสี่จึงเริ่มเปิดพลิกหนังสือสีดำ และพบว่าที่แท้สิ่งนี้คือข้อมูลพื้นฐานตลอดจนระเบียบปฏิบัติและข้อห้ามของนครไร้ระลอก

นครไร้ระลอกมีความยาวเก้าพันสามร้อยยี่สิบเอ็ดกิโลเมตรและกว้างแปดพันเก้าร้อยสิบกิโลเมตร ตัวเมืองแบ่งออกเป็นเขตตะวันออก เหนือ ใต้ ตะวันตก และเขตของตระกูลข้าหลวง… จี้หนิงไล่สายตาอ่านเอกสารดังกล่าวอย่างละเอียด

เขตของตระกูลข้าหลวงนั้นไม่เพียงอยู่ในจุดกึ่งกลางของตัวเมือง ยังมีขนาดใหญ่โตและเป็นเขตหวงห้ามที่ผู้ฝ่าฝืนจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ยังมีกฎห้ามมิให้ทำการต่อสู้ในเขตตะวันออก เหนือ และใต้ซึ่งเป็นเขตที่พักอาศัยและเป็นที่ตั้งของบ้านเรือนจำนวนมาก มีคำร่ำลือว่ากระทั่งผู้อมตะบางคนก็เร้นกายอาศัยปะปนอยู่ภายในเขตทั้งสามนี้

เขตตะวันตก…” ดวงตาของจี้หนิงเป็นประกายเมื่อไล่อ่านมาถึงตรงนี้ เขตตะวันตกเป็นดินแดนอันครึกครื้นน่าสนใจ มันเป็นที่ตั้งเคหสถานของเหล่าผู้ทรงอิทธิพลตลอดจนค่ายสำนักขนาดใหญ่ ทั้งยังเป็นย่านการค้าที่สำคัญของนครไร้ระลอก

สถานที่แห่งนี้เพียงจำกัดมิให้ทำการต่อสู้บนท้องถนน ส่วนภายในเคหสถานหรือค่ายสำนักนั้น ขอเพียงได้รับความยินยอมจากเจ้าของสถานที่ จะทำการต่อสู้สะท้านฟ้าสะเทือนดินเท่าใดก็ได้

เป่ยซานเฮยหู่ จี้หนิงสะดุดตาต่อนามของประมุขหมู่ตึกแห่งหนึ่งในเขตตะวันตก

หมู่ตึกของเป่ยซานเฮยหู่กลับกินพื้นที่ถึงสิบกิโลเมตรท่ามกลางที่ดินอันสูงค่าของนครไร้ระลอก กำลังทรัพย์และอิทธิพลอำนาจของมันนับเป็นที่คาดเดาได้

แม้ว่าจะมีสมาชิกระดับสูงของตระกูลข้าหลวงเขตปกครองจำนวนไม่น้อยที่พักอาศัยอยู่นอกเขตของตระกูลข้าหลวง ทว่าไม่มีหมู่ตึกใดที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าหมู่ตึกของเป่ยซานเฮยหู่อีกแล้ว

ถึงตอนนี้เมิ่งจุ้นพลันส่งเสียงอุทานขึ้น ที่แท้ข้อห้ามการเดินทางบนฟากฟ้าของนครไร้ระลอกมิได้ครอบคลุมถึงทุกผู้คน ยอดฝีมือระดับนักพรตจักรวาลแรกกำเนิดขึ้นไปล้วนมีอภิสิทธิ์เหนือการควบคุมบังคับของกฎข้อนี้ มันยกมือตบศีรษะตนเองเบาๆด้วยความขัดเขินจากการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไปในตอนแรก

ท่านพี่จี้หนิง เขตเมืองฝั่งตะวันตกนั้นน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังเป็นที่ตั้งของ ตลาดแลกเปลี่ยนสมบัติ พวกเราสมควรไปเยี่ยมชมดูสักครา เมิ่งจุ้นกล่าวด้วยความกระตือรือร้น

ข้าเคยได้ยินมาว่าที่นั่นมีผู้ฝึกตนหลายพันคนเปิดร้านรวงเพื่อรับซื้อขายแลกเปลี่ยนสมบัติวิเศษโดยเฉพาะ เมิ่งซินและเมิ่งเหยียนต่างก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเช่นกัน

พวกเรารุดไปชมดูด้วยกัน จี้หนิงเองก็ให้ความสนใจในสถานที่แห่งนี้ไม่ด้อยไปกว่าพวกมัน

……….

เมื่อผ่านเข้าเมืองทางประตูตะวันออก ก็เท่ากับว่าจี้หนิงและเหล่าทายาทตระกูลเมิ่งแทบจะต้องเดินตัดระยะทางหลายพันกิโลเมตรข้ามนครไร้ระลอกเกือบทั้งหลังเพื่อไปให้ถึงเมืองฝั่งตะวันตก โชคดีที่ระดับพลังฝีมือของพวกมันล้วนไม่อ่อนด้อย ดังนั้นถึงแม้จะไม่กล้าโลดตะบึงด้วยความเร็วสูงสุด พวกมันก็ยังเดินทางมาถึงตลาดแลกเปลี่ยนสมบัติในเขตเมืองฝั่งตะวันตกภายในระยะเวลาเพียงชั่วโมงเดียว

ตลาดแลกเปลี่ยนสมบัตินั้นแท้จริงคือจัตุรัสขนาดมหึมาที่ตั้งเรียงรายไปด้วยแผงขายสินค้า ที่ด้านข้างของแต่ละร้านคือแท่งหินสีขาวซึ่งมีตัวอักษรสีดำระบุถึงรายละเอียดของสินค้าที่วางขาย

มากมายจนน่าเหลือเชื่อ จี้หนิงตกตะลึงจนแทบลืมหายใจ เพียงกวาดตามองแวบเดียวก็สามารถพบเห็นผู้ฝึกตนอย่างน้อยหนึ่งหมื่นคน นครไร้ระลอกนับว่ายิ่งใหญ่สมกับที่เป็นศูนย์กลางของมณฑลปกครองไร้ระลอก

ตลาดแลกเปลี่ยนสมบัติมีสมบัติวิเศษแทบทุกประเภทวางขายไม่เว้นแม้กระทั่งสมบัติที่ปกติแล้วยากจะพบพาน และถึงแม้สินค้าเหล่านี้จะมีสนนราคาที่น่าดึงดูดเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็มีความเสี่ยงอันร้ายแรงซ่อนอยู่เช่นกัน

นั่นเป็นเพราะว่าสถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตตะวันตก และกฎห้ามการต่อสู้ก็จำกัดอยู่เพียงบนท้องถนน มิได้ครอบคลุมถึงตลาดแลกเปลี่ยนสมบัติ ดังนั้นถึงแม้โอกาสอาจไม่สูงแต่ก็มิอาจปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะมีการปล้นฆ่าเกิดขึ้นภายในตลาดแห่งนี้เช่นกัน ผู้ที่จะซื้อหาหรือนำสมบัติวิเศษล้ำค่ามาวางขายต้องชั่งน้ำหนักตนเองให้ดีก่อนว่าแข็งแกร่งเพียงพอแล้วหรือไม่!

ถึงแม้ว่าการต่อสู้ช่วงชิงอาจเกิดขึ้นได้ภายในที่แห่งนี้ แต่อาศัยเพียงรูปลักษณ์ภายนอกไหนเลยตัดสินได้ว่าท่านกำลังตอแยผู้ใดอยู่ อาจบางทีคนผู้นั้นเป็นนักพรตจักรวาลแรกกำเนิดที่นึกสนุกหาสิ่งใดทำเพื่อฆ่าเวลาก็ได้ จี้หนิงขบคิดแล้วพยักหน้าเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ของเมิ่งซิน

เสี่ยวจุ้น!” เสียงเรียกพลันดังขึ้น และเมื่อเมิ่งจุ้นหันกลับไปมอง ความตื่นเต้นยินดีก็แผ่ขยายจนเต็มใบหน้าหล่อเหลาของมัน ท่านลุงสาม!”

ชายกลางคนศีรษะล้านผู้หนึ่งก้าวเดินเข้ามาหาพวกมันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เมื่อเมิ่งซินและเมิ่งเหยียนหันไปมองก็จดจำชายผู้นั้นออกในทันทีเช่นกัน จึงรีบส่งเสียงทักทาย ท่านลุงหมิง!”

ฮาฮา ในที่สุดพวกเจ้าทั้งสามก็ตัดสินใจหันหลังให้กับตระกูล?” ชายกลางคนศีรษะล้านกล่าวด้วยเสียงหัวเราะ ตัดสินใจได้ประเสริฐ! หากต้องทนกล้ำกลืนโทสะฝืนรับความอัปยศเช่นนั้นยังจะจับเจ่าอยู่ต่อไปเพื่ออะไร? พวกเจ้าเพิ่งจะเดินทางมาถึงเช่นนั้นหรือ?”

เมิ่งจุ้นรีบตอบว่า พวกเราเพิ่งมาถึงเท่านั้น ที่พวกเราเดินทางมาครั้งนี้ก็เพื่อกราบอาจารย์ร่ำเรียนฝีมือ แต่เมื่อมาถึงแล้วก็อดมิได้ที่จะเข้ามาชมดูตลาดแลกเปลี่ยนสมบัติด้วยตาของตนเองสักครั้ง

ที่แห่งนี้ยังจะมีสิ่งของเลิศพิสดารอันใด? ก็เพียงมีข้าวของให้เลือกหลากหลาย และบางชิ้นอาจมีมูลค่าอยู่บ้างเท่านั้น ชายกลางคนส่ายศีรษะอันล้านเลี่ยน เพียงเดินดูรอบสองรอบก็จะบังเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นแล้ว แต่จะว่าไปนั่นอาจเพราะข้าอยู่ที่นครไร้ระลอกแห่งนี้มานานนับร้อยปี ส่วนพวกเจ้าเพิ่งจะเคยมาเป็นครั้งแรกเท่านั้น อีกทั้งต่อไปภายหน้าเมื่อพวกเจ้าเข้าสังกัดค่ายสำนักก็คงไม่มีเวลามาเดินเตร็ดเตร่เช่นนี้อีก ข้าจะถือโอกาสนี้พาพวกเจ้าเดินชมและแนะนำสถานที่สำคัญภายในเมืองเลยก็แล้วกัน

แน่นอนว่าเด็กหนุ่มสาวทั้งสามย่อมไม่ปฏิเสธข้อเสนอนี้ ชายกลางคนค่อยสังเกตเห็นจี้หนิงและสุนัขวารีพิสุทธิ์มันจึงถามขึ้น ท่านผู้นี้คือ…?”

เมิ่งจุ้นหันไปมองแต่มิได้กล่าวอันใด ก่อนหน้านี้มันประจบเอาใจจี้หนิงสารพัดแต่กลับไม่ได้รับผลตอบแทนอันใด ยามนี้เมื่อมันเสาะพบญาติผู้ใหญ่ที่สามารถพึ่งพาจนกว่าจะหาค่ายสำนักเข้าสังกัดได้ มันย่อมไม่แยแสสนใจจี้หนิงอีกต่อไป

นี่คือท่านพี่จี้หนิง เมิ่งซินกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันไพเราะของนาง เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตของพวกเราทั้งสามเอาไว้

เมื่อได้ยินดังนั้นชายกลางคนจึงรีบกล่าวขึ้น ต้องขอขอบคุณสหายจี้หนิงมากแล้ว เช่นนี้เถิดขอให้สหายจี้หนิงร่วมทางไปกับพวกเราเพื่อให้ข้าได้มีโอกาสแสดงน้ำใจตอบแทนพระคุณของท่านบ้าง

นั่นกลับไม่จำเป็น จี้หนิงส่ายศีรษะ เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นสายตาอ้อนวอนของเมิ่งซินและเมิ่งเหยียน ก่อนหัวเราะแล้วกล่าวต่อไป พวกเรายังคงแยกทางกันที่นี่เถิด เมื่อได้พบพานก็นับเป็นวาสนา หากยังคงมีวาสนาผูกพัน ในภายภาคหน้าย่อมได้พบกันอีก

ตกลงเมิ่งเหยียนเปล่งวาจารับคำ ส่วนเมิ่งจุ้นเพียงปั้นรอยยิ้มอันเสแสร้งอย่างเห็นได้ชัดขึ้นบนใบหน้า

จิตใจที่คับแคบนัก จี้หนิงได้แต่ครุ่นคิดขึ้นในใจ

………

จี้หนิงใช้สายตาส่งเหล่าผู้เยาว์ตระกูลเมิ่งติดตามผู้อาวุโสของพวกมันจากไปแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าด้วยความระอาใจกับกิริยาของเมิ่งจุ้นที่พยายามชวนคุยประจบท่านลุงสามผู้นั้นไปตลอดทาง

จวบจนเมื่อดวงตะวันเริ่มแตะขอบขุนเขาฟากตะวันตก จี้หนิงที่เดินเล่นตามสบายจึงบรรลุถึงหน้าหมู่ตึกของเป่ยซานเฮยหู่

ช่างโอ่อ่าทรงอำนาจยิ่งนัก จี้หนิงจ้องมองประตูหน้าซึ่งมีกองทหารอันเข้มแข็งเฝ้ารักษาการณ์ รูปปั้นพยัคฆ์สีดำสนิทที่ยืนหยัดอยู่ข้างบานประตูยิ่งดูน่าเกรงขาม ใบหน้าและดวงตาที่ดุร้ายอำมหิตของมันจ้องมองจนเหล่าผู้ที่สัญจรไปมาล้วนเดินเลี่ยงออกห่างไปอีกฟากหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

แต่จี้หนิงกลับเดินตรงเข้าไปอย่างผ่าเผย

ผู้มาเป็นใคร?” หนึ่งในทหารรักษาการณ์ตวาดถามขึ้นทันที หากจี้หนิงมิได้ประหลาดใจแต่อย่างใด เขาทราบดีว่าผู้ที่บุกรุกเข้าสู่รัศมีสามสิบเมตรของหมู่ตึกโดยไม่ได้รับอนุญาตล้วนถูกประหารฆ่าโดยไร้ข้อยกเว้น

จี้หนิงโบกมือคราหนึ่ง แสดงป้ายสัญลักษณ์ที่จารึกถ้อยคำ เป่ยซานเฮยหู่ ออกไป ทหารผู้นั้นรีบปั้นรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าก่อนเปลี่ยนเป็นกล่าววาจาด้วยความเคารพยำเกรง มิทราบนายท่านต้องการมาพบผู้ใด? ผู้น้อยจะรีบรายงานขึ้นไปในทันที

ข้ามีนามว่าจี้หนิง เดินทางมาพบนายน้อยเป่ยซานไป่เว่ย จี้หนิงกล่าวพลางส่งเสียงหัวเราะเล็กน้อย ต้องรบกวนท่านพี่แล้ว

โปรดรอคอยอยู่ที่นี้ ทหารรักษาการณ์ผู้นั้นหันกายกลับเข้าสู่หมู่ตึก ส่วนทหารที่หลงเหลือหันมาแสดงท่าทีอันเป็นมิตรให้แก่จี้หนิง แล้วหันกลับไปถลึงมองผู้ที่สัญจรเข้ามาใกล้หมู่ตึกอย่างเย็นชาต่อไป

ฮาฮา…” เสียงหัวเราะอันสดใสเข้มแข็งพลันดังขึ้นจากภายในหมู่ตึก ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบสีดำที่สวมมงกุฎบนศีรษะก้าวผ่านประตูใหญ่ออกมา ใบหน้าที่จ้องมองมาทางจี้หนิงประดับไปด้วยรอยยิ้มอันตื่นเต้นจริงใจ ท่านพี่จี้หนิง ในที่สุดก็รอคอยจนท่านมาถึงแล้ว! เมื่อตอนนั้นยังรับปากเป็นมั่นเหมาะว่าจะรีบเดินทางมาในเวลาอันรวดเร็ว ที่ไหนได้กลับทอดทิ้งให้ข้ารอคอยถึงครึ่งปี ช่างทำร้ายผู้คนจนสาหัสนัก ฮาฮาแต่เมื่อท่านมาถึงนครไร้ระลอกแล้วก็โปรดให้เกียรติข้าได้แสดงน้ำใจในฐานะผู้เหย้า นับแต่นี้ท่านมิต้องกังวลเรื่องอันใดทั้งสิ้น ทุกประการมีข้าจัดการให้แก่ท่านเอง มันกล่าววาจาพร้อมกับก้าวเดินเข้ามาคล้องแขนของจี้หนิงอย่างสนิทสนม พวกเราขึ้นรถออกเดินทาง

ราชรถที่ฉาบไล้ด้วยประกายรัศมีอันสูงส่งเคลื่อนเข้ามาอย่างรวดเร็วและหยุดลงที่หน้าประตูใหญ่ สตรีนางหนึ่งก้าวลงจากที่นั่งสารถีและตรงเข้ามาทำความเคารพเป่ยซานไป่เว่ยด้วยความนอบน้อม นายน้อย

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

 

เล่มที่7 บทที่2: บรรลุถึง

Desolate Era เล่ม7: นครไร้ระลอก

บทที่ 2: บรรลุถึง

ก่อนหน้านี้เด็กหนุ่มสาวจากตระกูลเมิ่งทั้งสามยังพอจะรวมพลังกันต้านทานการจู่โจมเอาไว้ได้ แต่เมื่อสาวกภูเขามังกรหิมะทั้งสองเริ่มลงมืออย่างสุดกำลัง พวกมันก็ไม่อาจทนทานรับเอาไว้อีกต่อไป

“หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ข้าสมควรเชื่อคำพูดของ ‘ก้อนหินน้อย’ ” ใบหน้าอันงดงามของเด็กสาวยิ่งมายิ่งซีดขาวด้วยความสำนึกเสียใจ

หลังจากที่บรรลุระดับตำหนักม่วงพวกมันทั้งสามล้วนไม่กล้าฝึกฝีมือสืบต่อ เนื่องจากหากพลังการฝึกปรือของคนผู้หนึ่งเข้าสู่ระดับตำหนักม่วงขั้นกลาง พลังปราณของมันจะถูกกำหนดเป็นรูปแบบอันตายตัวยากที่จะเปลี่ยนแปลง ค่ายสำนักชั้นนำทั้งหลายจึงปฏิเสธที่จะรับตัวบุคคลเหล่านั้นเข้าเป็นศิษย์สืบทอดฝีมือ ดังนั้นระดับพลังของพวกมันจึงหยุดอยู่ที่ระดับตำหนักม่วงขั้นแรกเริ่มเท่านั้น

ก่อนออกเดินทาง ‘เมิ่งเหยียน’ (ก้อนหิน) เคยกล่าวทักท้วงไว้ว่า “เสี่ยวซิน ด้วยระดับฝีมืออันต่ำต้อยของพวกเราหากเดินทางด้วยสมบัติวิเศษอันสะดุดตาย่อมต้องตกเป็นเป้าโจมตีของผู้อื่น ข้าขอเสนอให้พวกเราออกเดินทางบนพื้นดินหรือโดยสารสัตว์พาหนะเช่นเดียวกับสามัญชนทั่วไป ถึงแม้จะเสียเวลาบ้างแต่ก็ปลอดภัยกว่ามากนัก เหล่ายอดฝีมือทั้งหลายย่อมไม่ลดตัวมาลงมือต่อผู้ไม่รู้วิชาฝีมืออย่างแน่นอน”

“เหลวไหล” เด็กหนุ่มผู้หล่อเหลานาม ‘เมิ่งจุ้น’ กล่าวขัดขึ้นอย่างมีโทสะ “เดินทางอย่างเชื่องช้าบนพื้นดินเป็นระยะทางนับล้านกิโลเมตรเช่นนั้นหรือ? นั่นคงต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะไปถึง หากเจ้าคิดเดินทางขึ้นเขาลงห้วยก็จงไปแต่เพียงผู้เดียว ข้าไม่ขอร่วมทางไปด้วยแน่ ข้าจึงไม่เชื่อว่าพวกเราจะโชคร้ายจนถูกผู้คนดักโจมตีภายในช่วงระยะเวลาแค่ไม่กี่วันที่ออกเดินทางด้วยความเร็วสูงสุด”

“ก้อนหินน้อย เมิ่งจุ้นกล่าวถูกต้องแล้ว เพียงชั่วระยะเวลาไม่กี่วันย่อมไม่มีเรื่องราวใดเกิดขึ้นแน่” เมิ่งซินเองก็ไม่ต้องการทนต่อความยากลำบากยาวนานนับปีเช่นเดียวกัน

สุดท้ายพวกมันทั้งสามจึงตัดสินใจโดยสารสมบัติวิเศษเหินบินสู่นครไร้ระลอก และโชคร้ายเป็นอย่างยิ่งที่พวกมันต้องเผชิญการดักปล้นเข้าจริงๆ

วิถีแห่งความเป็นอมตะนั้นมีมากมายหลากหลายเส้นทาง ผู้ฝึกตนบางคนยินยอมอดทนรับความยากลำบากทั้งมวล ฝึกฝนเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จในภายภาคหน้า บ้างอาศัยการต่อสู้เสี่ยงชีวิตเข้าท้าทายขีดจำกัดและพัฒนาความสามารถของตนเอง และมีอีกไม่น้อยที่เดินทางลัด อาศัยการปล้นฆ่าเพื่อช่วงชิงทรัพยากรตลอดจนสมบัติวิเศษมาเป็นของตน

………

สายรัดแพรสีขาวสะบัดหมุนเป็นวงต้านทานกระบี่บินที่พุ่งเข้าโจมตีเอาไว้ได้ ทว่าแรงกระแทกสะท้อนนั้นทำให้เมิ่งซินต้องกระอักโลหิตออกมา

“เสี่ยวซิน!” เมิ่งเหยียนส่งเสียงร้องด้วยความห่วงใย มันขบฟันแนบแน่น เร่งเร้าพลังจนใบหน้าแดงฉาน รัศมีอันเจิดจ้าพลันปะทุขึ้นจากร่างอันกำยำล่ำสัน ก้อนหินสีดำเก้าก้อนพุ่งแหวกอากาศเสียงดังหวีดหวิวเข้าหาชายชุดขาวทั้งสองอย่างรวดเร็ว

“พวกเจ้ารีบหนีไป!” เสียงตวาดของมันดังก้องราวกับคำราม

“ก้อนหินน้อย!” สีหน้าของเมิ่งซินพลันเปลี่ยนแปร นางทราบดีว่าสหายในวัยเยาว์ได้ใช้วิชาต้องห้ามออกไป เมิ่งเหยียนเมื่อกระทำเช่นนี้เท่ากับยินยอมทำลายพื้นฐานพลังฝีมือของตนเอง ต่อให้รอดชีวิตไปได้แต่โอกาสที่ค่ายสำนักชั้นนำจะรับตัวมันแทบถูกปิดตายลงแล้ว

“ยังไม่รีบจากไปอีก!” เมิ่งเหยียนกู่ร้องราวกับเสียสติ

“พวกเรารีบไป” เด็กหนุ่มชุดขาวส่งเสียงร้อง ร่างกลับกลายเป็นกลุ่มควันอันเบาบางพุ่งออกไปก่อน เมิ่งซินเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ได้แต่กัดฟันพริ้วร่างติดตามไป

ศิษย์ภูเขามังกรหิมะทั้งสองเพียงแสยะยิ้มอย่างเย็นชา คิดหลบหนีจากเงื้อมมือของพวกมัน? เด็กน้อยเหล่านี้เท่ากับกำลังฝันไป

แต่แล้วในพริบตานั้นเอง วัตถุอันโปร่งใสก็พุ่งทะลวงขึ้นจากพื้นดินด้วยความรวดเร็วราวกับสายฟ้า โพรงอันว่างเปล่าพลันปรากฏขึ้นบนศีรษะของชายชุดขาวทั้งสอง

“นี่… เป็นไปไม่ได้…” ดวงตาอันว่างเปล่าของคนทั้งสองเบิกกว้าง จวบจนตายพวกมันยังไม่ยินยอมเชื่อถือในสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งที่ประสบการณ์ปล้นชิงนับครั้งไม่ถ้วนได้เพาะสร้างสัญชาติญาณระแวดระวังในทุกขณะให้กับพวกมัน ทว่าคราครั้งนี้ไม่เพียงมันทั้งสองจะถูกลอบสังหารจนตกตายอย่างพร้อมเพรียง การลงมือยังรวดเร็วรุนแรงจนสมบัติวิเศษพิทักษ์ชีวิตที่สวมติดตัวไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง

โลหิตสาดพุ่งชโลมทั่วผืนดิน ร่างในชุดสีขาวที่ถูกย้อมจนแดงฉานค่อยๆทรุดลงพร้อมกับดวงวิญญาณที่หลุดลอยไป

“ข้าขอแลกชีวิตกับพวกเจ้าแล้ว!” ใบหน้าอันซื่อตรงของเด็กหนุ่มบิดเบี้ยวกลับกลายเป็นคลุ้มคลั่ง ร่างใหญ่โตของมันและก้อนหินดำทั้งเก้าพุ่งไปข้างหน้าด้วยสภาวะมีไปไม่มีกลับ แต่แล้วศัตรูอันร้ายกาจทั้งสองพลันสาบสูญไปจากครองจักษุ ทอดร่างเป็นซากศพอยู่บนพื้นดิน

“นี่…” เมิ่งเหยียนได้แต่นิ่งตะลึง ส่วนเมิ่งจุ้นที่หลบหนีอย่างสุดชีวิตก็ชะงักร่างลงเมื่อเหลียวมาเห็นภาพที่เกิดขึ้น ด้วยสายตาระดับสาวกตำหนักม่วงของมันย่อมมองเห็นซากศพและคราบโลหิตบนพื้นได้อย่างชัดเจน

“เสี่ยวซิน” เมิ่งจุ้นส่งเสียงร้องเรียก “ไม่ต้องหลบหนีแล้ว โจรร้ายทั้งสองเสียชีวิตแล้ว”

เงาร่างอันชดช้อยพลันหยุดยั้งลง นางเหลียวหน้ากลับมาและพบเห็นฉากอันน่าเหลือเชื่อเดียวกันนั้น

“พวกเราย้อนกลับไปด้วยกัน” เมิ่งจุ้นกล่าวชักชวน ในขณะที่เมิ่งซินส่งเสียงรับคำ

เมื่อรุดมาถึงทั้งคู่ต่างรีบสอบถามเมิ่งเหยียนที่ยังคงไม่หายจากการตกตะลึง “ก้อนหินน้อย เกิดอันใดขึ้นกันแน่?”

เมิ่งเหยียนไม่ทันตอบคำ เปลวอัคคีก็พลันร่วงหล่นลงจากฟากฟ้าลุกท่วมเผาผลาญซากร่างของสาวกภูเขามังกรหิมะทั้งสองบนพื้นดิน

ศิษย์ตระกูลเมิ่งทั้งสามค่อยบังเกิดความตื่นตัวและพบเห็นเงาร่างของมนุษย์และสัตว์อสูรปรากฏขึ้นจากส่วนลึกของเงาไม้ เมื่อเพ่งมองดูอย่างละเอียดจึงจำแนกได้ว่าเป็นบุรุษหนุ่มร่างบางในชุดขนสัตว์สีขาวและสุนัขตัวใหญ่ที่มีสีขาวราวกับหิมะ

บุรุษในชุดขนสัตว์กวักมือคราหนึ่ง สมบัติวิเศษที่โผล่พ้นจากกองเถ้าถ่านก็หายวับไป

“ขอบพระคุณผู้อาวุโสที่เมตตาช่วยชีวิต” เมิ่งเหยียนรีบคุกเข่าลงกราบกราน

“ไม่จำเป็นต้องมากพิธีและไม่ต้องเรียกข้าเป็นผู้อาวุโส พวกเราสามารถเรียกหากันและกันเช่นสหายในทางพรต” จี้หนิงอดมิได้ต้องบังเกิดความรู้สึกที่ดีต่อเด็กหนุ่มที่สัตย์ซื่อผู้นี้ การที่มันสละตนเองใช้ออกด้วยวิชาต้องห้ามเพื่อให้สหายทั้งสองหลบหนีไปนั้นช่างละม้ายคล้ายกับวีรกรรมที่ท่านลุงผู้ล่วงลับของเขาเคยกระทำ ผลจากความเสียสละในครั้งนั้นทำให้มารดาของเขารอดชีวิตและตัวเขามีโอกาสได้ลืมตาดูโลกในเวลาต่อมา

“ช่างน่าเสียดายนัก” จี้หนิงลอบทอดถอนใจ แม้เขาจะตัดสินใจลงมืออย่างรวดเร็ว ใช้พลังแห่งจิตส่งกระบี่ไร้ลักษณ์ประหารมารออกจู่โจมสังหารคนร้ายในทันที แต่พื้นฐานพลังฝีมือที่ถูกทำลายของเมิ่งเหยียนคงยากที่จะฟื้นคืนกลับมาได้

“ขอบคุณสหายทางพรตที่ยื่นมือช่วยเหลือ” เด็กหนุ่มผิวขาวรีบดึงร่างของเมิ่งเหยียนให้ลุกขึ้น “พวกเราทั้งสามมาจากตระกูลเมิ่ง ผู้นี้คือเมิ่งเหยียน นางมีนามว่าเมิ่งซิน ส่วนข้าคือเมิ่งจุ้น มิทราบว่าสหายมีคำเรียกขานว่าอย่างไร?”

“ก้อนหินน้อย…” เมิ่งซินกุมมือของเมิ่งเหยียนเอาไว้ ดวงตาคลอไปด้วยหยาดน้ำ นางหันกลับไปมองบุรุษแปลกหน้าด้วยความรู้สึกทั้งอยากรู้และหวาดหวั่นระคนกัน

จี้หนิงพยักหน้าให้กับพวกมัน “ข้ามีนามว่าจี้หนิง ที่บังเอิญพบพานคงเนื่องจากพวกเรามีวาสนาต่อกัน ข้ากำลังอยู่ระหว่างการเดินทางไปยังนครไร้ระลอก”

“ท่านพี่จี้หนิงกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางไปยังนครไร้ระลอก?” เมิ่งจุ้นกล่าวด้วยความยินดี “พวกเราทั้งสามก็ตั้งใจจะไปที่นั่นเช่นกัน ไม่ทราบว่าพวกเราจะร่วมทางไปกับท่านพี่จี้หนิงได้หรือไม่?”

เมิ่งเหยียนและเมิ่งซินต่างก็จ้องมองมาทางจี้หนิงด้วยสายตาที่คาดหวังเช่นเดียวกัน

“ตกลง” จี้หนิงผงกศีรษะ แม้ว่าเมื่อครู่เขาจะเพียงรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านเทพสำนึกและไม่ได้ยินประโยคสนทนาระหว่างคนทั้งสามกับสาวกภูเขามังกรหิมะ แต่ก็พอจะคาดเดาความเป็นมาของพวกมันได้บ้าง

“ตระกูลที่ใช้แซ่เมิ่ง ทั้งยังสามารถเพาะสร้างสาวกตำหนักม่วงอายุเยาว์ถึงสามคนพร้อมๆกัน พวกมันสมควรเป็นทายาทของตระกูลเมิ่งอันโด่งดังที่ถูกระบุในแผนที่แล้ว”

………

สาเหตุอีกประการที่จี้หนิงยินยอมร่วมทางกับหนุ่มสาวทั้งสามคือเขาต้องการเรียนรู้เรื่องราวของโลกภายนอกจากพวกมัน เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับดินแดนภายนอกเทือกเขานางแอ่นที่ตระกูลจี้มีนั้นช่างน้อยนิดจนน่าเวทนา

“ท่านพี่จี้หนิงโปรดลองดื่มสุราที่ปรุงกลั่นโดยตระกูลเมิ่งเราดู”

“ท่านพี่จี้หนิงโปรดลองชิมผลไม้นี้”

เรือขนาดใหญ่เหินบินข้ามผ่านท้องฟ้าและหมู่เมฆ จี้หนิงและทายาทตระกูลเมิ่งทั้งสามนั่งล้อมวงอยู่รอบโต๊ะซึ่งวางเต็มไปด้วยผลไม้และสุรา ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอันใดที่หนุ่มสาวเหล่านี้จะต้องการคบหากับยอดฝีมือเยี่ยงจี้หนิง อย่างน้อยในระยะทางที่เหลือของการเดินทางในครั้งนี้พวกมันก็รู้สึกปลอดภัยขึ้นมากนัก

“พวกมันล้วนมาจากตระกูลเมิ่งจริงๆ” หลังจากเดินทางร่วมกันมาได้ระยะหนึ่ง จี้หนิงก็ทำความเข้าใจในตัวพวกมันเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย

เมิ่งจุ้นนั้นช่างเจรจาและชมชอบประจบสอพลอ บางครั้งยังกระทำจนออกนอกหน้าสร้างความกระอักกระอ่วนให้แก่จี้หนิงยิ่งนัก เมิ่งซินกลับเพียบพร้อมไร้ที่ติ สตรีที่งดงามเช่นนี้แทบไม่อาจพบพานได้ในตระกูลจี้ ทว่าในคนทั้งสามเมิ่งเหยียนผู้สัตย์ซื่อถือมั่นกลับเป็นบุคคลที่จี้หนิงชื่นชมมากที่สุด

“เมิ่งจุ้นกล่าวถูกต้องแล้ว” น้ำเสียงอ่อนหวานสดใสของเมิ่งซินดึงเขากลับมาจากห้วงความคิด “สายตระกูลตะวันออกของพวกเราถูกกดดันจากทุกฝ่ายอย่างหนัก กระทั่งทายาทสายตรงก็ยังแทบถูกกีดกันจนไม่อาจทนทาน อย่าว่าแต่พวกเราที่เพียงเป็นเชื้อสายที่แยกย่อยออกมาอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นแม้ว่าพวกเราจะฝึกฝนจนบรรลุถึงระดับตำหนักม่วง แต่การจะขอฝึกปรือเคล็ดวิชาปราณระดับสูงของตระกูลนั้นแทบไม่อาจเป็นไปได้ พวกเราจึงตัดสินใจเดินทางมาสมัครเข้าร่วมกับค่ายสำนักในนครไร้ระลอก มิคาดก้อนหินน้อยกลับ…”

เมิ่งเหยียนรีบปั้นเสียงหัวเราะขึ้น “นี่มิใช่ปัญหา อย่างน้อยพวกเราก็ยังรอดชีวิตมาได้ ข้าใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามไปเพียงครู่เดียว ผลกระทบของมันจึงยังไม่รุนแรงมากนัก จะอย่างไรพวกเราก็ใกล้จะถึงนครไร้ระลอกแล้ว นับว่าเข้าใกล้เส้นทางสู่วิถีแห่งความเป็นอมตะมากขึ้นไปอีกก้าวหนึ่ง”

“พวกเราจะละทิ้งชาติกำเนิดไว้เบื้องหลัง” เมิ่งจุ้นกัดฟันกล่าวด้วยความอาฆาต “หากในวันข้างหน้าพวกเราสำเร็จเป็นนักพรตจักรวาลแรกกำเนิด เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลจะต้องเป็นฝ่ายมาก้มหัวเชื้อเชิญให้พวกเรากลับไป”

“ยังคงก้าวเดินไปทีละก้าวอย่างมั่นคง…” เมิ่งเหยียนหรี่ตาจ้องมองมัน ในขณะที่เมิ่งจุ้นส่งเสียงทอดถอนใจ “น่าเสียดายที่แม้ว่าพวกเราจะมาจากตระกูลเมิ่งอันยิ่งใหญ่ แต่สมบัติวิเศษที่ใช้กลับยังอ่อนด้อยกว่าของศิษย์ภูเขามังกรหิมะ” มันพลันหันหน้าไปทางจี้หนิง “ท่านพี่จี้หนิงเมื่อมีวิชาฝีมือสูงส่งจนสังหารศิษย์ทั้งสองของภูเขามังกรหิมะลงได้อย่างง่ายดาย ข้าคาดว่าสมบัติวิเศษที่พวกมันพกนำติดตัวคงไม่อาจนับเป็นอย่างไรในสายตาของท่าน… ท่านพี่จี้หนิง… ท่านใช่สามารถให้พวกเราหยิบยืมสมบัติเหล่านั้นไว้ใช้ป้องกันตัวเพื่อมิให้พวกเราต้องเป็นภาระต่อท่านจนเกินไปหรือไม่?”

“เพียงแค่ชิ้นหรือสองชิ้นเท่านั้น…” ดวงตาของเมิ่งจุ้นเต็มไปด้วยความมุ่งมาดปรารถนา

คิ้วเรียวงามของจี้หนิงขมวดลง ประจบสอพลอนับเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ยากนักที่เมิ่งจุ้นผู้นี้กลับรู้จักใช้คารมสรรหาข้ออ้างอันไร้ยางอายเยี่ยงนี้ขึ้นมาได้

“ไหนเลยเคยมีผู้ตำหนิว่าทรัพย์สมบัติในครอบครองของตนมีมากมายเกินไป?” จี้หนิงจ้องมองกลับไปที่เมิ่งจุ้น “ข้าเองเดินทางมายังนครไร้ระลอกครั้งนี้ก็เพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสมบัติวิเศษ ยังเกรงว่าสิ่งที่พกนำติดตัวมาจะมีไม่เพียงพอ สหายเมิ่งจุ้นใช่สามารถหยิบยืมให้แก่ข้าสักชิ้นสองชิ้นหรือไม่?”

ใบหน้าหล่อเหลาของเมิ่งจุ้นซีดขาวลงก่อนแสร้งทำเป็นหัวเราะกลบเกลื่อน มันได้แต่ก่นด่าจี้หนิงอยู่ภายในใจ “บัดซบ ก่อนหน้านี้เพียงข้ากล่าวยกย่องนายน้อยลู่ซูคำหนึ่ง ท่านยังประทานสมบัติวิเศษมาให้ข้าหนึ่งชิ้น ครั้งนี้ข้ากล่าวเยินยอมันไปมากมายทั้งยังแบ่งสุราอันล้ำค่าให้ดื่ม มันกลับไม่คิดมอบอะไรกลับมาให้แม้แต่น้อย เสียแรงที่เป็นถึงสุดยอดฝีมือซึ่งเป็นเจ้าของสัตว์เทพอสูรระดับตำหนักม่วง ที่แท้ก็เป็นเพียงปิศาจตระหนี่ตนหนึ่ง!”

จี้หนิงไม่คิดเสียเวลาแม้แต่จะเหลือบมองคนเยี่ยงนี้อีกต่อไป ที่เขาร่วมเดินทางมากับคนทั้งสามก็เพื่อรับทราบข้อมูลข่าวสารของโลกภายนอกและด้วยความเห็นอกเห็นใจเมิ่งเหยียนเท่านั้น

“ท่านพี่จี้หนิง” เมิ่งซินพลันส่งเสียงร้องพร้อมกับชี้นิ้วไปข้างหน้า “ท่านดู นั่นใช่นครไร้ระลอกหรือไม่?”

“นครไร้ระลอก?” จี้หนิงเองก็หันไปมองด้วยความตื่นเต้นเช่นกัน

ที่ปรากฏแก่สายตาของทุกคนคือมหานครอันกว้างใหญ่ไพศาลจรดขอบฟ้า แม้ว่าในตอนนี้พวกเขาจะยังอยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร จี้หนิงก็รู้สึกได้ถึงคลื่นพลังอันเบาบางหากไร้สิ้นสุดซึ่งแผ่ออกมาจากตัวเมือง

“ในที่สุดข้าก็มาถึง” จี้หนิงจ้องมองไปที่มันด้วยความมุ่งมั่น ในขณะที่สายตาของเด็กหนุ่มสาวทั้งสามแห่งตระกูลเมิ่งเปี่ยมล้นไปด้วยความฝันและความคาดหวังถึงอนาคต

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่7 บทที่1: ระหว่างการเดินทาง

Desolate Era เล่ม7: นครไร้ระลอก

บทที่ 1: ระหว่างการเดินทาง

เรือบดลำน้อยเหินบินอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆามุ่งหน้าเข้าสู่นครไร้ระลอก จี้หนิงเอนกายพิงท้ายเรือ แม้สายตาทอดมองลงไปยังพื้นปฐพีอันกว้างใหญ่ไพศาลที่เบื้องล่าง คนกลับจมอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความคิด “ท่านลุง ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าจะต้องล้างแค้นให้กับพวกท่าน”

เขาได้รับทราบนามของเหล่าศัตรูจากม้วนบันทึกของบิดา ตัวการหลักในหมู่คนร้ายทั้งสามมีนามว่า ‘ต่งชี’ ซึ่งเป็นเพียงชนชั้นไร้ชื่อเสียงเรียงนามผู้หนึ่ง ทว่ามันกลับมีศักดิ์เป็นหลานของนักพรตจักรวาลแรกกำเนิด

จี้หนิงสำนึกถึงระดับความสามารถของตนเป็นอย่างดี การที่เขาสามารถกำจัดสังหารปรมาจารย์ซู่ลงได้นั้นมิได้เป็นเรื่องสลักสำคัญอันใด สุดท้ายแล้วภูเขามังกรหิมะก็ยังชุมนุมไปด้วยสุดยอดฝีมือและเหล่าอัจฉริยะเยี่ยงเสวี่ยหงอีซึ่งตัวเขาเองก็ยังมิอาจมั่นใจว่าจะเอาชัยได้ ไม่ต้องพูดถึงบรรดานักพรตแห่งจักรวาลแรกกำเนิดที่เพียงแค่พ่นลมหายใจออกมาก็สามารถแผดเผาดวงวิญญาณของเขาให้มอดไหม้เป็นจุณ

เพลิงกำเนิดจักรวาล… นี่เป็นธาตุพลังที่มีเพียงยอดฝีมือที่บรรลุระดับจักรวาลแรกกำเนิดแล้วจึงจะสามารถครอบครอง เช่นเดียวกับที่หมื่นดาราร่วมสำแดงเป็นปรากฏการณ์ที่ต้องบรรลุระดับปรมาจารย์หมื่นสำแดงก่อนจึงจะสามารถปลดปล่อยออกมาได้

“ตัวการร้าย ‘ต่งชี’ กับผู้สมรู้ร่วมคิดอีกสองคน ‘หยูต้ง’ และ ‘ฉุ่ยอี’ ” จี้หนิงลอบจดจำนามของคนทั้งสามจนขึ้นใจ ตามคำบอกเล่าในบันทึกของบิดา หยูต้งและฉุ่ยอี เป็นชนชั้นข้าทาสบริวารที่ก่อกรรมตามคำสั่งของต่งฉิก

กล่าวอีกนัยหนึ่ง หยูต้งและฉุ่ยอีคือฆาตกรผู้ลงมือโดยมีต่งชีบงการอยู่เบื้องหลัง

“พวกมันทั้งสามล้วนสมควรตาย” ประกายแค้นลุกวาบในดวงตาของจี้หนิงก่อนที่เขาจะสะกดระงับมันลงและเริ่มครุ่นคิดประเมินสถานการณ์ “ด้วยพื้นฐานพลังฝีมือที่ยังตื้นเขินของข้าในปัจจุบันคงไม่เพียงพอที่จะใช้ล้างแค้นพวกมัน อย่าว่าแต่ข้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต่งชีและอีกสองคนนั้นแข็งแกร่งเพียงใด ไม่รู้กระทั่งว่าตอนนี้พวกมันอยู่ที่ไหน”

“คงเป็นการดีที่สุดหากว่าข้าจะเริ่มต้นการเดินทางด้วยการไปเยือนนครไร้ระลอกและเข้าสังกัดค่ายสำนักก่อน”

จี้หนิงมิใช่ชนชั้นโง่เขลามุทะลุ เขายังคงจดจำคำสั่งสอนของบิดามารดาที่ว่าเมื่อใดที่ออกสู่โลกภายนอก ให้รีบค้นหาค่ายสำนักเพื่อฝากกาย โลกหล้านั้นกว้างใหญ่เกินกว่าที่บุคคลอันโดดเดี่ยวผู้หนึ่งจะฟันฝ่าไปได้โดยลำพัง และถึงแม้ว่าสาวกตำหนักม่วงนั้นจะมีอยู่ดาษดื่นทั่วไป แต่อัจฉริยะที่ยากจะพบพานเช่นจี้หนิงย่อมเป็นที่ต้อนรับของเหล่าค่ายสำนักที่มีชื่อเสียงโดยมิต้องสงสัย

เมื่อเขาสามารถขอรับการสนับสนุนจากค่ายสำนักอันยิ่งใหญ่ เขาไยต้องเอาตนเองเข้าเสี่ยงโดยไม่จำเป็น

“เมื่อเข้าสังกัดแล้ว…. ข้าก็มีสิทธิ์เรียนรู้เคล็ดวิชาพลังปราณชั้นสูงได้ ทั้งยังมีโอกาสที่จะได้ร่ำเรียนเทพวิชาเพิ่มเติมอีกด้วย” จี้หนิงกล่าวกับตนเอง กระทั่งเทพบุตรหยกยังได้รับ ‘เทพวิชาจำแลงลักษณ์สวรรค์’ จากภูเขามังกรหิมะ ขอเพียงเขาสามารถเข้าสู่ค่ายสำนักที่ยิ่งใหญ่กว่าภูเขามังกรหิมะ ที่นั่นย่อมมีเทพวิชาไว้ถ่ายทอดให้แก่เหล่าศิษย์ผู้มีพรสวรรค์อย่างแน่นอน

“หากทุกประการเป็นไปตามที่คิดไว้ ขอบเขตพลังฝีมือของข้าย่อมเพิ่มขยายออกไปไม่สิ้นสุด เมื่อทุกประการถูกเตรียมจนพร้อมพรัก โอกาสที่จะล้างแค้นย่อมมาถึงเอง” จี้หนิงไม่คิดสละชีวิตของตนเพียงเพื่อการล้างแค้น

ดังที่บิดามารดาของเขาเคยกล่าวไว้ การล้างแค้นนับเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ชีวิตของเขายังมีคุณค่ายิ่งกว่า นามของเขาจะต้องเป็นที่เลื่องลือไปในโลกหล้า และวันหนึ่งเขาจะเข้าพบกับ ‘ท่านเจ้าตำหนักขุย’ อีกครั้ง

“น่าเสียดายที่ข้ายังคงไม่แข็งแกร่งพอ มิเช่นนั้นข้าจะขอสมัครเข้าเป็นองครักษ์มังกรวรุณให้หมดเรื่องสิ้นราว” จี้หนิงส่ายศีรษะ การจะเข้าเป็นองครักษ์มังกรวรุณนั้นมิใช่เรื่องง่าย กระทั่งปรมาจารย์มู่เซียวเองก็ยังต้องรอจนบรรลุถึงระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงขั้นสูงค่อยผ่านการทดสอบได้สำเร็จ

และถึงแม้ว่าจี้หนิงจะสามารถผ่านการทดสอบทั้งหมดไปได้ ทว่าการที่ตัวเขาซึ่งฝึกปรือประกายชาดเก้าชั้นฟ้าถึงเพียงขั้นที่เจ็ดแต่กลับสามารถปลดปล่อยพลังอันมหาศาลออกมา ก็ย่อมทำให้มีผู้สังเกตเห็นความผิดปกติและสืบสาวไปจนถึงต้นตอของพลังซึ่งก็คือ ‘หัตถ์ปลิดดาว’

เทพวิชาหัตถ์ปลิดดาวของเขานับเป็นไม้ตายช่วยชีวิตประการสุดท้าย จี้หนิงไม่ต้องการให้ความลับนี้ถูกเปิดเผยออกไปเพียงเพื่อการเข้าร่วมเป็นองครักษ์มังกรวรุณ

………

“ก่อนอื่นต้องเข้าสังกัดสำนัก คร่ำเคร่งฝึกปรือเพื่อพัฒนาความแข็งแกร่งให้กับตนเอง จากนั้นค่อยหาทางเข้าร่วมหน่วยองครักษ์มังกรวรุณเพื่อก้าวขึ้นไปอีกขั้น เทพวิชาขององครักษ์มังกรวรุณย่อมแข็งแกร่งและครอบคลุมในทุกด้าน กระทั่งยังอาจสูงเยี่ยมยิ่งกว่าของตระกูลข้าหลวงปกครองมณฑลไร้ระลอกด้วยซ้ำ” จี้หนิงทบทวนขั้นตอนที่วางไว้อีกครั้งแล้วพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

คนผู้หนึ่งหากรู้จักเพียงดันทุรังวิ่งวุ่นอย่างโง่เขลา ไหนเลยจะไต่เต้าขึ้นสู่จุดสูงสุดได้?

ตัวเขาเองหากไม่อาจเข้าถึงเคล็ดวิชาพลังปราณชั้นสูง กระทั่งจะเหยียบย่างเข้าสู่ขอบเขตของระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงยังกระทำมิได้ อย่าว่าแต่ระดับนักพรตจักรวาลแรกกำเนิด

แต่เคล็ดวิชายิ่งสูงส่งล้ำค่า แต่ละค่ายสำนักก็ยิ่งกีดกันหวงห้ามมิให้ถ่ายทอดสู่บุคคลภายนอก ผู้บังอาจล่วงละเมิดล้วนถูกไล่ล่าสังหารโดยไม่มีข้อยกเว้น!

หนึ่งในหนทางแห่งการฝึกฝนคือทุกผู้คนล้วนเป็นอาจารย์ของท่านได้ จิตวิญญาณแห่งนิเวศน์ใต้วารีก็เคยแนะนำให้จี้หนิงกราบอาจารย์เล่าเรียนวิชาให้หลากหลายมากมายที่สุด ดึงเอาส่วนที่ดีที่สุดจากทุกสิ่งที่พบพานเพื่อเพิ่มพูนโอกาสในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำแห่งไตรภูมิในภายภาคหน้า

“ท่านลุงขาว” จี้หนิงส่งเสียงเรียกสุนัขวารีพิสุทธิ์ที่อยู่ด้านหน้าของเรือ “ท่านคิดว่าการเดินทางไปยังนครไร้ระลอกครั้งนี้ข้าควรค้นหาสำนักอาจารย์ก่อน หรือควรไปพบเป่ยซานไป่เว่ยก่อน?” จี้หนิงกล่าวถาม “คนผู้นี้ปฏิบัติต่อข้าด้วยดี ทั้งยังบอกว่าหากข้าเข้าสู่นครไร้ระลอกเมื่อใดก็ให้เดินทางไปพบมัน”

“เป่ยซานไป่เว่ย?” สุนัขวารีพิสุทธิ์กล่าววาจาด้วยภาษามนุษย์ “คนผู้นี้มีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดาทั้งยังชมชอบคบหาสหาย เมื่อมันเป็นฝ่ายร้องขอ เจ้าก็ไปพบมันสักครั้ง ความคุ้นเคยต่อค่ายสำนักต่างๆในนครไร้ระลอกของมันสมควรช่วยเจ้าในการตัดสินใจเลือกสำนักได้ไม่น้อย”

จี้หนิงพยักหน้ารับ นี่กลับสมเหตุสมผล ค่ายสำนักขนาดใหญ่ในมณฑลไร้ระลอกที่เขารู้จักก็มีแต่ภูเขามังกรหิมะเท่านั้น ทว่าเมื่อทอดตาทั่วมณฑลไร้ระลอกภูเขามังกรหิมะยังไม่อาจนับเป็นค่ายสำนักชั้นแนวหน้าที่แท้จริงได้ ค่ายสำนักที่มีเหล่าผู้อมตะสังกัดอยู่เท่านั้นจึงจะนับเป็นค่ายสำนักอันดับหนึ่งอย่างแท้จริง

………

จี้หนิงมิได้รีบเร่งเดินทางมากจนเกินไปนัก เรือวิเศษที่เขาโดยสารใช้เวลาบินอย่างต่อเนื่องเพียงวันละประมาณสิบเจ็ดหรือสิบแปดชั่วโมง จี้หนิงใช้เวลาที่เหลืออยู่บนพื้นดินเพื่อหาสถานที่ทบทวนวิชาฝีมือ พักผ่อน และฝึกเคล็ดวิชาเพ่งจิต ตลอดจนกระทำเรื่องอื่นๆ แต่ละวันจึงทำระยะทางได้เพียงประมาณหนึ่งแสนกิโลเมตรเท่านั้น

วันที่หกหลังจากที่เดินทางออกจากเทือกเขานางแอ่น จี้หนิงซึ่งโดยสารบนเรือเหาะก็รู้สึกได้ถึงคลื่นพลังอันเข้มแข็งจนเขาอดมิได้ที่จะหันไปมอง เรือใหญ่ลำหนึ่งกำลังพุ่งมาจากที่อันห่างไกลด้วยความเร็วสูง ก่อกวนจนคลื่นอากาศแหวกออกเป็นทาง

ที่อยู่บนเรือใหญ่คือหญิงสาวที่งดงามปานบุปผาจำนวนมากมาย บนดาดฟ้าเรือชั้นที่สองนั่งไว้ด้วยชายหนุ่มผิวขาวจากตระกูลอันสูงศักดิ์ มันแต่งกายด้วยชุดสีแดง ในมือถือจอกสุรา มีหญิงงามสามนางปรนนิบัติบีบนวดอยู่รอบกาย ชายหนุ่มชุดแดงปรายตามองจี้หนิงแวบหนึ่งแต่มิได้แสดงท่าทีแยแสสนใจอันได

“เจ้าดูเด็กหนุ่มในชุดขนสัตว์สีขาวผู้นั้น มิทราบมันมาจากดินแดนหลังเขาอันทุรกันดานใด ช่างดูป่าเถื่อนไร้รสนิยมยิ่งนัก”

“เพียงชายตาดูก็รู้ได้ว่ามิใช่ชาติตระกูลที่มีชื่อเสียงแน่นอน”

เหล่าบุปผาสะคราญโฉมบนเรือหัวร่อต่อกระซิกขณะที่มองไปทางจี้หนิง ก่อนที่เรือใหญ่จะแล่นผ่านไปโดยเร็ว และลับหายไปจากสายตาในที่สุด

“เรือลำใหญ่โตแต่กลับเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ผู้ที่ควบคุมสมควรมีระดับพลังไม่ต่ำกว่าปรมาจารย์หมื่นสำแดง” จี้หนิงยังคงเอนกายอย่างสบายอารมณ์อยู่บนเรือบดอัน ‘แสนเชื่องช้า’ ของเขาต่อไป

ซึ่งความจริงในสายตาของผู้เชี่ยวชาญแล้วความเร็วในการบินของสมบัติวิเศษ สามารถใช้คาดเดาความแข็งแกร่งของผู้ควบคุมได้อย่างคร่าวๆ

“ยิ่งเข้าใกล้นครไร้ระลอกมากเท่าใดก็ยิ่งพบพานผู้ฝึกตนมากขึ้นเท่านั้น เรือใหญ่ลำนั้นนับเป็นลำที่หกที่พวกเราได้เจอแล้ว” จี้หนิงทอดถอนใจชมเชย

นครไร้ระลอกเป็นดั่งศูนย์กลางของมณฑลปกครองไร้ระลอก ตระกูลใหญ่ตลอดจนค่ายสำนักและนิกายที่มีชื่อเสียงต่างจัดตั้งสาขาขึ้นในนครแห่งนี้ทั้งสิ้น และเนื่องจากมีบรรดาผู้อมตะและเหล่าอสูรร้ายมากมายอาศัยอยู่ปะปนกัน ที่นี่จึงมีสมบัติวิเศษแทบทุกประเภทให้ซื้อขายแลกเปลี่ยนได้อย่างอิสระ

นอกจากนี้นครไร้ระลอกยังมีระบบรักษาความปลอดภัยอันดีเยี่ยม ผู้คนจากทุกสารทิศจึงสามารถปักหลักฝึกฝนอยู่ที่นี่ได้อย่างสงบ

“ได้เวลาพักผ่อนแล้ว” เรือเหาะพลันมุดดิ่งลงไปยังป่าเขาอันเปลี่ยวร้างด้านล่าง

ด้วยความแข็งแกร่งของจี้หนิงในยามนี้ เขาแทบไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวที่จะพบอันตรายร้ายแรงระหว่างการเดินทาง จะมีก็เพียงนักพรตระดับจักรวาลแรกกำเนิดเท่านั้นที่เขามิอาจรับมือได้โดยสิ้นเชิง ทว่าจะมีนักพรตจักรวาลแรกกำเนิดสักกี่คนที่ไม่ได้เร้นกายฝึกฝนอยู่ภายในอาณาเขตของตน? ต่อให้บางครั้งยอดคนเหล่านั้นจะออกมาสู่โลกภายนอกบ้าง แต่หากการเดินทางของพวกมันมิได้เป็นไปอย่างลือลั่นเอิกเกริกก็จะเร้นลับไร้ร่องรอยไปเลย

เรือบดล่องลอยเข้าสู่ดงไม้ก่อนจะหายวับไปเมื่อจี้หนิงและสุนัขวารีพิสุทธิ์กระโดดลงสู่พื้นดิน “วันนี้คงต้องพักที่นี่แล้ว” คำพูดพอสิ้นสุดธงค่ายกลสามผืนก็พุ่งออกจากมือของเขาและสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ส่งผลให้ไม่มีผู้ใดจากภายนอกที่จะมองเห็นจี้หนิงและสุนัขวารีพิสุทธิ์

จี้หนิงนั่งขัดสมาธิฝึกฝนอย่างเงียบเชียบ ภาพของเทพธิดาหนี่วาปรากฏขึ้นในดวงจิต

สุนัขวารีพิสุทธิ์เรียกม้วนคัมภีร์ออกมา มันหมอบร่างลงจ้องมองตัวอักษรอันซับซ้อนข้างในนั้น นี่คือฉบับคัดลอกของ ‘เก้าคัมภีร์ค่ายกล’ ซึ่งต้นฉบับถูกจี้หนิงเก็บไว้กับตัว และใช้เคล็ดวิชา ‘ตราประทับวารี’ คัดลอกสำเนาออกมาสองฉบับ ฉบับหนึ่งเขามอบให้แก่ตระกูลจี้ ส่วนอีกฉบับมอบให้แก่สุนัขวารีพิสุทธิ์

ท่านลุงขาวมีพรสวรรค์ด้านค่ายกลสูงยิ่ง กระทั่งยังเหนือล้ำกว่าจี้หนิงและหนงซิเตาอีก เพียงแต่ชั่วชีวิตนี้ยังไม่เคยได้สัมผัสกับเคล็ดความของค่ายกลชั้นสูงมาก่อน เมื่อได้ครอบครองเก้าคัมภีร์ค่ายกลมันย่อมยินดีใช้เวลาทุกวันในการศึกษาตีความ

ท้องฟ้าบูรพาค่อยทอแสงสว่างขึ้น

จี้หนิงลุกขึ้นยืนพลางส่งเสียง “ท่านลุงขาว”

สุนัขวารีพิสุทธิ์ที่ด้านข้างซึ่งยังคงนอนหมอบศึกษาม้วนคัมภีร์อยู่ รีบลุกขึ้นและเก็บม้วนคัมภีร์เมื่อได้ยินเสียงร้องเรียก

“พวกเราออกเดินทางกันต่อ” จี้หนิงและสุนัขวารีพิสุทธิ์ที่ติดตามอยู่ด้านหลังขึ้นโดยสารบนเรือเหาะที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ามุ่งหน้าสู่นครไร้ระลอกอีกครั้ง

ทันใดนั้นเรือบดพลันหยุดชะงักหลังจากออกบินมาได้หลายสิบกิโลเมตร จี้หนิงก้มศีรษะมองลงไปด้านล่าง

“เกิดเรื่องอันใด?” สุนัขวารีพิสุทธิ์หันมองไปยังจี้หนิง

“ข้าสัมผัสได้ถึงความปั่นป่วน” เขาก้มศีรษะมองไปยังป่าเขาเบื้องล่าง ระลอกแห่งคลื่นพลังที่ส่งมาถึงสมควรเกิดจากการต่อสู้ระหว่างสาวกตำหนักม่วง ทั้งยังอยู่ห่างออกไปไม่มากนัก จี้หนิงรีบแผ่พุ่งพลังแห่งเทพสำนึกออกไปสำรวจผืนป่าด้านล่าง

แม้ในตอนแรกนั้นขอบเขตพลังแห่งเทพสำนึกของเขาจะครอบคลุมพื้นที่ได้เพียงร้อยกิโลเมตร ทว่าหลังจากการฝึกฝนตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาเขาก็สามารถยืดขยายมันออกไปได้ไกลกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว

………

ภายในเขตป่าเขา

“พวกเราเป็นศิษย์ตระกูลเมิ่ง” เด็กหนุ่มผิวขาวซีดใบหน้าหล่อเหลาส่งเสียงตวาดด้วยโทสะ ข้างกายของมันเป็นเด็กสาวผู้งดงามอ่อนช้อยราวกับต้นหลิวและเด็กหนุ่มที่มีหลังไหล่กำยำดุจพยัคฆ์และช่วงเอวหยาบหนาราวกับหมี ทั้งสามต่างพยายามป้องกันตัวจากชายชุดขาวสองคนซึ่งปลดปล่อยสมบัติวิเศษออกมาล้อมกักพวกมันเอาไว้จนไร้ทางหลบหนี

“กากเดนของภูเขามังกรหิมะ หากบิดาของข้ารู้เรื่องนี้เข้า เศษสวะเช่นพวกเจ้าทั้งสองจะต้องถูกฉีกเป็นชิ้นๆ” เด็กหนุ่มผู้หล่อเหลาขู่คำรามออกมา

“หากพวกเจ้ายินยอมจากไป… ตระกูลของเราจะไม่ถือสากับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ แต่หากพวกเราเป็นอะไรไป ตระกูลเมิ่งจะสืบสาวเรื่องนี้จนถึงที่สุด” เด็กสาวผู้งามชดช้อยส่งเสียงร้องด้วยความโกรธระคนหวาดหวั่น

มีเพียงชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเท่านั้นที่ยังคงนิ่งสงบ

คนทั้งสามแม้เป็นศิษย์ตระกูลเมิ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ทั้งยังเป็นตระกูลใหญ่ในมณฑลปกครองไร้ระลอกที่ยังทรงอิทธิพลยิ่งกว่าภูเขามังกรหิมะ แต่ตระกูลใหญ่ก็มีปัญหาของตระกูลใหญ่ เนื่องจากชาติตระกูลยิ่งใหญ่โตก็ยิ่งมีการแบ่งพรรคแบ่งพวกเช่นเดียวกับตระกูลจี้เขตปกครองตะวันตกที่แบ่งแยกเป็นฝักฝ่าย สายตระกูลของเด็กหนุ่มสาวทั้งสามนั้นค่อนข้างต่ำต้อย ทั้งยังมีพรสวรรค์ที่พื้นเพธรรมดา จึงไม่มีผู้ใดใส่ใจให้ความสำคัญ และไม่ได้รับโอกาสให้เข้าถึงเคล็ดวิชาระดับสูงของตระกูล ดังนั้นหลังจากที่สำเร็จเป็นสาวกตำหนักม่วงขั้นแรกเริ่ม พวกมันจึงรวมตัวกันออกเดินทางมายังนครไร้ระลอกเพื่อหาสำนักที่จะเข้าร่วม

ซึ่งความจริงก็มีลูกหลานตระกูลใหญ่จำนวนไม่น้อยที่ยินยอมเข้าสังกัดสำนักอื่น และสาเหตุก็มักจะเป็นเพราะพวกมันไม่ได้รับการให้ความสำคัญจากตระกูลของตน

“ศิษย์พี่ ดูจากเสื้อผ้าของพวกมันแล้ว คนทั้งสามนี้มาจากตระกูลเมิ่งจริงๆ” ชายชุดขาวทั้งสองต่างลอบปรึกษากัน “พวกเรายังจะลงมือต่อพวกมันหรือไม่?”

“เรื่องเช่นนี้เจ้าก็ยังดูไม่ออก? หากเป็นสมาชิกระดับสูงของตระกูลเมิ่งออกเดินทาง พวกมันย่อมต้องมาพร้อมกับขบวนบ่าวไพร่หญิงรับใช้และผู้คุ้มกัน เด็กน้อยทั้งสามตรงหน้าพวกเราอาจมาจากตระกูลเมิ่งจริง แต่ก็หาได้มีความสำคัญอันใดในตระกูลไม่ สังหารพวกมันซะ!”

“ตกลง”

เมื่อตกลงใจได้แล้ว คนทั้งสองก็เริ่มใช้ออกด้วยกระบวนท่าสังหาร

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่6 บทที่38: อำลาเทือกเขานางแอ่น

Desolate Era เล่ม6: ดักแด้พังทลาย กลับกลายเป็นผีเสื้อ

บทที่ 38: อำลาเทือกเขานางแอ่น

จี้ยี่ฉวนส่งเสียงไอด้วยใบหน้าซีดขาว แต่ยังคงหัวเราะให้กับบุตรชายที่ถลันเข้ามาประคองด้วยความหวาดหวั่นกังวล “ก่อนหน้านี้ข้าได้ใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามออกไปหลายแขนง ตำหนักม่วงของข้าบิดเบี้ยวเสียหายอย่างสิ้นเชิงและพร้อมที่จะพังทลายลงได้ทุกเมื่อ จึงไม่แปลกอันใดที่ร่างกายจะอ่อนแอลง”

“วิชาต้องห้ามหลายแขนง… ท่านพ่อ ท่าน…” จี้หนิงแตกตื่นจนสองขาอ่อนระทวย

“ฮาฮาฮา” จี้ยี่ฉวนกลับยิ่งเปล่งเสียงหัวเราะดังขึ้น มืออันแข็งแกร่งลูบไล้ศีรษะของบุตรชายด้วยความปรานี “นี่เป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายในชีวิตของข้าแล้ว แทนที่จะลงมืออย่างครึ่งๆกลางๆแล้วให้ข้าใช้ชีวิตเยี่ยงคนพิการต่อไป มิสู้ให้ข้าใช้วิชาต้องห้ามเพิ่มอีกสักหลายแขนงเพื่อจะลงมือได้อย่างเต็มที่โดยปราศจากความเสียใจภายหลัง”

จี้หนิงแทบหลั่งน้ำตาออกมา วิชาต้องห้ามนั้นส่งผลร้ายต่อร่างกายอย่างใหญ่หลวง แต่บิดาของเขากลับใช้ออกจนถึงที่สุด

“ยี่ฉวน ร่างกายของเจ้า…” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีเองก็เพิ่งทราบเรื่องเช่นกัน

“ข้าสมควรทานทนต่อไปได้อีกหนึ่งเดือน” จี้ยี่ฉวนกล่าวอย่างเยือกเย็น แต่ใบหน้าของจี้หนิงนั้นขาวซีดปราศจากสีเลือด

เพราะเหตุใด? เขามิใช่รุดกลับมาทันเวลาแล้วหรอกหรือ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้?

“จี้หนิง” จี่ยี่ฉวนเรียกนามของบุตรชาย “เจ้าเองก็ได้ผ่านพบห้วงแห่งความเป็นตายมาแล้วไม่น้อย เหตุใดจึงยังปลงไม่ตกอีก? สำหรับข้าแล้วการต้องใช้ชีวิตเยี่ยงคนพิการนั้นยังโหดร้ายยิ่งกว่าความตาย ข้าจึงเลือกที่จะสละชีวิตเพื่อการต่อสู้ครั้งสุดท้าย นั่นเป็นหนทางที่ข้าเลือกด้วยความภาคภูมิใจ” ทุกถ้อยคำของบิดากดทับจนร่างของจี้หนิงสั่นสะท้าน

“มารดาของเจ้าได้ล่วงหน้าไปรอข้าอยู่เนิ่นนานแล้ว ข้าสมควรตามไปสมทบกับนางสักที” จี้ยี่ฉวนจ้องลึกลงไปในดวงตาของบุตรชาย “หลังจากที่นางจากไป สิ่งเดียวในโลกนี้ที่ยังคงผูกมัดข้าเอาไว้ก็คือเจ้า แต่บัดนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องรับการปกป้องจากข้าอีก เจ้าเติบใหญ่และพร้อมที่จะกางปีกออกท่องทะยานไปทั่วหล้า…”

“ไม่… ท่านพ่อ…” ดวงตาของจี้หนิงเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำ

พวกเขาต่อสู้ฟันฝ่าจนข้ามผ่านหายนะอันร้ายแรงมาได้ แต่ความปีติยินดีทั้งมวลกลับสาบสูญไปจากความรู้สึกของจี้หนิงโดยสิ้นเชิง

………

วันคืนหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน จี้หนิงใช้เวลาทุกเช้าค่ำอยู่ร่วมกับบิดา สองพ่อลูกมักสนทนาแลกเปลี่ยนในเชิงกระบี่ซึ่งกันและกัน ตลอดช่วงเวลานั้นสุนัขใหญ่สีขาวจะหมอบเฝ้ารอคอยอยู่ด้านข้างอย่างสงบ ในบางครั้งชิวเยี่ยและชิงฉีก็จะเข้าร่วมชมดูอยู่ด้วย

และแล้ววันนั้นก็มาถึง…

จี้ยี่ฉวนนั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้ สุนัขวารีพิสุทธิ์ในร่างที่แท้จริงของมันนั่งเฝ้าอยู่ด้านข้าง ศีรษะอันโตใหญ่วางอยู่บนตักของเขา

“เจ้าขาว” จี้ยี่ฉวนลูบไล้เส้นขนอันอ่อนนุ่มของมัน “ได้พบพานพี่น้องอันประเสริฐเช่นเจ้า ชีวิตนี้ของข้าก็ปราศจากความเศร้าเสียใจอันใดอีก”

สุนัขวารีพิสุทธิ์ซุกศีรษะลง หยาดน้ำใสบริสุทธิ์ไหลรินออกจากดวงตาทั้งคู่

“จี้หนิง” จี้ยี่ฉวนกวาดสายตาไปยังบุตรชายที่รอคอยอยู่ด้านข้าง “ก่อนหน้านี้ข้ามีความตั้งใจจะคืนอิสรภาพให้กับท่านลุงขาวของเจ้า แต่ทว่าด้วยศักดิ์ฐานะของสัตว์เทพอสูรระดับตำหนักม่วงคงจะทำให้ยอดฝีมือจำนวนมากหลายบุกเข้ามาคุกคามความสงบในชีวิตของมัน พวกเราจึงเห็นตรงกันว่าจะให้มันเฝ้าติดตามดูแลเจ้าเหมือนเช่นที่เคยเป็นมาในอดีต”

“ล้วนแล้วแต่พวกท่านทั้งสอง” จี้หนิงผงกศีรษะรับคำแต่โดยดี

จี้ยี่ฉวนจึงหันไปทางพี่น้องร่วมตายของตน “เจ้าขาว หลังจากที่ข้าจากไป เจ้าจะเป็นญาติผู้ใหญ่เพียงหนึ่งเดียวที่ลูกของข้ามี คงต้องรบกวนเจ้าให้ดูแลเขาแล้ว”

เมื่อเห็นทั้งสองรับคำเป็นมั่นเหมาะ จี้ยี่ฉวนจึงล้วงมือเข้าในอกเสื้อและหยิบแผ่นหนังสัตว์ออกมาผืนหนึ่งยื่นส่งให้แก่จี้หนิง “ข้ารู้ดีว่าเจ้าต้องการสืบสาวหาคนร้ายที่สังหารท่านลุงของเจ้า และทำร้ายบิดามารดาจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ข้อมูลและชื่อของพวกมันล้วนถูกบันทึกอยู่ในแผ่นหนังสัตว์นี้แล้ว ตอนแรกข้าฝากมันไว้กับท่านปู่ทวดของเจ้า แต่เมื่อข้ามีชีวิตรอดกลับมาจากเขาหัววัว ข้าจึงนำมันกลับคืนมาเพื่อที่จะมอบให้แก่เจ้าด้วยมือของข้าเอง”

จี้หนิงรับแผ่นหนังมาถือไว้ ดวงตาเปล่งประกายอาฆาตขึ้นวูบหนึ่ง เขาขบกรามเข้าหากันจนแนบแน่น “ข้าขอสาบานว่าต้องล้างแค้นให้กับพวกท่านให้ได้!”

จี้ยี่ฉวนผงกศีรษะกล่าวว่า “ข้าจะไม่ห้ามเจ้ามิให้ล้างแค้น ทว่าจงจำคำของข้าไว้ให้ดี ทั้งข้าและมารดาของเจ้าล้วนเห็นว่าชีวิตของเจ้ามีค่าเหนือกว่าของพวกมันมากนัก”

“ข้าทราบแล้ว”

จี้ยี่ฉวนสำนึกตัวว่าพลังชีวิตกำลังจะมอดดับลงในไม่ช้า เขาเผยอยิ้มขึ้นอย่างยากเย็น “จดจำไว้ หลังจากที่ข้าตายไป จงนำเถ้าอัฐิของข้าโปรยลงบนทะเลสาบอสรพิษเหินหาว ข้าสัญญากับมารดาของเจ้าเอาไว้แล้วว่าข้าจะกลับไปอยู่เป็นเพื่อนนาง”

จี้หนิงพยายามข่มกลั้นน้ำตาเอาไว้ภายในขณะที่รับฟังคำสั่งเสียของผู้เป็นบิดา “ข้าใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีในช่วงวัยเด็ก เมื่อเติบโตขึ้นก็อาศัยกระบี่ในมือแผ้วถางสร้างชื่อเสียงไปทั่วเทือกเขานางแอ่น” จี้ยี่ฉวนเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างไร้จุดหมาย แววตาพร่าเลือนลงเรื่อยๆ “ข้าเคยตั้งจิตปณิธานว่าวันหนึ่งนามของข้าจะถูกกล่าวขานไปทั่วดินแดนอันกว้างขวางของจักรวรรดิเซี่ย…”

“แม้ว่าข้าจะล้มเหลวในที่สุด แต่บุตรชายของข้าจะต้องทำมันได้สำเร็จอย่างแน่นอน…” ประกายตาของจี้ยี่ฉวนกลับรวมรั้งขึ้นมาได้อีกครั้งอย่างน่าอัศจรรย์ เขาจ้องมองจี้หนิงด้วยความคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม “เจ้าต้องทำมันได้สำเร็จอย่างแน่นอน!”

ความขมปร่าแผ่ขยายไปทั่วหัวใจของจี้หนิง เขาหวนนึกถึงวันคืนที่ร่ำเรียนวิชากระบี่จากบิดา ตอนนั้นเขายังเป็นเพียงเด็กชายตัวน้อย ร่างของบิดาช่างสูงใหญ่สง่างาม เริ่มต้นจากท่ากระบี่พื้นฐานสิบสามท่า ทีละขั้น ทีละเพลง…

เขาเพิ่งเข้าใจในบัดนี้เอง ว่าบิดาของเขาผู้ซึ่งวิถีแห่งความเป็นอมตะได้จบสิ้นลงไปตั้งแต่แรกกำลังปลูกฝังความฝันของตนผ่านวิถีแห่งกระบี่มาที่เขา

“ข้าจะต้องทำได้อย่างแน่นอน!” จี้หนิงสบสายตากับบิดา “ท่านพ่อโปรดวางใจ ข้าจะต้องทำได้อย่างแน่นอน ข้าจะทำให้นามของบุตรชายแห่งจี้ยี่ฉวนดังสะท้านทั่วปฐพีอันไพศาลของจักรวรรดิเซี่ย!”

มืออันสั่นเทาของจี้ยี่ฉวนยื่นออกไปสัมผัสใบหน้าของบุตรชาย “จงมีชีวิตอยู่อย่างสง่างาม จงใช้ชีวิตอย่างสุขสันต์หรรษา” สุ้มเสียงของเขาแผ่วเบาลงไปเรื่อยๆ หากรอยยิ้มกลับขยายกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ…

ดวงตาของยอดมือกระบี่แห่งตระกูลจี้ปิดลง แขนที่ยกขึ้นร่วงหล่นลงข้างกาย

จี้หนิงกระแทกร่างคุกเข่าทั้งสอง ศีรษะโขกลงกับพื้นก่อนแหงนหน้าส่งเสียงร้องดังก้องยาวนาน สุนัขวารีพิสุทธิ์ยังคงซุกศีรษะกับร่างที่ไร้วิญญาณของผู้เป็นนาย หลั่งน้ำตาไม่ขาดสาย

………

จี้ยี่ฉวนจากโลกใบนี้ไปอย่างเงียบเชียบ มีเพียงจี้หนิงและสุนัขวารีพิสุทธิ์ที่อยู่เคียงข้างในวาระสุดท้าย บ่าวไพร่คนอื่นบนเกาะใจกระจ่างล้วนไม่ทราบเรื่องราวแม้แต่น้อย

จี้หนิงกำเถ้าอัฐิของบิดาขึ้นแล้วปล่อยให้สายลมพัดพามันโปรยปรายลงบนผิวน้ำอันกว้างใหญ่ของทะเลสาบอสรพิษเหินหาว

บนเรือบดลำน้อยที่ล่องลอยไร้ทิศทาง เงาของเด็กหนุ่มที่โดดเดี่ยวอ้างว้างและสุนัขสีขาวตัวใหญ่มหึมาทอดยาวท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามอัสดง…

………

จี้หนิงมิได้รีบร้อนออกเดินทางจากเทือกเขานางแอ่น เขายังคงใช้ชีวิตอยู่บนเกาะใจกระจ่างและฝึกฝนตนเองในนิเวศน์ใต้วารี การทดสอบที่สองของห้องโถงเทพสงครามมิได้สร้างความยากลำบากให้แก่เขาแม้แต่น้อย จี้หนิงผ่านการทดสอบไปได้อย่างง่ายดายและเลือกเอาสมบัติวิเศษอันดับมนุษย์มาชิ้นหนึ่ง

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวฤดูหนาวก็ย่างเข้าทดแทนฤดูใบไม้ผลิ หิมะก้อนใหญ่โตร่วงหล่นจากบนท้องฟ้าลงสู่หลังคาห้องหนังสือที่จี้หนิงกำลังใช้นิ้วมือกรีดวาดท่าเพลงกระบี่และจดบันทึกลงบนแผ่นหนังสัตว์

“ชิวเยี่ย” เขาส่งเสียงเรียก

เพียงชั่วครู่เสียงตอบรับก็ดังขึ้น ชิวเยี่ยผลักประตูห้องหนังสือให้เปิดออกและก้าวเข้ามาภายใน

“ส่งคนไปแจ้งต่อนครหมื่นกระบี่และเมืองเขตปกครองตะวันตกว่าข้าจะออกเดินทางแล้ว”

ร่างอ้อนแอ้นของชิวเยี่ยสั่นสะท้าน “นายน้อยจะเดินทางออกจากเทือกเขานางแอ่น?”

นางทราบมาเนิ่นนานแล้วว่าจะช้าเร็ววันนี้ก็ต้องมาถึง หากเมื่อได้ยินกับหูตนเองก็ยังอดบังเกิดความอาลัยอาวรณ์มิได้

“เจ้าช่างโง่เขลานัก” จี้หนิงก้าวเดินเข้าหาและใช้มือปาดเช็ดน้ำตาให้กับนาง “ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องไป โลกนี้ยังมีผู้เก่งกล้าสามารถอีกมากมายรอคอยให้ข้าไปพบ ข้าย่อมไม่อาจหลบซ่อนอยู่ในความหลงลำพองของตนเองตลอดไป”

“ข้าเข้าใจแล้ว” ชิวเยี่ยกล่าวเสียงแผ่วเบา

จี้หนิงหยิบเอา ‘หินหยกเขียว’ ออกมามอบให้กับนาง “ภายในนี้บรรจุข้าวของที่ข้าเตรียมไว้ให้เจ้าและชิงฉี ชุนเฉาได้จากไปแล้ว พวกเจ้าจงดูแลกันและกันให้ดี”

“ภายในนี้ยังมีสมุดบันทึกที่ข้าเขียนขึ้นเพื่ออธิบายว่าสิ่งของแต่ละชิ้นใช้งานอย่างไร และที่สำคัญข้าได้ใส่ ‘ยาเม็ดชำระจิต’ ที่ได้จากการสังหารปรมาจารย์ซู่ มันจะช่วยให้เจ้าบรรลุระดับเหนือธรรมชาติได้โดยง่าย”

“นี่… สิ่งนี้ออกจะล้ำค่าเกินไป” ชิวเยี่ยอุทานด้วยความแตกตื่นและพยายามปฏิเสธ แต่จี้หนิงยืนยันหนักแน่น “เส้นทางสู่วิถีแห่งความเป็นอมตะนั้นยาวไกลนัก ข้าไม่ต้องการเห็นเจ้าด่วนจากข้าไปอีกคน อย่าได้ปฏิเสธแล้ว ยาเม็ดนี้อาจดูล้ำค่าเมื่ออยู่ในเทือกเขานางแอ่น แต่เมื่อข้าออกเดินทางสู่โลกภายนอกมันจะกลับกลายเป็นสิ่งของอันพื้นเพเท่านั้น”

“ข้าจะมีชีวิตอยู่เพื่อท่าน” ชิวเยี่ยคล้อยตามในที่สุด “นายน้อยจะกลับมาหาข้าอีกใช่หรือไม่?”

“นี่ยังต้องถามอีกหรือ?” จี้หนิงทอดถอนใจ “ข้าย่อมต้องกลับมาอย่างแน่นอน ทะเลสาบอสรพิษเหินหาวเป็นบ้านของข้า ที่นี่มีเรื่องราวมากหลายที่ข้าไม่อาจตัดใจลืมเลือน วันใดที่ข้าฝึกฝีมือสำเร็จ ข้าจะกลับมาอยู่ที่นี่อย่างถาวร”

“เช่นนั้นข้าจะรอคอยนายน้อยอยู่ที่นี่ตลอดไป”

จี้หนิงหัวเราะให้กับคำตอบที่ไร้เดียงสานั้น “จงอย่าได้ปล่อยให้วันเวลาอันมีค่าผ่านเลยไปอย่างสูญเปล่า หากเจ้าพบพานบุคคลที่เจ้าชื่นชอบก็จงตบแต่งให้กับเขา”

ชิวเยี่ยสั่นศีรษะอย่างเด็ดเดี่ยว “ข้าเป็นบ่าวรับใช้ประจำตัวของนายน้อย และจะเป็นเช่นนั้นไปตลอดกาล”

จี้หนิงทราบดีว่าไม่อาจเกลี้ยกล่อมนางได้ จึงไม่รบเร้าต่อไป

………

ไม่กี่วันต่อมา เกาะใจกระจ่างก็ถูกหิมะที่สุมซ้อนแต้มระบายจนเป็นสีเงินยวง จี้หยง ท่านน้าฮัว ผู้เฒ่าเก้าอัคคี จี้หลิวเจิน ตลอดจนบุคคลสำคัญทั้งหมดของตระกูลจี้ล้วนเดินทางมาถึง

“ตำราเหล่านี้คือเคล็ดวิชาต่างๆที่ข้าพบพานโดยบังเอิญและได้รับจากเหล่าศัตรูที่ถูกสังหาร” จี้หนิงส่งมอบสิ่งของหลายรายการให้แก่ผู้เฒ่าเก้าอัคคี “พวกมันส่วนมากล้วนมีความร้ายกาจไม่ด้อยไปกว่า ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ และ ‘ท่วงทำนองหมื่นกระบี่’ นอกจากนั้นยังมีตำราค่ายกลที่มีนามว่า ‘เก้าคัมภีร์ค่ายกล’ ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาที่ตกทอดมาจากผู้อมตะเสเพล ขอให้ท่านผู้นำตระกูลพิจารณาถ่ายทอดมันให้แก่ทายาทผู้มีพรสวรรค์ของตระกูล”

เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลจี้ล้วนรับฟังจนปากอ้าตาค้าง

“ส่วนนี่คือ ‘เพลงกระบี่วิชชุอัคคีภาคสมบูรณ์’ ซึ่งข้าได้ทำการค้นคว้าและบัญญัติเพิ่มเติมจากเพลงกระบี่วิชชุอัคคีเดิมที่มีเพียงสามกระบวนท่าจนมีทั้งสิ้นเจ็ดกระบวนท่า”

“และนี่คือผลงานที่ข้าทุ่มเทชีวิตจิตใจและเวลาในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาเพื่อเขียนขึ้น” จี้หนิงหยิบเอาตำราหนังสัตว์อีกเล่มหนึ่งออกมา บนหน้าปกมีอักษรจารึกเป็นคำ ‘เคล็ดกระบี่พิรุณวารี’ “หากวันหนึ่งข้างหน้ามีทายาทของตระกูลจี้ที่สามารถฝึกปรือ ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ จนช่ำชองชำนาญ ค่อยมอบเคล็ดวิชานี้ให้มันฝึกปรือ”

จี้หนิงบังเกิดความผูกพันกับเคล็ดวิชากระบี่ชุดนี้เป็นพิเศษ ภายในนั้นไม่เพียงเป็นแก่นแท้แห่งเพลงกระบี่ที่เขากลั่นกรองและเรียบเรียงขึ้น ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาเขายังเค้นสมองครุ่นคิดหาทางอรรถาธิบายถึงความรู้แจ้งใน ‘เต๋าแห่งพิรุณและวารี’ ลงไป การเขียนตำราหนังสัตว์เล่มนี้มีส่วนช่วยให้เขาบังเกิดความเชี่ยวชาญในวิถีแห่งเต๋าเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยเช่นกัน

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีรับมันมาด้วยมือที่สั่นเทา ทุกผู้คนสามารถรับรู้ถึงสำนึกกระบี่อันแกร่งกร้าวที่แฝงอยู่ในตัวอักษรที่จารึกอยู่บนหน้าปกของตำราเล่มนี้ ไม่น่าแปลกใจที่จี้หนิงระบุว่าผู้ที่จะฝึกปรือตำรากระบี่เล่มนี้ได้จะต้องฝึกปรือเคล็ดกระบี่พิรุณโปรยจนถ่องแท้ให้ได้ก่อน

“นับจากวันนี้ ‘เคล็ดกระบี่พิรุณวารี’ จะเป็นยอดวิชาที่ใช้ปกปักรักษาตระกูลจี้สืบไป” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีประกาศออกมาด้วยความตื้นตัน ส่วนแกนนำคนอื่นของตระกูลก็ล้วนเห็นชอบโดยไร้ข้อโต้แย้ง

การที่ตระกูลจี้ให้กำเนิดอัจฉริยะบุรุษเยี่ยงจี้หนิงนับเป็นโชคอันยิ่งใหญ่ที่ยากจะพบพานของตระกูล แต่ด้วยตำรากระบี่เล่มนี้ ตระกูลจี้จะสามารถเพาะสร้างอัจฉริยะรุ่นต่อไปขึ้นมาได้ด้วยมือของตนเอง

………

ค่ำคืนดึกดื่น จี้หนิงมิได้ร้องขอให้บุคคลอื่นอยู่ส่งเขาเดินทาง เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลจึงแยกย้ายเดินทางกลับไปแต่แรก

จี้หนิงนำสุนัขวารีพิสุทธิ์เดินออกมาที่ริมทะเลสาบ เขาคุกเข่าลงกราบกรานสามครั้งและตั้งจิตอธิษฐาน “ท่านพ่อ ท่านแม่ ขอพวกท่านโปรดให้อภัยที่ผู้บุตรต้องออกเดินทางจากไป จี้หนิงจะไล่ล่าตัวคนร้ายของภูเขามังกรหิมะมาปลอบประโลมดวงวิญญาณของพวกท่าน และจะสร้างชื่อเสียงให้เลื่องลือทั่วทั้งดินแดนของจักรวรรดิเซี่ยอย่างแน่นอน”

เขาลุกขึ้นยืนและกล่าวชักชวนสุนัขวารีพิสุทธิ์ “ท่านลุงขาว พวกเราไปกันเถิด”

“เด็กหญิงที่น่าเวทนานัก…” ท่านลุงขาวส่งกระแสจิตให้จี้หนิง

ห่างออกไปในความมืดทางด้านหลัง ชิวเยี่ยยืนปาดเช็ดน้ำตาอย่างเงียบงัน นางเมื่อทราบดีว่าจี้หนิงจะจากไปในคืนนี้ไหนเลยจะข่มตาให้หลับลงได้

จี้หนิงส่งยิ้มให้กับนางพร้อมกับเรียกเอาเรือบดลำน้อยออกมา ทั้งเขาและท่านลุงขาวก้าวขึ้นบนลำเรือและเหินบินจากไปในความมืดมิดของรัตติกาล

“นายน้อย” ชิวเยี่ยแหงนหน้าขึ้นกล่าวกับห้วงนภาราตรี “ข้าจะรอคอยท่านกลับมาตลอดไป”

………

เรือบดลำน้อยลอยอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวที่พริบพราวในม่านเมฆ จี้หนิงก้มลงมองดูผืนแผ่นดินเบื้องล่างตลอดจนทะเลสาบอสรพิษเหินหาวและเกาะใจกระจ่างที่เขากำลังจะจากไปด้วยแววตาอันลึกซึ้ง ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งความหลังที่เขาคงมิอาจลืมเลือนไปชั่วชีวิต

จี้หนิงพลันตัดใจอย่างเด็ดเดี่ยว เชิดศีรษะขึ้นสูงจ้องมองไปเบื้องหน้า ภายนอกเทือกเขานางแอ่นคือโลกที่กว้างขวางยิ่งกว่า และเต็มไปด้วยเรื่องราวอันเพริดแพร้วพิสดารยิ่งกว่า

เรือบดลำน้อยบรรทุกร่างของบุรุษหนุ่มและสุนัขสีขาวออกบินลับหายไปในเส้นขอบฟ้าของโลกอันกว้างใหญ่ไพศาล

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่6 บทที่37: ปัญหาคลี่คลาย

Desolate Era เล่ม6: ดักแด้พังทลาย กลับกลายเป็นผีเสื้อ

บทที่ 37: ปัญหาคลี่คลาย

ทั้งผู้เฒ่าเก้าอัคคี จี้ยี่ฉวนและคนอื่นๆต่างพากันตื่นตระหนก องครักษ์มังกรวรุณกลับระบุว่าจะจับกุมพวกตนไปทำการสอบสวน? ตระกูลจี้กระทำความผิดยิ่งใหญ่อันใด?

“องครักษ์มังกรวรุณผู้นี้สมควรเป็นคนของภูเขามังกรหิมะ” จี้หลิวเจินส่งเสียงทางพลังปราณ ในขณะที่บุคคลอื่นต่างพากันเห็นพ้อง

ศัตรูเพียงหนึ่งเดียวที่ตระกูลจี้ทำการล่วงเกินคือภูเขามังกรหิมะ และสำหรับค่ายสำนักอันใหญ่โตเช่นภูเขามังกรหิมะ การจะมีศิษย์อันเด่นล้ำสังกัดอยู่ภายในหน่วยองครักษ์มังกรวรุณก็มิใช่เรื่องแปลกอันใด

“ที่แท้เป็นองครักษ์มังกรวรุณเดินทางมาจับตัวผู้คนไปสอบสวน?” เสียงอันสุขุมนุ่มนวลดังขึ้น เป่ยซานไป่เว่ยในเครื่องแบบสีดำอันสูงศักดิ์ก้าวเดินขึ้นบนดาดฟ้าของเรือรบโดยมีจี้หนิงติดตามอยู่ด้านหลัง มันจ้องมองกลับไปที่ชายหนุ่มชุดแดงอย่างไม่กลัวเกรง “ไม่ทราบว่าเป็นคดีความอันใดและเกี่ยวข้องอย่างไรกับตระกูลจี้?”

เมื่อเห็นร่างของผู้กล่าววาจาได้อย่างชัดเจน สีหน้าของเสวี่ยหงอีที่ยืนหยัดบนเมฆสีแดงก็พลันเปลี่ยนแปร ถึงแม้หน่วยองครักษ์มังกรวรุณจะมีอำนาจล้นฟ้า แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกองกำลังของข้าหลวงมณฑลปกครองในพื้นที่ของมณฑลปกครองนั้นโดยตรง พวกมันก็มิอาจไม่ไว้หน้าอีกฝ่าย นอกจากนี้หากผู้มาเป็นเพียงหัวหน้าขบวนทั่วไปยังพอจะนับเป็นเรื่องหนึ่ง แต่จากเครื่องแต่งกายของบุรุษหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้า เสวี่ยหงอีสามารถบอกได้ทันทีว่ามันเป็นทายาทสายตรงของตระกูลข้าหลวงเขตปกครอง!

แต่เสวี่ยหงอีจะอย่างไรเป็นนักเลงเก่าอันช่ำชอง หลังจากที่ชะงักไปชั่วขณะมันก็เอ่ยวาจาออกมาอย่างลื่นไหล “ข้าเดินทางมายังที่นี่เพื่อติดตามตัวคนร้ายที่มีนามว่า ‘คี้บู่’ ตามคำสั่งจับกุม และจากรายงานที่ได้รับมันกบดานอยู่ภายใต้การคุ้มครองของตระกูลจี้”

“ที่แท้ก็กำลังติดตามจับกุมคนร้ายนามคี้บู่” เป่ยซานไป่เว่ยยังคงกล่าวด้วยเสียงอันนุ่มนวล “ไม่ทราบว่านำเอาคำสั่งจับกุมมาด้วยหรือไม่?”

“ข้านำมา” ม้วนบันทึกสีดำปรากฏขึ้นในมือของเสวี่ยหงอี เมื่อคลี่กางออกมาก็เห็นเป็นคำสั่งจับกุมที่มอบหมายให้ผู้ถือคำสั่งนามเสวี่ยหงอีรับหน้าที่จับกุมตัวคนร้ายนามคี้บู่จริง

เป่ยซานไป่เว่ยเพียงเหลือบตาดูก็ทราบว่าเอกสารคำสั่งนี้เป็นของจริง แม้จะรู้สึกขัดใจแต่มันก็อดมิได้ต้องลอบความเลื่อมใสในความรอบคอบของเสวี่ยหงอีผู้นี้ องครักษ์มังกรวรุณนั้นมีอำนาจล้นฟ้า การเดินทางมาเพื่อหาข้ออ้างกวาดล้างตระกูลจี้ความจริงเป็นเรื่องอันเล็กน้อยเท่านั้น หากเสวี่ยหงอียังคงดำเนินการขอรับคำสั่งจับกุมจากต้นสังกัดเพื่อเป็นการป้องกันเหตุสุดวิสัยเอาไว้ก่อน

ขณะที่เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลจี้กำลังตื่นตระหนกไปกับการปรากฏตัวและคำสั่งจับกุมของหน่วยองครักษ์มังกรวรุณ จี้หนิงก็เริ่มทำการประเมินบุคคลที่เบื้องหน้า “ท่านปรมาจารย์มู่เซียวเคยกล่าวไว้ว่าท่านเองก็สามารถเข้าร่วมหน่วยองครักษ์หลังจากที่บรรลุถึงพลังระดับปรมาจารย์หมื่นสำแดงขั้นสูงแล้วเท่านั้น พลังฝีมือของคนชุดแดงผู้นี้ย่อมไม่อาจดูแคลนได้เช่นกัน อย่าว่าแต่รูปลักษณ์ภายนอกของมันยังดูอ่อนเยาว์นัก มันสมควรเป็นอัจฉริยะที่แท้จริงผู้หนึ่ง…”

………

“ข้าเดินทางมาด้วยคำสั่งจากเบื้องบนให้จับกุมตัวคนร้าย ขอนายน้อยโปรดให้ความร่วมมือ” ท่าทีของมันเปลี่ยนเป็นอ่อนลงอย่างชัดเจน

“ข้าเพียงเห็นว่าผู้มีนามในคำสั่งจับกุมนั้นคือคี้บู่ ในคำสั่งมิได้เอ่ยถึงตระกูลจี้แม้แต่น้อย” เป่ยซานไป่เว่ยตอกกลับอย่างมีชั้นเชิง “หากไม่มีเรื่องราวอื่นใด เจ้าควรจากไปได้แล้ว”

เสวี่ยหงอีบังเกิดโทสะพลุ่งขึ้น มันพลันกระชากเสียงขู่ตะคอกกลับมา “คี้บู่ซ่อนตัวอยู่ภายในตระกูลจี้ หรือนายน้อยท่านจะให้การปกป้องคุ้มครองคนร้าย ขัดขวางการทำงานของหน่วยองครักษ์มังกรวรุณ?”

มันทราบดีว่านามของภูเขามังกรหิมะในตอนนี้ไม่อาจใช้ได้ จึงยกอ้างชื่อขององครักษ์มังกรวรุณอยู่ในทุกถ้อยคำ

“โอหังบังอาจ!” เป่ยซานไป่เว่ยชี้หน้าเสวี่ยหงอี “เจ้าทราบหรือไม่ว่าข้าเดินทางมาที่นี่เพราะเหตุใด? จงสอบถามจากสาวกภูเขามังกรหิมะของเจ้าเอาเอง!”

“ต่งฟ่านหยู ยังมิรีบอธิบายให้อาจารย์ลุงของเจ้าฟังอีก!”

ก่อนหน้าที่จะเดินทางติดตามมาถึงที่นี่ เสวี่ยหงอีได้เดินทางไปยังสาขาของภูเขามังกรหิมะในเทือกเขานางแอ่นเพื่อสอบถามข้อมูลเบื้องต้นมาแล้ว เพียงแต่ที่แห่งนั้นไม่มีสาวกตำหนักม่วงหลงเหลือแม้แต่ผู้เดียว ดังนั้นเมื่อมันจำแนกออกว่าผู้ที่ยืนแตกตื่นจนไม่อาจเอ่ยวาจานั้นคือต่งฟ่านหยูตัวจริง มันจึงเอ่ยถามขึ้น “เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่? นายน้อยแห่งตระกูลข้าหลวงมณฑลปกครองไร้ระลอกเดินทางมายังที่นี้เพื่ออะไร?”

ต่งฟ่านหยูค่อยปลุกปลอบกำลังขวัญกล่าวตอบขึ้น “นายน้อยเดินทางมาในฐานะทูตตัวแทนของท่านข้าหลวงมณฑลปกครองเพื่อลงนามในสัญญากับตระกูลจี้”

“ลงนามในสัญญา?” คิ้วของเสวี่ยหงอีขมวดลง

เป่ยซานไป่เว่ยเปล่งเสียงหัวเราะดังลั่น “เหล่าสาวกภูเขามังกรหิมะของเจ้ารวมทั้งปรมาจารย์ซู่หลี่ที่เดินทางมาเพื่อแย่งชิงแหล่งผลึกธาติธรรมชาติล้วนจบชีวิตลงที่นี่ ทว่าแหล่งผลึกธาตุแห่งนี้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของข้าหลวงมณฑลปกครองแล้ว พวกเราจึงต้องให้ความคุ้มครองแก่ตระกูลจี้ตามสัญญา”

“ดังนั้นต่อให้เจ้าถือคำสั่งจับกุมที่ระบุนามของสมาชิกตระกูลจี้โดยตรง ผู้มีอำนาจของหน่วยองครักษ์มังกรวรุณก็ต้องเดินทางมาขอความเห็นชอบจากท่านข้าหลวงก่อนจึงจะลงมือได้”

“นอกจากนี้เจ้าจงนำคำพูดของข้ากลับไปแจ้งต่อเหล่านักพรตจักรวาลแรกกำเนิดของภูเขามังกรหิมะ ตระกูลจี้อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของข้าหลวงแห่งมณฑลปกครองไร้ระลอกแล้ว พวกมันคิดกระทำอันใดจงใคร่ครวญถึงผลที่จะตามมาให้ดีก่อน!”

เสวี่ยหงอีขบกรามแนบแน่น มันแค่นเสียงรับคำคราหนึ่งก่อนเหยียบเมฆสีแดงเหินบินจากไปอย่างรวดเร็ว

หากเป่ยซานไป่เว่ยเพียงใช้ศักดิ์ฐานะส่วนบุคคลให้ความคุ้มครองแก่ตระกูลจี้ มันยังอาจยกอ้างนามของหน่วยองครักษ์มังกรวรุณอาศัยมือเดียวบังฟ้าใช้กำลังเข้าหักหาญสักครั้ง แต่เมื่ออีกฝ่ายอยู่ในฐานะของทูตตัวแทน หากมันกระทำการล่วงเกินก็เท่ากับประกาศตนเป็นศัตรูกับข้าหลวงมณฑลปกครองโดยตรง!

………

“ขอบพระคุณนายน้อยที่ช่วยปกป้องตระกูลจี้เอาไว้” เหล่าผู้คนของตระกูลจี้รวมทั้งจี้หนิงต่างรีบพากันกล่าวขอบคุณด้วยความยินดี

“ข้าเดินทางมาเพื่อลงนามในสัญญา เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้วที่จะต้องรับรองความปลอดภัยให้แก่ตระกูลจี้” มันหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี “เสวี่ยหงอีผู้นั้นมีเจตนาอันลึกซึ้ง กลับแต่งกายมาด้วยเครื่องแบบองครักษ์มังกรวรุณอย่างเต็มยศ แต่มันคงลืมเลือนไปว่าที่นี่เป็นสถานที่ใด? เพียงแค่ภูเขามังกรหิมะอันต่ำต้อยกลับกล้าแสดงท่าทีเหิมเกริมต่อหน้าข้า”

ทุกผู้คนล้วนรับฟังด้วยความอิจฉาเลื่อมใส ‘เพียงแค่ภูเขามังกรหิมะอันต่ำต้อย’ คำพูดนี้คงมีแต่ตระกูลข้าหลวงมณฑลปกครองที่สามารถพูดออกมาได้ แต่ทั้งหมดล้วนทราบดีว่าคำพูดนั้นหาได้โอ้อวดเกินไปไม่ หากตระกูลเป่ยซานบังเกิดโทสะขึ้นมา พวกมันก็สามารถล้มล้างภูเขามังกรหิมะทั้งสำนักลงได้อย่างสิ้นเชิงจริงๆ

นักรบในชุดเกราะสองนายพลันเหินบินจากที่อันห่างไกลมาลงบนดาดฟ้าของเรือรบ พวกมันรีบประสานมือคารวะพลางกล่าวรายงาน “เรียนนายน้อย การสำรวจสิ้นสุดลงแล้ว แหล่งผลึกธาตุแห่งนี้กินพื้นที่สี่พันกิโลเมตรและลึกกว่าสามร้อยกิโลเมตร คุณภาพของผลึกธาตุดีเยี่ยม พวกเรายังพบเห็นหินผลึกคุณภาพสูงอีกด้วย”

เป่ยซานไป่เว่ยพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ มันเปล่งเสียงหัวเราะออกมา “ผู้เฒ่าเก้าอัคคีและจี้หนิงแห่งตระกูลจี้ พวกท่านติดตามข้าเข้าไปในห้องโถง พวกเราจะทำการลงนามในสัญญากัน”

“ทราบแล้ว” ทั้งผู้เฒ่าเก้าอัคคีและจี้หนิงพากันรับคำและติดตามเงาร่างอันสูงสง่าของมันเข้าสู่ห้องโถงใหญ่บนชั้นสองของเรือรบ

………

ม้วนบันทึกสองฉบับกางอยู่บนโต๊ะกลางของห้องโถงใหญ่ ข้อความที่จารึกบนม้วนบันทึกทั้งสองล้วนถูกต้องตรงกัน ทั้งเรื่องข้อกำหนดการแบ่งปันผลประโยชน์และการปกป้องคุ้มครองตระกูลจี้ล้วนถูกบันทึกเอาไว้อย่างละเอียดครบถ้วน

“หากพวกท่านไม่มีข้อโต้แย้งอันใดก็จงนำป้ายพระราชทานของนครหมื่นกระบี่ออกมาประทับลงนาม” เป่ยซานไป่เว่ยกล่าวอย่างเป็นทางการ “ตราสัญลักษณ์ของข้าหลวงมณฑลปกครองได้ถูกประทับเอาไว้แล้ว เพียงรอการลงนามจากฝั่งของตระกูลจี้เท่านั้น”

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีและจี้หนิงไหนเลยกล้าชักช้า รีบประทับตราลงนามทันที

“สัญญาหนึ่งฉบับจะถูกมอบให้พวกเจ้า อีกฉบับจะถูกเก็บไว้โดยจวนข้าหลวง ทุกประการล้วนเป็นไปตามที่บทบัญญัติกำหนดไว้”

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีรีบกล่าวว่า “อันที่จริงตระกูลจี้เราเพียงต้องการอยู่รอดต่อไปเท่านั้น เมื่อเจ็ดส่วนของผลประโยชน์จะตกเป็นของมณฑลปกครอง ตระกูลจี้เราขอรับส่วนแบ่งเพียงหนึ่งส่วนเท่านั้น อีกสองส่วนขอมอบให้นายน้อยเพื่อแสดงความสำนึกขอบคุณที่ช่วยเหลือพวกเราจากหายนะในครั้งนี้”

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีจะอย่างไรเป็นจิ้งจอกเฒ่าที่ผ่านคลื่นลมมาหลายร้อยปี มันทราบดีว่าโดยปกติแล้วสัญญาในลักษณะนี้ ผลประโยชน์สามส่วนของตระกูลจี้คงต้องถูกตัดทอนไปตามรายทางอีกไม่น้อย หากต้องเป็นเช่นนั้นมิสู้ใช้โอกาสนี้เสนอผลประโยชน์ให้แก่บุคคลสำคัญโดยตรงเพื่อเป็นการรักษาความรู้สึกอันดีเอาไว้

“ไม่จำเป็น” เป่ยซานไป่เว่ยยังคงรักษารอยยิ้มอันเป็นมิตรเอาไว้ “ข้ารู้สึกถูกชะตากับจี้หนิงของตระกูลท่านเป็นอย่างมาก จึงรับรองได้ว่าจะไม่มีการตัดทอนผลประโยชน์ใดๆของตระกูลจี้ลงอย่างแน่นอน ขอถามว่ายังมีผู้ใดกล้าเบียดบังผลประโยชน์ของสหายข้า?”

สหาย? หัวใจของจี้หนิงบังเกิดความอบอุ่นขึ้นในขณะที่เป่ยซานไป่เว่ยกล่าวต่อไป “ข้าจะสั่งการให้ตระกูลจี้เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการขุดเจาะผลึกธาตุเอง พวกเจ้าสามารถตรวจนับและส่งมอบผลึกธาตุที่ขุดเจาะมาได้ให้แก่ตัวแทนของฝ่ายมณฑลปกครองตามความจริง”

“ขอบพระคุณนายน้อย” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีรีบรับคำ ส่งผลให้เป่ยซานไป่เว่ยพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีทราบว่านายน้อยผู้นี้ยังต้องการสนทนากับจี้หนิงสืบต่อ จึงรีบกล่าวคำขอตัวแล้วเดินออกจากห้องไป

ในห้องโถงคงเหลือเพียงเป่ยซานไป่เว่ย จี้หนิง และหญิงรับใช้อีกสองนาง

“จี้หนิง แม้เจ้าจะถือกำเนิดในตระกูลจี้หากความสำเร็จและพรสวรรค์ของเจ้ายังเหนือล้ำยิ่งกว่าเสวี่ยหงอีผู้นั้นอีก ข้าขอแนะนำให้เจ้าเดินทางออกจากเทือกเขานางแอ่นสู่โลกอันกว้างใหญ่ให้เร็วที่สุด สักวันหนึ่งเจ้าจะกลายเป็นบุคคลที่มีชื่อกระเดื่องเลื่องลือไปทั่วมณฑลปกครองไร้ระลอกอย่างแน่นอน”

“นายน้อยประเมินข้าสูงเกินไปแล้ว แต่ว่าข้าเองก็มีแผนที่จะออกเดินทางในเร็ววันนี้เช่นกัน”

“นอกจากนี้ยังมีเรื่องหนึ่งที่ค้างคาอยู่ในใจของข้า จี้หนิงขอบังอาจสอบถามนายน้อยว่าเหตุใดท่านข้าหลวงจึงได้ทราบข่าวและส่งคณะทูตตัวแทนมายังเทือกเขานางแอ่นได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้?”

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าแหล่งผลึกธาตุนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?” เป่ยซานไป่เว่ยเปล่งเสียงหัวเราะออกมาและแย้มยิ้มอย่างขบขันเมื่อเห็นท่าทีอันงุนงงของจี้หนิง

“แหล่งผลึกธาตุแห่งนี้เกิดขึ้นจากค่ายกลอันทรงพลังที่นักพรตจักรวาลแรกกำเนิดผู้หนึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อใช้ดึงดูดพลังงานอันมหาศาลจากธรรมชาติมาใช้ในการทะลวงระดับการฝึกปรือขึ้นเป็นผู้อมตะพสุธา เมื่อเวลาอันเนิ่นนานได้ผ่านพ้นพลังงานส่วนหนึ่งจึงก่อตัวขึ้นเป็นแหล่งผลึกธาตุธรรมชาติ”

จี้หนิงอุทานขึ้นมาอย่างนึกขึ้นได้ ที่แท้ห้องศิลาใต้ดินหลังนั้นก็เป็นจุดที่ผู้อมตะพสุธาใช้ในการบำเพ็ญเพียรและฝึกฝีมือนั่นเอง

“ผู้อมตะพสุธานั้นมีนามว่านักพรตมังกรไฟ หลังจากที่มันฝึกปรือสำเร็จก็ได้ถูกเชื้อเชิญให้เข้าร่วมกองกำลังข้าหลวงเขตปกครองและได้แจ้งให้พวกเราทราบถึงการเกิดขึ้นของแหล่งผลึกธาตุแห่งนี้ เรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นเช่นที่เจ้าทราบดีอยู่แล้ว”

“บัดนี้ภารกิจของข้านับได้ว่าจบสิ้นลงอย่างสมบูรณ์ ข้าคงต้องเดินทางกลับไปรายงานความสำเร็จให้ท่านข้าหลวงทราบ หากจี้หนิงเจ้ามีเรื่องราวอันใดขอให้เดินทางไปพบข้าได้ทุกเมื่อ รับรองว่าข้าจะแสดงน้ำใจในฐานะผู้เหย้าโดยไม่ตกหล่น” มันกล่าวพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“ย่อมแน่นอน” จี้หนิงตกปากรับคำ

………

ค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์บนเขาหัววัวได้ถูกเก็บกลับคืนหมดสิ้นแล้ว สมาชิกของตระกูลจี้ต่างแหงนหน้าใช้สายตามองส่งเรือรบมหึมาให้เหินบินจากไป กองกำลังข้าหลวงมณฑลปกครองเพียงทิ้งนักรบระดับตำหนักม่วงเอาไว้แปดคน

ทันใดนั้นจี้ยี่ฉวนก็ไม่อาจทานทนสืบต่อไป มันค้อมร่างลงส่งเสียงไออย่างรุนแรง ใบหน้าที่เยือกเย็นทรงพลังแปรเปลี่ยนเป็นซีดขาว

“ท่านพ่อ!” จี้หนิงรีบถลันเข้ามาประคองร่างของบิดา

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่6 บทที่36: คณะทูตของข้าหลวงแห่งมณฑลปกครองไร้ระลอก

Desolate Era เล่ม6: ดักแด้พังทลาย กลับกลายเป็นผีเสื้อ

บทที่ 36: คณะทูตของข้าหลวงแห่งมณฑลปกครองไร้ระลอก

คณะทูตตัวแทนของท่านข้าหลวงแห่งมณฑลปกครองไร้ระลอก?

สมาชิกตระกูลจี้ที่ได้ยินล้วนบังเกิดความสงสัยขึ้นในหัวใจ อย่างไรก็ตามผืนธงทั้งสองที่โบกสะบัดอยู่เหนือเรือรบลำมหึมาย่อมเป็นหลักฐานอันชัดเจนว่าผู้มาเป็นชาติตระกูลที่ทรงอิทธิพลอันดับหนึ่งในดินแดนแห่งนี้จริงๆ

อย่างไรก็ตามพวกมันเพียงส่งรายงานถึงจักรวรรดิเซี่ยเท่านั้นเนื่องจากคาดหวังว่าจะได้รับการปกป้องคุ้มครองจากกองทหารของจักรวรรดิ เหตุใดคณะทูตตัวแทนที่รุดมาจึงเป็นของข้าหลวงมณฑลปกครองไปได้?

“พวกเราเข้าไปพร้อมกัน” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวอย่างเยือกเย็น

บุคคลอื่นก็ทราบดีว่าพวกมันไม่มีสิทธิปฏิเสธ ถึงแม้การมาถึงของคณะทูตตัวแทนแห่งข้าหลวงมณฑลปกครองจะดูผิดปกติ แต่กระทั่งผู้บัญชาการต่งซึ่งเป็นถึงผู้นำกองกำลังของจักรวรรดิเซี่ยในเขตเทือกเขานางแอ่นยังต้องนอบน้อมเอาใจอีกฝ่าย ตระกูลจี้ไหนเลยจะแสดงท่าทีเป็นอื่นไปได้?

“มาทางด้านนี้” เรือลำหนึ่งพลันปรากฏขึ้นโดยไร้ร่องรอยล่วงหน้า จี้หนิงนำทุกคนขึ้นโดยสารมันก่อนเหินบินขึ้นสู่ท้องฟ้า

เมื่อเข้าไปใกล้และพบว่ากำลังทหารที่ทำหน้าที่รักษาการณ์บนดาดฟ้าเรือล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือระดับตำหนักม่วง หัวใจของผู้คนในตระกูลจี้ล้วนสั่นสะท้าน ไม่มีอันใดต้องกังขาอีกต่อไป นี่คือกองกำลังส่วนตัวอันน่าเกรงขามของของตระกูลเป่ยซานซึ่งเป็นหนึ่งในข้าหลวงมณฑลปกครองทั้งแปดร้อยแห่งภายใต้การนำของจักรวรรดิเซี่ยที่ปกครองโลกทั้งใบมาตั้งแต่ยุคโบราณ

“ผู้เฒ่าเก้าอัคคี ตระกูลจี้ของเจ้ากลับมีวาสนาไม่น้อย” ผู้บัญชาการต่งแค่นเสียงอย่างเย็นชา “อย่าให้นายน้อยต้องรอคอย รีบเข้าไปกราบคารวะท่านเดี๋ยวนี้”

“ขอบพระคุณท่านผู้บัญชาการ” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวอย่างยิ้มแย้มราวกับไม่ใส่ใจในน้ำเสียงวางอำนาจของอีกฝ่าย มันพาผู้คนในตระกูลเดินตัดข้ามดาดฟ้าของเรือรบภายใต้การชักนำของผู้บัญชาการต่งและนักรบในชุดเกราะ

“ช่างยอดเยี่ยมน่าประทับใจนัก” จี้หนิงกวาดสายตาสำรวจเรือรบและพบอักขระศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากมายที่ปกคลุมลำเรืออยู่ “นี่สมควรมิใช่สมบัติวิเศษ หากเป็นหุ่นพยนต์ในรูปแบบเรือ!”

เรือรบมหึมาลำนี้แบ่งออกเป็นสามชั้น จี้หนิงและคนในตระกูลถูกนำตัวมาเข้าพบบุรุษหนุ่มสูงศักดิ์ภายในห้องโถงอันกว้างขวางบนชั้นที่สองของเรือ

บุรุษหนุ่มในชุดเครื่องแบบสีดำอันเลิศหรูกำลังยืนมือไพล่หลังหันมองออกนอกหน้าต่างไปยังแนวเมฆหมอกที่ยาวไกลสุดสายตา ข้างกายของมันยืนไว้ด้วยหญิงรับใช้สองนาง ส่วนที่มุมห้องยังมีชายชราซึ่งมีท่าทีอันร้อนรนอีกผู้หนึ่ง

“ต่งฟ่านหยู!” จี้หนิงจดจำชายชราผู้เป็นสาวกตำหนักม่วงของภูเขามังกรหิมะสาขาเทือกเขานางแอ่นได้ในทันที ถึงแม้เขาจะไม่เคยพบมันมาก่อน แต่ในรายงานของตระกูลจี้มีรูปวาดของมันปรากฏอยู่ชัดเจน

“เหตุใดศิษย์พี่หนงซิเตาและบุคคลอื่นจึงมิได้ขึ้นมา? ท่านปรมาจารย์ซู่อยู่ที่ใด?” ต่งฟ่านหยูถามขึ้นอย่างงุนงงเมื่อเห็นว่าผู้ที่เข้ามาในห้องโถงมีเพียงสมาชิกตระกูลจี้เท่านั้น หากทว่าไม่มีผู้ใดใส่ใจตอบคำถามของมัน

“คารวะท่านทูตตัวแทน” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวพลางค้อมตัวลงทำความเคารพจรดพื้น บุคคลอื่นซึ่งยืนอยู่ด้านหลังของมันล้วนกระทำตามอย่างรวดเร็ว

ถึงบัดนี้ชายหนุ่มชุดดำจึงได้หันร่างกลับมา รอยยิ้มอันเป็นมิตรปรากฏขึ้นบนใบหน้าซูบสดใสของมัน ก่อนกล่าวคำ “ลุกขึ้นได้”

รอจนได้ยินคำพูดนี้ ผู้คนตระกูลจี้จึงกล้าลุกขึ้นยืนตัวตรงอีกครั้ง

เมื่อกวาดตามองผู้คนที่เบื้องหน้าบุรุษหนุ่มชุดดำมีสีหน้างุนงงเล็กน้อย มันกล่าวด้วยเสียงหัวเราะว่า “เหตุใดจึงมีแต่พวกเจ้า? ผู้บัญชาการต่ง ท่านมิใช่บอกต่อข้าว่าตระกูลจี้และภูเขามังกรหิมะยึดเขาหัววัวเป็นสมรภูมิทำศึกกันหรอกหรือ?”

ผู้บัญชาการต่งรีบกล่าวขึ้นว่า “เรียนนายน้อย ภูเขามังกรหิมะนำกำลังคนบุกเข้าสู่เขาหัววัวจริงๆ ต่งฟ่านหยูกระทั่งยังยืนยันว่าปรามาจารย์ซู่หลี่เองก็เดินทางมาเช่นกัน… ผู้เฒ่าเก้าอัคคี! เจ้าจงรีบอธิบายมาว่าผู้คนของฝ่ายภูมังกรหิมะอยู่ที่ใด? คณะทูตตัวแทนของท่านข้าหลวงอยู่ที่นี้แล้ว เหตุใดพวกมันยังกล้าไม่ออกมาทำความเคารพ?”

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีรีบตอบว่า “เรียนท่านทูต ภูเขามังกรหิมะยกกำลังมาหมายจะกวาดล้างตระกูลจี้ของเรา พวกเราจึงจำเป็นต้องลงมือป้องกันตัว สุดท้ายค่อยได้ชัยด้วยโชคช่วยสังหารผู้บุกรุกจนหมดสิ้น”

“เหลวไหล!” ต่งฟ่านหยูที่รับฟังอยู่ด้านข้างตวาดขึ้น “ท่านปรมาจารย์ซู่หลี่เป็นถึงยอดฝีมือระดับหมื่นดาราร่วมสำแดง สาวกตำหนักม่วงอันต่ำต้อยของตระกูลจี้จะสังหารท่านได้อย่างไร? พวกเจ้าคงอาศัยเล่ห์อุบายใช้ค่ายกลที่จัดตั้งขึ้นล้อมกักพวกท่านเอาไว้จนทำให้ปรมาจารย์ซู่ไม่ทราบว่าคณะทูตตัวแทนเดินทางมาถึงมากกว่า”

ชายหนุ่มชุดดำยังคงเฝ้ามองโดยไม่กล่าววาจาใด

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีจึงกล่าวว่า “ปรมาจารย์ซู่เสียชีวิตแล้วจริงๆ” มันหันหน้าไปทางจี้หนิง “เจ้าจงนำสมบัติวิเศษของปรมาจารย์ซู่ออกมาแสดงให้มันชมดู”

จี้หนิงโบกมือคราหนึ่ง รัศมีของสมบัติวิเศษอันดับพิภพก็เปล่งประกาย ‘ตราประทับปราการปฐพี’ ปรากฏขึ้นบนพื้นของห้องโถง

ต่งฟ่านหยูยังคงไม่ยอมรับ “ข้าเพียงแต่เคยโดยสารบนสมบัติวิเศษของท่านปรมาจารย์ระหว่างที่เดินทาง ไม่เคยเห็นท่านใช้สมบัติวิเศษอื่นใดมาก่อน”

“สิ่งนี้สมควรเป็นสมบัติวิเศษอันดับพิภพ” ชายหนุ่มชุดดำพลันกล่าวแทรกขึ้น ในขณะที่จี้หนิงโบกมืออีกครั้ง เมื่อหงายมือขึ้นเรือลำหนึ่งก็ลอยอยู่บนฝ่ามือของเขา ภาพที่เห็นทำให้ใบหน้าของต่งฟ่านหยูต้องซีดเผือดลงในทันที “เป็นไปไม่ได้!”

แก้วตาของผู้บัญชาการต่งที่ยืนอยู่ด้านข้างก็หดแคบลง มันหัวเราะก่อนกล่าวออกมา “ดูท่าตระกูลจี้กลับซ่อนเร้นฝีมือที่แท้จริงไว้อย่างมิดชิด ตามรายงานที่ได้รับมา บรรดายอดฝีมือที่บุกเข้าไปยังเขาหัววัวในครั้งนี้นอกจากปรมาจารย์ซู่แล้วยังมียอดฝีมือเยี่ยงต่งซีฉี เทพบุตรหยก หนงซิเตา และสาวกตำหนักม่วงอีกกว่ายี่สิบคน คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายกลับล้มตายจนหมดสิ้น”

เมื่อคำกล่าวของผู้บัญชาการต่งสิ้นสุดลง ชายหนุ่มชุดดำพลันปรบมือชมเชยเสียงดังกังวาน “ข้ามีนามว่า ‘เป่ยซานไป่เว่ย’ การเดินทางมาในครั้งนี้ก็มีเป้าหมายอยู่ที่แหล่งผลึกธาตุธรรมชาติในพื้นที่ของตระกูลจี้เช่นกัน โดยที่ข้ามีข้อเสนออันง่ายดายประการเดียวเท่านั้น ขอเพียงตระกูลจี้ยกสิทธิ์ในการครอบครองแหล่งผลึกธาตุให้แก่ข้าหลวงมณฑลปกครองแห่งนครไร้ระลอก ตระกูลจี้จะได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์สามในสิบส่วนตลอดไป”

“ทว่า… ทว่า… พวกเราได้ส่งรายงานขึ้นไปยังจักรวรรดิเซี่ยแล้ว” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีรวบรวมกำลังขวัญทำการอธิบายอย่างลำบากยากเย็น

“นั่นมิใช่เรื่องที่พวกเจ้าจะต้องกังวลสนใจ” เป่ยซานไป่เว่ยส่ายศีรษะ “ท่านข้าหลวงย่อมมีวิธีจัดการกับเรื่องราวภายหลังเอง”

ผู้คนของตระกูลจี้ต่างลอบระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก แหล่งผลึกธาตุจะตกเป็นของผู้ใดล้วนไม่สลักสำคัญ ขอเพียงผู้ที่รับเผือกร้อนนี้ไปมีอำนาจเพียงพอเท่านั้น ซึ่งกองกำลังของข้าหลวงมณฑลปกครองย่อมมีขีดความสามารถเช่นนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

“พวกเจ้ายินยอมหรือไม่?” เป่ยซานไป่เว่ยถามซ้ำด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“ยินยอม ย่อมยินยอม” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีรีบตอบรับจนแทบลืมหายใจ

“ประเสริฐ” เป่ยซานไป่เว่ยผงกศีรษะ “ข้าจะส่งคนลงไปสำรวจคุณภาพของแหล่งผลึกธาตุและดำเนินการในขั้นตอนต่อไป… พวกเจ้าทุกคนยกเว้นจี้หนิงกลับออกไปได้แล้ว”

คำกล่าวสุดท้ายนั้นทำให้สมาชิกตระกูลจี้ต้องสะท้านขึ้นภายในใจ แต่พวกมันย่อมมิกล้ากล่าวมากความ ได้แต่คำนับอำลาและเดินออกจากห้องโถงไปพร้อมกับผู้บัญชาการต่งและต่งฟ่านหยู

………

“ผู้เฒ่าเก้าอัคคี ข้าต้องขอแสดงความยินดีกับเจ้าด้วย” ผู้บัญชาการต่งกล่าวขึ้น

“ทุกประการเพียงพึ่งพาอาศัยโชคเท่านั้น” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีรีบปั้นรอยยิ้มขึ้นแล้วกล่าวตอบ จากนั้นจึงสอบถามกลับไป “พวกเรามิได้แจ้งเรื่องไปที่ท่านข้าหลวง เหตุใดขบวนทูตตัวแทนของท่านจึงได้เดินทางมาถึงรวดเร็วนัก?”

“ข้าไหนเลยทราบได้?” ผู้บัญชาการต่งกล่าวพลางส่ายศีรษะ “ต่อให้ข้าส่งคนไปแจ้งข่าวด้วยตัวเอง บัดนี้คนส่งสารอาจยังเดินทางไปไม่ถึงนครไร้ระลอกด้วยซ้ำ”

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีขบคิดแล้วจึงผงกศีรษะเห็นพ้อง

ทุกผู้คนก้าวเดินต่อไปด้วยความรู้สึกที่แตกต่าง สมาชิกตระกูลจี้เต็มไปด้วยความห่วงใยกังวลในสวัสดิภาพของจี้หนิง ส่วนต่งฟ่านหยูขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความรู้สึกที่ยากจะยอมรับได้

………

ภายในห้องโถงของเรือรบหลงเหลือผู้คนเพียงสองคนคือเป่ยซานไป่เว่ยและจี้หนิง

“จี้หนิงขอบังอาจเรียนถามนายน้อยว่าเหตุใดจึงเอ่ยปากรั้งข้าไว้เพียงผู้เดียว” จี้หนิงกล่าวด้วยท่าทีเป็นทางการ

“ไม่ต้องมากพิธี” ชายหนุ่มชุดดำทรุดกายลงนั่งแล้วชี้นิ้วไปที่เก้าอี้อีกตัวก่อนกล่าวว่า “นั่งลงสนทนากัน ตัวข้าผู้นี้ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ เจ้าเรียกข้าว่าไป่เว่ยก็พอ”

“ขอบพระคุณนายน้อยไป่เว่ย”

เมื่อจี้หนิงนั่งลงเรียบร้อยเป่ยซานไป่เว่ยจึงกล่าวต่อไป “ตามคำร่ำลือตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อนตอนมีอายุเพียงสิบเอ็ดปีเจ้าก็โค่นจอมโฉดเป่ยจื้อชานพ่ายแพ้ หากข้าคาดไม่ผิดผู้ที่ช่วยให้ตระกูลจี้สามารถต้านทานการบุกจู่โจมของภูเขามังกรหิมะได้อย่างเหนือความคาดหมาย ทั้งยังสังหารพวกมันจนหมดสิ้นคงเป็นจี้หนิงเจ้าอีกใช่หรือไม่?”

จี้หนิงบังเกิดความตื่นตัวขึ้นมา นายน้อยผู้สูงศักดิ์นี้กลับทราบเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขามาไม่น้อย

“ไม่ต้องกังวลไป ข้ามิได้จงใจมาหาเรื่องกับเจ้า” รอยยิ้มอันเป็นมิตรยังคงประดับบนใบหน้าของมัน “ขอบอกตามตรงว่าการเดินทางมาในครั้งนี้นับเป็นภารกิจอย่างเป็นทางการครั้งแรกที่ท่านพ่อใช้สอยข้าไปกระทำ เพื่อป้องกันมิให้เกิดข้อผิดพลาดอันใด ข้าจึงทำการศึกษาข้อมูลของพวกเจ้าเป็นพิเศษ”

จี้หนิงอดบังเกิดความนับถือเลื่อมใสขึ้นมิได้ ตระกูลเป่ยซานสมกับที่รักษารากฐานอำนาจไว้ได้อย่างยาวนานตั้งแต่จักรวรรดิเซี่ยเริ่มก่อตั้ง ทายาทของพวกมันมิเพียงมีบุคลิกภาพเหนือธรรมดา ทั้งยังมีความระมัดระวังใส่ใจในรายละเอียดของภารกิจที่ได้รับมอบหมายแม้ว่าจะเป็นเพียงเรื่องอันเล็กน้อยก็ตาม

“กำราบเป่ยจื้อชานเมื่ออายุสิบเอ็ดปี สังหารเทพบุตรหยกและปรมาจารย์ซู่เมื่ออายุสิบหกปี ต่อให้อาศัยพลังของค่ายกลเข้าช่วยเหลือ ก็ยังต้องยอมรับในความร้ายกาจของเจ้าอยู่ดี” เป่ยซานไป่เว่ยทอดถอนใจชมเชย

“พวกเราลงมือเสี่ยงชีวิตโดยไม่คาดหวังผลลัพธ์ สุดท้ายเพียงอาศัยโชควาสนาช่วยให้ได้ชัยอย่างฉิวเฉียดเท่านั้น” จี้หนิงรีบกล่าวถ่อมตน อย่างไรก็ตามเมื่อหวนทบทวนถึงสถานการณ์อันหวุดหวิดหวาดเสียวที่เกิดขึ้นอีกครั้ง เขาก็อดมิได้ต้องขอบคุณฟ้าดินที่ช่วยให้เรื่องราวจบลงด้วยดีเช่นนี้

“เจ้าอาจพึ่งพาโชควาสนาแต่เจ้าก็ต้องมีฝีมือที่แท้จริง ยอดอัจฉริยะเช่นเจ้ากลับมาหมกตัวอยู่ในสถานที่เช่นนี้ออกจะน่าเสียดายเกินไป หากปราศจากอาจารย์ผู้เลิศล้ำคอยชี้แนะและถ่ายทอดเคล็ดวิชาระดับสูงให้ ข้าเกรงว่าเจ้าอาจไม่มีวันก้าวถึงระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงได้”

จี้หนิงผงกศีรษะยอมรับ “ข้าเองก็มีความปรารถนาที่จะออกเดินทางเพื่อกราบอาจารย์ร่ำเรียนยอดวิชา แต่ข้ายังคงต้องใช้เวลาเตรียมการอีกระยะหนึ่ง”

เป่ยซานไป่เว่ยคล้ายพึงพอใจในคำตอบนั้นยิ่ง มันโบกมือคราหนึ่งเรียกเอาตราสัญลักษณ์ขึ้นมายื่นส่งให้แก่จี้หนิง “หากเจ้าเดินทางไปยังนครไร้ระลอก เจ้าสามารถมาพบข้าได้ทุกเมื่อ”

จี้หนิงสะท้านขึ้นอีกครั้ง หากรับเอาตราสัญลักษณ์นี้ไว้ย่อมเท่ากับตนยินยอมติดค้างน้ำใจของอีกฝ่าย แต่เมื่อคุณชายผู้สูงศักดิ์เช่นนี้ยินยอมลดตัวลงคบหากับสาวกตำหนักม่วงจากตระกูลเล็กๆเช่นเขา จี้หนิงก็เห็นว่าคนผู้นี้คู่ควรที่ตนจะตอบรับมิตรภาพของมันเอาไว้

“ขอบพระคุณนายน้อยไป่เว่ย” จี้หนิงรับเอาตราสัญลักษณ์มาพิจารณา เขาพบว่าที่ด้านหนึ่งของมันจารึกอักษรคำ ‘เป่ยซาน’ และอีกด้านหนึ่งจารึกคำ ‘เฮยหู่’ (พยัคฆ์ทมิฬ) จึงอดมิได้ต้องพึมพำออกมาเบาๆ “เป่ยซานเฮยหู่?”

“นั่นเป็นนามของบิดาข้าเอง” เป่ยซานไป่เว่ยกล่าวอธิบายอย่างยิ้มแย้ม

“วันใดที่ข้าเดินทางไปถึงนครไร้ระลอก ข้าต้องไปเยี่ยมคารวะนายน้อยไป่เว่ยอย่างแน่นอน”

“คนของข้าที่ถูกส่งไปสำรวจแหล่งผลึกธาตุคงต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าจะสรุปรายงานกลับมา พวกเรามิสู้ดื่มกินไปพลางรับชมการแสดงระหว่างที่รอคอย” มันโบกมือให้สัญญาณครั้งหนึ่ง บรรดาสาวใช้อันงดงามก็พากันปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับเครื่องดนตรีนานาชนิดและเริ่มทำการบรรเลง พร้อมกับสาวใช้อีกกลุ่มหนึ่งที่นำเอาอาหารอันโอชะออกมาวางเรียงราย

หลังจากนั้นทั้งคู่จึงเริ่มต้นดื่มกินและสนทนากันต่ออย่างถูกคอ ยิ่งเวลาผ่านไปทั้งสองก็ยิ่งประทับใจในตัวของอีกฝ่ายมากยิ่งขึ้น แต่แล้วทันใดนั้นเอง…

“หน่วยองครักษ์มังกรวรุณได้รับคำสั่งให้ตามจับตัวคนของตระกูลจี้ไปทำการสอบสวน เจ้าของเรือโปรดให้ความร่วมมือ” เสียงอันเย็นเยียบเฉียบขาดดังขึ้นจากทางด้านหน้าของเรือรบ เมื่อจี้หนิงเหลียวมองออกไปทางนอกหน้าต่างก็พบเห็นชายหนุ่มในชุดแดงที่ยืนอยู่บนกลุ่มเมฆสีแดงกำลังใช้สายตาอันกระด้างเย็นชาจ้องมองมาทางพวกตน

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/

เล่มที่6 บทที่35: ศักดิ์ศรีแห่งภูเขามังกรหิมะ

Desolate Era เล่ม6: ดักแด้พังทลาย กลับกลายเป็นผีเสื้อ

บทที่ 35: ศักดิ์ศรีแห่งภูเขามังกรหิมะ

จี้ยี่ฉวนทั้งแตกตื่นทั้งยินดีกับพลังฝีมือปานปาฏิหาริย์ของบุตรชายจนแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง กับคำขู่อาฆาตท่ามกลางความสิ้นหวังของเหล่าวิญญาณใต้คมกระบี่เขาหาได้ใส่ใจแม้แต่น้อย

“เจ้า… เจ้าทำได้อย่างไร… ในช่วงเวลาสั้นๆเพียงเท่านี้…”

ที่อีกด้านหนึ่ง หมอกนรกานต์พลันแหวกออกเป็นเส้นทาง ผู้เฒ่าเก้าอัคคีที่มิอาจสะกดกลั้นใจรอคอยที่จุดศูนย์กลางของค่ายกลปรากฏขึ้นพร้อมกับสีหน้าอันแตกตื่นยินดีเช่นกัน กระทั่งจี้ยี่ฉวนที่ได้เห็นทุกเรื่องราวด้วยตาตนเองยังแทบไม่อาจทำใจเชื่อถือ ผู้เฒ่าเก้าอัคคีที่ทำได้เพียงรับรู้ผ่านการถ่ายทอดของค่ายกลย่อมยิ่งแล้วใหญ่ แม้จะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นจริงแท้แต่ยังคงอดมิได้ต้องรุดมาดูด้วยตนเองอีกครั้ง

“เพียงเวลาผ่านไปชั่วครู่ จี้หนิงเจ้ากลับพัฒนาพลังฝีมือขึ้นไปได้ถึงเพียงนี้ นี่นับเป็นโชควาสนาของตระกูลจี้อย่างแท้จริง” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวอย่างตื้นตันก่อนสื่อสารทางจิตต่อผู้คนที่เหลือ “น้องสาว อาสิง หลิวเจิน พวกเจ้าทุกคนรีบมาทางนี้ ปรมาจารย์ซู่แห่งภูเขามังกรหิมะได้ถูกกำจัดแล้ว”

เหล่ายอดฝีมือตระกูลจี้ที่กระจายอยู่ตามจุดต่างๆของค่ายกลล้วนตกอยู่ในห้วงอันสับสนงุนงง สุ้มเสียงสุดท้ายที่พวกมันได้ยินคือเสียงเยาะเย้ยถากถางของปรมาจารย์ซู่ราวกับว่าจี้หนิงกำลังจะถูกปลิดปลงภายใต้เงื้อมมือของมัน พวกมันกระทั่งยังหวาดระแวงว่านี่คืออุบายของภูเขามังกรหิมะที่จะล่อให้พวกมันปรากฏตัวออกไป แต่ในขณะที่ความวิตกกังวลกำลังพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ผู้นำตระกูลกลับแจ้งต่อพวกมันว่าปรมาจารย์ซู่ได้ถูกกำจัดลงแล้ว?

ดังนั้นเมื่อหมอกดำถูกแหวกเปิดเป็นทาง พวกมันทุกคนรวมทั้งท่านลุงขาวและนกเหยี่ยวของจี้หลิวเจินจึงรีบรุดมาด้วยความเร็วสูงสุด

“ท่านลุงขาว” จี้หนิงเหลียวมองชายผมขาวในชุดขาวพลางส่งเสียงร้องทักทาย “ท่านกลับทะลวงสู่ระดับขั้นใหม่”

“เป็นเพราะแก่นธาตุหลอมเหลวที่ได้รับจากท่านผู้นำตระกูล” สุนัขวารีพิสุทธิ์พยักหน้าให้กับจี้หนิง ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความรักเอ็นดู “นึกไม่ถึงว่าพวกเราทุกคนจะสามารถเอาชีวิตรอดจากคราเคราะห์ครั้งนี้ได้ และนึกไม่ถึงว่าข้าจะมีโอกาสได้กล่าววาจากับเจ้าจริงๆ”

จี้หนิงอดมิได้ต้องส่งยิ้มกว้างให้แก่ท่านลุงขาวของเขา

“เถ้าถ่านสองกองนั้นคือปรมาจารย์ซู่และหนงซิเตา?” จี้หลิวเจินกวาดตาสำรวจโดยรอบในขณะที่จี้ยี่ฉวนส่งยิ้มให้กับมัน ที่แท้จี้หนิงได้เผาซากของคนทั้งสองจนหมดสิ้นเพื่อความสะดวกในการดึงดูดเอาสมบัติวิเศษทั้งมวลของพวกมันมา

จี้หนิงชี้ไปทางกลุ่มสาวกตำหนักม่วงเจ็ดคนที่ยังมีชีวิตอยู่ “ท่านผู้นำตระกูลโปรดตัดสินใจ”

“สังหารพวกมันให้หมดสิ้น ความแค้นระหว่างพวกเรากับภูเขามังกรหิมะลึกล้ำเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลงอันใดได้แล้ว” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวอย่างเย็นชา

“ไม่… ได้โปรดไว้ชีวิตข้า ข้ายินดีมอบสมบัติวิเศษทั้งมวลออกไป”

“พวกเจ้าจะต้องเสียใจ ภูเขามังกรหิมะจะต้องชำระความอัปยศในครั้งนี้ด้วยการฆ่าล้างตระกูลจี้”

“จงภาคภูมิใจในชัยชนะอันจอมปลอมนี้ไปเถอะ ไม่เกินหนึ่งวันนับจากนี้ตระกูลจี้ของเจ้าจะถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น”

ท่ามกลางเสียงร้องคร่ำครวญและสาปแช่งของเชลยทั้งเจ็ด ผู้เฒ่าเก้าอัคคีพลันสะดุดหูกับคำพูดประโยคนี้ มันขมวดคิ้วพลางหันไปตะคอกใส่ชายกลางคนผู้กล่าววาจา “เจ้าอาศัยอะไรมากล่าวว่า ไม่เกินหนึ่งวันนับจากนี้ตระกูลจี้จะถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น?”

ชายกลางคนผู้นั้นคือลู่หวงเอง มันแหงนหน้าหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าได้ทำอะไรลงไป? เมื่อปรมาจารย์หมื่นสำแดงซึ่งเป็นบุคคลระดับสูงของภูเขามังกรหิมะเสียชีวิตลง สาขาหลักจะรับรู้เรื่องนี้ได้ในทันที ทั้งยังจะส่งกำลังมาสะสางหาสาเหตุอย่างรวดเร็ว”

สีหน้าของสมาชิกตระกูลจี้ทุกคนล้วนแปรเปลี่ยนไป นี่หาใช่คำขู่ขวัญโคมลอยไม่ ค่ายสำนักที่ทรงอิทธิพลเยี่ยงภูเขามังกรหิมะย่อมมีวิธีการมากมายที่จะทิ้งสัญลักษณ์หรือช่องทางตรวจสอบอันใดไว้ที่ตัวบุคคลสำคัญของฝ่ายตน

“ความเป็นตายของสาวกตำหนักม่วงเช่นพวกเราย่อมไม่อยู่ในความสนใจของสาขาหลัก แต่เมื่อสูญเสียชนชั้นปรมาจารย์หมื่นสำแดงไป สาขาหลักย่อมไม่อยู่นิ่งเฉยอย่างแน่นอน” ลู่หวงใช้สายตาอาฆาตมาดร้ายจับจ้องมองจี้หนิง “ไม่ว่าเจ้าจะเป็นอัจฉริยะหรือปีศาจอันใด เมื่อตั้งตนเป็นศัตรูกับภูเขามังกรหิมะ เจ้าก็ต้องตาย”

“ใช่แล้ว เหล่าผู้อาวุโสในสาขาหลักย่อมจะมาถึงภายในวันเดียวเท่านั้น พวกเจ้าทุกคนล้วนต้องตาย”

“ก่อนคณะทูตตัวแทนของจักรวรรดิเซี่ยที่พวกเจ้าเฝ้ารอจะมาถึง คณะผู้อาวุโสก็กวาดล้างพวกเจ้าไปจนหมดแล้ว”

ยิ่งกล่าวเหล่าสาวกตำหนักม่วงที่ทอดอาลัยก็ยิ่งกลับคืนสู่ความกล้าหาญอีกครั้ง แต่ก่อนที่พวกมันจะทันกล่าวหรือกระทำการอันใดต่อไป หยาดเลือดและมันสมองก็พลันสาดกระจายทั่วบริเวณ ชั่วพริบตานั้นกระบี่อันโปร่งแสงพุ่งทะลวงศีรษะของพวกมันทุกคนจนเสียชีวิตหมดสิ้น!

“กระบี่ที่รวดเร็วนัก ทั้งยังมิอาจระวังป้องกันโดยสิ้นเชิง” แม้ผู้คนในบริเวณจะล้วนเป็นยอดฝีมือแต่ยังคงอดมิได้ต้องแตกตื่นจนหน้าเปลี่ยนสี กระบี่บินที่จี้หนิงใช้ออกนั้นปราศจากร่องรอยให้สืบสาวโดยสิ้นเชิง ขณะที่สาวกตำหนักม่วงทั้งเจ็ดของฝ่ายศัตรูยังกล่าวคำอาฆาตอย่างย่ามใจ พริบตาต่อมาพวกมันทั้งหมดก็ทอดกายเป็นซากศพแล้ว

“ซู่หลี่จะอย่างไรได้ตายไปแล้ว” จี้หนิงกล่าวอย่างเคร่งขรึม “เมื่อไม่อาจเปลี่ยนแปลงอันใดได้ พวกเราสมควรรีบเตรียมพร้อมรับมือยอดฝีมืออันร้ายกาจที่จะถูกส่งมาในระลอกต่อไป”

“ไร้เหตุผลสิ้นดี! ระลอกแรกเพิ่งจะสงบระลอกหลังก็ก่อเกิดตามติด” จี้หลิวเจินขบกรามกล่าวอย่างปวดร้าว ผู้เฒ่าเก้าอัคคีก็ทำได้เพียงส่ายหน้าทอดถอนใจ ทุกผู้คนคล้ายถูกสายน้ำอันเย็นเฉียบราดรดลงบนศีรษะ ความตื่นเต้นยินดีในชัยชนะเมื่อครู่ปลาสนาการไปจนหมดสิ้น

……..

ห่างออกไปหลายล้านกิโลเมตรจากเทือกเขานางแอ่น ในสถานที่ซึ่งยอดเขาทั้งสูงต่ำทอดตัวแน่นขนัดยาวเหยียดสุดสายตาและมีเกล็ดหิมะโปรยปรายลงจากฟากฟ้าชั่วนาตาปี นี่คือที่ตั้งสาขาหลักของหนึ่งในค่ายสำนักที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งมณฑลปกครองไร้ระลอก ภูเขามังกรหิมะ

สาขาหลักของภูเขามังกรหิมะแบ่งออกเป็นสามส่วน ผู้นำของแต่ละส่วนล้วนเป็นนักพรตแห่งจักรวาลแรกกำเนิดซึ่งต่างแยกย้ายพำนักบนยอดเขาที่สูงที่สุดสามลูก แต่ละลูกล้วนสูงเสียดฟ้าและถูกล้อมรอบด้วยยอดเขาที่มีความสูงลดหลั่นลงมา ยอดเขาที่รายล้อมเหล่านี้พำนักไว้ด้วยศิษย์ที่มีศักดิ์ฐานะสูงส่งระดับปรมาจารย์หมื่นสำแดง ส่วนบรรดาสาวกตำหนักม่วงนั้นล้วนไม่มียอดเขาเป็นของตนเอง พวกมันเพียงติดสอยห้อยตามปรมาจารย์หมื่นสำแดงเพื่อรอคอยโอกาสที่จะรับฟังยอดคนเหล่านั้นชี้แนะและอรรถาธิบายถึงวิถีแห่งเต๋า

ชายหนุ่มในชุดสีแดงนั่งขัดสมาธิบนเตียงหยกภายในตำหนักหลักแห่งหนึ่งบน ‘ยอดเขารวมยะเยือก’ ของภูเขามังกรหิมะ ที่ด้านหลังของมันมีสาวใช้สองนางยืนรอคอยปรนนิบัติด้วยความสำรวม

ยอดเขารวมยะเยือกแห่งนี้เป็นหนึ่งในยอดเขาสำคัญของภูเขามังกรหิมะ เจ้าบรรพตมีนามว่า ‘เสวี่ยหงอี’ เป็นหนึ่งในอัจฉริยะชั้นแนวหน้าที่ภูเขามังกรหิมะเพาะสร้างขึ้น อายุสิบปีก้าวขึ้นสู่ระดับเหนือธรรมชาติ สิบหกปีเป็นสาวกตำหนักม่วง บรรลุระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงเมื่ออายุเพียงสามสิบเก้าปี ต่อจากนั้นอีกเพียงสามสิบปีก็สามารถผ่านการทดสอบทั้งมวลและเข้ารับตำแหน่งอันทรงเกียรติในหน่วยองครักษ์มังกรวรุณ

เมื่อได้รับถ่ายทอดเคล็ดวิชาอันล้ำเลิศเพิ่มเติมจากหน่วยองครักษ์มังกรวรุณ พลังฝีมือของมันในตอนนี้สามารถเบียดเสียดขึ้นเป็นหนึ่งในสามยอดฝีมือระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงที่เก่งกาจที่สุดของภูเขามังกรหิมะได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ควรทราบว่าระดับฝีมือของปรมาจารย์หมื่นสำแดงแต่ละคนก็อาจทิ้งช่วงจากกันอย่างใหญ่หลวง หากจะเปรียบเทียบ ปรมาจารย์ซู่หลี่ถือได้ว่าเป็นปรมาจารย์หมื่นสำแดงขั้นกลางเท่านั้น ปรมาจารย์หมื่นสำแดงที่ร้ายกาจอย่างแท้จริงล้วนมีลักษณะเด่นที่เป็นเอกเทศ บ้างฝึกฝนเทพวิชาอันร้ายกาจ บ้างครอบครองสมบัติวิเศษอันเลิศล้ำ บ้างสามารถควบคุมหุ่นวิญญาณที่มีพลังแข็งแกร่งยิ่งกว่าตนเองเข้าต่อสู้

นี่ไม่ต่างอันใดกับสถานการณ์ในหมู่สาวกตำหนักม่วง ผู้เฒ่าเก้าอัคคีและต่งซีฉีล้วนเป็นสาวกตำหนักม่วงขั้นสูงสุด แต่พลังฝีมือของทั้งสองแตกต่างกันสุดกู่ ต่งซีฉีเพียงคนเดียวก็จัดการกับผู้เฒ่าเก้าอัคคีสิบคนได้อย่างไม่มีปัญหา ส่วนเทพบุตรหยกที่ครอบครองเทพวิชานั้นยังเหนือล้ำกว่าต่งซีฉีไปอีกขั้นหรือสองขั้น นี่ยังไม่นับอัจฉริยะปิศาจเยี่ยงจี้หนิงที่บัดนี้สามารถสังหารเทพบุตรหยกได้ง่ายดายราวกับฆ่าไก่

เสวี่ยหงอีย่อมเป็นสุดยอดฝีมือในกลุ่มปรมาจารย์หมื่นสำแดงโดยมิต้องสงสัย ขีดความสามารถในการต่อสู้ของมันแทบไล่กวดตามยอดฝีมือระดับนักพรตจักรวาลแรกกำเนิดได้ทัน

“หงอี” สุ้มเสียงอันเย็นชาราวผลึกน้ำแข็งพลันดังขึ้นที่ข้างหู เสวี่ยหงอีลืมตาขึ้นจากภวังค์แห่งสมาธิในทันที มันรีบกล่าววาจาตอบรับด้วยท่าทีที่เปี่ยมไปด้วยความเคารพนบนอบ “ท่านอาจารย์”

“ซู่หลี่ซึ่งเป็นศิษย์ผู้น้องของเจ้าเพิ่งจะเสียชีวิตลงในพื้นที่ของเทือกเขานางแอ่น” เจ้าของเสียงอันเย็นชากล่าวสืบต่อ “เจ้าจงเดินทางไปสืบหาสาเหตุว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ใช้ศักดิ์ฐานะในหน่วยองครักษ์มังกรวรุณของเจ้าหยิบยืมใช้งานเครือข่ายอุปกรณ์เคลื่อนย้ายของพวกมันเพื่อเดินทางสู่เทือกเขานางแอ่นให้เร็วที่สุด”

“ทราบแล้วท่านอาจารย์” เสวี่ยหงอีผงกศีรษะอย่างนอบน้อม ตัวมันเป็นเพียงเด็กกำพร้าในเขตภูเขามังกรหิมะที่ถูกอาจารย์เก็บมาเลี้ยงดู เนื่องจากตอนที่ถูกพบนั้นทั้งร่างของมันมีเพียงชุดสีแดงที่สวมติดตัว อาจารย์ของมันจึงให้มันใช้แซ่ ‘เสวี่ย’ ที่แปลว่าหิมะ และใช้นามว่า ‘หงอี’ ที่แปลว่าชุดแดง ความสัมพันธ์ของศิษย์อาจารย์คู่นี้ยังแนบแน่นกว่าบิดาและบุตรที่แท้จริงอีก เพียงแต่พวกมันทั้งคู่ล้วนมีอุปนิสัยกระด้างเย็นชาจึงมิใคร่ได้แสดงออกความรู้สึกทางด้านนี้ออกมาสักเท่าใด

เมฆสีแดงพลันปรากฏขึ้นภายในห้องม้วนหอบเอาร่างในชุดสีแดงตัดผ่านท้องนภาหายลับไปกับเส้นขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว

………

ที่เขาหัววัว สมาชิกตระกูลจี้ยังคงปรึกษาหารือถึงวิธีรับมือการบุกจู่โจมครั้งถัดไปของภูเขามังกรหิมะ

“ค่ายสำนักใหญ่เช่นภูเขามังกรหิมะกังวลสนใจในเรื่องศักดิ์ศรีและหน้าตาเป็นที่สุด หากพวกมันทราบว่าตระกูลอันต้อยต่ำในสายตาของพวกมันเช่นตระกูลจี้สังหารสาวกไปมากมายเช่นนี้ พวกมันต้องไม่ยอมเลิกราอย่างแน่นอน” จี้หลิวเจินกล่าวขึ้น “ความหวังเพียงหนึ่งเดียวของพวกเราอยู่ที่ขบวนทูตตัวแทนจากจักรวรรดิเซี่ยเท่านั้น มีแต่ได้รับการปกป้องภายใต้อำนาจของจักรวรรดิจึงจะสร้างความกริ่งเกรงให้แก่พวกมันได้”

“แต่ยอดฝีมือจากสาขาหลักอาจเดินทางมาถึงภายในวันนี้ ในขณะที่ขบวนทูตสมควรมาถึงล่าช้ากว่าพวกมัน” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“เช่นนั้นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือต้องหลบหนีเท่านั้น” ท่านยายเงากล่าวขึ้นบ้าง

“คงมีแต่ต้องทำเช่นนั้นแล้ว พวกเราไม่อาจปล่อยให้จี้หนิงลงมือเสี่ยงชีวิตอีกต่อไป” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวสนับสนุน “หลบหนีเพื่อถ่วงเวลาให้พวกมันต้องไล่ล่าตามหา ขอเพียงหลบหนีได้จนถึงเวลาที่ขบวนทูตมาถึงก็ถือว่าพวกเราประสบความสำเร็จแล้ว”

“ข้าเพียงเกรงว่าเมื่อหาพวกเราไม่เจอ พวกมันจะระบายอารมณ์กับผู้คนในตระกูลที่หลงเหลือ” จี้หลิวเจินกล่าวแย้งขึ้น

ทันใดนั้นสีหน้าของจี้หนิงพลันบังเกิดความเปลี่ยนแปลง เขาหันไปมองในที่ไกลตา ส่งผลให้ทุกผู้คนต้องหันมองตาม

ถึงแม้หมอกนรกานต์ที่เคยปกคลุมจะจางหายไปมากแล้ว แต่ก็เพียงแค่ทำให้มองเห็นได้ไกลออกไปบ้างเท่านั้น จี้หนิงอาศัยความรู้สึกจากเทพสำนึกที่สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังมหาศาลที่มุ่งหน้าใกล้เข้ามาจึงรู้สึกตัวเป็นคนแรก

จากที่ไกลออกไป เรือรบขนาดใหญ่ราวกับป้อมปราการได้เคลื่อนที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ บนดาดฟ้าของเรือที่เปล่งประกายรัศมีแห่งพลังอันกล้าแข็งยืนรักษาการณ์ไว้ด้วยขบวนนักรบในชุดเกราะจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนที่เพียงสังเกตจากแววตาและท่าทีก็ทราบได้ว่าพวกมันแต่ละคนล้วนเป็นชนชั้นยอดฝีมือ นักรบอีกกลุ่มหนึ่งตั้งขบวนอารักขาบุรุษหนุ่มร่างสูงสง่าที่สวมมงกุฏและแต่งกายด้วยเครื่องแบบอันเลิศหรู มันกำลังรับฟังคำรายงานจากนายทหารที่มีท่าทีประจบประแจงผู้หนึ่ง

เหนือเสากระโดงอันแข็งแกร่งของเรือรบโบกสะบัดไว้ด้วยธงขนาดใหญ่สองผืน ผืนแรกปักไว้ด้วยอักษรสองคำคือ ‘ไร้’ และ ‘ระลอก’ ผืนที่สองปักไว้ด้วยอักษรอีกสองคำคือ ‘เป่ย’ (อุดร) และ ‘ซาน’ (บรรพต)

“ตระกูลเป่ยซานแห่งข้าหลวงมณฑลปกครองไร้ระลอก!” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีแหงนหน้ามองดูผืนธงบนเรือรบและเอ่ยพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว

“ข้าหลวงมณฑลปกครองไร้ระลอก” จี้หนิงเองก็ตกตะลึงไปเช่นกัน มณฑลปกครองไร้ระลอกอันกว้างใหญ่ไพศาลสุดประมาณนี้ตกอยู่ภายใต้อำนาจอันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของตระกูลเป่ยซานจนมีเพียงหน่วยองครักษ์มังกรวรุณที่พอจะเทียบเคียงได้ เพียงข้อเท็จจริงนี้ก็สามารถบอกได้อย่างชัดเจนถึงอิทธิพลของข้าหลวงมณฑลปกครองไร้ระลอก อย่าว่าแต่หากเกิดเรื่องราวใดขึ้นในพื้นที่ของมณฑลปกครอง กระทั่งองครักษ์มังกรวรุณก็ยังต้องไว้หน้างูเจ้าถิ่นเยี่ยงตระกูลเป่ยซานอยู่หลายส่วน

“นั่นคือ… ผู้บัญชาการต่ง” จี้หลิวเจินสังเกตเห็นเป็นคนแรก “นายทหารที่ยืนอยู่ข้างบุรุษหนุ่มผู้สูงศักดิ์นั้นคือผู้บัญชาการต่ง”

เรือรบยังคงเหินบินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ผู้บัญชาการต่งที่ยืนเคียงข้างบุรุษหนุ่มในชุดดำอันเลิศหรูพลันส่งเสียงตะคอก “เหล่าผู้คนตระกูลจี้และภูเขามังกรหิมะจงรีบออกมาแสดงความเคารพคณะทูตตัวแทนของท่านข้าหลวงแห่งมณฑลปกครองไร้ระลอก!”

เสียงอันกึกก้องกังวานของมันดังสะท้อนสะท้านไปทั่วทั้งบริเวณ

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/